Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 69 : Login 66: Megiddo Ark

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 531
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    12 ม.ค. 60

Login 66: Megiddo Ark

 

            แสงแดดเปลี่ยนสี ท้องฟ้ายามเย็น

            เสียงคลื่นกระทบฝั่ง ระลอกคลื่นบนทะเล

            นรินทร์ ระจินดา มองทิวทัศน์อันเวิ้งว้างของท้องทะเลที่เงียบสงบนั้นจากบนกำแพง 'ไอจิส' ซึ่งเป็นแนวกำแพงป้องกันเมืองชั้นในสุด กำแพงสูงกว่าห้าเมตรและหนาสามเมตรมีทางเดินบนกำแพง

            ด้านหน้ายังมีกำแพง 'ไออัส' ล้อมอยู่อีกชั้น ทางเดินบนกำแพงทั้งสามเต็มไปด้วยทหารซุ่มโจมตีและฝ่ายเทคนิคที่คอยสนับสนุนด้านยุทธวิธี มีคนอยู่กระจายกันไปไม่ค่อยหนาแน่นผิดกับข้างล่าง ที่ตรงช่องว่างระหว่างกำแพงซึ่งเต็มไปด้วยทหารประจัญบานดูแน่นขนัด พอมองจากมุมนี้แล้วเครื่องแบบสีเขียวหญ้าของทุกคนทำให้กำแพงดูเหมือนแปลงปลูกพืชไปเลย

            ส่วนด้านหลังเขาคือถิ่นอาศัยที่เต็มไปด้วยประชาชนมากมาย

            ที่นี่คือแนวป้องกันสุดท้ายซึ่งจะต้องปกป้องเอาไว้ดังนั้นเขาที่มีอาชีพด้านเยียวยารักษาจึงถูกให้มาประจำอยู่ที่นี่เพื่อคอยสนับสนุนแนวหน้าในกรณีที่เลวร้ายที่สุดหากต้องเสียกำแพงชั้นแรกไปพวกที่ถอยร่นเข้ามาก็จะได้รับการสนับสนุนทันที

            นอกจากเขาแล้วคนที่อยู่หน่วยเดียวกันและถูกให้มาประจำแนวหลังก็ยังมีกวินทร์ วชิระ อีกคนทั้งที่เป็นอาชีพประจัญบานแต่ถูกไล่มาอยู่ตรงนี้ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่มีประสบการณ์กับเรดบอสที่กำลังจะมาซึ่งเขาเองก็เหมือนกัน

            ทั้งเขาและกวินทร์ต่างก็เข้าสังกัดกองทัพเมื่อปีที่แล้วกับปีนี้โดยสมัครเข้าที่ค่ายในกรุงเทพต่างกับอิงศร มีนา และเมษาที่เคยประจำการอยู่ศูนย์ใหญ่มาสองปีกว่าจึงมีความคุ้นเคยกับเรดในครั้งนี้ กระนั้นแล้ว...

            "ไม่เห็นพี่ศรเลยนะครับ"

            กวินทร์พูดมาจากทางด้านหน้าขณะที่ค้ำมือกับขอบกำแพงแล้วเขย่งมองไปยังแนวชายหาดด้านนอกกำแพงชั้นไออัส

            ตรงจุดที่พวกเขายืนกันอยู่เป็นตอนกลางของกำแพงไอจิสที่ทอดยาวจากหน้าผาไปจนสุดแนวชายหาดแล้วจึงวกเข้าด้านในไปล้อมส่วนของตัวเมืองอีกที

            นรินทร์เดินเข้าใกล้ขอบกำแพงบ้างแล้วเพ่งสายตามองไปยังแนวหน้า

            เจอเมษา

            เจอมีนา

            เจอพันโทข้าวหลาม

            เจอร้อยเอกวิเชียรมาศ แล้วก็คนมียศสำคัญอีกสองสามคนที่พอจะคุ้นหน้าอยู่บ้างแต่กลับไม่เจออิงศร

            "สงสัยจะมาสายล่ะมั้ง"

            นรินทร์เอ่ยลอยๆ เขาไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับอิงศรซักเท่าไหร่เพราะเพิ่งสนิทกันไม่นานที่พอจะรู้ก็มีแค่เสียงลือเสียงอ้างที่ชอบเข้าเรียนวิชาทหารสายไม่ก็โดดไปเลย แกล้งทำผลทดสอบตกบ้างอะไรบ้าง ถึงจะมีชื่อเสียค่อนข้างเยอะแต่ก็มีเสียงเล่าลือกันหนาหูว่าในสถานการณ์คับขันหรือเวลาสำคัญอิงศรมักจะอยู่ที่นั่นเสมอและมีส่วนช่วยให้พ้นวิกฤติเป็นอย่างมากดังนั้นจึงคาดหวังได้ว่าเขาจะไม่หนีไปจากเรดในครั้งนี้อย่างแน่นอน

            แล้วอะไรทำให้อิงศรคนนั้นไม่มาปรากฏตัวอยู่ที่นี่กันล่ะ?

            ตอนนั้นเองกวินทร์ก็เรียกหน้าจอสื่อสารขึ้นมา

            "ผมว่าลองโทรตามหน่อยดีกว่า"

            กวินทร์หันมามองราวกับจะขอความเห็น นรินทร์ได้แต่พยักหน้าตอบอย่างเห็นด้วยเพราะเขาเองก็อยากรู้เหตุผล

            "มัวมาชมวิวอยู่แบบนี้มันจะดีเหรอโชเน็น"

            มีเสียงของผู้หญิงดังมาพอหันไปดูก็พบว่าเป็นคนรู้จักอีก ซากิรินั่นเอง

            หัวหน้านักวิจัยจากหน่วยวิจัยสัตว์เทวะและหน่วยพัฒนาแอพพลิเคชั่นปีศาจ

            หญิงสาวในเสื้อกาวน์จ้องมองมาที่พวกเขาพลางผุดยิ้มเล็กน้อย

            "คุณซากิริก็มาออกแนวหน้าด้วยเหรอครับ"

            นรินทร์ถาม ขณะเดียวกันกวินทร์ก็ละความสนใจจากทางนี้แล้วเริ่มโทรหาอิงศร

            ซากิริตอบคำถามนั้นว่า

            “เพราะว่ามีแค่ฉันคนเดียวที่สามารถใช้เดม่อนแอพแบบเฉพาะจัดการกับบอสตัวหนึ่งได้น่ะ

            “หมายความว่ายังไงหรือครับ

            นรินทร์ทำหน้าสงสัย

            “รู้เรื่องกฎของการคราฟเมืองใช่ไหมว่าทุกเดือนจะต้องรับการโจมตีจากเรดบอส

            นรินทร์พยักหน้า

            “แล้วเรดก็วนสับเปลี่ยนกันมาทุกปีสำหรับเจ็ดแตรแห่งวิบัตินี่ก็วนมาเป็นปีที่สามแล้วล่ะ

            จากนั้นซากิริก็ชี้ไปที่ทะเล

            “ศัตรูจะบุกมาจากตรงนั้นจะมีเสียงเป่าแตรให้สัญญาณจ่าฝูงตัวแรกโจมตีทุกๆ เจ็ดสิบนาทีถ้าไม่สามารถกำจัดให้ได้ก่อนหมดเวลาก็จะต้องรับมือจ่าฝูงอีกตัวในสัญญาณครั้งต่อไปพร้อมกันแล้วเราก็จะป้องกันลำบากน่าจะเคยได้ยินมาบ้างใช่ไหมล่ะเพราะเรดนี้ส่งเสียงอึกทึกครึกโครมทุกปีเลยล่ะ

            “ก็เคยได้ยินข่าวลือมาบ้างน่ะครับเพราะตัวผมเพิ่งจะเข้ากองทัพก็ตอนที่ค่ายกรุงเทพก่อตั้งขึ้นมาหมาดๆ เองเรื่องของที่นี่ผมไม่ค่อยรู้หรอก

            “งั้นเหรอถ้างั้นฉันจะสปอยให้หมดเลยก็แล้วกันตั้งใจฟังให้ดีๆ ล่ะเจ้าหนูหัวเม่นที่อยู่ตรงนั้นก็ด้วย

            หล่อนเรียกกวินทร์ เด็กชายเองก็ได้ยินที่พูดกันมาตั้งแต่ต้นจึงพยักหน้าตอบกลับไปแทนคำพูดขณะที่หน้าจอสื่อสารยังคงรอการตอบรับจากอิงศรที่น่าจะอยู่ตรงปลายสาย

            ซากิริพูดต่อไปว่า

            “ลูกน้องที่ปล่อยออกมาแต่ละตัวมีความสามารถแตกต่างกันออกไปตัวแรกชื่อว่าดูเบ...

            ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนดังมาจากกำแพงไออัสที่อยู่ชั้นหน้าสุด

            “ศัตรูปรากฏตัวจากทะเลแล้ว!!

            เพียงเท่านั้นสายตาของทุกคนเพ่งเล็งไปยังท้องน้ำอันเวิ้งว้าง.... แต่ที่นั่นกลับไม่มีอะไรเลย

            เริ่มได้ยินเสียงแตรเขาสัตว์ดังแว่วมาแต่ก็ยังไม่มีอะไรโผล่ขึ้นบนท้องน้ำอย่างที่เสียงตะโกนเมื่อครู่บอกจนทุกคนพากันสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น

            หน่วยสังเกตดูผิดไปหรือว่าแจ้งเตือนผิดกันแน่ เริ่มมีการถกเถียงและถามกันไปมา

            “เฮ้! ไม่เห็นมีอะไรเลย

            “หอสังเกตการณ์แจ้งผิดรึเปล่า

            “ได้ยินแต่เสียงแตรอย่างเดียวไม่เห็นอะไรเลย

            คำถามมากมายและท่าทีกระวนกระวายอยู่ไม่สุขด้วยความไม่รู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น อาการเหล่านี้เป็นของคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในเรดนี้ทุกคน

            นรินทร์เองก็เช่นกันเขาใคร่รู้นักว่ามันเกิดอะไรขึ้นแต่ก็พยายามทำใจให้สงบแล้วมองสถานการณ์อย่างเยือกเย็น

            “…”

            แต่ก็ไม่รู้อะไรเลย... ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ด้วยซ้ำเพราะไม่รู้ว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่คนที่รู้ก็เหมือนจะมีแต่พวกที่มีประสบการณ์แต่กลับไม่พูดไม่จาหรือมีท่าทีจะอธิบายอะไรกับคนที่ไม่รู้

            คนที่รู้ทุกคนกลับเอาแต่หันไปหันมาราวมองหาอะไรบางอย่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเสียจนคนที่ไม่รู้ก็ไม่กล้าเข้าไปถาม ตัวช่วยเพียงตัวเดียวที่เหลืออยู่สำหรับนรินทร์ก็เหลือแค่ซากิริ

            เขาจึงหันไปเพื่อจะถาม แต่ทว่า...

            “คุณซากิ…”

            นรินทร์พูดได้แค่นั้นก่อนที่ร่างของเขาจะถูกดึงจากด้านหลังด้วยแรงมหาศาลจนเซถลาไปและนั่นทำให้สวนกับชายคนที่ดึงพลเอกสิงห์นั่นเอง...

            ดาบของพลเอกที่ชักออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ได้ตวัดออกไปและฟันบางอย่างจนขาดสะบั้นเกิดเสียงเหมือนตัดกระดาษดังฉับ

            นรินทร์เซไปจนหลังพิงกำแพงขณะที่ดวงตาจับจ้องไปยังสิ่งที่พลเอกฟันทิ้งไปเมื่อครู่ เจ้าสิ่งนั้นมีแถบพลังชีวิตแสดงอยู่ด้วยแต่มีขนาดที่เล็กเท่านิ้วโป้งและขนาดตัวเจ้าของแถบพลังชีวิตนั้นก็เล็กเสียยิ่งกว่า

 

Heraldic Beast Deity: Dubhe Lv.70

[…..0:1…..]

 

            เจ้าสิ่งนั้นเป็นอะไรที่คล้ายกับแมงกะพรุนขนาดจิ๋วซึ่งลอยไปมาในอากาศ จากแถบพลังกับชื่อของมันที่เกือบจะหายไปทำให้รู้ว่าเป็นสัตว์เทวะระดับจ่าฝูงดังนั้นจึงเป็นบอสของเรดอย่างไม่ต้องสงสัย หากดูแค่ผิวเผินก็เป็นสัตว์เทวะที่อ่อนแอจนไม่สมกับระดับเลเวลที่มีอยู่เอาเสียเลย

            แต่นรินทร์มองออกถึงความร้ายกาจที่ซ่อนอยู่ภายในร่างเล็กกระจ้อยและภาพลักษณ์อันอ่อนแอนั่นเพราะนี่คือเรดบอสที่เดิมพันการป้องกันไม่ให้สัตว์เทวะเข้าไปถึงแกนกลางของพื้นที่ป้องกันแต่เจ้าสัตว์เทวะอ่อนแอตัวนี้กลับฝ่ามาถึงกำแพงชั้นสุดท้ายได้โดยไม่มีใครทันสังเกต หากปล่อยให้มันเล็ดลอดเข้าไปได้ล่ะก็เมืองทั้งเมืองคงได้พินาศไปแล้ว

            “อย่าประมาท

            สิงห์พูดก่อนจะเก็บดาบลงในฝักแล้ววิ่งกระโดดข้ามไปยังกำแพงชั้นหน้าด้วยพลังเหนือมนุษย์ จากนั้นก็กระโดดจากกำแพงชั้นหน้าลงไปบนหาดทราย พวกทหารที่อยู่ตรงนั้นพากันส่งเสียงต้อนรับการมาของพลเอก

            นรินทร์ยังคงไม่ขยับตัว เขาเข้าใจสถานการณ์แล้วแต่กลับตามมันไม่ทันต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะได้สติ

            “นี่น่ะเหรอเรดเจ็ดสิบ

            ...แล้วพูดเช่นนั้น

            ซากิริตบมุกให้ว่า

            “ถ้าพลาดเพราะลูกไม้แบบนี้มนุษยชาติคงต้องทบทวนตัวเองแล้วล่ะว่าไหมโชเน็น

            นรินทร์ดีวตัวเองออกจากกำแพงแล้วเดินกลับที่ ตอนนั้นเองกวินทร์ก็หันมาพูด

            "พี่ศรบอกว่ารอโดโรธีแต่งตัวอยู่น่ะครับ"

            "อะ...เหรอ"

            นรินทร์ตอบได้แค่นั้นปฏิกิริยาต่อสถานการณ์ของกวินทร์ทำให้รู้สึกว่าเด็กหนุ่มจะเอาแต่สนใจกับการติดต่อกับอิงศรจนไม่ได้รู้สึกถึงเหตุการณ์รอบตัว

            "อ๊ะ! ดูเบอีกตัว"

            แต่กวินทร์กลับตอบโต้ทันทีที่มองเห็นแมงกระพรุนตัวใหม่ลอยข้ามขอบกำแพงมาเขาชักดาบจากหลังแล้วหันเอาด้านกว้างของใบดาบทุบลงไปแทน สัตว์เทวะถูกบี้อยู่ระหว่างใบดาบหนักอึ้งกับขอบกำแพงแล้วตายไปทั้งอย่างนั้น

            นรินทร์มองการโจมตีนั้นแล้วก็ตระหนักว่าในเหตุโกลาหลวุ่นวายเมื่อครู่คนที่ทำใจเย็นสู้จะไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว

            ยังมีดูเบอีกหลายตัวลอยข้ามกำแพงมาทหารที่ไม่มีประสบการณ์ก็เริ่มจะคุ้นเคยกับการเพ่งตามองหาตัวดูเบและกำจัดทิ้งกันแล้วเพียงแต่...

            "บรรยากาศมันแปลกๆ แหะ"

            นรินทร์พูดขณะที่มองหน่วยสังเกตุการณ์บนกำแพงชั้นหน้ากำลังวุ่นวายกันยกใหญ่มีเสียงพูดคุยกันเองอย่างเอะอะดังแว่วมาแต่ก็ฟังจับใจความไม่ค่อยได้ พวกทหารในแนวรบอื่นก็เป็นเหมือนกันราวกับว่าตอนนี้ได้เกิดสถานการณ์อันผิดแปลกไปจากทุกทีโดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร

            “มีแต่ตัวกระจอกแบบนี้นี่น่ะเหรอเรดเจ็ดสิบน่ะ

            กวินทร์ทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อยแต่มือก็ไม่ได้หยุดเหวี่ยงดาบ

            ตอนนั้นเองซากิริก็เริ่มตรวจสอบเธอเรียกหน้าจอกับคีบอร์ดโฮโลแกรมขึ้นมาและหลังจากที่คีย์คำสั่งมากมายเข้าไปเพื่อทำการวิเคราะห์หล่อนก็สรุปผลออกมาด้วยใบหน้าทึ่งๆ

            “โชเน็น

            หล่อนเรียกนรินทร์...

            "ดูเบน่ะมีแค่ตัวเดียวนะจากนั้นสัญญาณแตรครั้งที่สองก็จะดังแล้วเมรัคที่เป็นตัวที่สองจะบุกมาเจ้านั่นมีความสามารถในการพรางตัวเองให้กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมเรียกว่าล่องหนสมบูรณ์แบบก็ได้"

            แต่เสียงแตรเขาสัตว์ที่ดังอยู่ตอนนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด?

            จากนั้นหล่อนก็กดปุ่มบนคีย์บอร์ดโฮโลแกรมเกิดเสียงดังแต๊กแล้วพื้นตรงหน้าก็เปล่งแสงอัญเชิญบางอย่างมา

            น่าจะเป็นปีศาจจากเดม่อนแอพฯ?

            รูปร่างเหมือนกับเทวดาในศาสนาคริสต์สวมชุดขาวมีปีกสี่ปีกมีวงแหวนแสงเหนือศีรษะแต่กลับมีใบหน้าเป็นโครงกระดูกสยดสยองในมือของเทวดาถือแตรอยู่คันหนึ่ง

            ซากิริพูดขึ้นอีกว่า

            "รู้ไหมว่าตำนานเกี่ยวแตรแห่งจุดจบน่ะมีอยู่ทั่วโลกเลยนะทั้งแตรเขาสัตว์ที่เรียกว่ากิอัลลาฮอร์นในตำนานนอร์สแล้วก็แตรของเทวทูตแห่งจุดจบในศาสนาคริสต์เจ้านี่คือเทวดาตกสวรรค์ทรัมเป็ตเตอร์"

            แล้วนิ้วเรียวของหล่อนก็กระแทกลงบนปุ่มคีย์บอร์ด

            “คลื่นเสียงสลายฟังชันก์พรางตัวทำงาน

            สิ้นคำเทวดาผู้น่าหวาดหวั่นก็ยกคันแตรขึ้นเป่าเสียงแตรนั้นดังกระหึ่มไปทั้งสนามรบแทบจะกลบเสียงแตรเขาสัตว์มิด เสียงแตรดังอยู่พักใหญ่ก่อนที่ความจริงจะปรากฏต่อสายตาหลายร้อยคู่ของเหล่าทหาร

            สัตว์เทวะจ่าฝูงทยอยปรากฏร่างให้เห็นทีละตัวๆ

            ตัวแรกเหมือนปลาดาวสีม่วงมีดวงตาสีแดงก่ำอยู่ตรงกลางลำตัว

            ตัวที่สองเหมือนเต่าทะเล

            ตัวที่สามน่าจะเป็นปลาวาฬมันปล่อยฝูงดูเบจำนวนมากออกมาจากรูบนหัว

            ตัวที่สี่เหมือนปลาหมึกยักษ์

            ตัวที่ห้ารูปร่างประหลาดเกินไปจนดูไม่ออกว่ากลายพันธุ์มาจากตัวอะไรแต่มีสีหลากสีสันและลักษณะมีตะปุ่มตะป่ำน่าจะเป็นปะการังทะเล

            ทั้งหมดอยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งและกำลังคืบคลานเข้ามา ขนาดตัวเฉลี่ยกันอยู่ที่ประมาณสิบเมตรน่ากลัวว่ากำแพงจะไม่พอต้านพวกมัน

            ซากิริที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดเหมือนกับจะอธิบายสถานการณ์ให้ฟัง

            "นอกจากจะตัวใหญ่กว่าปีที่แล้วลิบลับกับขนมาทีเดียวหมดทั้งฝูงยังจะขยายความสามารถพรางตัวของเมรัคให้เพื่อนได้ด้วยดูท่านี่จะเป็นผลจากเมกิดโด้อาร์คสินะ

            “เมกิดโด้อาร์คนั่นที่ในแพทซ์บอกว่าการรุกรานของสัตว์เทวะจะรุนแรงขึ้นน่ะเหรอครับ

            นรินทร์ถาม

            "ใช่ แล้วทีนี้ความแตกต่างระหว่างคนมีประสบการณ์กับไม่มีก็คงไม่เหลือแล้วล่ะมั้งเพราะนี่ก็แทบไม่เหลือเค้าเดิมกับปีก่อนเลยด้วยบางทีนี่อาจจะเป็นจุดจบของมนุษยชาติเลยก็ได้นะ"

            หล่อนพูดถึงจุดจบของมนุษย์อย่างสบายๆ ราวกับไม่ทุกข์ร้อนในอะไรเลย พวกสัตว์เทวะเองก็เคลื่อนที่มาถึงชายหาดพร้อมกับเริ่มโจมตี

            สงครามเริ่มต้นขึ้นแล้ว

 

            อิงศรอยู่ในชุดพร้อมรบการเตรียมตัวของเขาเสร็จไปตั้งนานแล้วและพร้อมออกไปยังสนามรบได้ทุกเมื่อ แต่ทว่า...

            เฮ้ย ยังผูกไม่เสร็จอีกเรอะ

            “…”

            ไม่มีการตอบกลับจากคู่สนทนาที่กำลังนั่งผูกเชือกรองเท้าอย่างประดิดประดอยอยู่ในห้องพักขนาด 3.5 ตารางเมตรที่เล็กกว่าห้องพักที่ค่ายกรุงเทพนิดหน่อยนอกนั้นแล้วเฟอนิเจอร์กับสิ่งของก็ถูกจัดวางไว้ในลักษณะเดียวกันหมด

            โดโกบาร์ยังคงกะขนาดของปลายเชือกผูกรองเท้าที่ผูกเสร็จแล้วก่อนจะแกะมันแล้วผูกใหม่เพราะยังไม่ได้ความยาวเชือกที่สมมาตรกันทั้งสองข้างและยังตั้งหน้าตั้งตาผูกโดยไม่รู้สึกยี่หระต่อแรงกดดันจากอิงศรเลยแม้แต่น้อย

            นิสัยจุกจิกเรื่องสมมาตรไม่สมมาตรนี้ก็มีให้เห็นมาหลายครั้งตั้งแต่ที่เจอกันไม่รู้ว่าเป็นเพราะพื้นเดิมที่เป็นเครื่องทำสวนรึเปล่าถึงได้ทำให้มีนิสัยแปลกประหลาดเช่นนี้ ระหว่างที่ครุ่นคิดหาทางให้โดโกบาร์เลิกโอเอ้เสียทีก็มีเมล์เข้ามา

            เจ้ากวินทร์เรียกมาอีกแล้วเรอะ

            อิงศรจงใจบ่นให้โดโกบาร์ได้ยินเผื่อจะช่วยกระตุ้นได้แต่แล้วคนที่โดนกระตุ้นกลับกลายเป็นเขาเสียเองเพราะว่าเมล์ฉบับนั้นไม่ได้มาจากกวินทร์แต่เป็น GM หรือ ผู้ถูกลืมเลือน หรือ ซีลอร์ด

 

======================

Subject: @Clipius Death Timing Delivery

Form: GM

Detail:

ตัวจับเวลาตายของเพื่อนคุณมาถึงแล้ว!

เวลาชีวิตที่เหลือของ สิงห์ ธุวดารกะ คือ [00:30:00]

======================

 

            อิงศรเบ้ปากให้กับเมล์ฉบับนั้น

            เอาอีกแล้วเหรอ!”

            เมล์ตัวจับเวลาความตายที่ไม่ได้มีเข้ามาเสียนานและเหยื่อรายแรกของการกลับมาในครั้งนี้ก็ช่างเหลือจะกล่าว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #196 หยาดฝนโปรย (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:19
    สนุกมากเลยค่า จอบคุณนะคะ
    #196
    0