Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 82 : Login 79: The Fool ของเหล่าคนเขลา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 462
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    17 ก.พ. 60

Login 79: The Fool ของเหล่าคนเขลา

 

            "แล้วเราจะเดินทางกันยังไง"

            อิงศรถาม

            หลังจากตอบตกลงเข้าร่วมการโจมตีอารย-สนธยาแล้วตอนนี้ก็เหลือแค่ต้องเดินทางไปยังจุดหมาย

            ฐานที่มั่นของศัตรูคงจะเป็นวัดอารย-สนธยามหาวิหารที่ฉายภาพให้ดูในประกาศแต่สถานที่นั้นตั้งอยู่ในปทุมธานีจากชลบุรีจะไปถึงที่นั่นยังไงก็ต้องมียานพาหนะ

            "หรือจะให้กลับไปรวมตัวกับเมตไตรย"

            แต่แบเรียมส่ายหน้า

            "พวกเมตไตรยให้ยานพาหนะที่เรียกว่ารถมาคันหนึ่งกระผมจะเป็นคนขับไปเองสบายใจได้เราตรวจสอบหมดแล้วไม่มีระเบิดหรือกับดักอะไรติดตั้งเอาไว้ทั้งนั้น"

            แล้วพูดพร้อมกับยัดจอทีวีกลับลงไปในกระเป๋าเดินทาง

            "พวกนั้นไว้ใจมนุษย์ต่างดาวขนาดนั้นเลยเรอะ"

            “เขาหารือกันว่าให้ส่งตัวแทนมานำทางพวกคุณแค่คนเดียวก็พอ แล้วก็ตกลงให้กระผมเป็นคนรับหน้าที่ไปตอนแรกก็กะว่าจะใช้หน้าตาที่เหมือนกับมิ่งขวัญหลอกให้ตายใจแล้วยอมตามไปแต่โดยดีอยู่หรอก..."

            แบเรียมหยุดคำพูดเพราะซิปกระเป๋าเหมือนจะติดขัดเล็กน้อยจึงต้องจัดแจงกระเป๋าอยู่พักหนึ่งถึงปิดมันลงได้

            "แต่สุดท้ายพวกนายก็เอาน้องฉันมาเป็นตัวประกันอยู่ดี"

            อิงศรพูดต่อให้ในส่วนที่แบเรียมพูดไม่จบ

            "ก็ตามนั้น"

            "..."

            ไม่มีคำพูดจากทั้งสองฝ่ายอีก เมื่อแบเรียมยกกระเป๋าเดินทางที่มีจอทีวีค่อนข้างหนักอยู่ในนั้นขึ้นพาดหลังอย่างสบายๆ แล้วก็ออกเดินนำอิงศรกับพรรคพวกที่ประกอบด้วยกวินทร์และอิซานามิไปยังรถที่เตรียมไว้

            ระหว่างทางอิงศรได้แต่ครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

            การสงบศึกครั้งนี้บางทีอารย-สนธยาก็อาจจะคำนวณเอาไว้แล้ว

            การที่ประกาศเวลาเจ็ดวันมาเหมือนกับจะบีบให้พวกเขาโจมตีหมายความว่าฝ่ายนั้นมั่นใจขนาดที่ว่าต่อให้ศัตรูร่วมมือกันก็ยังเอาอยู่อย่างนั้นหรือ

            ถ้าเป้าหมายของพวกนั้นคือการให้โลกถูกความว่างเปล่ากลืนกินในเจ็ดวันงั้นจะประกาศออกมาทำไมสู้อยู่เงียบๆ จนครบเจ็ดวันโดยที่ปล่อยศัตรูมัวพะวงเรื่องกำลังรบจนไม่มีเวลาเหลือไม่ดีกว่าหรือ

            เด็กหนุ่มเชื่อมโยงความเป็นไปได้ทั้งหมดที่มีแล้วก็รู้สึกว่าสถานการณ์เหล่านี้เหมือนถูกจัดฉากเอาไว้มีใครบางคนเล็งเป้าหมายบางอย่างที่จะเกิดจากสงครามคราวนี้แล้วคนๆ นั้นเป็นใครกันล่ะ

            ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ชวนให้คาใจ...

            เสียงของผู้นำอารย-สนธยาตอนที่ประกาศนั้นเขาจำได้ว่าเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนแต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินมาจากใครหรือตอนไหน

           

...

 

            ภายในรูนรูม...

            ซีลอร์ดกำลังง่วนกับการจับตาดูผู้ถูกฟันเฟืองเลือกทั้งฝั่งอิงศรและฝั่งมิ่งขวัญ

            ดูจากสถานการณ์แล้วเวลาที่ทั้งสองจะได้พบกันอีกครั้งกำลังใกล้เข้ามา

            แต่คราวนี้เป็นการพบหน้ากันเพื่อร่วมมือกันต่อสู้

            สู้กับเสียงร่ำร้องของโลกทั้งใบที่อยากจะรอดพ้น เสียงร่ำร้องที่มีชื่อว่าเทพมารแห่งอารย-สนธยา

 

            "แม้แต่อาคาชิกเรคคอร์ดเองก็คาดเดาเหตุการณ์หลังจากนี้ไม่ได้งั้นเหรอหรือจะเป็นเพราะไม่มีอมฤตตกลงไปที่สวนก็เลยทำให้ระบบหยุดชะงักไปด้วยกันนะ"

            ซีลอร์ดขมวดคิ้วเล็กน้อยรู้สึกไม่ชอบกลกับสภาพการณ์ในตอนนี้นัก

            นอกจากพูดคุยกับอิงศรผ่านทางแชทแล้วเขาก็ไม่มีอะไรที่ทำได้อีกแม้แต่การจะลงไปปรากฏตัวที่โลกก็ทำไม่ได้เพราะที่นั่นไม่มีอมฤตแหล่งพลังงานหลักของเครื่องทำสวน

            โดยปกติแล้วจะมีเฟืองคอยสร้างอมฤตให้เครื่องทำสวนถึงปฏิบัติการนอกพื้นที่ที่ไม่มีอมฤตได้แต่ตอนนี้เฟืองกระจัดกระจายไป...

            อยู่กับอิงศร เศษเสี้ยวของธนูแห่งชัยชนะ

            อยู่กับมิ่งขวัญ เศษเสี้ยวของดาบแห่งสงคราม

            อยู่กับแฟรนเซียม เศษเสี้ยวของคันชั่งแห่งความอดอยาก

            และเศษเสี้ยวของคมเคียวแห่งความตายที่ยังไม่ทราบว่าไปอยู่กับผู้ใด

            เศษเสี้ยวทั้งสี่จะหลอมรวมกันเป็นฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนโลกไปสู่จุดจบหรือหมุนเปลี่ยนทิศเพื่อกลับไปเริ่มต้นใหม่นั้นขึ้นอยู่กับการแสดงความตั้งใจที่จะก้าวต่อไปหรือก้าวถอยหลังหรือแม้แต่จะหยุดเดินก็ตาม

            "ทั้งหมดนั่นได้ขึ้นอยู่กับมนุษย์ผู้ถูกฟันเฟืองเลือกไปแล้ว"

            ซีลอร์ดพึมพำความนึกคิดออกมา

            แต่แล้ว...

            "ยังคิดที่จะผลักภาระให้กับมนุษย์อยู่อีกหรือ"

            กลับมีเสียงพูดตอบโต้ทั้งที่ไม่มีใครอื่นอยู่ในห้องนี้ น้ำเสียงนั้นดูทรงพลังและยิ่งใหญ่

            “ใครกันน่ะ

            ซีลอร์ดถามออกไปแต่เสียงนั้นกลับหัวเราะ

            “คนทรยศเอ๋ยมาร่วมมือกับเราเถอะ

            แล้วพูดวลีที่เหมือนกับเคยได้ยินหรือเห็นจากที่ไหนมา ซีลอร์ดนึกขึ้นได้ก็เปิดหน้าจอเมล์แล้วเปิดไปยังฉบับที่ได้รับตอนไปนั่งดื่มกาแฟที่โลก

            ข้อความในจดหมายฉบับนั้นเขียนไว้ว่า

            TRAITOR, JOIN ME.

            ถ้าแปลความหมายแล้วก็จะตรงกับคำพูดเมื่อครู่พอดี

            “คำพูดนั่นหรือว่าคนที่ส่งเมล์นี่มา...

            เสียงนั้นพูดแทรกก่อนที่เขาจะพูดจนจบ

            “ใช่ เราเป็นซึ่งเราเป็น เราคือคนที่ถูกลืมเลือนเช่นเดียวกับเจ้า อาคานาร์ของผู้เลือกหนทางแห่งมนุษย์ อาคานาร์ของบุตรแห่งแสง อาคานาร์ของปีศาจ ถ้าอย่างนั้นเครื่องทำสวนเองก็ควรจะเลือกหนทางด้วยเช่นกันอย่ามัวแต่รออยู่เลยเริ่มเกมโกงวันโลกาวินาศของเจ้าได้แล้วเครื่องทำสวนเอ๋ยอย่าได้ยึดมั่นต่ออาคาชิกเรคคอร์ดเลยความเป็นไปได้นั้นมีมากมายไม่จบสิ้นรวมถึงความเป็นไปได้ที่ทุกอย่างจะพังทลายก็เช่นเดียวกัน

            อีกฝ่ายพูดสิ่งที่อยากพูดมารวดเดียวโดยไม่เปิดช่องให้เขาได้ถามหรือโต้ตอบ

            จากนั้น...

            “นี่มัน

            ซีลอร์ดอุทาน ใบหน้าเรียบเฉยของเด็กหนุ่มเจือไว้ด้วยความตื่นตระหนกเมื่อจอภาพมากมายปรากฏขึ้นรายล้อม

            จอภาพปรากฏขึ้นแล้วก็ดับหายไป แล้วก็ปรากฏขึ้นมาอีกเป็นอย่างนี้สลับกันไปทีละจอ

            แล้วบนจอภาพเหล่านั้นก็ยังฉายภาพความตาย...

            ความตายของอิงศร

            ความตายของมิ่งขวัญ

            ความตายของพวกพ้องอิงศร

            ความตายของมนุษย์ทั้งโลก

            แม้แต่ความตายของโดโกบาร์ที่เป็นเครื่องทำสวนก็ไม่มีการยกเว้น

            ภาพความตายเหล่านั้นสลับกันผลุบโผล่จนกระทั่งทุกภาพรวมเป็นหนึ่งเดียวมันก็แสดงความตายของโลกทั้งใบให้เห็น โลกที่ถูกความว่างเปล่ากัดกินถูกลบจนหายไปโดยสมบูรณ์

            แล้วภาพเหล่านั้นก็ยัง...

            “คงเข้าใจดีสินะว่าภาพเหล่านั้นคืออะไร...ใช่ มันคือข่าวสารที่อาคาชิกเรคคอร์ดทำนายเอาไว้

            นั่นย่อมหมายความว่าภาพเหล่านี้คือสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ให้เกิดขึ้น

            “เอ้ารีบส่งข่าวนั้นแก่ผู้ถูกเลือกของเจ้าซะสิฮะๆๆๆ

            แล้วเสียงหัวเราะก็ดังก้องไปทั้งรูนรูม เป็นการหัวเราะอย่างสะใจเอามากๆ จนกระทั่งเสียงหัวเราะหายลับไปถึงจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายนั้นได้จากไปแล้ว

            หน้าจอที่แสดงภาพความตายก็หายไปเช่นกัน

            แต่ซีลอร์ดก็ไม่คิดจะเชื่อเนื้อหาที่อีกฝ่ายแสดงให้เห็นอยู่ดีเพราะว่าเขาไม่ได้รับข้อมูลอะไรแบบนั้นมาจากอาคาชิกเรคคอร์ดเลยแม้แต่น้อย

            เนื้อหาของคำพูดที่อีกฝ่ายพูดมาก็มีแต่สิ่งที่ฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจจุดประสงค์เลย มันต้องการให้เขาทำอะไรกันแน่?

            แต่มีที่รู้อยู่อย่างหนึ่งก็คืออีกฝ่ายพูดถึงอาคานาร์เป็นหลักบางทีอาจจะเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับการที่อิงศรมีอาคานาร์ในครอบครองก็เป็นได้

            ซีลอร์ดมองไปที่หน้าจอเมล์แล้วคิด...

            ครั้งหนึ่ง เขาเคยคาดเดาเอาไว้ว่าเจ้าของเมล์น่าจะเป็นหนึ่งในสิบสองเครื่องทำสวนแต่ดูเหมือนเขาจะคิดผิดไป อีกฝ่ายน่าจะเป็นใครอื่นที่รู้เรื่องของอาคาชิกเรคคอร์ดเป็นอย่างดีและอาจจะควบคุมมันได้ด้วยถึงสามารถสร้างภาพความตายขึ้นมาข่มขู่ได้

            คนที่น่าจะทำแบบนั้นได้ก็คงมีแต่ระดับแอดมินิสเทรเตอร์หรือไม่ก็อารย-สนธยา ซึ่งน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่าแม้มันยากที่จะเชื่อว่าลำพังแค่พลังขององค์กรมนุษย์และปีศาจสร้างขึ้นจะมีพลังมากถึงขนาดนั้น

            แต่ว่า...

            ซีลอร์ดหยุดความคิดเอาไว้เพราะมีของบางอย่างตกลงมา

            มันร่วงหล่นผ่านหน้าเขาไป โรยราลงพื้นอย่างนุ่มนวลเพราะมันมีรูปร่างที่เอื้อให้ทำอย่างนั้น

            ไพ่อาคานาร์ได้ตกลงมา

            “ของอิงศรเหรอ...ไพ่ใบใหม่รึไงนะ

            ซีลอร์ดเดินเข้าไปเก็บไพ่ที่ว่าแล้วพลิกมันขึ้น

            “เดอะ ฟูล

            รู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นระรัวเพราะความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้น

            ไพ่ที่ตกลงมาใบนี้มีรูปตัวตลกแบกไม้ที่ผูกห่อผ้าเหมือนนักเดินทางถึงรายละเอียดจะน้อยกว่าแต่ก็เป็นไพ่ที่บ่งบอกถึงอาคานาร์เดียวกันกับไพ่ทำนายดวงที่เขาได้รับมาจากร้านกาแฟ

            ซีลอร์ดเรียกหน้าจอขึ้นมาใหม่อีกหนึ่งอันล้วงมือเข้าไปในนั้นดึงไพ่ที่ได้จากร้านกาแฟออกมาแล้วจ้องมองไพ่ทั้งสองสลับกันไปพร้อมกับพึมพำว่า

            เรื่องบังเอิญไม่มีคำว่าซ้ำซ้อนถ้านี่ไม่ใช่โชคชะตาที่กำหนดไว้ก็มีใครบางคนกำลังมุ่งหวังให้เรื่องราวดำเนินไปแบบนี้ถ้าอาคานาร์นี้ไม่ใช้ของอิงศรแล้วล่ะก็...

            ผู้ถูกลืมเลือนพูดคำหลังจากนี้ด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างแน่ใจเพราะความรู้สึกที่ส่งถ่ายจากอาคานาร์มันบอกเช่นนั้นแล้วเขาก็นึกถึงคำพูดของเสียงปริศนาเมื่อครู่

            อาคานาร์ของผู้เลือกหนทางแห่งมนุษย์ อาคานาร์ของบุตรแห่งแสง อาคานาร์ของปีศาจ ถ้าอย่างนั้นเครื่องทำสวนเองก็ควรจะเลือกหนทางด้วยเช่นกัน

            ถ้า ผู้เลือกหนทางของมนุษย์นั้นหมายถึงอิงศรแล้วล่ะก็...

            นี่คืออาคานาร์ของเราแล้วก็ยังมีคนอื่นนอกจากอิงศรที่มีอาคานาร์อย่างนั้นสินะ


***อาทิตย์นี้เนื้อเรื่องอาจจเนือยไปบ้างแล้วก็สั้นไปหน่อยต้องขออภัยจริงๆครับไรเตอร์ค่อนข้างงานชุกในช่วงนี้ทำให้เขียนฉากที่ต้องการความละเอียดมากๆไม่ทันจึงตัดไปรอไว้ก่อนคาดว่าอาทิตย์หน้าจะได้เริ่มเรื่องราวกันจริงๆจังๆซักทีครับ****

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น