Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 75 : Login 72: ลมสงบก่อนพายุเข้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 449
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    30 ม.ค. 60

Login 72: ลมสงบก่อนพายุเข้า

 

            ในคืนนั้นเอง...

            อิงศรยังคงหลับอยู่ แต่กลับมีสติและมองเห็นรอบตัวห้อมล้อมไปด้วยหมอก เขาลุกจากท่านอน ยืนอยู่บนพื้นที่ถูกบดบังด้วยหมอก

            “ที่นี่คือที่ไหน

            อิงศรเพียงแค่คิดแต่มันกลับกลายเป็นเสียงพูดดังออกไป เขาตกใจเล็กน้อย

            “เมื่อกี้มันอะไรน่ะ

            เสียงในความคิดดังขึ้นอีกแล้วทั้งที่ปากไม่ได้ขยับ

            “ที่นี่คือรูนรูมรึเปล่า

            สภาพของที่นี่คล้ายคลึงกับรูนรูมแต่กลับมีความรู้สึกขัดแย้งที่บอกว่ามันไม่ใช่

            ตอนนั้นเอง...

            ก็มีเสียงดังมาแต่เป็นเสียงคนอื่นเป็นเสียงของผู้หญิง...

            “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย

            ไม่ใช่ มันฟังดูสดใสกว่านั้นเหมือนกับเสียงของเด็กมากกว่า ผู้พูดจึงอาจจะเป็นได้ทั้งหญิงและชายที่ยังไม่แตกเนื้อหนุ่ม

            “นั่นใครน่ะ” “นั่นใครน่ะ

            อิงศรถามออกไปหนนี้เสียงในความคิดก็ดังออกไปพร้อมกันทำให้เสียงก้งองไปทั่ว

            เสียงปริศนาตอบกลับมาว่า

            “จนถึงตอนนี้เจ้ายังคงสับสนว่าเหตุใดอาคานาร์จึงเกิดขึ้นกับเจ้า อาคานาร์คืออะไรกันแน่ และอาคานาร์เกิดขึ้นได้อย่างไร เราจะเป็นคนตอบเจ้าเอง

            อิงศรคิดในใจ

            “ใครกัน ทำไมถึงรู้เรื่องอาคานาร์ ซีลอร์ดเหรอ หรือว่าโดโกบาร์ แกเป็นใครกันแน่ แล้วแกรู้อะไรเรื่องอาคานาร์มันคืออะไรตอบมาสิ!

            แล้วเสียงก็ดังออกไปทันที ความนึกคิดความสงสัยมากมายกลั่นตัวเป็นเสียงดังก้องมาจากทุกทิศทาง

            แต่เสียงปริศนาพูดเหมือนไม่ได้ใส่ใจกับคำถามของเขาเลย

            “อาคานาร์คือเจตจำนงที่ก่อตัวขึ้นจากสายสัมพันธ์ไม่มีอะไรอื่นอีก จงผูกสัมพันธ์ จงพบเจอให้มากขึ้น สั่งสมพลังให้มากขึ้นอนาคตที่จะต้องใช้พลังเหล่านั้นรอเจ้าอยู่บุตรแห่งมนุษย์อย่าได้ลังเลอีกเลยจงช่วยมนุษย์และช่วยเหลือเรา

            เมื่อสิ้นเสียงอิงศรก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันใด เขาทรุดตัวลงนั่งชันเข่าพลางใช้มือกดขมับศีรษะด้วยใบหน้าเจ็บปวด

            “อึก...ทำไม...ปวด...อา

            เริ่มจะมีเสียงวิ้งยาวๆ ดังขึ้นมาโลกหมุนเอียงกะเท่เร่แล้วอิงศรก็หมดสติลงไปในตอนนั้น

 

...

 

            “เดี๋ยว!

            อิงศรได้สติ เขากลับมานอนอยู่บนพื้นอีกแล้ว

            “ฝันไปเหรอ...

            แล้วพึมพำอย่างนั้น

            “ก็ต้องเป็นฝันน่ะสิตอนนี้เธออยู่ในรูนรูมนี่นา

            มีเสียงตอบกลับมาแบบนั้นพอหันไปก็เห็นซีลอร์ดรออยู่ในลอยตัวเหนือพื้นเล็กน้อย

            “ซีลอร์ด...

            “ไงอิงศรคืนนี้มีอะไรจะพูดไหมหรือจะกลับเลย

            ซีลอร์ดพูดพลางส่งมือให้จับจากนั้นก็ดึงเขาลุกจากพื้น

            “หมายความว่าเมื่อกี้เป็นฝีมือนายเหรอ

            “ฝีมือผม...เธอหมายถึงเรื่องอะไรเหรอ

            ซีลอร์ดทำหน้างุนงง

            “ก็เมื่อกี้ไงที่บอกว่าอาคานาร์คือเจตจำนงของสายสัมพันธ์แล้วก็ให้ฉันช่วยมนุษย์อะไรนัน่น่ะไม่ใช่นายรึไง

            “วันนี้ผมเพิ่งจะเจอเธอเองนะไม่ได้พูดอะไรแบบนั้นด้วย

            อีกฝ่ายเหมือนจะไม่รู้จริงๆ

            ซีลอร์ดพูด

            “แต่ผมแอบสนใจที่เธอพูดมานิดหน่อยนะอาคานาร์คือเจตจำนงของสายสัมพันธ์นั่นคือทฤษฎีใหม่ที่เธอตั้งขึ้นมางั้นเหรอ

            “เปล่า ก็บอกแล้วไงว่าได้ยินใครก็ไม่รู้พูดมาในความฝันน่ะ

            “ตอนนี้เธอก็ฝันอยู่นี่หรือว่าฝันซ้อนฝัน

            “ขอทีเหอะอย่าทำให้สับสนจะได้ไหมแต่สรุปแล้วไม่ใช่นายเหรอ

            ซีลอร์ดส่ายหน้า

            “ไม่ใช่ผมหรอก

            ถ้าอย่างนั้นใครกันล่ะที่พูดกับเขาก่อนหน้านี้ อิงศรอยากจะคิดเรื่องนั้นแต่ตอนนี้เขามีสิ่งที่ต้องพูดกับซีลอร์ดซะก่อน

            “ถ้างั้นตอนนี้จะบอกได้ยัง

            “เรื่องอะไรเหรอ

            “อย่ามาทำไขสือน่า

            อิงศรตะหวาดแต่ซีลอร์ดยังคงยิ้มหน้าเป็นแล้วถามกลับมาอีก

            “ก็แล้วมันเรื่องอะไรกันเหรอถ้าเธอไม่พูดมาผมก็คงไม่รู้หรอกเธอไม่ให้ผมอ่านใจเองนี่หรือว่าจะ...

            “เรื่องที่นายรู้จักกับสิงห์ ธุวดารกะ

            “เห นั่นใครกันเหรอ

            ซีลอร์ดยังคงรักษาท่าทีเอาไว้และทำเป็นเหมือนไม่รู้จักแต่นั่นเป็นคำลวงแน่นอนข้อมูลที่อิงศรมีมันชี้ชัดกันตั้งแต่ตอนที่ซีลอร์ดบอกชื่อของตัวเองมา

            สามปีก่อนสิงห์พูดเอาไว้แบบนี้...

            “ตามคำพยากรณ์ของซีลอร์ด นายคือผู้ถูกฟันเฟืองเลือกให้เป็นผู้กอบกู้

            อิงศรพูดตามนั้นทุกระเบียดโดยไม่ผิดแม้แต่คำเดียว ตอนนี้เองที่ใบหน้าของซีลอร์ดเปลี่ยนไปยิ้มแป้นแล้นหุบลง สายตาจับจ้องมาที่เขาอย่างจริงจัง

            “สิงห์เนี่ยไม่รู้จักระวังคำพูดเอาซะเลยนะ

            “แปลว่านายรู้

            “ใช่ผมรู้จักสิงห์

            พอซีลอร์ดตอบมาอย่างนั้น อิงศรก็กำหมัดแน่นรู้สึกได้ว่าร่างกายร้อนขึ้นมาอย่างมีสาเหตุและนั่นน่าจะเป็นเพราะความโกรธที่เหมือนกับภูเขาไฟที่น่าจะดับสนิทไปแล้วแต่กลับปะทุขึ้นมาอีก

            “งั้นที่พวกเด็กกำพร้านั่นต้องตายแล้วก็ขวัญที่ต้องกลายเป็นพวกเอเลี่ยนนั่นก็ฝีมือนายด้วยงั้นสิ

            “ทำไมถึงสรุปเอาอย่างนั้นล่ะ

            “ก็พอฉันหนีพวกเอเลี่ยนมาได้สิงห์ก็อยู่ตรงนั้นเลยน่ะสิถ้าคาดเดาไม่ได้ว่าฉันจะหนีมาก็ไปรออยู่ไม่ได้หรอก...

            มือของอิงศรก็พุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อซีลอร์ดที่กำลังลอยตัวอยู่แล้วดึงลงมา

            “หรือไม่ก็คนที่สั่งให้พวกเอเลี่ยนมันมาไล่ล่าฉันก็คือแกเอง

            "..."

            ซีลอร์ดไม่ตอบแต่ปัดมืออิงศรออกแล้วถอยไปข้างหลังสองถึงสามก้าว

            “มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกนะตอนนี้ศรเข้าใจถูกอยู่แค่ครึ่งเดียว

            “ถ้างั้นมันอะไรกันเล่า ถ้าแก้ตัวไม่สวยฉันไม่เอานายไว้แน่

            “ยังจำที่ผมบอกคราวที่แล้วได้รึเปล่าเรื่องที่ผมเองก็ไม่รู้ความหมายทั้งหมดของสารแห่งอนาคตที่ได้มาจากอาคาชิกเรคคอร์ดนั่นน่ะ

            “หมายถึงที่คุยเรื่องแพทซ์กันเมื่อวานอ่ะนะ

            “ใช่

            “จะบอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั่นนายแค่รู้จากอาคาชิกเรคคอร์ดแล้วก็เอาไปบอกสิงห์แค่นั้นเองน่ะเหรอ

            “อืม ผมรู้ว่าเธอจะไปเจอกับสิงห์ที่นั่นมันถูกกำหนดเอาไว้แบบนั้น

            “ใครจะไปเชื่อเรื่องพรรค์นั้นกันเอาหลักฐานมาสิถ้านายไม่ได้โกหก

            แต่หลักฐานอะไรนั่นอิงศรก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่ามันไม่มีทางที่จะหาอะไรมายืนยันได้ เขาพูดออกไปทั้งที่รู้แต่ก็ยังอยากจะคาดคั้นเอาของพรรค์นั้น

            แล้วซีลอร์ดก็ถามกลับมาอย่างที่คิดเอาไว้

            “งั้นเธออยากได้อะไรเป็นหลักฐานกันล่ะ

            “…”

            “นั่นสิ เธอคาดคั้นผมทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามันไม่มี

            “แล้วนายจะให้ฉันเชื่อใจคนที่ไม่ยอมบอกอะไรเลยได้ยังไง ฉันน่ะนึกโทษตัวเองเรื่องขวัญมาตลอดเลยนะ

            ไม่รู้ว่าทำไมแต่พอเป็นเรื่องของมิ่งขวัญทีไรเขามักจะหัวเสียไปเรื่อย ซีลอร์ดที่ถูกคาดคั้นก็ไม่สามารถตอบอะไรได้

            “…”

            ห้องจึงตกอยู่ในความเงียบจนกระทั่ง

            ซีลอร์ดเอ่ยปากเล่าอะไรบางอย่าง

            “หลังจากที่มนุษย์ถูกขับไล่ลงไปจากสวนแห่งแรกผมก็นึกเสียใจเรื่อยมาถ้าตอนนั้นไม่ทำอย่างนั้นไปอดัมก็คงไม่ต้องถูกเนรเทศ จนทุกวันนี้ผมก็ยังคิดถึงเรื่องนั้นอยู่

            บางอย่างที่น่าจะเป็นอดีตของตัวซีลอร์ดเอง

            ”ความรู้สึกของเธอก็ประมาณนี้รึเปล่าล่ะ

            หมอนี่คิดจะบอกว่าตัวเองก็มีความรู้สึกแบบเดียวกับเขาอย่างนั้นหรือ?

            ทำให้รู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันด้วยความคิดเรื่องมีปมในใจที่คล้ายกันนั่นคือสาเหตุที่เล่าเรื่องของตัวเองอย่างนั้นสินะ

            “...”

            อิงศรไม่ได้ตอบ ถึงอย่างนั้นซีลอร์ดก็พูดต่อไปว่า

            “หลังจากนั้นผมก็คอยเฝ้าดูอยู่เสมอ อดัมที่ตกลงมายังสวนแห่งนี้ซึ่งไม่มีอมฤตก็ได้สูญเสียทุกอย่างไปแม้แต่ร่างกายจนต้องกลับไปเริ่มวิวัฒนาการกันใหม่ตั้งแต่ศูนย์พยายามปรับตัวเองเพื่อให้อยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งอมฤตจนกระทั่งกลับมาเป็นมนุษย์อย่างเธอเช่นทุกวันนี้เพราะงั้นผมจึงไม่อยากเห็นพวกเธอที่เป็นลูกหลานของเขาจะต้องมาประสบชะตากรรมเช่นนั้นอีกแบบนี้พอจะเป็นหลักฐานได้รึเปล่า

            “ไม่เคยได้ยินใครเขาเอาไบเบิลมาอ้างเป็นหลักฐานหรอกนะ

            อิงศรพูด

            ซีลอร์ดยิ้ม

            “งั้นผมก็ไม่มีคำแก้ตัวแล้วเอาเป็นว่าแล้วแต่เธอจะยอมรับก็แล้วกัน

            แล้วพูดมาแบบนั้น ดูเหมือนจะตัดใจยอมเรื่องพยายามชักจูง

            “แล้วอดัมเนี่ยมีตัวตนจริงๆ เรอะฉันเคยได้ยินแค่ว่าเป็นมนุษย์คนแรกที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาตามที่กล่าวในไบเบิลอ่ะนะแต่นั่นมันเรื่องแต่งของมนุษย์ไม่ใช่รึไง

            “เค้าโครงความจริงมันก็พอมีอยู่บ้างแหละส่วนหนึ่งก็เพราะเหตุการณ์เฮเว่นฟอลน่ะเลยทำให้มีมนุษย์ที่รู้เรื่องชาติกำเนิดเดิมมาก่อนอยู่บ้างแต่ทุกวันนี้ก็เป็นแบบเธอไปหมดแล้วทุกคนไม่สนใจเรื่องของอดีตกันอีกแล้ว

            “เมื่อกี้นายพูดว่าเหตุการณ์อะไรนะ เฮเว่นฟอล?”

            “อันนั้นน่ะเหรอมันยาวนะจะฟังไหมล่ะ

            “ไม่ดีกว่า เอาเป็นว่านายสาบานได้สินะว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเอเลี่ยน

            อิงศรปฏิเสธ เขาเริ่มจะใจเย็นลงบ้างแล้วจึงไม่คิดจะคาดคั้นอะไรแต่ซีลอร์ดกลับตอบคำถามมาว่า

            “ผมคงสาบานให้ไม่ได้หรอกนะ

            “ว่าไงนะ!

            อิงศรถลึงตามอง

            ไม่เข้าใจเลยว่าหมอนี่จะยั่วให้เขาโกรธขึ้นมาอีกทำไม

            “เพราะผมเคยเป็นต้นแบบให้กับการสร้างบุตรแห่งแสงและครั้งหนึ่งก็เคยใช้ชื่อว่าไฮโดรเจนเพื่ออยู่ร่วมกับพวกเขามาก่อนมีอยู่หลายคนที่ผมสนิทด้วยแต่เพราะการจากมาเพื่อที่จะเฝ้าดู อดัมก็ทำให้พวกเขาเหงาอยู่เหมือนกันบางทีอาจจะมีใครในนั้นที่ต้องการจะดึงตัวผมกลับไปจึงได้คิดที่จะรวบรวมฟันเฟืองและนั่นอาจเป็นพวกที่มาไล่ล่าเธอเมื่อสามปีก่อน

            สรุปว่าถ้าเชื่อตามที่พูดซีลอร์ดก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมของเขาโดยตรง

            ถ้าอย่างนั้นแล้วยังควรจะเชื่อใจซีลอร์ดต่อไปดีรึเปล่า

            “…”

            ไม่มีคำพูดใดๆ ต่อไปอีก อิงศรไม่รู้ว่าเขากำลังโกรธหรือว่าสับสนอยู่กันแน่ดังนั้นการสนทนาจึงจบลงเมื่อสัมผัสเริ่มจะเลือนรางและหมอกก่อตัวหนาขึ้น

            จากนั้นสติก็หลุดออกจากรูนรูม

 

            เช้าวันต่อมา

            นาฬิกาภายในห้องบอกเวลา 8.00 น.

            อิงศรลืมตาตื่นบนเตียงในห้องพักของโรงแรมที่มาค้างคืน

            มันถือว่าสายมากสำหรับเวลาตื่นนอนตามปกติ เมื่อสำรวจภายในห้องก็พบว่าตัวเองอยู่คนเดียวนรินทร์ที่นอนควรจะอยู่อีกเตียงกับโดโกบาร์ที่น่าจะนอนอยู่ที่โซฟาแต่กลับไม่อยู่กันทั้งคู่

 

            หลังจากล้างหน้าแล้วอิงศรก็ลงไปที่ล็อบบี้เพื่อจะหาข้าวเช้าทานแต่กลับเจอกลุ่มทหารที่ไม่คุ้นหน้ามาดักรออยู่ตรงบันได

            อิงศรมองเครื่องประดับยศที่ติดอยู่บนอกเสื้อทหารเหล่านั้นทุกคนยศสูงกว่าเขาและมีเครื่องหมายพิเศษที่คล้ายกับเครื่องหมายที่สิงห์มี ได้ยินมาว่ามันเป็นตราประจำตระกูลธุวดารกะแต่สีของทหารพวกนี้แตกต่างออกไปบางทีคงจะเป็นกองทหารส่วนตัวของธุวดารกะ

            ทหารคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้าแล้วทำวันทยหัตถ์

            "ร้อยโทอิงศร โรจน์จุฬา เรามารับแล้วครับ"

            อิงศรทำวันทยหัตถ์กลับแล้วถามไปว่า

            "มีเรื่องอะไรครับ"

            "ท่านพลเอกสั่งให้มาเชิญคุณไปยังที่ประชุมเป็นการเร่งด่วนครับ"

            พลเอกเรียกตัว... สิงห์อย่างนั้นหรือ? ทำไมถึงมาเรียกตัวเอาแต่เช้าแบบนี้หรือว่าเรื่องที่โดโกบาร์เป็นคนจัดการเรดเมื่อวานนี้จะถูกดูออก ไม่สิ.. ยังไงสิงห์ก็คงมองกลลวงตื้นๆ นั่นออกแต่ทำไมถึงต้องเรียกไปคุยให้มันเอิกเกริกแบบนี้ด้วยแถมยังใน ที่ประชุมมันหมายความว่ายังไงกัน

            อิงศรครุ่นคิดเรื่องเหล่านั้นแล้วตอบไปว่า

            "ครับ ถ้าอย่างนั้นช่วยนำทางด้วย"

            จากนั้นเขาก็เดินไปตามคำเชิญของพลเอกที่น่าจะเป็นสิงห์

 

            แต่เด็กหนุ่มยังไม่รู้...

            ยังไม่รู้ว่าปลายทางข้างหน้านั้นคือคำเชิญชวนสู่เขตแดนที่มนุษย์จะกลายเป็นของเล่นของเทพและมารเพื่อใช้เล่นในเกมเดิมพันโลกใบนี้กับพระเจ้า

            ทางแยกแห่งชะตากรรมกำลังรอให้ผู้ถูกฟันเฟืองเลือกกำหนดมัน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น