Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 81 : Login 78: เจรจาสงบศึก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 457
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    15 ก.พ. 60

Login 78: เจรจาสงบศึก

 

            ผู้ที่มาปรากฏตัวต่อหน้าอิงศรคือคนที่โหยหามาตลอด

            ใบหน้าเช่นนั้น เรือนผมสีดำเช่นนั้น ดวงตาแบบนั้น มิ่งขวัญ...

            น้องชายในชุดมนุษย์ต่างดาวเดินแหวกพุ่มไม้ออกมาพร้อมกับหิ้วกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาด้วย

            “ท่านพี่อิงศร

            มิ่งขวัญพูดแล้วหยุดยืนพลางวางกระเป๋าลง

            “ในที่สุดก็ได้พบกัน

            แล้วพูดมาอย่างนั้น

            “น้องชายพี่ศรนี่! ดีใจด้วยนะครับพี่ศร

            เสียงตื่นเต้นของกวินทร์ดังมาจากด้านหลังเด็กหนุ่มรุ่นน้องวิ่งมาหยุดยืนเคียงข้างแล้วปั้นหน้าดีใจแทนเขาซะอย่างนั้นขณะเดียวกัน...

            “อุ้ยตาย ผู้บ่าวนี่ใครก่อหล่อแต๊หล่อว่าหล่อนักๆ แนะนำให้ฮารู้จักมั่งซิ

            อิซานามิก็กระโดดเข้ามาเกาะไหล่เกาะแขนแล้วหลบอยู่ข้างหลังอิงศรพลางส่งสายตาหยาดเยิ้มใส่มิ่งขวัญ

            “อะโหเจ๊เมื่อกี้บอกว่ามีสามีแล้วไม่ใช่เหรอ นองอก(แรด)มาเชียว

            กวินทร์พูดด้วยสีหน้าลำบากใจและคำพูดที่เหมือนจงใจจะจิกกัดแต่อิซานามิก็หาได้ระแคะระคายแม้แต่น้อยแล้วยังตอบสวนกลับไปอีกว่า

            “”ฮาบ่ใจ้มนุษย์ซะหน่อยจะหากิ๊กเด็กไว้ก็บ่ได้ผิดอะหยังนิ

            อิงศรเมินบทสนทนาที่ฟังไม่สมเป็นเทพเจ้าอย่างที่ประกาศตัวไว้ของอิซานามิแล้วเริ่มถามคำถามกับมิ่งขวัญ

            “แกไม่ใช่ขวัญนี่ แกเป็นใครกันแน่

            ได้ยินดังนั้นกวินทร์ก็แสดงอาการตกใจ

            “เอ๋ เอ่อไม่ใช่เหรอ

            “ก็ดูดีๆ สินายเองก็เคยเจอขวัญมาแล้วใช่ไหมล่ะแต่เจ้าคนที่อยู่ตรงหน้าเรามันไม่ดูโตกว่าคราวก่อนไปหน่อยหรือไง

            มิ่งขวัญที่อยู่ตรงหน้านี้ดูเหมือนจะอายุราว 17 ถึง 18 แต่มิ่งขวัญที่เจอกันคราวก่อนน่าจะอายุ15ซึ่งเทียบตามปีที่พวกเขาพรากจากกันไปก็จะได้เท่านั้นพอดี ดังนั้นมิ่งขวัญตรงหน้านี่จึงไม่ใช่ตัวจริงแต่น่าจะเป็นใครซักคนปลอมตัวมา

            อิงศรนึกถึงรูบิเดียมราชครูที่เจอกันในห้องทดลองใต้ดินของอารย-สนธยาในวันนั้น หล่อนได้เปิดเผยตัวเองว่าเป็นคนที่ปลอมตัวเป็นสีดาแล้วก่อนหน้านี้ก็เคยมีกรณีที่มนุษย์ต่างดาวปลอมเป็นมนุษย์ NPC มาก่อน ทุกกรณีของการปลอมตัวที่พวกมนุษย์ต่างดาวใช้กันนั้นจะมีจุดร่วมคือมนุษย์ NPC หรือก็คือการปลอมตัวน่าจะมีปัญหาตรงที่ไม่สามารถแสดงชื่อและพลังชีวิตให้เห็นได้

            แต่ตอนนี้อารย-สนธยาทำให้ระบบของเกมหยุดชะงักแถบพลังชีวิตกับชื่อจึงไม่แสดงกันทุกคนอย่างไรเสียการที่มันเลือกปลอมตัวเป็นมิ่งขวัญก็ถือว่าผิดพลาดอย่างแรงเพราะซีลอร์ดเคยบอกเอาไว้ว่ามิ่งขวัญเองก็อาจจะมีเฟืองแบบเดียวกับเขาดังนั้นหมอนั่นก็จะต้องมีชื่อกับแถบพลังชีวิตแสดงอยู่เหมือนกันอย่างแน่นอนแต่เจ้าคนที่อยู่ตรงหน้านี่ไม่มีดังนั้นจึงมั่นใจได้

            อิงศรเล็งธนูใส่มิ่งขวัญตัวปลอม โชคดีทีก่อนหน้านี้เขาทะเลาะกับอิซานามิเลยทำให้ถืออาวุธติดตัวเอาไว้ตลอด

            “ดูออกรึ

            มิ่งขวัญตัวปลอมกล่าว

            “แหงสิก่อนอื่นเลยตอนนี้ขวัญน่าจะอายุสิบห้าแต่สัดส่วนร่างกายแกดูยังไงก็ไม่ต่ำกว่าสิบเจ็ดแถมยังวิธีพูดจาแบบนั้นอีกขวัญไม่ได้พูดแบบที่แกพูดแค่นี้ดูไม่ออกก็โง่แล้ว

            “ชาวโลกเนี่ยฉลาดกว่าที่เอโนคบอกไว้นะมีพัฒนาการขึ้นมาจากเมื่อพันปีก่อนหรือว่าเพราะสมสู่กับเจ้าพวกนั้นกันนะ

            “เจ้าพวกนั้น?”

            อิงศรทวนคำพูดของอีกฝ่ายด้วยใบหน้าเป็นงง

            “ก็ที่พวกเธอเรียกกันว่าเนฟิลิมไงล่ะ

            ถึงจะพูดขยายมาแต่อิงศรก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีอะไรคือ เอโนคอะไรคือ เนฟิลิมหรือบางทีจะเกี่ยวข้องกับตำนานหรือศาสนาอะไรอีกรึเปล่าเพราะชื่อพวกนั้นเหมือนจะเคยคุ้นหูอยู่ว่ามาจากคาบเรียนในวิชาทหารของเมตไตรยพวกวรรณกรรมศาสนาอะไรเทือกนั้น เพียงแต่เขาไม่ค่อยจะตั้งใจเรียกวิชาพวกนี้ซักเท่าไหร่

            มิ่งขวัญตัวปลอมได้พูดมาอีก

            “เป็นพวกที่เคยสมคบคิดกับราชครูที่มีชื่อแรกเกิดว่าฟอสฟอรัสก่อกบฏแล้วหนีลงมายังดาวโลกแห่งนี้น่ะ

            “…”

            แน่นอนว่าอิงศรก็ยังคงไม่เข้าใจเรื่องที่พูดอยู่ดี บางทีมันอาจจะเป็นการเปรียบเปรยเชิงประวัติศาสตร์เหมือนที่ซีลอร์ดเคยพูดให้ฟังมาก่อนหลายๆ อย่างในไบเบิลค่อนข้างจะมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่มีต้นตอมาจากพวกที่อยู่ในสวนแห่งที่หนึ่ง

            “…”

            เมื่อเห็นว่าพูดกันไม่ไปไหนฝ่ายนั้นก็เลยออกตัวเปลี่ยนเรื่องคุย

            “เอาเถอะ ตอนแรกก็กะว่าจะลองหลอกให้เชื่อว่าเป็นมิ่งขวัญอยู่หรอกแต่ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์แล้วสินะถ้าอย่างนั้นก็มาเข้าเรื่องกันเลยเถอะ

            มิ่งขวัญปลอมพูดจบก็ก้มตัวลงแกะกระเป๋าเดินทางโดยไม่แยแสธนูของอิงศรที่กำลังเล็งมาและพร้อมจะแผลงออกไปได้ทุกเมื่อ

            แต่ก็นับเป็นโอกาสหาทางหลบหนีที่ดี

            อิงศรเริ่มประเมินพลังของศัตรู

            ดูจากเครื่องแบบอีกฝ่ายน่าจะชั้นครู

            เพราะไม่มีพลังชีวิตกับชื่อก็เลยพลอยไม่รู้ระดับเลเวลไปด้วยข้อมูลของอีกฝ่ายค่อนข้างจะคลุมเครือ

            แต่ตอนนี้ไม่มีการสนับสนุนจากเกมถ้าอย่างนั้น...

            วินาทีที่อิงศรจนใจจะวิเคราะห์พลังแล้วคิดจะให้พวกพ้องหลบหนีกันซึ่งๆ หน้าไปเลยนั่นเอง

            “อ้อ จริงสิกระผมมีนามว่าแบเรียมเป็นผู้ติดตามของราชครูลำดับที่สองรวมถึงเป็นว่าที่ของเขาด้วยเรื่องพลังน่ะผมเป็นรองแค่รูบิเดียมที่อยู่อันดับสามเท่านั้นเองถึงตอนนี้จะไม่มีระบบของเกมช่วยสนับสนุนแต่พวกเราก็ยังมีพลังเหนือกว่าชาวโลกที่เป็นของดั้งเดิมอยู่นะเธอในตอนนี้เอาชนะกระผมไม่ได้หรอก

            อีกฝ่ายก็ยอมเผยข้อมูลให้โดยจงใจใช้มันข่มขู่ให้เขาวางอาวุธหรือไม่ก็ตั้งใจจะบอกว่าถึงคิดหนีไปก็เปล่าประโยชน์อย่างนั้นสินะ

            แต่อิงศรก็ไม่ลดธนูลงตามที่ว่าเพราะอย่างน้อยมันก็เป็นหลักประกันไม่ให้ถูกเล่นงานทีเผลอ

            ที่สำคัญคำพูดเมื่อครู่อาจจะเป็นการโกหกพวกมนุษย์ต่างดาวเองก็น่าจะสูญเสียพลังจากเกมไปเหมือนกันและถึงฝ่ายนั้นจะบอกมาว่าพลังเหนือมนุษย์ที่เป็นของดั้งเดิมยังคงหลงเหลืออยู่ก็ไม่น่าจะห่างชั้นกับตัวเขาที่ยังมีพลังสนับสนุนจากเกม

            "แต่สบายใจได้กระผมไม่ได้มาหาเรื่องหรอกนะแค่อยากจะพูดคุยด้วยเท่านั้นเอง"

            แบเรียมพูดมาอย่างนั้น

            ควรจะเชื่อดีรึเปล่าหรือควรจะให้พวกกวินทร์รีบหนีไปแล้วเขาก็สู้ถ่วงเวลา

            อิงศรเลือกอย่างแรก

            ข้อมูลของอีกฝ่ายไม่แน่ชัดจะผลีผลามเคลื่อนไหวก็อันตรายเกินไปบางทีเขาอาจจะไม่ถูกฆ่าแต่กวินทร์น่าจะตายตอนนี้หมอนั่นไม่มีพลังของเกมคอยสนับสนุนแรงกายที่มีก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งคงหนีการไล่ล่าของมนุษย์ต่างดาวไม่พ้นแน่

            อิงศรมองใบหน้าของน้องชายที่อยู่บนตัวแบเรียมแล้วก็รู้สึกรำคาญมันเหมือนถูกยั่วยุอยู่ตลอดเวลา

            "ว่าแต่แกน่ะเมื่อไหร่จะเลิกปลอมตัวซักที"

            แบเรียมหยุดมือที่กำลังรูดซิปกระเป๋าพลางเงยหน้าขึ้น

            "ปลอมตัว?"

            แล้วทำหน้าฉงน

            "ใช่ ก็ตอนนี้พวกฉันรู้แล้วว่าแกไม่ใช่ขวัญเพราะงั้นก็เลิกปลอมตัวซักทีโชว์ใบหน้าแท้ๆ ของแกมาซะ"

            "ใบหน้าแท้ๆ ตอนนี้ก็กำลังทำแบบนั้นอยู่นะ"

            "..."

            หมายความว่ายังไงกัน?

            จะบอกว่าตอนนี้คือหน้าจริงๆ ของมันงั้นรึ

            ...อิงศรคิดแล้วก็จ้องหน้าของมนุษย์ต่างดาวไม่หยุด

            อีกฝ่ายเหมือนจะเข้าใจความสงสัยของเขา

            "อ้อ ชาวโลกไม่รู้เรื่องการกำเนิดของบุตรแห่งแสงสินะ"

            เลยพูดมาแบบนั้น เรื่องที่ว่านั่นอิงศรก็เคยได้ยินจากโดโกบาร์

            พวกมนุษย์ต่างดาวถูกพระเจ้าสร้างขึ้นมาเพื่อหาสาเหตุการแปดเปื้อน แต่ไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันเกี่ยวอะไรกับประเด็นในตอนนี้

            “พวกเราถือกำเนิดขึ้นจากแสงของโซราลิสผู้สร้างแห่งแสงสว่างโดยการฉายแสงลงไปยังชาวโลกแล้วทำให้กำเนิดขึ้นมาดังนั้นพวกเราจึงมีความคล้ายคลึงกันด้วยเหตุนี้จึงถูกเรียกว่าบุตรแห่งแสงแน่นอนว่าจะมีคนที่หน้าเหมือนกระผมหรือคนที่หน้าเหมือนกับเธอด้วยก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใช่ไหมล่ะ

            “…”

            “จริงด้วย!

            จู่ๆ กวินทร์ก็โพล่งมา เด็กหนุ่มทุบมือทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกเรื่องสำคัญได้

            “ก่อนหน้านี้ตอนที่พี่ศรอาละวาดพวกเราได้เห็นหน้าของราชครูลำดับที่หกด้วยล่ะครับหน้าของเจ้านั่นเหมือนพี่เมษาเปี๊ยบเลย

            “ท่านลิเธียมเองก็ได้พบกับรากเหง้าของตัวเองแล้วสินะ

            แบเรียมพูดก่อนจะหันกลับไปจัดการกับกระเป๋าต่อ

            “ถึงพวกเราจะเป็นเหมือนเงาของชาวโลกและมีความคล้ายคลึงกับต้นแบบแต่อัตตาตัวตนข้างในก็ไม่เหมือนกันแล้วดังนั้นจึงไม่นับว่าเป็นคนๆ เดียวกันหรือเงาของใครอีกจำไว้ด้วยล่ะ

            พลางก็พูดต่อโดยที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา

            อิงศรฟังสิ่งที่อีกฝ่ายอธิบายมาเข้าใจทั้งหมดแล้ว

            พวกมนุษย์ต่างดาวน่าจะมีต้นแบบร่างกายมาจากมนุษย์ก็เลยทำให้มีรูปร่างคล้ายกับคนบนโลกไปด้วยส่วนเรื่องอายุรูปร่างที่ไม่เหมือนกับต้นแบบนั้นอาจจะมีสาเหตุอื่นผนวกรวมเข้ามาด้วย

            “ใบหน้าของมนุษย์น่ะน่อซักพันปีก็จะซ้ำกันซักทีเพราะจำนวนวิญญาณที่มีอย่างจำกัดทำให้การกำเนิดที่เพิ่มมากขึ้นนั้นต้องอาศัยการแตกแขนงจากวิญญาณดั้งเดิม

            คนที่อยู่ๆ ก็เข้ามาอธิบายคืออิซานามิบางทีหล่อนคงอ่านใจเขาได้หรือไม่ก็เป้นพลังของปีศาจที่ทำให้รับรู้ความสงสัยในหัวของเขาได้

            อิงศรมองไปที่อิซานามิพลางคิดไปด้วยว่าทำไมหล่อนถึงรู้เรื่องนั้น

            “ฮาเป็นเทพมารดรน่อก็ต้องฮู้อยู่แล้วก่อที่เป็นแบบนี้ก็เพราะสามีเปิ้นอู้ไว้ตอนหนีฮาไปว่าจะทำให้คนเกิ๋ดวันละพันห้าร้อยคนนั่นแหละน่อมนุษย์ถึงได้ล้นโลกจะอี้

            หญิงผู้อ้างตัวเป็นเทพเจ้าทุบมือลงบนอกตัวเองแล้วเชิดหน้าพูดมาอย่างมั่นอกมั่นใจ

            “ตกลงว่าแกอ่านใจฉันได้เหรอ

            “อ้าว~ คิงนี่ง่าวก่อ ฮาก็อู้กะคิงมาตั้งนานผ่อไม่ออกเลยเรอะ

            อิงศรฟังภาษาถิ่นของหล่อนไม่ค่อยเข้าใจนักแต่พอเดาได้ว่ากำลังโดนด่าดังนั้นปลายคิ้วของเขาจึงกระตุกเล็กน้อยแล้วอีกฝ่ายที่อ่านใจได้ก็คงจะรับรู้อารมณ์ฉุนเฉียวลึกๆ ข้างในนี้ถึงจงใจทำหน้ายั่วยุมา

            “แล่ว แล่ว แล่ว นี่โคดฮาแล้วก่อ

            อิซานามิชี้หน้าเขาแล้วพูดด้วยท่าทียียวนแบบนั้น

            แต่ก็พอสรุปเรื่องราวที่หล่อนต้องการจะสื่อได้ว่าเหตุที่มนุษย์ต่างดาวมีใบหน้าคล้ายกันแต่อายุไม่เท่ากันอาจจะเป็นเพราะใบหน้าของมิ่งขวัญและเมษาที่ไปอยู่บนตัวพวกมนุษย์ต่างดาวคือชาติก่อนในช่วงเวลานั้นไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับมนุษย์ในปัจจุบัน

            “…”

            ตอนที่อิงศรคิดว่าจะทำเมินเทพจิตไม่สมประกอบตรงหน้านี่เองแบเรียมก็งัดเอาของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าพอดี มันเป็นจอ LCD ....คิดว่าน่าจะอย่างนั้นเพราะรูปร่างคล้ายกับของที่มีอยู่บนโลกแต่ก็มีความแตกต่างกันเล็กน้อย

            “คิดว่าน่าจะได้เวลาพอดีเลยล่ะมั้ง

            แบเรียมพูดแล้วจึงกดปุ่มหนึ่งที่ข้างจอจากนั้นภาพก็ถูกฉายขึ้นบนนั้น

            ในจอมีคนคุ้นหน้าอยู่สองคน

            กุมภา ธุวดารกะ

            ซากิริ อามาเนะ

            นอกจากนั้นก็เป็นพวกทหารของเมตไตรย...แล้วที่กำลังเผชิญหน้ากับพวกนั้นอยู่ก็คือทัพของมนุษย์ต่างดาวที่ตั้งแถวหน้ากระดานเรียงรายอยู่เต็มชายหาด

            สถานที่น่าจะเป็นแถวประตูเมืองติดกับชายทะเล

            ที่ด้านหน้าของทัพมนุษย์ต่างดาวนั้นมีตนหนึ่งยืนล้ำออกมานอกแถวบางทีคงเป็นผู้นำ

            เมื่อลองจ้องดูให้ดีๆ แล้วก็เห็นว่าเป็นเพศหญิง ดูจากชุดน่าจะเป็นชั้นราชครู

            อิงศรนึกออกทันทีว่ามนุษย์ต่างดาวตนนั้นคือราชครูลำดับที่สามรูบิเดียม

            ดูเหมือนว่ารูบิเดียมกำลังมองมาทางนี้

            สายตาของหล่อนกำลังจับจ้องมาทางนี้จริงๆ

 

            ‘ท่าทางจะเจอตัวฝั่งนั้นแล้วนะ

            จากนั้นกุมภาก็พูดมาจากอีกด้าน

            ‘ก็ดี จะได้เริ่มกันซักที

            กุมภาเองก็หันมาทางนี้เช่นกัน

            บางทีหน้าจอของที่นี่คงจะฉายภาพไปทางนั้นผ่านอุปกรณ์บางอย่าง

            กวินทร์กับอิซานามิก้าวถอยกลับไปอยู่ข้างหลังอย่างรู้หน้าที่ดังนั้นอิงศรจึงกลายเป็นตัวแทนของฝั่งนี้ไปโดยปริยาย

            “แล้ว...นี่มันเรื่องอะไรกัน

            อิงศรถามสายตาจับจ้องไปที่กุมภา

            เมษากับมีนาอยู่ที่ไหน... เขาอยากจะถามแบบนั้นอยู่แต่คิดว่าคงไม่เหมาะซักเท่าไหร่และอีกฝ่ายคงไม่ตอบมาแน่ๆ

            ตอนนั้นเองรูบิเดียมก็พูดขึ้นมา

            ‘ถ้าอย่างนั้นก็ขอพูดเข้าเรื่องเลยก็แล้วกันพวกเราอยากจะเจรจาขอสงบศึกเป็นการชั่วคราว

            “สงบศึกเหรอ!

            เสียงของกวินทร์ที่โพล่งมาจากข้างหลังนั้นสัมผัสได้ถึงความตื่นตระหนกเต็มขั้น อิงศรเองก็เช่นกันดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่น่าจะเป็นไปได้จากพวกมนุษย์ต่างดาว

            เผ่าพันธุ์ที่ต่อสู้กันมาอย่างยาวนานถึงสี่ปีจู่ๆ ก็พูดเรื่องขอสงบศึก

            บางทีอาจจะเกี่ยวกับสิ่งที่อารย-สนธยาทำลงไปก็ได้เพราะจากหน้าจอนี้มองเห็นได้ว่าพวกมนุษย์ต่างดาวเองก็ไม่มีแถบพลังชีวิตแสดงขึ้นมาคงได้รับผลกระทบจากการยับยั้งอมฤตไปเหมือนกัน

            อิงศรพูด

            “สงบศึกเนี่ยนะ

            ‘ใช่ เพราะตอนนี้ไม่ว่าฝ่ายไหนก็คงกำลังประสบเหตุแบบเดียวกันดังนั้นเป้าหมายของพวกเราก็น่าจะเป็นการจัดการอารย-สนธยาเหมือนๆ กันใช่ไหมล่ะ

            อิงศรเลื่อนสายตาจากรูบิเดียมที่พูดตอบกลับมาไปทางกุมภา

            “แล้วทางนั้นล่ะคิดยังไงกันแน่

            ‘ก็แน่นอนเรายอมรับเงื่อนไขที่เสนอกันมาจากแต่ละฝ่ายแล้วเพราะถ้าต้องมานั่งระแวงกันเองระหว่างที่โจมตีอารย-สนธยาคงทำการโจมตีอย่างเต็มประสิทธิภาพไม่ได้

            กุมภาตอบ

            สรุปคือช่วงเวลาเก้าชั่วโมงที่พวกเขาไม่ถูกไล่ตามก็เป็นเพราะเหตุนี้เอง

            เก้าชั่วโมงที่ผ่านไปอย่างสูญเปล่าทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากขนาดนี้

            “แล้วไงในเมื่อคุณๆ ผู้ยิ่งใหญ่ตกลงกันเองได้แล้วยังมีธุระอะไรมาคุยกับทางนี้อีกล่ะ

            อิงศรพูดไปแบบนั้นก็จริงแต่เขาพอเดาสาเหตุได้อยู่

            ขณะเดียวกันรูบิเดียมก็ตอบมาจากอีกฟากของจอทีวี

            ‘ก็น่าจะรู้อยู่แล้วนี่ ตอนนี้ทั้งโลกคนที่ยังใช้พลังของเกมโลกาวินาศได้เหลือแค่นายกับมิ่งขวัญสองคนการจะล้มอารย-สนธยาได้จำเป็นต้องพึ่งพาพลังของชาวโลกแต่ว่าแค่นั้นมันไม่พอหรอกยังต้องมีพลังของพวกนายพี่น้องด้วย

            พอได้ฟังแบบนั้นอิงศรก็นึกภาพห่วงโซ่ขึ้นมา

            ห่วงโซ่ที่ประกอบไปด้วยมนุษย์ ปีศาจ และ มนุษย์ต่างดาว โดยที่เส้นแสดงความเป็นผู้ล่าของมนุษย์ต่างดาวชี้มาที่มนุษย์แล้วเส้นของมนุษย์ก็ลากไปหาปีศาจจากนั้นเส้นของปีศาจก็ลากไปมนุษย์ต่างดาวอีกทีวนกันเป็นห่วงโซ่

            นั่นคือโลกเดิมที่มนุษย์ควบคุมปีศาจเพื่อใช้ฆ่ามนุษย์ต่างดาวแต่เพราะการแทรกแซงของอารย-สนธยาทำให้ความสมดุลของห่วงโซ่ถูกทำลายลงไป กลายเป็นว่าเส้นผู้ล่าของปีศาจลากเข้าหาทั้งมนุษย์กับมนุษย์ต่างดาวตอนนี้โลกกำลังดำเนินไปแบบนั้น

            คำพูดของรูบิเดียมจงใจสื่อถึงข้อความที่ว่ามาอย่างไม่ต้องสงสัย

            มนุษย์ต่างดาวที่เสียเปรียบปีศาจเป็นทุนเดิมก็เลยต้องยื่นมือเข้าหามนุษย์เพื่อให้ช่วยกำจัดปีศาจแต่เพราะมนุษย์เองก็กำลังอ่อนแอลงในเวลานี้เช่นกันดังนั้นขุมกำลังหลักในการต่อกรกับอารย-สนธยาจึงน่าจะเป็นพลังของฟันเฟืองที่เขากับมิ่งขวัญครอบครองอยู่

            “แล้วถ้าฉันปฏิเสธล่ะ

            เพียงเท่านั้นสองผู้นำของแต่ละเผ่าพันธุ์ก็พูดออกมาพร้อมกัน

            ‘ทางนี้มีขวัญเป็นตัวประกันอยู่นะ

            ‘พูดแบบนั้นไม่ห่วงชีวิตของมีนากับเมษาแล้วสินะ

            นั่นปะไร...อิงศรคิด

            ฝ่ายเขาไม่มีสิทธิ์มีเสียงจะต่อรองตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เจ้าพวกนั้นมีตัวประกันที่ใช้บังคับเขาให้ยอมจำนน

            อย่างไรเสียอิงศรก็ไม่ได้คิดจะปฏิเสธอยู่แล้วเพราะยังก็ต้องไปช่วยนรินทร์จากอารย-สนธยาแล้วก็ถ้าปล่อยเอาไว้โลกจะถูกความว่างเปล่ากัดกินจนหมดพวกเขาเองจะพลอยไม่รอดไปด้วยยังไงก็ต้องเข้าร่วมการเจรจาสงบศึกคราวนี้อยู่ดี ถือว่าครั้งนี้ตัวเลือกไม่ได้ดีหรือเลวร้ายอะไร

            ดังนั้น...

            “ก็ได้ฉันจะยอมให้ความร่วมมือด้วยแต่ว่ามีเงื่อนไขอยู่อย่าง

            อิงศรจ้องไปที่กุมภา

            “มีนากับเมษาอยู่ไหน

            พลเอกหญิงยิ้มกริ่มแล้วตอบกลับมาว่า

            ‘ไม่ต้องห่วงยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็อาการสาหัสเหมือนกันเพราะว่าขัดขืนไม่เข้าเรื่องถ้าไม่อยากให้สองคนนั่นตายก็คงต้องรีบฟื้นฟูระบบของเกมกลับมาล่ะนะเพราะวิทยาการทางแพทย์ของเราเป็นอัมพาตมาตั้งแต่ตอนที่โลกล่มสลายไปแล้วคงยื้อชีวิตสองคนนั่นไม่ได้นานนักหรอก

            “ชิ

            อิงศรเดาะลิ้น

            ดูเหมือนว่าเขาจะถูกคุมเกมเอาไว้หมดแล้วตอนนี้ถ้าไม่ร่วมมือด้วยก็จะต้องสูญเสียพวกพ้องไปและถ้าไม่พยายามจัดการอารย-สนธยาพวกพ้องก็จะต้องตาย

            ไม่มีทางอื่นให้เลือกอีกแล้วสำหรับอิงศรในตอนนี้

            ตัวเขาที่ยึดติดกับพวกพ้องและครอบครัวไม่อาจเลือกหนทางหนีเอาตัวรอดได้เจ้าพวกนั้นรู้ถึงเรื่องนี้อย่างแน่นอนถึงได้ใช้ตัวประกันต่อรอง

            “…”

            ‘ถ้างั้นก็เป็นอันตกลงรายละเอียดเดี๋ยวจะให้คนที่ส่งไปบอกให้ก็แล้วกันส่วนทางนี้จะส่งทัพหลักที่มีราชครูควบคุมออกไปโจมตีอารย-สนธยาแล้วทางนั้นล่ะ

            รูบิเดียมพูดจากนั้นก็หันไปมองฝั่งกุมภาบ้าง

            ‘ทางนี้จะส่งกิลด์ฝีมือดีที่สุดไปแล้วก็เหล่าเทวทูตที่ยังอยู่ข้างเราจะไปร่วมสมรภูมิด้วยถือว่าเป็นอันตกลงใช่ไหม

            รูบิเดียมพยักหน้าตอบ

            ‘งั้นก็เอาตามนี้

            เสียงของกุมภาดังขึ้นแล้วจอภาพก็ดับลง

            นั่นถือว่าการเจรจาได้จบลงไปเป็นที่เรียบร้อย

            อิงศรถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

            ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ยังถูกองค์กรจูงจมูกโดยที่ขัดขืนอะไรไม่ได้อยู่ดี

            ช่างน่าสมเพช...

            ช่างน่าสมเพชตัวเองเหลือเกิน

            สมเพชตัวเองที่แสนอ่อนแอขนาดนี้

            เด็กหนุ่มแหงนใบหน้าขึ้น มองท้องฟ้าเพื่อหวังให้มันช่วยลบเลือนความรู้สึกอดสูในศักดิ์ศรีของตนเองลงไปได้บ้าง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น