Narcolepsy : หลับไปคราวนั้น ฉันได้พบเธอ

ตอนที่ 2 : บทที่ 2 เจ้ามัฟ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    31 พ.ค. 62

นานนับหลายนาทีที่หญิงสาว นั่งอย่างไม่รู้จะเริ่มต้นกับชีวิตยังไง  ความสับสนและหวั่นใจ ทำให้น้ำใสอุ่น ๆไหลผ่านแก้มเนียน นานแค่ไหนที่เธอไม่เคยได้ระบายความรู้สึกคับข้องใจแบบนี้  ในความเป็นจริง หญิงสาว ลืมความรู้สึกนี้ไปนานแสนนาน 

ความรู้สึกของการต้องการใครสักคน “เพื่อน” อย่างนั้นหรือ เธออาจจะกลัว และกังวล แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้เธอตกอยู่ในสภาพนี้   ท่าทางเฉยเมยของชายแปลกหน้า ที่ทำเหมือนเธอไร้ตัวตนต่างหากล่ะ  หญิงสาวรู้สึกเหมือนกำลังถูกลงโทษจากรุนแรงจากใครสักคน ที่เธอไว้ใจ  แต่เป็นใครกันล่ะ 


 “ ทำไมเราจำอะไรไม่ได้เลย “ 

เธอยังคงพึมพำกับตัวเอง ทั้ง ๆคำตอบเธอรู้อยู่แล้วว่าเพราะอะไร แต่ด้วยอุปนิสัยชอบโวยวายของเธอทำให้เธออดที่จะบ่นกับตัวเองไม่ได้  หญิงสาวฟุบหน้าลงท่อนแขนอย่างเหนื่อยอ่อน  สายลมยามบ่ายแก่ ๆ ทำให้หญิงสาวสะท้าน ชุดที่เธอสวมยังคงชุ่มไปด้วยน้ำ เธอคร้านที่จะใส่ใจ  

 "ชื่อ  ชื่ออะไรนะ”

 เธอพึมพำกับตัวเองซ้ำๆอย่างล้าๆ   แต่ไม่เป็นผล ทุกอย่างมันกลับสะดุด เหมือนความคิดส่วนนี้ไม่เคยมีมาก่อน 

 “ ถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ ชั้นคงต้องตั้งชื่อให้ตัวเองใหม่แล้วมั้งเนี่ย”  เธอบอกตัวเองอย่างตัดรำคาญ และนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง ที่เธอไม่เคยใส่ใจอะไรได้นาน เธอมีวิธีรับมือกับปัญหาได้เสมอ และครั้งนี้เธอก็คิดว่า มันคงไม่ใช่ปัญหาสลักสำคัญอะไร   ก็แค่ชื่อ หญิงสาวคิด


 สายลมเอื่อย ๆ เริ่มทำให้เธอเริ่มเคลิ้ม ตาคู่สวยเริ่มค่อย ๆ ปรือลง ๆ  ก่อนที่เธอจะฝืนลืมตาอันหนักอึ้งขึ้นมาอีกครั้งอย่างยากลำบาก หญิงสาว ได้ยินเหมือนเสียงที่ล่องลอย มาจากที่ไกล ๆ และเหมือนเสียงนั้นมีการสะท้อนไปมา 

  

“มีใครตะโกนอยู่บนหน้าผารึไง” เธอคิดอย่างง่วง ๆ เสียงคุ้น ๆ เหมือนใกล้ ๆ บางครั้งก็เหมือนมาจากแสนไกล หมอสาวเริ่มตั้งใจฟังเสียงปริศนาอีกครั้ง “หมอรัญญ์” จิตใต้สำนึกบอกเธอ เสียงนั้นเรียกชื่อเธอ ก่อนที่ความดำมืดจะเข้ามาเยือนในภาพฝันเธออีกครั้ง พลันทำเอาหญิงสาวสะดุ้งสุดตัว พร้อมเสียงกรี๊ดลั่น  ด้วยความตกใจ จู่ มีตัวขน ๆมากระชากชายเสื้อเธออย่างแรงจนตกเก้าอี้  


หญิงสาวลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน ด้วยสัญชาตญาณของหมอ เธอรีบมองหาสาเหตุที่ทำให้เธอต้องกองบนพื้นทันที และความรู้สึกตัวขน ๆนั้นกำลังยืนส่ายก้นจนหางสะบัด พร้อมส่งเสียงทักทาย และชื่นชมในผลงานมันเอง “โฮ่ง!” เจ้าตัวขนพันธุ์ รีทีฟเวอร์  ตามความเข้าใจของหมอสาว ที่เธอคิดอย่างนี้เพราะเธอเคยเห็นตัวแบบนี้ในโฆษณาอาหารสุนัข เพราะเธอไม่มีความรู้เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงมาก่อน เธอรู้แต่ว่าแมวก็คือแมว หมาก็คือหมาจะพันธุ์ไหน ก็เป็นแมว เป็นหมาเหมือนกัน พลัน “ หมอรัญญ์” ผุดขึ้นมาในสมองเอาดื้อๆ หญิงสาวลุกขึ้นโดยไม่รอให้เจ้าตัวขนส่งเสียงเย้ยหยันเป็นครั้งที่สอง

   “เอ้า  เอาไงเจ้าหมา” หมอรัญญ์ เธอคิดว่าเป็นเธอแน่นอน เธอรีบท่องไว้ในใจซ้ำ ๆ เพราะเกรงว่าชื่อนี้จะหลุดหายไปจากความทรงจำอีกครั้ง “หมอรัญญ์ๆๆๆ เราคือหมอรัญญ์  จำไว้ ๆๆ”   ก่อนที่จะหันมาสนใจสุนัขตัวเขื่องตรงหน้า  ตัวที่ถูกเรียกว่าเจ้าหมา ไม่ว่าไร มันกลับทำท่าวิ่งไปด้านหลังของเก้าอี้อย่างคึกคัก ก่อนจะวิ่งกลับมาหาหมอสาวอีกครั้ง 

     

“แกจะบอกอะไรชั้นฮึ ชั้นเป็นแต่เดาพฤติกรรมคนนะ ไม่เคยเดาพฤติกรรมหมา  ...ว่าไง” 

ถ้าใครในที่ทำงานเธอเห็นตอนนี้คงแทบไม่เชื่อสายตาแน่ ๆ ที่หมอสาวผู้ไม่สนใจโลกกำลังคุยกับสัตว์ขนปุยตัวใหญ่ อย่างเหมือนว่ามันจะเข้าใจ  และมันก็เข้าใจจริง ๆ มันเห่าอีกรอบ หมอสาวเกรงว่าจะไปรบกวนใครเข้า เพราะเธอไม่แน่ใจว่า สถานที่นี้เป็นที่สาธารณะ หรือที่ส่วนบุคคล เพราะเท่าที่เธอใช้เวลาอยู่ตรงนี้เกือบครึ่งค่อนชั่วโมง เธอยังไม่เห็นใครเดินเข้าออกเลย  เธอจึงตัดสินใจเดินตามเจ้าหมาอย่างว่าง่าย และนั่นทำให้มันไม่ได้หยุดเห่าเสียทีเดียว


ด้านหลังเก้าอี้ตัวที่เธอนั่ง เป็นทางเดินแคบ ๆ ที่อาจจะพาเธอไปพบกับอะไรก็ได้ หรืออาจจะเป็นแค่ทางเดินเล่นในสวนแค่นั้น บางทีมันอาจจะวนกลับมาที่เก่า หมอรัญญ์คิด พลางกวาดสายตาไปรอบ ๆ เผื่อว่าเจ้าของหมาจะอยู่แถว ๆนี้  สังเกตจากปลอกคอมันต้องมีเจ้าของแน่นอน และถ้าหมอรัญญ์ ใส่ใจอีกนิด ก็จะรู้ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันเจอหมอรัญญ์ และในเวลาไม่ห่างกันนัก หมอสาวก็ได้เจอมันไปแล้วครั้งหนึ่ง  อย่างที่บอก หมอสาวรับรู้เพียงว่าหมาก็คือหมา ทุกตัวหน้าตาเหมือนกันหมด หญิงสาวก้าวตามทางเดินอย่างคล่องแคล่วเหมือนเคยเดินมานับครั้งไม่ถ้วน จนเจ้าตัวยังอดแปลกใจตัวเองไม่ได้ เธอเดินเหมือนจะรู้เป้าหมาย ว่าจะไปที่ใด



แสงแดดยามบ่ายคล้อย ทาบผ่านร่างสวยเป็นเงาทอดยาว หญิงสาวเริ่มสาวเท้าเร็วขึ้นเมื่อเจ้าขนปุยเริ่มวิ่งหายลับไปกับโค้งข้างหน้า อย่างน้อยก็ดีกว่าอยู่คนเดียวล่ะนะ เธอคิดปลอบใจตัวเอง พลางปัดเอาเถาวัลย์ที่เลื้อยพันกันยุ่งเหยิงเหนือศีรษะ หมอรัญญ์อดคิดไม่ได้ว่าทางที่ไปอาจจะโผล่ปราสาทเก่าแก่น่ากลัวแบบในหนังหรือเปล่า เธอเกือบจะหยุดเดินแล้วหันหลังกลับ แต่เสียงเห่าอยู่ไกล ๆของเพื่อนตัวน้อยยามนี้ทำให้หญิงสาวเปลี่ยนความคิด เอาเถอะ อย่างน้อยก็จะได้รู้กันว่าเส้นทางนี้พาเธอไปไหน และไปพบกับใคร หรืออะไร ชุดที่เปียกชุ่ม เมื่อครู่เริ่มค่อย ๆหมาด ๆ ทำให้เธอเดินได้คล่องตัวยิ่งขึ้น

 หญิงสาวเดินเลาะทางเดินแคบ ๆ ที่ไม่สามารถเดินสวนกันได้นี้อย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น เพราะเธอเริ่มรับรู้ถึงความชันที่เกิดขึ้น เสียงเห่า ไกล ๆได้ลับหายไปแล้ว หญิงสาวต้องพึ่งตัวเองแล้วล่ะ  ทางเดินชันสลับกับลาดเอียงและเลี้ยวซอกแซก หญิงสาวเดินตามทางไปเงียบ ๆ พยายามไม่มองรอบข้างทางที่เริ่มกลายเป็นป่าละเมาะ หรือคล้าย ๆกับสวนที่ขาดคนดูแลมาเป็นเวลาช้านาน


นานนับเกือบ 20 นาที ที่เธอรีบจ้ำให้พ้นทางเดินวกวนนี้  หญิงสาวหอบเบา ๆ  ก่อนที่เธอมาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าประตูบานใหญ่ สีน้ำตาลอิฐ สลับกับกระจกสีฟ้าอ่อนพาดด้วยแถบสีขาวดูแปลกตา สัญชาตญาณบอกว่า เป้าหมายได้สิ้นสุดแล้ว เพราะไม่มีเส้นทางให้เดินต่ออีก หญิงสาวยืนละล้าละลัง เธอมองหาเจ้าตัวก่อเหตุกลับไม่เห็นวี่แวว อากาศเริ่มเย็นลงทุกที หญิงสาวเริ่มตัวหนาวสั่น ฟันกระทบกันกึก ๆ สิ่งหนึ่งที่ธรรมชาติเรียกร้องเมื่อเจอบรรยากาศแบบนี้ นั่นคือ การถามหาห้องน้ำ 

หมอรัญญ์แทบจะทนไม่ไหว เธอตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ที่จะส่งสัญญาณให้คนข้างในรับรู้ ครั้นจะให้ตะโกนเรียกก็ดูท่าจะไม่เหมาะกับสภาพตอนนี้ เธอเดินหาออด หรืออะไรสักอย่าง ออด กริ่ง ?? สมัยนี้เค้าสร้างกันหรือยังนะ เธอคงลืมไปแล้วว่า เธออยู่ห่างจากปัจจุบันถึง ร้อยปี เอาล่ะ ใช้วิธีพื้นฐานละกัน  


หญิงสาว ก้าวเท้าอย่างรวดเร็วไปที่ประตูพร้อมเงื้อมมือหมายจะเคาะ แต่มือขาวเรียวกลับต้องชะงักก่อน พร้อมกับเสียงประตูเปิด พอ ๆกัน กับเจ้าตัวยุ่งมายืนแลบลิ้นยาวข้าง ๆเท้าเธอตั้งแต่เมื่อไร และเสียงคุ้นหู 


               “เจ้ามัฟฟี่.....” 

เมื่อทั้งสองประจันหน้ากัน หมอรัญญ์รู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกหมุนอย่างบ้าคลั่ง และหยุดเอาดื้อ ๆ   ภาพชายหนุ่มตรงหน้า แทบทำให้ผู้ที่ข้ามผ่านพ้นห้วงแห่งกาลเวลามาแสนไกลอย่างหมอรัญญ์ นึกอยากกลับไปหมุนทวนคลื่นแห่งเวลาใหม่ถ้าหากทำได้ “คำว่าโลกมันกลม ช่างใช้ได้ทุกยุค ทุกสมัยจริง ๆ”  ก่อนที่หมอรัญญ์จะได้คิด หรือทำอะไร สายตาอ่อนไหวของคนตรงหน้าได้ถูกปรับเป็นสายตามึนเฉยในทันที หญิงสาวหมุนตัวพร้อมจะหันหลังกลับ โดยที่เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าทำไมจึงรู้สึกเช่นนั้น  หรือเป็นเพราะสายตามึนชาคู่นั้น ด้วยความที่เธอหมุนตัวอย่างรวดเร็วไม่มีสัญญาณบอกส่งผลให้เท้าเธอปัดไปเตะและเหยียบ “เจ้ามัฟ” เข้าโดยไม่ตั้งใจ และด้วยความไวเธอรีบกระชากเท้าออก อย่างเร็ว นั่นกลับทำให้ร่างเธอถลาไปด้านข้าง และ ทุกอย่างก็ดับมืด พร้อม กับเสียงร้องอย่างตกใจของเจ้ามัฟ


.

.

.

.

.

.


#หลับกี่ที่ก็มีเธอ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

0 ความคิดเห็น