Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 98 : Login 95 : CHANGE 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 387
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    4 เม.ย. 60

Login 95 : CHANGE 1

 

            ภายในอุโมงค์ใต้ดิน...

            อิงศรกำลังคลำหาทางออกร่วมกับคู่เดินทางอีกคนคือทายาทตระกูลธุวดารกะที่เป็นผู้นำกองกำลังของเมตไตรยในการบุกโจมตีอารย-สนธยาครั้งนี้พิจิก ธุวดารกะ ชายวัยสิบเก้าปีเจ้าของผมพังค์สีเขียวนัยน์ตาขวางแต่แฝงแววขี้ขลาดอยู่ในตัว

            ถ้าว่ากันตามตรงหมอนี่ควรจะเป็นผู้บังคับบัญชาของอิงศรแต่เพราะตอนนี้ไม่ได้สังกัดกับเมตไตรยแล้วก็เลยไม่เป็นแบบนั้นแล้วก็รู้สึกขอบคุณที่กุมภาเปิดโปงสิงห์ซะก่อนจนเรื่องมันกลายเป็นแบบนี้จึงไม่มีเหตุผลให้ต้องมาอยู่ใต้บังคับการของเจ้าคนไม่ได้ความนี่

            “เฮ้ย! เมื่อไหร่จะเจอทางออกเนี่ยเท้ามันฉ่ำน้ำไปหมดแล้วนะแถมชักจะคันๆ แล้วด้วยน้ำสกปกรกป่าวก็ไม่รู้

            หมอนี่เอาแต่บ่นแบบนั้นมาตลอดทางโดยที่ไม่ยอมช่วยตรวจสอบเส้นทาง เพราะเมื่ออิงศรเดินเร็วจนเริ่มออกห่าง พิจิกก็จะ..

            “เฮ้! อย่ารีบเดินนักสิมันเหนื่อยนะคิดจะทิ้งฉันไว้ที่นี่รึไง!

            ตะโกนโหวกเหวกแบบนั้นจนเสียงสะท้อนกับผนังก้องไปทั้งอุโมงค์ชวนแสบแก้วหูอีกต่างหากแล้วยังน่ากลัวว่าจะเรียกพวกศัตรูมาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากยอมตามใจ

            แต่มันก็ทำให้การค้นหาทางออกล่าช้าขึ้นไปอีก ความกังวลที่มีต่อพวกมิ่งขวัญเมื่อรวมกับเมล์จับเวลาตายที่หนนี้ส่งมาไม่เหมือนทุกทีจึงยิ่งทวีเพิ่มขึ้น

            ทันใดนั้นเองอุโมงค์ก็สั่นสะเทือนโดยที่ไม่รู้สาเหตุ

            มีเสียงสะท้อนดังลงมาจากด้านบนหลายครั้งเหมือนมีอะไรข้างบนกำลังถล่มลงมา

            ไม่นานนักก็หยุดสะเทือน

            “อ...เฮ้เมื่อกี้มันอะไรน่ะ

            พิจิกถามด้วยใบหน้าเหวอ

            “…”

            อิงศรไม่ได้ตอบแต่จิกปากเพราะความกังวลว่าตอนนี้...

            ในตอนที่เขากำลังเสียเวลาอยู่ที่นี่มิ่งขวัญหรือกวินทร์อาจจะกำลังพัวพันอยู่กับการต่อสู้ที่ยากลำบากอยู่ที่ไหนซักแห่งด้วยความคิดนั้นทำให้ขาเริ่มออกวิ่งไปเองทันที

            “อ้าวเฮ้ย! นี่จะคิดทิ้งฉันอีกรึไง เฮ้! กลับมาก่อน

            เสียงตะโกนของพิจิกดังขึ้นแต่อิงศรไม่สนใจ

            การสะเทือนเมื่อครู่เป็นสัญญาณเลวร้ายอย่างไม่ต้องสงสัยแล้วก็เพราะการสะเทือนนั่นเลยทำให้คาดเดาได้ว่าสถานที่ๆ เป็นทางออกน่าจะมากจากทางที่เกิดต้นเหตุของการสะเทือน

            ไม่ได้มีเหตุผลหรือหลักฐานที่ระบุว่าจะเป็นอย่างที่คิดแต่มันก็มีแต่ต้องเชื่อแบบนั้นเท่านั้น

            อิงศรวิ่งเต็มที่จนเสียงตะโกนของพิจิกหายลับไป

            วิ่งเลี้ยวไปตามทางโค้งแล้วเจอซอยที่สร้างเป็นกำแพงหลบมุมเข้าไปถ้าไม่มีเหตุการณ์เมื่อครู่คงหาเส้นทางนี้ไม่เจอเพราะโครงสร้างของมันทำให้มองข้ามไปได้ง่ายๆ

            อิงศรแทรกตัวผ่านทางเดินแคบด้านใน

            ทางเดินมืดสนิทขนาดที่สายตาซึ่งชินกับความมืดแล้วยังมองแทบไม่เห็นจึงต้องใช้มือคลำทางเอาเอง

            เขาเจอบันไดและเดินขึ้นบันไดไปโดยค่อยๆ คลำขึ้นไปทีละขั้นจนกระทั่งสุดขั้นแต่เส้นทางกลับถูกขวางไว้ด้วยแผ่นปูนซึ่งไม่ได้เกิดจากการโบกปิดจึงน่าจะเป็นแผ่นของผนังหรืออะไรซักอย่างที่ถล่มลงมาปิดทางเข้าออกมากกว่า ระหว่างทางที่ปีนขึ้นมาก็รู้สึกว่ามีเศษหินกระจายอยู่เต็มไปหมด

            เพื่อเปิดทางอิงศรคิดจะทำลายแผ่นปูนด้วยสกิลจึงไต่บันไดกลับลงไปแล้วชักคันธนูซึ่งเปลี่ยนกลับจากสภาพเทคนิคัลแล้วเหน็บไว้ที่หลังออกมาเล็ง

            “บัพแอโร่ว!

            อิงศรร่ายสกิลแล้วปลดปล่อยลูกศรเพลิงซึ่งต่อมาลุกลามกลายเป็นมหิงสาเพลิง มันพุ่งชนแผ่นปูนที่ปิดทางลอยกระเด็นออกไปทำให้เส้นทางเปิดออกและมีแสงส่องลงมา เป็นเพียงแสงจันทร์อ่อนๆ ที่ทำให้ตาซึ่งชินกับความมืดอยู่พร่ามัวเพียงเล็กน้อย

            อิงศรปรับสภาพตากลับอยางรวดเร็วแล้วปีนบันไดกลับขึ้นไป

            เขาขึ้นมาอยู่ข้างบน

            บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยเศษหินเศษปูนกับซากที่ดูเหมือนทองคำหล่อเกลื่อนไปทั่ว

            บางทีคงเป็นอาคารหรืออะไรซักอย่างที่เพิ่งถล่มลงมาพร้อมกับการสะเทือนเมื่อครู่

            แล้วนอกจากนี้ยัง...

            “มันอะไรกันเนี่ยเจ้าพวกนี้

            อิงศรพึมพำขณะที่จับธนูไว้มั่น

            สาเหตุก็เป็นเพราะบนท้องฟ้ามีจักรกลสีดำประหลาดบินกันให้ว่อนไปหมด

            จักรกลโดรนหน้าตาคล้ายพินโบวลิ่งที่มีลักษณะแบนและมีแสงนีออนสีเขียวบ้างสีแดงบ้างส่องออกมาเป็นลวดลาย บางอันก็กางออกเหมือนอ้าปากและมีใบมีดแสงโผล่ให้เห็น

            อิงศรกวาดสายตามองรอบตัวเพื่อจะดูให้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่นี่พร้อมกับระวังว่าโดรนพวกนี้จะเข้ามาโจมตีเมื่อไหร่

            จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับจุดหนึ่งท่ามกลางกองซากปรัก

            “ขวัญ

            แล้วพึมพำออกมา

            เพราะว่าที่ตรงนั้นมิ่งขวัญอยู่ที่นั่นแล้วก็ไม่ใช่แค่นี้

            กวินทร์ ฟู มิกซ์ พลอย เน็กส์ นิวทุกคนก็อยู่ด้วยกันหมดรวมถึงซากิริกับอิซานามิ

            ทุกคนยังอยู่ในสภาพดีแต่มิ่งขวัญที่ยืนอยู่หน้าทุกคนกลับแขนขาดสองข้างและมีปีกเทวทูตงอกบนหลัง

            “รอดจากมาสเตอร์แวริเอชั่นมาได้เพราะใช้มิคาเอลสินะแต่ว่าสกิลนั้นก็จะต้องถูกเยือกแข็งไปด้วย...เดม่อนสกิลก็ไม่มีข้อยกเว้นเหมือนกัน

            มีเสียงดังมาจากอีกฟาก

            เสียงของหญิงสาวที่ดูมาดมั่น

            อิงศรหันไปพบตัวเจ้าของเสียงซึ่งน่าจะเป็นเจ้าของโดรนประหลาดพวกนี้และยังเป็นมนุษย์ต่างดาว

            คำตอบประมวลออกมาได้ว่าพวกมิ่งขวัญกำลังต่อสู้กับเธอคนนี้แต่ทำไมล่ะ?

            ตอนนี้น่าจะยังร่วมมือกับมนุษย์ต่างดาวเพื่อโค่นอารย-สนธยาอยู่แท้ๆ แต่กลับมาต่อสู้กันเอง

            แล้วพวกฟูที่น่าจะถูกอารย-สนธยาควบคุมก็ดันอยู่ข้างเดียวกับมิ่งขวัญ สถานการณ์มันชักจะสับสนเกินความเข้าใจ

            ตอนนั้นเองโดรนทั้งหมดก็ตั้งท่าจะจู่โจมไปที่พวกมิ่งขวัญ

            อีกฝ่ายกับพวกนั้นคงยังไม่ทันเห็นว่าอิงศรก็อยู่ที่นี่เพราะโดรนที่บินวนอยู่รอบบริเวณช่วยบดบังให้

            มนุษย์ต่างดาวหญิงเริ่มสนทนากับพวกมิ่งขวัญ

            "อ้อแล้วก็มิ่งขวัญปีกของนายนั่นน่ะฉันขอเด็ดมันทิ้งเลยก็แล้วกันให้ความสามารถอีกอย่างของเดม่อนแอพมาสเทม่าทำงาน ก้มหัวลงไปซะเจ้าพวกขี้ข้าของยฮวฮ!"

            สิ้นคำปีกของมิ่งขวัญก็เหี่ยวเฉาและแห้งกรอบจนแตกเป็นฝุ่นผงในพริบตา

            แล้วพร้อมกันนั้นอำนาจคุ้มครองที่ช่วยปกป้องทุกคนไว้ก็หายไป

            "คราวนี้อะไรอีกเนี่ย"

            มิ่งขวัญสบถแล้วทรุดเข่าลงไปเพราะความเจ็บปวดเริ่มส่งขึ้นมาจากแขนที่ขาด

            ซากิริพูดตอบด้วยใบหน้าคร่ำเครียด

            "มาสเทม่ามีความสามารถฆ่าเดม่อนแอพสายเทวทูตได้ทันทีสินะ"

            ดูเหมือนหล่อนจะรู้แล้วว่าทำไมปีกของมิ่งขวัญถึงถูกทำลายและคงมีสาเหตุมากกว่านั้นที่ทำให้แสดงสีหน้าจริงจังออกมา

            อิงศรประเมินสถานการณ์คร่าวๆ จนได้คำตอบว่าตอนนี้ควรจะต้องหยุดมนุษย์ต่างดาวก่อนไม่อย่างนั้นทุกคนจะโดนฆ่าตาย

            เขาดึงแผ่นยันต์ออกมาจากแขนเสื้อสองใบแล้วร่ายสกิลทำให้ยันต์ลุกไฟไปแผ่นหนึ่ง

            "วินด์ช็อก"

            สิ้นเสียงแผ่นยันต์ก็ส่งเสียงดังฟุ่บแล้วไหม้จนหมดแผ่นในทันที

            สกิลทำให้เกิดสายลมหมุนวนรอบตัว

            และเพื่อใช้สกิลที่เป็นคอมโบอิงศรจึงเปลี่ยนคันธนูเป็นหน้าไม้ในโหมดเทคนิคัลเวพ่อน

            "เทคนิคัลเวพ่อน! จูปิเตอร์สไตรค์!"

            พลางร่ายสกิลต่อเนื่องพร้อมกับเล็งหน้าไม้ไปที่ศีรษะของศัตรูหวังปลิดชีพในนัดเดียว

            ไม่จำเป็นต้องไปคิดมากเรื่องฆ่าเพราะอีกฝ่ายเป็นมนุษย์ต่างดาวอย่างไรเสียตอนสุดท้ายก็ต้องเป็นศัตรูกันอยู่ดีแล้วก็ไม่มีวิธีหยุดที่ดีกว่านี้แล้ว อีกฝ่ายยังไม่รู้ตัวจึงไม่ได้ระวังการโจมตีของเขา

            อิงศรเหนี่ยวไกยิงแล้วลูกดอกเพลิงก็พุ่งออกไป ระเบิดออกกลางทางปลดปล่อยสายฟ้าพิฆาตใส่ศีรษะของเป้าหมายแต่สายฟ้ากลับสะท้อนออกก่อนจะเข้าถึงเป้าหมาย

            "เฮ้ย..."

            อิงศรเป็นงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

            เขาแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้ร่ายสกิลหรือทำอะไรที่เป็นการป้องกันทำให้สายฟ้าสะท้อนออกไปแน่นอนแล้วทำไมถึงหลายเป็นแบบนี้

            ตอนนั้นเองสายตาของทุกคนก็รับรู้ตัวตนของอิงศร

            "นั่นพี่ศรนี่!"

            เสียงของกวินทร์ดังมาก่อนใครเพื่อน

            จากนั้นก็มีเสียงเรียกชื่ออย่างสนิทสนมมาจากพวกอดีตครอบครัว

            แล้วตอนนี้ศัตรูก็หันมาด้วย

            "มาแล้วเหรอพี่ชายของมิ่งขวัญงั้นก็ดีเลยจะได้เก็บเอาฟันเฟืองของนายไปด้วย"

            หล่อนพูดมาแบบนั้นแล้วสั่งพวกโดรนให้มาโจมตี

            "หั่นมันเป็นชิ้นๆ ไปเลย"

            ด้วยคำสั่งนั่นทำให้โดรนหลายเครื่องอ้าปากอวดใบมีดลำแสงคมกริบก่อนจะพุ่งเข้ามา

            จำนวนนั้นมีมากเกินกว่าจะหลบหลีกธรรมดาพ้นมีแต่ต้องทำลายทิ้งเพื่อลดจำนวนโดรนลงและอาวุธกับระยะห่างก็ยังเอื้อให้ทำแบบนั้น

            ทันทีที่อิงศรตั้งท่าจะเล็งยิงใส่โดรนกวินทร์ก็ตะโกนออกมาว่า

            "ไม่ได้นะพวกมันไม่รับการโจมตี!"

            คำพูดนั้นทำให้อิงศรชะงักไกปืนได้ทัน

            เขาเชื่อที่กวินทร์พูดจึงเปลี่ยนใจไปคิดหาวิธีหนีแทน จากนั้นก็ควักเอาระเบิดมือมาจากกระเป๋ากางเกงดึงสลักมันออกแล้วปล่อยลงบนพื้น

            “แทรปโฮล์

            ตูม! เกิดเสียงระเบิดสั้นๆก่อนที่โดรนจะเข้าถึงตัวอิงศรฝุ่นนควันก็ถูกคว้านขึ้นมาเพราะระเบิดจนคละคลุ้งไปทั่วทำให้มองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น

            แล้วเมื่อฝุ่นจางลงอิงศรก็หายไป

            แต่มนุษย์ต่างดาวที่มีสัมผัสว่องไวเหมือนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

            “ตรงนั้น

            ไทเทเนียมหันเหสายตาไปยังพวกมิ่งขวัญเพราะสัมผัสได้ถึงบางอย่างซึ่งมิ่งขวัญเองก็เหมือนจะรู้สึกถึงสิ่งเดียวกัน พริบตาต่อมาอิงศรก็พุ่งขึ้นมาจากใต้ดินพร้อมกับเล็งหน้าไม้

            “วีนัสสไตรค์!

            แล้วลั่นไกยิงลูกดอกที่ต่อมาก็ระเบิดเป็นคมศรหินแหลมถาโถมใส่ศัตรู

            “ใช้ดีฟไดรเวอร์มุดดินหนีมาสินะแต่ว่าไม่ได้ผลหรอกน่ามาสเตอร์โพรเทคชั่น

            ไทเทเนียมพูดและแน่นอนการโจมตีของอิงศรถูกสะท้อนออกไปหมดด้วยพลังคุ้มครองจากสกิล

            หลังจากโจมตีพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอิงศรจึงถอยกลับไปตั้งหลักร่วมกับกลุ่มของมิ่งขวัญ

            “อะไรของมันกันล่ะเนี่ยสกิลอะไรก็ใช้ไม่ได้ผลเลยแถม..

            แล้วเปิดหน้าจอแสดงชุดสกิลขึ้นมาซึ่งมีสามสกิลถูกแช่แข็งไปแล้วสกิลเหล่านั้นกลายเป็นทึบแสงไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาใช้งานได้อีก

            อิงศรได้แต่เป็นงงไปกับความผิดแปลกนี้ เขามองไปที่มนุษย์ต่างดาวแล้วคิดเอาเองว่า...

            เป็นเพราะสกิลที่ทำให้มีโดรนบินไปมาพวกนั้นสินะ สกิลสายต่อต้านสกิลกันเองอย่างนั้นรึ?

            เม็ดเหงื่อผุดออกมาเมื่ออิงศรเริ่มคิดเอาเองแล้วว่าบางทีอีกฝ่ายก็อาจจะไม่ได้ปิดผนึกไว้แค่สกิลแต่อาจจะรวมถึงปิดผนึกการโจมตีปกติ

            “พี่ศร...

            กวินทร์ตั้งใจจะบอกเขาเกี่ยวกับรายละเอียดของศัตรูอย่างนั้นสินะแต่ของแบบนี้เห็นด้วยตาตัวเองน่าจะไวกว่าดังนั้นจึงลั่นไกหน้าไม้ในมือปล่อยลูกดอกโลหะออกไป

            ลูกดอกทะลุผ่านร่างของมนุษย์ต่างดาวไปราวกับตัดหมอก

            “เฮ้ๆ นี่อย่าบอกนะว่าการโจมตีอะไรก็ไม่ได้ผลเลยน่ะ

            อิงศรพูดแต่ยังคงรักษาน้ำเสียงห้าวหาญเอาไว้ต้องทำเหมือนไม่ได้หวั่นเกรงต่อพลังของอีกฝ่าย

            ต้องแสดงสีหน้าออกไปอย่างนั้นเพื่อไม่ให้สีหน้าของพวกพ้องตัวเองต้องหมองลงไปกว่านี้

            มนุษย์ต่างดาวที่เห็นแบบนั้นเข้าก็แสยะยิ้ม

            ยิ้มอย่างสนุกสนาน

            “จะบอกให้ก็ได้ว่าทุกอย่างเป็นแบบที่คิดนั่นแหละตอนนี้พวกนายมีทางเลือกแค่ต้องหาสกิลห้าสิบสกิลมาใช้โจมตีถึงจะทำลายคอมโบนี้ได้

            อีกฝ่ายพูดอธิบายมาเหมือนกับกลัวว่าเขาจะไม่รู้ถึงพลังอันน่าสะพรึงนั่น

            เรื่องของสกิลที่สามารถหักล้างผลของสกิลได้แบบที่เห็นอยู่นี่ก็พอจะรู้มาบ้างคิดว่าคงเป็นสกิลของคลาสชาโดว์เอ็นฟอร์สเซอร์ที่เคยอ่านเจอผ่านๆ ว่าเป็นสกิลที่ต้องรวบรวมยูนิทสีดำจำนวนมากเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งานเพราะยูนิทสองหน่วยจะกลายเป็นโดรนที่ใช้โจมตีและยังใช้ป้องกันสกิลได้หนึ่งครั้งอีกทั้งยังมีความสามารถผนึกการวนสกิลกลับมาใช้ใหม่ได้ด้วย

            ในแง่การใช้งานจริงนับว่าเป็นสกิลที่ยุ่งยากจนไม่น่าเอามาใช้ได้หรือต่อให้ทำได้จริงก็ยังมีผลเสียตรงที่ลดความเร็วของผู้ใช้และไม่ได้ช่วยป้องกันการโจมตีปกติแต่เธอคนนั้นกลับปิดจุดอ่อนตรงนี้ได้อย่างสมบูรณ์ด้วยวิธีการที่เขาไม่เข้าใจว่าทำได้อย่างไร

            และเพราะเหตุนั้นเลยทำให้แผนการต่อสู้ใหม่ที่จะรวบรวมยูนิทเพื่อใช้สกิลไม้ตายเป็นอันต้องพับเก็บไปเพราะไม่ได้หาสกิลสำหรับเพิ่มยูนิทอันอื่นนอกจาก วินด์ช็อกมาสำรองไว้เลย

            อย่างไรก็ตามที่น่ากังวลไม่ได้มีแค่เรื่องนั้น

            อิงศรหันไปแค่พอให้เหลือบตามองข้างหลังได้เพราะเขาพยานามเอาตัวบังมิ่งขวัญที่บาดเจ็บและมีพลังชีวิตเหลือน้อย

            "แล้วแขนไปไหนแล้ว"

            อิงศรถามแต่ไม่ได้สนใจว่าใครจะเป็นคนตอบ

            "น่าจะโดนทำลายไปตอนที่ห้องมันพังลงมาน่ะครับ"

            กวินทร์ตอบคำถามนั้น

            "พลอยรักษาไหวรึเปล่า"

            ฟูหันไปถามเด็กสาวซึ่งยังมีอาการเพลียเหลืออยู่เล็กน้อยแม้จะนั่งพักมานานแล้วก็ตาม

            "พลอยเป็นอะไรแล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น"

            อิงศรถามบ้างตอนนี้เขาอยากจะรู้สภาพของกลุ่มให้มากที่สุดเพื่อหาทางรับมือแต่คนที่ตอบคำถามให้กลับเป็นซากิริ

            "พวกเราจัดการกับอวโลกิตะแล้วก็ปลดอาคมผนึกอมฤตได้แล้วแต่จู่ๆ ยัยนั่นก็มาหาเรื่องซะอย่างนั้นแน่ะ"

            "ใจ้ๆ เห็นว่าเปิ้นว่าจะเอาเฟืองอะไรกลับไปจะอี้แหละ"

            อิซานามิตามมาเสริมด้วยอีกแรงแต่ดูเหมือนจะพูดนอกเหนือขอบเขตไปหน่อยจนถูกซากิริมองค้อนเอาซึ่งเจ้าตัวก็ยังไม่รู้สึกถึงเรื่องนั้น

            เฟือง... นั่นน่าจะหมายถึงฟันเฟืองที่เขากับมิ่งขวัญมีกันอยู่แล้วพอมองที่รอบคอมิ่งขวัญก็เห็นว่าไม่มีปลอกคอแล้วแต่กลับมีคราบเลือดกับรอยแผลแทนจึงเดาได้ว่าคงเกิดการต่อสู้แย่งชิงขึ้นที่นี่แต่อีกฝ่ายฝีมือเหนือชั้นกว่าจนสร้างการเล่นผสานสกิลที่ทำให้อาคารทั้งหลังพังลงมาและนำเขามาที่นี่... อิงศรได้ข้อสรุปออกมาแบบนั้น

            "ส่วนพลอยช่วยขวัญเอาไว้ด้วยสกิลที่ต้องแลกกับพลังชีวิตน่ะ"

            มิกซ์อธิบายและจนถึงตอนนี้ก็ยังช่วยประคองร่างของพลอยอยู่

            แล้วก็เพราะมิ่งขวัญใช้เดม่อนแอพช่วยปกป้องพวกเราไว้ด้วยครับถึงได้รอดจากพายุเลเซอร์มาได้

            กวินทร์พูดเสริม

            เท่านี้ก็พอจะสรุปเรื่องราวได้คร่าวๆ อิงศรมองดูเหล่าครอบครัวที่กลับมาอีกครั้งและทุกคนยังคงช่วยเหลือกันและกันเหมือนเมื่อก่อนพอเริ่มคิดแบบนั้นก็รู้สึกว่าหัวใจมันพองโตขึ้นมา

            แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาซาบซึ้ง

            เมื่อพลอยตั้งท่าจะช่วยรักษาให้มิ่งขวัญเขาก็ห้ามเธอไว้

            "เดี๋ยวพลอย เก็บสกิลรักษาไว้ก่อนถ้าใช้มันตอนนี้จะถูกผนึกเอา เก็บไว้ตอนที่ฉุกเฉินกว่านี้เถอะ"

            แล้วเปิดหน้าจอคลังหยิบขวดน้ำยาออกมาสิบขวดส่งให้ฟูไป

            "ตอนนี้ใช้ไอเทมฟื้นพลังไปก่อนเดี๋ยวฉันกับหมอนี่จะออกไปถ่วงเวลาให้"

            อิงศรพูดพร้อมกับดึงหลังคอเสื้อกวินทร์เข้ามา

            "หวา"

            กวินทร์ส่งเสียงเหวอเพราะถูกดึงกะทันหันจนเกือบจะเซล้มแต่อิงศรก็ใช้แขนโอบถือเอาไว้ไม่ให้ล้มไปซะก่อน

            "ว่าแต่จะทำได้เหรอทางนั้นน่ะแค่ยิงแสงออกมาจากโดรนทั้งหมดพวกเราก็ไม่รอดแล้วล่ะมั้ง"

            ซากิริถาม

            "ก็เพราะงั้นถึงต้องเอาตัวหมอนี่ไปด้วยไง"

            อิงศรตอบพร้อมกับดันตัวกวินทร์ออกไปข้างหน้า

            "คิดจะใช้ความเป็นญาติของโชเน็นต่อรองกับเธอคนนั้นเหรอ"

            ดวงตาของซากิริหรี่แคบลงเหมือนจะไม่ชอบวิธีการแบบนั้น

            "ไม่รู้สิดูเอาเองเร็วกว่าอธิบายนี่นะ"

            อิงศรตอบแล้วยิ้ม

            "ให้ตายสิปกติเวลาอยู่กับกิลด์เซเวียเห็นเธอเอาแต่ทำหน้าซังกะตายตอนสู้ทุกทีแต่นี่กำลังยิ้มอะไรอยู่น่ะหืม"

            ซากิริเองก็ยิ้มตอบมาเหมือนกันหล่อนเองก็เป็นคนที่มาอยู่ในกิลด์ของสิงห์ได้ซักพักใหญ่ก่อนจะรู้ว่าเป็นเทวทูตคงจะได้ยินกิตติศัพท์ของเขามาบ้างถึงได้พูดอย่างนั้น

            "ก็เปล่านี่"

            อิงศรตอบห้วนจากนั้นจึงก้มมองมิ่งขวัญที่ทรุดอยู่เงียบๆ ตั้งแต่ต้น

            ขวัญเจ็บมากรึเปล่า

            น้องชายไม่ได้พูดแต่ผงกศีรษะตอบโดยที่ไม่เงยหน้า

            ดูจากบาดแผลแล้วไม่ใช่ขนาดที่คนธรรมดาจะอดทนไหวถ้าเป็นเขาคงอดครวญครางบ้างไม่ได้แน่ๆ ถึงจะเคยตัดแขนตัวเองเพื่อช่วยมีนาไปครั้งหนึ่งแล้วก็ตามแต่ไม่ได้ทีเดียวสองแขนแบบนี้ความเจ็บปวดของมิ่งขวัญจึงน่าจะเป็นสองเท่าของที่เคยสัมผัสมา

            แต่น้องชายจอมขี้แยกลับไม่ได้ร้องครางเลยซักแอะเดียว

            สายตาของอิงศรเลื่อนขึ้นไปที่เลเวลบนหัวของมิ่งขวัญมันขยับขึ้นไปจากครั้งล่าสุดที่เจอกันหนึ่งเลเวลนั่นหมายความว่าตอนนี้สภาพร่างกายของมิ่งขวัญได้ทะลุขีดจำกัดและก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับเอเลี่ยนไปเรียบร้อยความอดทนนั้นน่าจะเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติหลายเท่าถ้าไม่ใช่เพราะสาเหตุนี้ก็คงได้แต่อธิบายน้ำอดน้ำทนของมิ่งขวัญว่าได้มาจากการที่เติบโตขึ้น

            ช่างมันสิ...อิงศรคิด มันไม่สำคัญเลยว่ามิ่งขวัญจะเปลี่ยนไปอย่างไรเพราะหมอนี่คือครอบครัวและเป็นน้องชายที่ทั้งเกลียดแล้วก็รัก...

            ถ้าเป็นตอนนี้สามารถพูดได้เต็มปากว่าเขารักมิ่งขวัญในฐานะน้องชายคนหนึ่งได้

            หมอนี่พิสูจน์ตัวเองแล้วในระหว่างที่เขาไม่ได้อยู่ที่นี่คงจะเกิดอะไรขึ้นหลายอย่างสายตาของทุกคนบอกมาอย่างนั้น

            นายปกป้องทุกคนตลอดเวลาเลยสินะเก่งมาก

            อิงศรพูดแล้วลูบหัวน้องชายด้วยความเอ็นดู ขณะเดียวกันมิ่งขวัญก็เงยหน้าขึ้นมาแต่เขาไม่ทันสังเกตเพราะกำลังจะหันไปฝากฝังกับฟูว่า

            "ระหว่างนี้ฝากขวัญกับทุกคนด้วยนะฟู"

            พอพูดไปแบบนั้นแววตาของฟูก็เปล่งประกายตอบรับคำขอนั้นอย่างเต็มใจ

            "ให้เป็นหน้าที่ผมเอง"

            ก่อนจะหันไปแบ่งยาให้มิกซ์เอาไปป้อนพลอยแล้วตัวเองก็ป้อนยามิ่งขวัญ

            เมื่อตกลงทุกอย่างได้อิงศรกับกวินทร์ก็มุ่งหน้าออกไปต่อสู้กับศัตรู

            เอ้า เปิดปากดิเฮ้ย จะได้ป้อน

            ใส่ปากมาเหอะเดี๋ยวกระดกเอง

            ได้ยินเสียงขุ่นมัวของคู่กัดฟูกับมิ่งขวัญกำลังสนทนากันขณะที่เขากับกวินทร์กำลังวิ่งออกไป

            ไม่เปลี่ยนไปเลยนะเจ้าพวกนี้

            อิงศรอมยิ้มเล็กน้อยจนรู้สึกแปลกใจตัวเอง

            หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงจะเมินเรื่องพวกนี้ไปโดยไม่สนใจด้วยซ้ำทั้งที่ความรู้สึกอ่อนหัดพรรค์นี้จะทำให้อ่อนแอลงแต่กลับรู้สึกว่ายอมรับมันได้มากกว่าแต่ก่อน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #101 destiny_Dragon (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 4 เมษายน 2560 / 20:16
    มันส์พะยะค่ะ
    #101
    0