Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 84 : Login 81: บุกโจมตี...ผิดพลาด!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 441
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    23 ก.พ. 60

Login 81: บุกโจมตี...ผิดพลาด!

 

            ที่เบื้องหน้าอิงศรกับมิ่งขวัญคือทัพมนุษย์ต่างดาวชั้นศิษย์หลายร้อยตน

            “นายคือราชครูลำดับที่สองสินะ

            อิงศรเลือกเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาวระดับสูงที่มีใบหน้าเหมือนตัวเองซึ่งเป็นผู้นำทัพด้วยคำพูดนั้นแล้วก็ถูกอีกฝ่ายจ้องกลับมา

            "ฉันคือซีเซียมเป็นราชครูลำดับที่สองอย่างที่ว่ามายินดีที่ได้รู้จักจากนี้ไปควต้องร่วมมือกันซักพักฝากตัวด้วยล่ะ"

            มนุษย์ต่างดาวพูดแล้วยื่นมือมาให้จับดูนอบน้อมกว่าที่คิดจนรู้สึกว่าไม่เหมือนกับตัวเองเลย แบเรียมเองก็เช่นกันที่ถึงภายนอกจะเหมือนกันแต่ภายในนั้นแตกต่างกับมิ่งขวัญอย่างสิ้นเชิง

            "..."

            อิงศรจ้องไปที่มือนั่นซักพักแล้วก็คิดจะจับตอบก็ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนยื่นไมตรีมาเองก็ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ

            "ซะที่ไหนกันเล่า"

            ซีเซียมพูดขึ้นก่อนที่มือจะจับกันก็ชิงตบมือของอิงศรทิ้งไปซะก่อนแล้วตีหน้าทะเล้นฉีกยิ้มอย่างคนเสียสติ

            "ใครมันจะโง่ไปญาติดีกับพวกชาวโลกกันเล่าอะไรกันทำหน้าแบบนั้นหรือว่าอยากเป็นเพื่อนด้วยขนาดนั้นเลยเหรอหัดเจียมตัวซะมั่งนะ ฮะฮะฮะ"

            ใบหน้าแบบนั้นที่ว่า... หมายถึงใบหน้าอิหลักอิเหลื่อที่แสดงออกมายามเห็นนิสัยอันน่าเหลือเชื่อของเจ้าหมอนี่น่ะเหรอ...อิงศรคิดพลางคิ้วก็กระตุกด้วยความฉงน

            "..."

            แล้วตัวเขาอีกคนก็สบตามาก่อนจะเริ่มหัวเราะอีก

            "เอ้าๆ ทำหน้าซะแบบว่างงเป็นไก่เลยนะ ฮะๆๆ นี่ๆ มาดูนี่สิแบเรียมหน้าหมอนี่โคตรตลกเลย อะฮ่าๆๆ"

            อิงศรคิดว่าควรจะพูดตอกหน้าหมอนี่เสียบ้างมันหัวเราะอย่างกับตัวไฮยีน่าอย่างไรอย่างนั้นแล้วนั่นมันก็เป็นใบหน้าของตัวเขาเองอีกด้วยแต่ว่าตอนที่อิงศรคิดจะต่อว่าออกไปนั่นเอง...

 

            "แถวนี้มีตัวไฮยีน่าอยู่รึไงวะเนี่ยเสียงหัวเราะน่าเกลียดจริงน่ารำคาญหูชะมัด"

            ก็มีเสียงพูดเหมือนล้อเลียนดังมาจากอีกฟาก

            จากตรงนั้นเริ่มมองเห็นเงาตะคุ่มหลายสิบค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นหลักร้อยกำลังเดินเข้ามาที่ลานแห่งนี้เป็นทหารของเมตไตรยที่นำโดยคนหนุ่มที่คุ้นหน้าว่าเคยเห็นอยู่ในที่ประชุมธุวดารกะมาก่อนแล้วก็อีกสองสาวที่รู้จักกันอยู่แล้วอย่างวิเชียรมาศเลขาคนสนิทของสิงห์กับนักวิจัยซากิริหรืออีกตัวตนที่แท้จริงของหล่อนก็คือเทวทูตซาคคิเอล

            กลุ่มของเมตไตรยเข้ามายืนตีขนาบกับกลุ่มของมนุษย์ต่างดาว

            ผู้นำของทั้งสองฝ่ายต่างจ้องมองไปยังฝั่งตรงข้ามกับตัวเองโดยที่มีพวกอิงศรคั่นอยู่ตรงกลาง

            หลังจากได้ยินเสียงล้อเลียนเมื่อครู่ซีเซียมก็พูดด้วยใบหน้าที่เริ่มบิดเบี้ยวเหยเกด้วยความโกรธ

            "เมื่อกี้แกว่าไงนะ"

            คนหนุ่มซึ่งไว้ผมแนวพังค์ย้อมสีเขียวสดและเจาะหูแบกหอกอันหนึ่งไว้บนบ่าทำหน้าอวดเบ่งกลับมา

            "ห๊า เมื่อกี้ว่าไงนะไม่ได้ยินว่ะพอดีเสียงหัวเราะหนวกหูเมือกี้มันทำให้มีของสกปรกเข้าไปอุดเยอะเลยว่ะ"

            ในวินาทีนั้นเองเมื่อผู้นำทั้งสองตั้งท่าจะฟัดกันเอง...

            แบเรียมที่แทรกตัวมายืนขวางหน้าซีเซียมตอนไหนก็ไม่รู้ตวัดดาบใส่เจ้าหนุ่มพังค์ปากเสีย

            แต่พวกทหารของเมตไตรยที่อยู่รอบตัวก็ชักอาวุธออก มีสองคนที่สอดดาบเข้ามาป้องกันให้

            แม้จะรับดาบที่ฟาดด้วยแรงมนุษย์ต่างดาวเต็มๆ แต่ทั้งสองคนก็แค่เท้าลอยขึ้นเล็กน้อย ถ้าหากว่าโลกยังมีสภาพของเกมอยู่ล่ะก็สองคนนั้นคงได้ปลิวกระเด็นไปแล้วรวมถึงเจ้าหนุ่มพังค์นั่นก็จะตายในพริบตาเดียว

            แค่เจอหน้ากันไม่ทันไรมนุษย์กับมนุษย์ต่างดาวก็ตั้งท่าจะฟาดฟันกันเอง

            เรื่องสงบศึกมันคงเป็นได้แค่ความหวังลมๆแล้งๆ

            ถ้าอย่างนั้นก็จะไม่มีใครหยุดอารย-สนธยาได้อีก

            แต่ในขณะเดียวกันอิงศรก็รู้สึกได้ว่ามือของเขาถูกดึงเป็นการดึงเบาๆ เหมือนแค่อยากให้รับรู้พอมองไปก็เห็นว่าคนที่ทำคือมิ่งขวัญ

            เท่าที่จำได้สมัยยังเป็นเด็กเวลาที่มิ่งขวัญทำแบบนี้นั่นหมายความว่าอยากจะหนีไม่อยากจะอยู่หรือเข้าไปในนั้นถ้าอย่างนั้นสัญญาณเมื่อครู่ก็คือการบอกให้หนีไปจากที่นี่

            ไปยังสถานที่ปลอดภัยซึ่งห่างไกลจากเรื่องน่ากลัวจากคนน่ากลัวพวกนี้

            สถานที่ๆ จะอยู่ด้วยกันแค่สองพี่น้องอีกครั้ง....อิงศรคิดว่ามิ่งขวัญตั้งใจจะพูดแบบนั้นโดยบอกใบ้ผ่านทางร่างกาย

            ทั้งที่น่าจะเป็นความรู้สึกที่มีกันแค่พี่น้องเท่านั้นที่จะเข้าใจแต่ทว่า...

            “ถ้าคิดหนีล่ะก็ฉันจะกดสวิตซ์ทันที

            กลับมีคนอื่นรับรู้ถึงมันแล้วเข้ามาจับที่ข้อมืออีกข้างของมิ่งขวัญพลางโชว์สวิตซ์มือถือให้ดู

            “นายที่เป็นพี่ชายก็เหมือนกันจงรับรู้ไว้ด้วยว่าถ้าคิดจะพามิ่งขวัญหนีไปล่ะก็ปลอกคอที่ติดตั้งระเบิดเอาไว้ก็จะแยกคอกับร่างกายเขาออกจากกันถึงจะมีเฟืองแต่ถ้าหัวไม่ติดกับตัวก็คงฟื้นคืนชีพไม่ได้

            คนๆ นั้นคือไทเทเนียมและถ้าจำไม่ผิดหล่อนเองก็เป็น...

            "พี่..."

            มีเสียงดังมาจากด้านหลัง อิงศรเหลือบสายตาไปมองแวบหนึ่ง

            คนที่พูดก็คือกวินทร์และถ้าจำไม่ผิดไทเทเนียมน่าจะเป็นพี่สาวของกวินทร์หรืออะไรเทือกนั้นเพราะกวินทร์ไม่เคยบอกความจริงของเรื่องนี้ให้ฟังความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงคลุมเครือ

            "เอ้าๆ พอแค่นั้นแหละเรามาร่วมมือกันไม่ใช่เหรอ"

            อยู่ๆ ซากิริก็พูดออกมาแบบนั้นแล้วเดินขึ้นมาคั่นกลางระหว่างสองทัพ

            จากนั้นร่างของหล่อนก็เปล่งแสงและกลายเป็นเทวทูต

            ซาคคิเอลเทวทูตหกปีกผู้มีแต่ใบหน้ากับปีก

            "เหล่าสาวกทั้งหลายจงแสดงตน"

            น้ำเสียงของหล่อนเปลี่ยนไปเป็นอีกเสียง

            หลังจากคำสั่งนั้นก็มีทหารเมตไตรยหลายคนพยักหน้ารับรวมถึงสองคนที่ออกมาขัดดาบของแบเรียมก็เช่นกันพวกเขาเหล่านั้นร่างกายเปล่งแสงออกมาเหมือนๆ กันและกลายเป็นสิ่งมีชีวิตรูปแบบมนุษย์กายสีขาวนวลมีปีกหนึ่งคู่และไร้ซึ่งใบหน้า

            สิ่งมีชีวิตแบบนั้นน้าจะเรียกว่าเทวทูต

            เหล่าปีศาจที่ได้รับการยอมรับจาก 'ยฮวฮ'

            เมตไตรยส่งเทวทูตปะปนมากับกองทัพมนุษย์แบบนี้คิดได้เป็นอย่างเดียว

            พวกนั้นคิดจะจัดการทั้งอารย-สนธยาและพวกมนุษย์ต่างดาวไปพร้อมกัน

            คนอย่างกุมภา ธุวดารกคงไม่ยอมให้ความร่วมมือง่ายๆ และหล่อนก็คงกะจะกอบโกยโอกาสที่ปีศาจแข็งแกร่งขึ้นตอนนี้จัดการศัตรูคู่อาฆาตเพียงหนึ่งเดียว...อิงศรประเมินสถานการณ์เอาไว้อย่างนั้น

            ควรจะต้องรีบคิดหาทางออกจากสถานการณ์เหล่านี้แต่กลับมืดแปดด้านไปหมด

            พวกเขาซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างสองทัพก็เหมือถูกปิดล้อมทางหนี

            ในตอนนั้นเองซาคคิเองก็พูดกับฝั่งมนุษย์ต่างดาวที่เริ่มจะแสดงความระสับระน่ายให้เห็นกันว่า

            "อย่าได้ตกใจไปเหล่าบุตรและบุตรีแห่งแสงพวกเราเพียงแค่แสดงแสนยานุภาพให้เห็นเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าจากนี้ไปพวกเราจะจับมือกันทำลายล้างศัตรูเพียงหนึ่งเดียว อารย-สนธยาจักต้องสิ้นสุดความทะเยอทะยานของมันในคืนนี้"

            แต่ซีเซียมที่เป็นผู้นำทัพมนุษย์ต่างดาวก็แย้งขึ้นมา

            "เฮอะทำมาเป็นพูดดีไม่ใช่ว่าพวกแกมั่นใจในพลังของตัวเองว่าจัดการอารย-สนธยาได้อยู่แล้วก็เลยคิดจะจัดการพวกฉันที่ยังอ่อนแอก่อนหรอกนะ"

            "ผิดแล้ว พวกเรายังคงต้องร่วมมือกันอยู่ดีระบบอาคมที่สกัดอมฤตของอารย-สนธยานั้นผู้ที่แก้มันได้มีเพียงเราแต่ว่าการจะปลดมันออกจำเป็นต้องโค่นอวโลกิตะผู้ที่บริกรรมอาคมนี้เสียก่อนเราจำเป็นต้องมีกำลังรบให้มากพอที่จะจัดการปีศาจตนนั้นลงได้และคลายอาคมออกทั้งพวกเราและพวกเจ้าต่างก็ต้องการพึ่งพาซึ่งกันและกันในยามนี้"

            แต่ซีเซียมก็ทำท่าจะแย้งมาอีกตอนนั้นเองก็มีมนุษย์ต่างดาวเพศหญิงอีกตนเดินขึ้นมาจากด้านหลังของกลุ่มมนุษย์ต่างดาว

            เครื่องแบบเป็นชั้นราชครูสีดำ เส้นผมสีเงินไว้ผมทรงบ๊อบ สวมแว่นตา

            ลักษณะภายนอกชวนให้นึกถึงโซเดียมราชครูลำดับที่ห้าซึ่งถูกเขาฆ่าตายตอนที่อาละวาดด้วยม้า

            แต่หล่อนดูป้ำๆเป๋อๆ เหมือนไม่มีความมั่นใจในตัวเองต่างจากโซเดียมที่รู้จักชนิดฟ้ากับเหวรายนั้นแค่สบตากันก็พอรู้ความเย่อหยิ่งที่ส่งผ่านออกมาเลยด้วยซ้ำ

            คือว่าท่านรูบิเดียมจะขอคุยด้วยน่ะค่ะ

            ราชครูตนนั้นพูดพร้อมกับยื่นสมาร์ทโฟน ไม่สิเป็นอุปกรณ์ที่คล้ายกันแต่น่าจะเป็นเทคโนโลยีของต่างดาวมากกว่าบนหน้าจอกำลังแสดงใบหน้าของรูบิเดียมราชครูลำดับที่สาม

            เสียงของรูบิเดียมดังออกมาจากลำโพงของอุปกรณ์นั้น

            เพราะว่านายอาสาอยากจะไปเองหรอกนะฉันถึงยอมให้ไปน่ะช่วยตั้งใจทำงานหน่อยสิ

            ซีเซียมถูกต่อว่า

            ราชครูลำดับต่ำกว่ากำลังสั่งสอนคนที่ระดับสูงกว่า

            เพราะเหตุนั้นซีเซียมก็เลยตะคอกใส่หน้าจอ

            คิดว่ากำลังพูดกับใครน่ะห๊า!”

            รู้สิ แล้วนายล่ะรู้รึเปล่าว่าฉันได้รับการไหว้วานมาจากท่านแฟรนเซียมเพื่อให้มาคอยควบคุมความประพฤติของนายน่ะ

            พอหล่อนตอบมาแบบนั้นซีเซียมก็ชักสีหน้าด้วยความไม่พอใจแต่กลับไม่โต้เถียง

            ดูเหมือนว่าสำหรับพวกมนุษย์ต่างดาวแล้วลำดับจะเป็นเรื่องสำคัญมากขนาดที่ว่าคนอย่างซีเซียมที่แสดงความเป็นคนหัวรั้นเอาแต่ใจก็ยังต้องยอมสยบให้โดยง่าย

            แล้วทางเมตไตรยก็...

            พิจิก ธุวดารกะ เจ้าเองถ้าเห็นแก่หอกที่มีจิตศักดิ์สิทธิ์ของท่านมิคาเอลสถิตอยู่บ้างก็ช่วยทำความเข้าใจสถานการณ์ทีเถอะท่านกาบรีเอลอุตส่าห์วางใจฝากของสำคัญเช่นนั้นแก่เจ้าแล้วนะ

            ซาคคิเอลได้สั่งสอนเจ้าพังค์หนุ่มคนนั้นจนยอมสำรวมอาการไป

            แล้วอำนาจสั่งการกองทัพของแต่ละฝั่งก็เหมือนจะถูกโอนให้กับคนที่เข้ามาตักเตือนเหล่านั้นไปแทน

            สรุปแล้วที่ทั้งสองฝั่งเจรจาสงบศึกกันก็เพราะมีแต่ฝั่งเมตไตรยที่สามารถแก้ทางแผนของอารย-สนธยาได้แต่มีกำลังไม่พอส่วนมนุษย์ต่างดาวก็มีกำลังแต่ขาดคนที่จะแก้ไขสถานการณ์ดังนั้นความปรารถนาจึงมาบรรจบกันที่การบังคับให้เขาซึ่งมีฟันเฟืองอยู่มาเข้าร่วมเพื่อเพิ่มขุมกำลังโจมตีขึ้นไปอีก

            ซึ่งนั่นหมายความว่า ถึงจะไม่มีอิงศรแผนการก็ไม่ล้มเหลวอยู่ดี

            แล้วพวกนั้นก็มีตัวประกันอย่างมิ่งขวัญอยู่ปลอกคอที่ดูธรรมดาๆ นั่นดูท่าจะถอดออกไม่ได้ง่ายๆ และอาจมีกลไกสำหรับสั่งให้มันระเบิดเองเมื่อพยายามถอดออกอย่างไม่ถูกวิธีเจ้าพวกนั้นทำกับมิ่งขวัญถึงขนาดนั้นแต่เขากลับไม่มีสิทธิ์ที่จะโกรธหรือต่อต้านด้วยซ้ำ

            เมื่อการปรับทัศนคติของทั้งสองฝ่ายจบลงพวกเขาก็เริ่มวางแผนกัน

            โดยมีแผนจะบุกเข้าไปโจมตีตรงๆ เพราะขุมกำลังในตอนนี้มี

            ทหารของเมตไตรยเฉพาะที่เป็นมนุษย์มีทั้งสิ้น 90 นาย

            เทวทูตซาคคิเอลและเทวดาชั้นรองที่ปลอมเป็นทหารรวม 10 ตน

            ราชครูมนุษย์ต่างดาว 2 ตน

            มนุษย์ต่างดาวชั้นครูนับรวมมิ่งขวัญด้วยมี 2 ตน

            มนุษย์ต่างดาวชั้นศิษย์ 100 ตน

            อิงศร กวินทร์ และอิซานามิที่ยังไม่เปิดเผยฐานะเรื่องปีศาจให้เป็นที่รู้กันเป็นกำลังเสริมที่ไม่ได้ถูกคาดหวังแต่ก็มีเผื่อเอาไว้ก่อน

            ทั้งหมดนั่นน่าจะมากเกินพอสยบกำลังทั้งหมดของอารย-สนธยาได้

            แบเรียมเดินตรงมาทางที่อิงศรยืนแล้วแจ้งผลการประชุมแผน

            อีกเดี๋ยวเราจะบุกเข้าไปปิดฉากเรื่องทั้งหมดในทีเดียวขอให้คุณกับพวกที่เหลือคอยสนับสนุนจากข้างหลังด้วยนะขอรับ ส่วนมิ่งขวัญจะให้แยกไปเป็นแนวหน้าเพราะถ้าปล่อยเอาไว้กับคุณเดี๋ยวจะพาลหนีกันไปซะก่อน

            พูดจบก็ดึงวิกผมสีดำสนิทเหมือนกับมิ่งขวัญออกภายใต้นั้นเป็นเส้นผมสีเงินแบบมนุษย์ต่างดาว

            อีกฝ่ายจงใจทำแบบนั้นเอาตอนนี้เป็นเพราะลืมถอดหรือตั้งใจจะแสดงจุดแตกต่างเพื่อให้กองทัพแยกกันออกหรืออยากจะส่งข้อความอะไรผ่านทางการกระทำกันแน่

            แต่น่าจะเป็นอย่างที่สองมากกว่าเพราะมันดูไม่มีความหมายอะไรพิเศษไปกว่านั้นวิกก็เพียงแค่ใช้เพื่อปลอมตัวตามแผนหลอกเขาให้ตายใจว่าเป็นมิ่งขวัญแต่ก็แผนแตกไปแล้ว

            “…”

            การโจมตีกำลังจะเริ่มแล้ว

            ทั้งที่ใช้เวลานานขนาดนี้แต่ฝ่ายอารย-สนธยาก็ยังไม่เคลื่อนไหว

            มีความเป็นไปได้ว่านี่จะเป็นกับดัก?

            หรือแค่กำลังพลของภูตผีที่เขาจัดการไปตอนนั้นก็คือการใช้กำลังคุ้มกันฐานที่มั่นไปทั้งหมดแล้ว?

            ตอนที่ปล่อยให้ความสงสัยแล่นไปกับความคิดทื่อๆ ซึ่งคิดไปก็เท่านั้นน่ะเอง...

            ดูเหมือนว่าแขกของเราจะมากันพร้อมหน้าแล้วสินะ

            สายตาทุกคู่หันเหไปตามเสียงพูด

            ตรงทางเข้าเจดีย์นั่นเองมีเงาตะคุ่มๆ ของกลุ่มคนเดินออกมา

            ในเงาเหล่านั้นมีคนที่ตัวใหญ่เหมือนยักษ์อยู่สองคน ตัวเล็กเตี้ยม่อต้ออีกหนึ่งคน และขนาดตัวธรรมดาอีกหนึ่งคน

            คนธรรมดาในกลุ่มนั้นก้าวออกมาอยู่ใต้แสงจันทร์ซึ่งก็คือ พันโทข้าวหลาม

            อีกสามคนที่ขนาดผิดสัดส่วนนั้นเป็นปีศาจ

            อิงศรจำได้ว่าตนหนึ่งคือกุมภกรรณอสูรยักษาของพันเอกกุมภา ธุวดารกะ

            ส่วนอีกสองตนนั้น...

            อ้าวมาด้วยเรอะศรตกลงว่าเปลี่ยนใจแล้วใช่มะถ้างั้นก็รีบมาทางนี้สิฉันกำลังคุยกับพวกปีศาจของมีนากับเมษาอยู่พอดีทั้งเวตาลแล้วก็มหากาฬ

            พันโทข้าวหลามพูดตอนที่มองเห็นอิงศรปะปนอยู่ในกลุ่มผู้มาโจมตี

            สรุปว่าปีศาจอีกสองตนนั่นก็คือพวกที่หนีออกมาจากอาวุธของมีนากับเมษาแล้วจากท่าทางของข้าวหลามเองก็ไม่น่าจะเข้าใจผิดเรื่องที่เขาไม่ได้มาเพื่อขอเข้าร่วมกับอารย-สนธยาบางทีนั่นคงเป็นการแกล้งตีหน้าเซ่อเพื่อกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง

            แล้วอะไรบางอย่างที่ว่านั่นเพิ่งจะเริ่มทำงานขึ้นมา

            เมื่อลานซีเมนต์ที่พวกเขายืนกันอยู่เกิดเปล่งแสงเป็นลวดลายรูปวงเวทอาคม

            อักขระบนวงเวทดูซับซ้อนเกินความเข้าใจของมนุษย์

            พลังที่แผ่ออกมาก็ไม่ใช่ธรรมดาอาจจะเป็นอาคมโบราณในสมัยเทพเจ้า

            ตอนนั้นเองข้าวหลามก็พูดมาอีกว่า

            เอ้า ศรเลือกซะว่านายจะอยู่ข้างไหนแต่ว่าภายในสิบวินาทีนี้เท่านั้นนะ



***

ข้าวหลาม: แต่ว่าภายในสิบวินาทีนี้เท่านั้นนะ...

อิงศร: สิบวินาทีนี้...

ข้าวหลาม: ภายในสิบวินาทีนี้ถ้านายโทรสั่งเข้ามาก็จะได้ของแถมดังต่อไปนี้บลาๆๆๆๆ

อิงศร: ทีวีไดเร็คเรอะ!


ช่วงนี้ดวงพระศุกร์เข้าพระเสาแทรกหรือไรเคลียงานเสร็จดันเป็นหวัดต่อ TwT เลยเขียนไม่ไปไหนเลยฮือว่าอาทิตย์นี้จะลงให้ตรงที่เริ่มการต่อสู้ไปซักหน่อยแล้วแท้ๆ แต่ไม่ถึงฝั่งฝันติดตามชมกันต่ออาทิตย์หน้านะฮะตอนนี้ขอตัวยไปรักษาหวัดแปป ซื้ด~~***

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #72 raigeki (จากตอนที่ 84)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 / 18:20
    ผมล่ะสงสัยจิงๆ ถ้าให้เมษามาใช้สกิลปลดเครื่องสวมใส่กับปลอกคอ มันจะหลุดมั้ย
    #72
    2
    • #72-1 R@ji(จากตอนที่ 84)
      23 กุมภาพันธ์ 2560 / 18:38
      ปลดสวมใส่ของเมษาปลดแต่ชุดเท่านั้นน่ะครับคือปลดได้แค่เสื้อกับเกราะทั้งหมดที่สวมอยู่ท่อนบน
      ตั้งแต่ชุดชั้นในลงไปจะไม่นับเป็นไอเทม เสื้อ/เกราะ แล้วแต่นับเป็น Underwear แทนดังนั้นตอนมีนาโดนปลดเลยยังเหลือบราอยู่ครับ(ไม่แน่ใจว่าได้เขียนว่ายังเหลือบราอยู่รึเปล่าหรือว่าข้ามไปเลย =w=' แต่ตามที่กำหนดไว้คือยังเหลือบราอยู่)
      แล้วก็อีกสกิลปลดที่มีคือปลดอาวุธ
      ส่วนปลอกคอของมิ่งขวัญนั้นถือเครื่องประดับอยู่คนละชนิดกับที่สกิลจะปลดได้น่ะครับถ้าถามต่อว่าจะมีสกิลปลดเครื่องประดับไหมอันนี้ก็ขอตอบแค่ว่าถึงปลดด้วยสกิลปลอกคอก็ตูมอยู่ดีดังนั้นวิธีถอดคงต่อรอดูกันต่อๆปาย >w< อุ๋งอิ๋ง
      #72-1
    • #72-2 raigeki(จากตอนที่ 84)
      23 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:00
      ขอบคุณครับ
      #72-2