Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 86 : Login 83: ในอุโมงค์ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 398
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    25 ก.ค. 60

Login 83: ในอุโมงค์ 2

 

            พอลองมานึกดูดีๆ แล้วตอนที่อยู่ข้างบนนั้นมิ่งขวัญจับที่มือซ้ายของเขาแต่ตอนที่ลงมากลับจับมือขวาและถ้าจำไม่ผิดตอนที่แสงจ้าจนตาพร่าก็ได้ยินเสียงของซีเซียมกับแบเรียมเรียกหากัน

            ‘แบเรียม!!

            ‘ขอรับท่านพี่

            สรุปก็คือแบเรียมคิดจะเข้าไปจับมือซีเซียมแต่กลับเข้าใจผิดว่าเขาคือซีเซียมเพราะแสงสว่างในตอนนั้นทำให้มองเห็นแค่ลางๆ หรือไม่ก็เป็นคำสั่งจากซีเซียมที่ให้คอยประกบติดเขาไว้จึงเข้ามาจับมือเอาตอนนั้น

            ดูเหมือนจะเป็นอย่างหลังมากกว่าเพราะตอนนั้นไม่มีใครขยับเท้าออกจากที่ได้ ส่วนซีเซียมก็ยืนห่างออกไปเกินกว่าจะเอื้อมมือถึงแต่คนที่อยู่ใกล้ที่สุดในตอนนั้นก็คือ...

            ตัวเขาเอง...

            ระหว่างนี้เองส่วนหัวของปีศาจงูที่กระเด็นไปก็งอกหางขึ้นมาใหม่จากตรงส่วนที่ขาด

            “...”

            อิงศรหันไปดูแล้วก็คิดจะจัดการให้จบๆ ไปก่อนที่มันจะฟื้นตัวสำเร็จจึงล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อข้างขวาซึ่งใส่สายรัดข้อมือที่มีกระเป๋าใส่แผ่นยันต์เอาไว้

            แต่ภายในกลับว่างเปล่า

            อิงศรลองใช้นิ้วควานหาเผื่อจะมีแผ่นยันต์เหลือๆ ติดอยู่แต่สุดท้ายข้างในก็ไม่มียันต์เหลือแม้แต่แผ่นเดียว

            แผ่นยันต์นั้นจะมีพลาสติกหุ้มเอาไว้ด้วยเพราะอย่างนั้นถึงโดนน้ำก็ไม่เป็นไรมันไม่มีทางฉีกขาดแล้วลอยหายไปตอนที่เขาตกลงมาแช่น้ำในอุโมงค์อย่างแน่นอน

            ถ้างั้นมันก็หมดเพราะใช้ไปจนหมดนั่นเอง

            พอลองมาคิดๆ ดูแล้วที่ผ่านมามีเรื่องเข้ามาตลอดจนแทบไม่ได้สำรองไอเทมเลย

บิลด์มิสติกชูทเตอร์มีหัวใจที่การใช้ธนูอาคมถ้าไม่มีแผ่นยันต์ที่เป็นค่าใช้จ่ายตอนร่ายสกิลก็ทำอะไรไม่ได้

            "..."

            ตอนที่กังวลเรื่องไม่มีแผ่นยันต์อยู่นั่นเองปีศาจงูก็...

            "ได้ยินมาจากตักษกะว่าเจ้ามีน้องชายอยู่คนหนึ่งสินะผู้ถูกฟันเฟืองเลือก"

            พูดมาอย่างนั้น

            'ตักษกะ' ชื่อนี้เหมือนเคยได้ยินตอนที่ข้าวหลามซึ่งเปิดเผยตัวเองว่าเป็นอารย-สนธยาถูกพญานาคที่มาด้วยกันตอนนั้นเรียกว่า 'ตักษกะ'

            หมายความว่าข้าวหลามได้แพร่ข่าวของเขาให้แก่อารย-สนธยาไปหมดแล้วสินะ

            การกุมข้อมูลของศัตรูย่อมสร้างความได้เปรียบและการที่เจ้างูนั่นพูดมาตอนนี้ก็คิดได้อย่างเดียวว่ามันจงใจปั่นหัวเขา

            "..."

            อิงศรไม่ตอบโต้ พยายามจะไม่เดินไปตามเกมของอีกฝ่าย

            ตอนนี้ต้องหาทางจัดการโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาแผ่นยันต์แต่ลูกดอกก็ยิงไม่เข้าสกิลที่มีให้ใช้ได้ก็เหลือแค่ บัพ-แอโร่ว กับสกิลยิบย่อยสองสามอันที่ใช้สร้างความเสียหายไม่ได้

            จนถึงตอนนี้งูก็ยังพูดของมันต่อไปเรื่อย

            "ป่านนี้น้องของเจ้าคงใกล้จะถูกสามมือสังหารกอร์กอนคนอื่นจัดการแล้วล่ะมั้งมัวเอ้อระเหยแบบนี้มันจะดีรึ"

            "..."

            "หรือเจ้าเองก็เป็นเหมือนกับข้าถูกพี่น้องหักหลังมาเหมือนกันก็นั่นสินะพี่น้องมีแต่จะทรยศหักหลังกันไม่วันนี้ก็วันหน้ายิ่งน้องของเจ้ากลายเป็นบุตรแห่งแสงไปแล้วย่อมเหลือแค่เวลาที่จะทำให้เขากลายเป็นศัตรูของเจ้า"

            ไม่รู้หรอกว่าปีศาจงูตนนี้เคยมีความบาดหมางอะไรกับพี่น้องของมันแต่คำพูดเมื่อครู่ได้ไปจุดชนวนไฟในใจเข้าเสียแล้ว

            "อย่างแกจะมารู้อะไรเล่า! ขวัญน่ะ...หมอนั่นไม่มีวันหักหลังฉัน!!"

            พออิงศรตะหวาดกลับไปแบบนั้นก็เหมือนจะเห็นว่าดวงตาของงูหรี่แคบลงคล้ายกับกำลังยิ้มย่องอย่างพอใจเพียงแต่ใบหน้าของอสรพิษนั้นไม่สามารถแสดงอารมณ์ออกมาได้ดีนักเลยเป็นอย่างที่เห็น

            พลาดไปเสียแล้ว...

            เมื่อครู่เขาเผลอปล่อยให้อารมณ์เข้าครอบงำจนขาดสติไปชั่วขณะถึงจะแค่เป็นการแย้งคำพูดอีกฝ่ายเพราะมันแทงใจดำก็ตามแต่นั่นก็เป็นหลักฐานว่าเมื่อเป็นเรื่องของมิ่งขวัญแล้วเขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลย

            เพราะความรู้สึกผิดบาปที่เคยทิ้งมิ่งขวัญเอาไว้

            เพราะความละอายที่มีชีวิตรอดมาได้ด้วยการเสียสละครอบครัว

            อดีตที่คิดว่าเคยเอาชนะได้แล้วด้วยพลังสนับสนุนจากพวกพ้องใหม่ในเมตไตรยแต่มันกลับหวนคืนมาและโจมตีเขาอีกครั้ง

            "..."

            อิงศรขยับตัวไม่ได้

            อารมณ์กับเหตุผลกำลังตีกันจนยุ่งเหยิง

            ถ้าเคลื่อนไหวในสภาพที่การตัดสินใจกำลังลดลงแบบนี้อาจทำให้เพลี่ยงพล้ำความนึกคิดนี้กำลังตรึงร่างกายของเขาเพื่อรอให้อารมณ์สงบลงและกลับมามีสติยั้งคิด

            แต่ความโกรธก็ไม่ยอมให้ทำแบบนั้น

            หากอารมณ์ยังเอาชนะความคิดได้อยู่แบบนี้ล่ะก็...

            จู่ๆ แบเรียมก็พูด

            "ขออภัยที่ต้องเสียมารยาทนะแต่ว่าที่พี่ชายปีศาจพูดมาเมื่อครู่มันไม่ค่อยจะเข้าหูข้าพเจ้าซักเท่าไหร่"

            แล้วออกมายืนขวางข้างหน้า

            อิงศรได้สติคืนมาเพราะตกใจกับการกระทำของมนุษย์ต่างดาว

            ความสงสัยช่วยกดความโกรธที่แล่นขึ้นมาอย่างหุนหันลงจจนสามารถกลับมาคิดอย่างมีเหตุมีผลได้อีกครั้งแล้วมันก็ทำให้ชวนสงสัยขึ้นมาว่าความอดทนขอวตัสเองมันน้อยถึงขนาดที่โดนคำพูดแค่นั้นยั่วยุเอาได้ง่ายๆ เลยหรือ?

            "แล้วไอ้ความน่าหงุดหงิดที่กำลังรู้สึกอยู่เนี่ยก็เป็นพลังของพี่ชายด้วยงั้นสิ"

            ที่แบเรียมพูดมาทำให้ความสงสัยกระจ่างในทันที

            ไม่ใช่ว่าเพราะเป็นเรื่องขอบมิ่งขวัญถึงได้ยั่วยุเขาสำเร็จง่ายๆ แต่เจ้าปีศาจงูเองก็คงใช้พลังอะไรซักอย่างเพื่อชักจูงจิตใจให้หวั่นไหวไปตามคำพูดด้วยเป็นแน่

            ถ้าที่บอกว่ามิ่งขวัญกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูอยู่เป็นเรื่องจริงสถานการก็น่าเป็นห่วงอย่างมาก พวกปีศาจของอารย-สนธยาอาจจะมีความสามาถที่เล่นงานจิตใจแบบนี้ได้อีก

            มิ่งขวัญที่อารมณ์ร้อนและหัวรั้นคนนั้นคงจะเดินตามเกมของศัตรูเอาได้ง่ายๆ

            "ชิ นี่เผลอแค่แปเดียวก็คิดฟุ้งซ่านอีกแล้วเหรอเนี่ย"

            อิงศรพึมพำกับตัวเองเพื่อเรียกสติอีกครั้ง

            แค่เผลอใจไปแวบหนึ่งในหัวก็ยุ่งเหยิงไปหมด

            แล้วตอนนั้นเองเสียงยานคางของปีศาจก็พูดมาว่า...

            “เจ้าเดาถูกครึ่งเดียวนะบุตรแห่งแสงเป็นเรื่องจริงที่พวกเจ้าได้ถูกพลังอาคมปลุกปั่นอารมณ์กับความรู้สึกแต่ว่านั่นไม่ใช่พลังของข้าหรอกแต่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นด้วยเขตแดนพลังของสี่จาตุมหาราชิกาเหล่าทวยเทพผู้คุ้มครองอารย-สนธยาแห่งนี้

            สรุปว่าที่คาดเดากันไว้นั้นถูกต้องแล้ว...

            ปีศาจยังคงพูดต่อไปอีก

            พวกเราแต่เดิมก็คือมารอวตารร่างจำแลงของความบ้าคลั่ง ภายในเขตแดนที่ปลุกปั่นอารมณ์ความรู้สึกจนคุ้มคลั่งก็เหมือนเป็นพลังให้แก่พวกเราที่เคยถูกจองจำด้วยอมฤตได้ฟื้นคืนพลังกลับไปในยุคสมัยอันรุ่งโรจน์

            แต่แบเรียมก็พูดขัดคำพูดของอีกฝ่าย

            โอเคพอแค่นั้นแหละพี่ชายขี้เกียจจะฟังแล้วเพราะงั้นที่พูดเรื่องพี่น้องไปเมื่อกี้จะขอค้านล่ะนะ

            แล้วตั้งท่าชี้ปลายดาบไปข้างหน้าเหมือนนักกีฬา ‘Fencing’

            “...”

            อิงศรยังไม่ค่อยเข้าใจนักว่าแบเรียมต้องการอะไรจนกระทั่งเจ้าตัวชายตามองมา

            จะช่วยสกัดมันไว้ให้แบบนั้นจะทำอะไรก็สะดวกกว่าใช่ไหมล่ะ

            พอได้ยินที่อีกฝ่ายพูดอิงศรก็เบ้ปาก

            เชื่อใจกันขนาดนั้นเลยเรอะ

            ถ้ายิงมาทีเผลอก็ปัดทิ้งได้อยู่แล้วแต่อย่างคุณคงไม่ทำแบบนั้นหรอกใช่ไหมล่ะ

            แล้วแบเรียมก็พุ่งออกไปต่อสู้กับปีศาจโดยทิ้งความสงสัยเอาไว้ว่าทำไมถึงไว้ใจเขา

            แต่ถึงคิดไปก็เท่านั้นยังไงตอนนี้มนุษย์กับมนุษย์ต่างดาวก็จับมือกันสู้กับอารย-สนธยา ตอนนี้เชื่อแบบนั้นไปก็ไม่ได้มีปัญหามากไปกว่าเดิมหรอก

            แบเรียมสู้กับปีศาจได้อย่างสูสีส่วนหนึ่งเพราะความว่องไวทำให้หลบการโจมตีได้ทั้งหมดแต่การโจมตีของแบเรียมก็ผ่านเกล็ดที่หนาของปีศาจไปไม่ได้เช่นกัน

           ถ้าถือว่าเป็นการสู้เพื่อถ่วงเวลาเพื่อให้เขาที่สามารถใช้สกิลได้จึงน่าจะโจมตีได้ผลมากกว่าเป็นคนปิดเกมแล้วล่ะก็...ถือว่าต่อสู้เป็นทีมได้ดี

            แต่ตอนนี้แผ่นยันต์ที่เป็นหัวใจสำคัญของการโจมตีกลับหมดไปแล้วดังนั้น...

            อิงศรเรียกหน้าจอคลังแล้วหยิบปึกยันต์ที่ยังไม่ได้เขียนกับปากกาแล้วก็ไฟฉายออกมา

            คาบไฟฉายไว้ในปากแล้วเริ่มขีดปากกาผ่านพลาสติกที่หุ้มยันต์แต่ละแผ่นโดยมีกระดาษคาร์บอนสีน้ำเงินวางทาบแผ่นยันต์เอาไว้อีกทีพอกดปลายปากกาที่จรดลงบนพลาสติกหุ้มก็ทำให้เกิดร่องรอยบนกระดาษยันต์ด้านหลังและกลายเป็นตัวอักขระ

            ส่วนวิธีการเขียนยันต์นั้นก็ได้มาจากสกิลงานฝีมือที่อัพจากสายอาชีพรองซึ่งมีผลกับการทำให้เขียนยันต์ได้ถูกต้องหรือล้มเหลวก็ขึ้นกับเลเวลของสกิล พอเขียนเสร็จก็จะดึงปลายของกระดาษคาร์บอนที่ยื่นออกมานอกซองพลาสติกทิ้งแล้วค่อยพับซองปิดอีกทีเพื่อป้องกันแผ่นยันต์ด้านในก็จะเสร็จไปหนึ่งแผ่น

            อิงศรทำขั้นตอนทั้งหมดอย่างคล่องแคล่วว่องไวเพราะสกิลความชำนาญเลเวลเต็มทำให้เขียนได้หลายแผ่นในเวลาไม่กี่วินาที

            การฝนกระดาษยันต์ทำให้เกิดเสียงเสียดสีจนแบเรียมหันมามอง

            นี่มานั่งเขียนยันต์สดๆ กันตรงนี้เลยเรอะ!

            หมอนั่นตะโกนมาแบบนั้น...

            อั้นไอ้ไออาย! (ฉันไว้ใจนาย)

            อิงศรฝืนพูดทั้งที่ยังคาบไฟฉายเอาไว้

            นั่นมันใช่คำพูดสำหรับตอนนี้ที่ไหนกันเล่า!

            เอี้ยบๆ ไอเออะอ้าเอี้ยวอ้อเอ็ดแอ๊ว! (เงียบๆ ไปเหอะน่าเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว)

            ระหว่างที่ถกเถียงกันอยู่นี้ยันต์ก็ถูกเขียนเสร็จไปสามสิบแผ่น

            เท่าที่คำนวณดูแล้วคงต้องเขียนจนหมดปึกถึงจะพอใช้เพราะไม่รู้ว่าหลังจากจัดการปีศาจงูแล้วยังจะเจออะไรมากไปกว่านี้รึเปล่า

           "..."

            อีกยี่สิบแผ่นยันต์จะหมดปึก มือของอิงศรขยับไปมาเป็นประวิง

            เสียงเสียดสีของกระดาษคาร์บอนกับพลาสติก

            เสียงปะทะของดาบกับเกล็ดงู

            เสียงทั้งสองดังสอดประสานกันเป็นบทเพลงอันน่าอึดอัด

            บทเพลงนั่นดำเนินไปได้ซักพักหนึ่งอิงศรก็หยุดมือเมื่อยันต์แผ่นสุดท้ายถูกเขียนเสร็จและดึงกระดาษคาร์บอนออก

            อิงศรจับยันต์ทั้งปึกยัดใส่แขนเสื้อสอดมันลงในกระเป๋าของสายรัดข้อมือจนมันพูนออกมาและแขนเสื้อปูดเหมือนกระเป๋าสตางค์ที่ยัดธนบัตรจนล้น หลังจากนั้นก็เก็บไฟฉายกับปากกาแล้วกลับเข้าสู่การต่อสู้

            เอาล่ะทีนี้ก็มาเริ่มกันเลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #192 tangkwa1864 (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2560 / 17:11
    อย่างนี้ก้อได้เรอะศรเอ้ย
    #192
    0
  2. #85 destiny_Dragon (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 2 มีนาคม 2560 / 18:47
    โหยเขียนยันต่อหน้าศัตรูเลย
    #85
    0