Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 66 : Login 63: การทดลองต้องห้าม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 547
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    4 ม.ค. 60

Login 63: การทดลองต้องห้าม

 

            รถเก๋งที่อิงศรโดยสารมาจอดสนิทตรงหน้าทางเข้าตึกเก่าที่อดีตเคยเป็นห้างสรรพสินค้าชื่อดังเป็นเพียงแห่งเดียวในเมืองหลวงที่มีโซนอควอเรียมอยู่ชั้นใต้ดินสามปีก่อนหลังจากโลกล่มสลายลงมันถูกใช้เป็นบ้านของเขากับมิ่งขวัญกับพวกเด็กๆ ที่หลงมาจากสถานสงเคราะห์

            สัตว์เทวะไก่ยักษ์ที่มีปากเป็นเหล็กกล้า หนูตัวโตน่าขยะแขยงวิ่งไปมาระหว่างซอกหลทบของอาคาร สถานีรถไฟที่มีทางเข้าเชื่อมต่อกับห้างตอนนี้เหลือแต่ซากไปแล้วเพราะระเบิดที่ใช้หนีจากพวกมนุษย์ต่างดาวในตอนนั้น

            ทุกอย่างแทบจะคงสภาพเดิมไว้ทั้งหมดเว้นเสียแต่เขารู้เพิ่มจากข้อมูลในนามบัตรของพ่อว่าที่นี่มีสถาบันวิจัยของอารย-สนธยาซ่อนอยู่ที่ไหนซักแห่ง

            อิงศรลงจากรถแล้วแหงนหน้ามองตึกโดยไม่มีความรู้สึกคิดถึงหรือระลึกความหลังผุดขึ้นมา ที่นี่มีความหลังที่ไม่น่าจดจำเยอะเกินไปแต่ถึงไม่เป็นแบบนั้นเขาก็ไม่คิดจะเสียเวลารำลึกเรื่องไร้สาระพรรค์นั้นอยู่ดี

            จากนั้นก็มีเสียงประตูรถฟากที่นั่งคนขับเปิดออกตามมาด้วยเสียงฝีเท้าลงจากรถ เสียงปิดประตู เสียงเดินอ้อมรถจนมายืนอยู่ข้างๆ เว้นระยะห่างประมาณครึ่งเมตร อิงศรหันไปมองคนขับรถที่เป็นสาวงามอายุราว 20 กว่าๆ ผมสีฟ้าครามที่เหมือนกับย้อมมาสะท้อนกับแสงแดดจนเหมือนกับมีรัศมีแผ่ออกมาอย่างไรอย่างนั้น หล่อนไม่ได้พูดอะไรและเอาแต่จ้องมาที่เขาด้วยสายตาเย็นชากับใบหน้าแข็งทื่อที่เกือบจะคล้ายกับสิงห์

            “คือว่าคุณวิเชียรมาศรออยู่ที่นี่...

            “ฉันไม่จำเป็นต้องรับฟังคำสั่งจากคุณค่ะ

            หญิงสาวตอบกลับมาด้วยท่าทีแข็งกร้าว

            “งั้นก็ตามใจ

            อิงศรพูดแล้วถอนหายใจ

            อย่างไรซะวิเชียรมาศก็เป็นเลขาที่สิงห์ให้ความไว้วางใจจะกีดกันออกไปคงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จะปล่อยให้เธอคอยตามอยู่แบบนี้ก็ไม่ดีซะทีเดียว เพราะมีความเป็นไปได้ว่าหลังจากนี้จะได้ค้นพบข้อมูลที่มีความสำคัญมากของ อารย-สนธยา และข้อมูลนั่นก็อาจจะใช้ปลดปล่อยเขาจากการควบคุมของสิงห์ได้ นี่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีหลังจากช่วยมิ่งขวัญกลับมาแล้วจะต้องเตรียมทางหนีเอาไว้ด้วย

            ตอนนี้ที่อยู่ของสถาบันวิจัยแห่งนั้นมีแค่เขาที่รู้รวมไปถึงที่ทางภายในห้างสรรพสินค้าที่จะต้องเข้าไปนี่ก็เหมือนกันจะหาทางชิ่งหนีจากหล่อนน่าจะทำได้ไม่ยากแต่จะทำให้เป็นธรรมชาติคงไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าหากว่าโดนรายงานเรื่องพฤติกรรมที่พยายามปกปิดอะไรไว้ทุกอย่างก็จบกัน

            ระหว่างที่กำลังกลุ้มอยู่นั่นเองก็มีเสียงดังมา เป็นเสียงกระพือปีก แต่เสียงนั้นดังมากเหมือนกับเป็นนกตัวใหญ่กำลังกระพือปีก เดาได้เลยว่าเหตุการณ์จะดำเนินไปอย่างไร...

            “นั่นมัน!

            วิเชียรมาศเงยหน้าพูดหล่อนมองเห็นบางอย่างกำลังลงมาจากท้องฟ้า อิงศรเคยเจอกับสิ่งนั้นมาแล้วที่ดันเจี้ยนชายหาดตอนเปลี่ยนอาชีพให้มีนา เจ้าปีศาจพญาครุฑนั่นเองกรงเล็บของมันกำลังเล้งมาที่พวกเขา

            “ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะเนี่ย

            อิงศรสบถใส่กรงเล็บนั่นแล้วออกวิ่ง

            วิเชียรมาศวิ่งไปอีกทางพวกเขาถูกแยกออกจากกันตามที่หวังเอาไว้แถมยังเป็นแบบธรรมชาติสุดๆ แต่ไม่รู้ควรจะดีใจได้รึเปล่าที่ต้องถูกกรงเล็บยักษ์ไล่จี้หลังมาแบบนี้ดูเหมือนว่าพญาครุฑจะมีเป้าหมายอยู่ที่เขาคนเดียว

            แต่เพราะอะไรล่ะ? ไม่มีเวลาให้คิดนานนัก... กรงเล็บพุ่งทะยานลงมาเกี่ยวเอาผ้าคลุมของอิงศรไว้ โชคดีที่วันนี้แดดแรงจัดทำให้ร้อนจนคลายมัดผ้าคลุมไว้หลวมๆ มันจึงหลุดจากคอไปโดยไม่ทำให้สะดุดล้ม

            อิงศรวิ่งเข้าไปในห้างสรรพสินค้า ด้วยขนาดของครุฑคงจะเข้ามาข้างในไม่ได้แต่เขาคิดผิด

            แกว๊กก!!!

            เจ้านกปีศาจแผดเสียงร้องไล่หลังมาจากนั้นอาคารทั้งหลังก็สั่นไหวเพราะมันพุ่งชนประตูทางเข้า ไม่สิผนังด้านหน้าของห้างถูกชนถล่มลงมาทั้งแผงเลยต่างหาก

            อิงศรหันกลับไปมองความพินาศที่เกิดขึ้นแล้วสบถออกมา

            “ปัดโธ่ว้อยจะตามไปถึงไหนกันเนี่ย

            ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหนีไปที่ห้องวิจัยของอารย-สนธยาที่เป็นเป้าหมายซึ่งอยู่ชั้นใต้ดินถ้าเป็นที่นั่นคงจะหนีรอดอย่างแน่นอน

            อิงศรมุ่งหน้าไปที่ทางลงบันไดเลื่อนแต่ทางถล่มลงไปหมดแล้วเขาไม่สนใจเรื่องนั้นกลับกระโดดจากทางลงบันไดดิ่งลงสู่ชั้นใต้ดิน การลงพื้นทำได้อย่างราบรื่นถ้าเป็นตัวเขาเมื่อก่อนคงได้ขาหักแน่นอนแต่ตอนนี้เลเวลที่เกิน 60 ขึ้นไปแล้วก็ทำให้มนุษย์ปลดขีดจำกัดพลังเหนือมนุษย์จากเดิมขึ้นมาอีกเท่าตัว

            อิงศรวิ่งไปตามทางใต้ดินที่มืดมิดขณะที่เสียงร้องของครุฑดังลงมาจากข้างบนนั่นเองสัมผัสอันเฉียบคมก็จับได้กระทั่งเสียงแหวกอากาศประมาณเก้าจุดกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้

            “ชิ พวกฉลามเรอะยังอยู่อีกเหรอเนี่ย

            อิงศรเรียกคันธนูออกมาแล้วหยุดวิ่งหันกลับไปข้างหลัง สายตาที่เริ่มชินกับความมืดแล้วจึงมองเห็นครีบหลังของปลาฉลามเทวะที่แหวกพื้นดินเหมือนกับแหวกน้ำกำลังตรงเข้ามาหากเป็นเมื่อก่อนการจะจัดการพวกมันคงต้องให้มิ่งขวัญหรือใครช่วยล่อพวกมันไปแล้ววางกับดักรอแต่ตอนนี้

            อิงศรดึงยันต์ออกจากแขนเสื้อมาสิบแผ่นแล้วเล็งคันธนูขึ้นด้านบนพลางโก่งสายดีด

            “ดราโคเม็ท!

            ยันต์ทั้งสิบแผ่นลุกไหม้ด้วยเพลิงสีฟ้าแล้ววนพันรอบแขนก่อนจะขยายตัวกลายเป็นลูกศรที่มีหัวเป็นมังกร อิงศรกะตำแหน่งและองศาให้ทิศการตกพอดีกับจุดที่พวกฉลามจะว่ายมาถึงแล้วปล่อยสายดีด

            ลูกศรมังกรทะยานขึ้นไปข้างบนแล้วแตกตัวออกเป็นฝนดาวตกร่วงหล่นใส่ฉลามที่ว่ายเข้ามาในพื้นที่ ทุกตัวถูกระเบิดดาวตกฆ่าตายหมดในพริบตาเดียว

            พื้นที่เบื้องหน้ากลายเป็นหลุมเป็นบ่อที่มีไฟสีฟ้าลุกลามจนทำให้ทางใต้ดินสว่างขึ้นมาเล็กน้อย

            อิงศรฉวยโอกาสนี้มองหาประตูฉุกเฉินก่อนที่ไฟจะดับมอดขณะเดียวกันเพดานก็เริ่มจะถล่มพร้อมกับกรงเล็บของพญาครุฑที่ไล่ตามอย่างไม่ลดละแทรกตัวผ่านช่องเพดานเหล่านั้นลงมา

            ประตูฉุกเฉินอยู่ไม่ห่างไปจากจุดที่อิงศรยืนซักเท่าไหร่ เด็กหนุ่มมุ่งหน้าตรงไปที่นั่นโดยไม่คิดจะเงยหน้ามองข้างบนพลางหยิบยันต์แผ่นสุดท้ายที่สอดเอาไว้ในแขนเสื้อออกมาสร้างลูกธนูแล้วร่ายสกิล

            “ชาร์คชู้ต

            อิงศรยิงธนูฉลามใส่ประตูฉุกเฉินที่ล็อกอาจจะเสียและเพื่อไม่ให้เสียเวลาปลดกลอนจึงทำลายประตูทิ้ง

            แรงดันของฉลามน้ำกระแทกประตูกระเด็นหายเข้าไปในด้านใน อิงศรวิ่งไปพร้อมกับพุ่งตัวผ่านประตูเข้าไปข้างในห้องได้ทันก่อนที่เพดานจะถล่มลงมาทั้งหมด

            แต่ยังหยุดเท้าไม่ได้ ชั่วพริบตาหนึ่งที่หันกลับไปสายตาของเขาก็สบเข้ากับดวงตาสีขาวขุ่นของครุฑมันกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้

            อิงศรวิ่งลงบันไปข้างล่างไปยังชั้นใต้ดินที่เป็นเขตหวงห้ามซึ่งโดยปกติแล้วประตูฉุกเฉินของชั้นใต้ดินน่าจะต้องล็อกไว้ให้เฉพาะผู้เกี่ยวข้องเท่านั้นเพราะมันเป็นทางลงที่เชื่อมไปยังสถาบันวิจัยลับขงอารย-สนธยา ตามที่อยู่ที่เขียนไว้ในนามบัตรของพ่อซึ่งมีกระทั่งวิธีลงไปหา

            หากเป็นไปตามปกติคงจะมีการติดต่อกันและมอบกุญแจสำหรับปลดกลอนประตูฉุกเฉินก่อนจะมาพบกระมัง

            อิงศรยังคงวิ่งลงไปตามทางที่บันไดทอดซึ่งก็ลงลึกมาถึงกึ่งกลางระหว่างชั้นสองกับชั้นสามแล้วแต่ยังมองไม่เห็นอะไรอื่นนอกจากบันได เสียงผนังด้านบนถล่มดังสะท้อนลงมาบางทีครุฑคงกำลังฝืนแทรกตัวลงมา ช่างเป็นผู้ล่าที่ตามติดอย่างไม่ลดละเสียนี่กระไรจนใคร่รู้ว่าทำไมมันถึงได้ไล่จองเวรกันขนาดนี้

            อิงศรลงมาถึงชั้นที่สี่และพบประตูอีกแต่มันเปิดแง้มเอาไว้เขาจึงพุ่งชนประตูนั้นแล้ววิ่งออกมา

            สถานที่ซึ่งอยู่หลังบานประตูนั้นคือทางเดินใต้ดินที่มีแสงไฟสลัวๆ จากหลอดไฟซึ่งไม่น่าจะทำงานได้เพราะไม่มีกระแสไฟฟ้าแต่ถึงอย่างนั้นมันกลับเปิดอยู่ทุกดวง อิงศรวิ่งไปตามทางเดินนั้นโดยที่แบกความสงสัยมากมายไว้บนหลัง

            จนกระทั่งมาไกลจากประตูฉุกเฉินพอสมควรเขาก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก จะเป็นเพราะวิ่งมาไกลจนไม่ได้ยินเสียงแล้วหรือไม่บางทีครุฑก็คงถอดใจแล้วหนีไปแล้ว จะอย่างไหนก็ตามแต่เขาหนีพ้นแล้ว

            ตอนที่เส้นประสาทกำลังจะคลายจากความตึงเครียดอยู่นั่นเองกลับมีการติดต่อเข้ามา หน้าจอสื่อสารเปิดออกชื่อของคู่สายคือ วิเชียรมาศ

            ‘ตอนนี้อยู่ที่ไหน

            น้ำเสียงฟังดูเรียบเฉยเหมือนไม่สนใจว่าทางนี้เจออะไรมาบ้าง

            “ใต้ดินของห้างน่ะ

            ‘โกหก...คุณไม่ได้อยู่ในห้างแล้ว

            “หา?”

            ‘เครื่องติดตามบอกว่าคุณอยู่ห่างจากห้างไปประมาณหนึ่งร้อยเมตร’   

            ทางเดินใต้ดินนำเขามาไกลถึงขนาดนั้น อิงศรเริ่มมองสำรวจเส้นทาง

            ทางเดินนี้เก่าก็จริงผนังเริ่มมีคราบฝุ่นเกาะเต็มไปหมดแต่ก็เป็นแค่เริ่มต้นทั้งที่ไม่น่าจะมีใครเข้ามาข้างในนี้เป็นเวลาสี่ปีแล้วแท้ๆ แต่หลอดไฟกลับยังเปิดอยู่พวกมันได้กระแสไฟจากแหล่งไหนกัน?

            อิงศรเดินไปตามเส้นทางโค้งที่ทอดยาวจนไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดเอาตรงไหนระหว่างนั้นเสียงของวิเชียรมาศก็ถามขึ้นมาอีก

            ‘ตอนนี้อยู่ที่ไหน

            “ก็ไม่รู้เหมือนกันเป็นทางเดินใต้ดินน่ะอาจจะเชื่อมไปที่ตึกข้างๆ ก็ได้แล้วข้างนอกเจ้านกยักษ์ที่เป็นยังไงบ้าง

            ‘หนีไปได้ซักพักแล้ว

            “เส้นทางเดิมมันถล่มไปหมดแล้วคงขึ้นไปไม่ได้จะลองหาทางอื่นดูรออยู่ที่รถนั่นแหละรับรองว่าไม่หนี

            ‘กรุณากลับมาก่อนสิบแปดนาฬิกาตรงด้วยค่ะ

            จู่ๆ อีกฝ่ายก็กำหนดเงื่อนไขมาคงไม่คิดจะปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจ

            “แต่นั่นมันอีกแค่ชั่วโมงครึ่งนี่นา

            ‘ถ้าไม่กลับมาตามนี้จะถือว่าคุณคิดหนีจากกองทัพฉันจะรายงานท่านสิงห์

            วิเชียรมาศไม่มีทีท่าจะยอมเปิดช่องให้ต่อรองดังนั้นจึงได้แต่รับข้อเสนอไว้

            “เข้าใจแล้ว

            พอตอบรับไปอย่างนั้นอีกฝ่ายก็ตัดการติดต่อไปทันที หนึ่งชั่วโมงครึ่งแห่งอิสรภาพได้เริ่มนับถอยหลังแล้ว อิงศรออกเดินต่อทันทีเพื่อไม่ให้เสียเวลาพลางครุ่นคิดเรื่องแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในช่วงนี้

            อย่างแรกคือก้อนหินที่เขาเห็นที่ใต้ทะเลเมื่อวานน่าจะเป็นอุกกบาตที่มีเครื่องทำสวนศักดิ์สิทธิ์เก็บเอาไว้และพวกสัตว์เทวะที่เฝ้าอยู่รอบๆ ก้อนอุกกบาตรก็เล็งโจมตีแต่เขาคนเดียวไม่สิมันพยายามลากเข้าไปให้มากกว่าหรือว่าเครื่องทำสวนตั้งใจจะใช้เฟืองที่อยู่บนหลังขับเคลื่อนตัวเองกันแน่

            อย่างที่สองพญาครุฑที่อยู่ๆ ก็เข้ามาโจมตีดูเหมือนมันจะไปได้ทุกที่ไม่ว่าจะในดันเจี้ยนที่เป็นมิติเสมือนหรือบนโลกแห่งความจริงที่สำคัญมันเป็นปีศาจที่น่าจะมาจากแอพพลิเคชั่นปีศาจของใครบางคนหมายความว่ามีคนจ้องเล่นงานเขาอยู่งั้นหรือ?

            อย่างที่สามคือเรื่องของทางเดินลับแห่งนี้ตลอดทางที่เดินผ่านมาไม่มีอะไรปรากฏให้เห็นเลยไม่มีกระทั่งสัตว์เทวะหมายความว่าก่อนโลกจะล่มสลายที่นี่ไม่มีมดหรือแมลงหลุดรอดเข้ามาเลยอย่างนั้นหรือ?

            อิงศรปล่อยให้ความคิดในหัวแล่นไปพลางเดินหน้าต่อจนกระทั่งมาถึงประตูที่อยู่สุดทางเดิน

            ความสงสัยในเรื่องทั้งสามยังคงไม่กระจ่างแต่บางที...

            บางทีข้างหลังประตูบานนี้อาจจะมีคำตอบของเรื่องที่สามอยู่ อิงศรเอื้อมมือไปจับลูกบิดมันไม่ได้ล็อกไว้เขาจึงบิดมันแล้วเปิดประตู อากาศภายนอกไหลเข้าไปขับกลิ่นอับภายในออกมา

            อิงศรก้าวเท้าเข้าไป รอบด้านมืดสนิทแม้แสงไฟจากภายนอกจะส่องเข้ามาก็ตาม พอลองเอื้อมมือไปลูบคลำแถวผนังก็พบสวิตซ์ไฟจึงลองเปิดดู

            หลอดไฟในห้องทำงาน ห้องสว่างขึ้นโดนพลัน

            โต๊ะรับแขก โซฟาสองตัว โต๊ะทำงานหนึ่งตัว ตู้เก็บของสองหลัง

            ที่นี่คงจะเป็นห้องรับแขก ด้านในยังมีทางเดินที่ทอดไปถึงประตูเหล็กบานใหญ่กับทางเดินแยกที่อาจจะเป็นอีกห้องหรือไม่ก็เชื่อมไปที่อื่น

            บนโต๊ะรับแขกมีปึกเอกสารฝุ่นจับวางอยู่ อิงศรหยิบเอกสารปึกนั้นขึ้นมาอ่าน

            มันถูกพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ บนปกของเอกสารเขียนเอาไว้แบบนี้

            โครงการราชรถสู่สวรรค์ เมอร์คาบาห์

            เมอร์คาบาร์ ราชรถของพระเจ้า...

            ราชรถที่ไปมาหาสู่ระหว่างสวรรค์และพิภพ...

            เอกสารกล่าวถึงที่มาของชื่อโครงการไว้อย่างนั้นเป็นตำนานที่เหมือนกับไบเบิลของศาสนาคริสต์

            ข้างในเขียนคำอธิบายเกี่ยวกับการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่เรื่องการมีตัวตนของผู้สร้างและที่พำนักซึ่งเรียกว่าสรวงสวรรค์ ทุกอย่างคล้ายคลึงกับเรื่องที่ฟังมาจากซีลอร์ด

            ในเอกสารยังมีส่วนที่กล่าวถึงการทดลองต้องห้ามอันน่ารังเกียจที่จะนำโลกขึ้นไปยังสรวงสวรรค์แล้วทำลายผู้สรรสร้างจากนั้นก็ขึ้นเป็นผู้กุมบังเหียนของโลก

            มีรายชื่อเด็กมากมายที่เขียนกำกับเอาไว้ว่าทุกคนอายุไม่เกิน 14 ปี ถูกใช้เป็นตัวทดลอง อารย-สนธยา ได้รวบรวมเด็กๆ ที่มีภูมิหลังอย่างหนึ่งเหมือนกันในนั้นเขียนบอกเอาไว้ว่าทุกคนเป็นผู้สืบทอดสายเลือดของ อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์พันปีไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่เป็นชื่อสถานที่หรือว่าเป็นรหัสลับของอะไรซักอย่าง

            เอกสารยังเขียนเอาไว้อีกว่าในวันปีใหม่ที่ตรงกับวันล่มสลายของโลก ธันวกร โรจน์จุฬา ซึ่งก็คือพ่อของเขาเป็นหนึ่งในผู้ที่มีสายเลือดนั้นเช่นกันและจะมีการส่งมอบตัวอย่างทดลองที่สมบูรณ์ที่สุดให้ บางทีนี่คงเป็นเอกสารที่เตรียมไว้เพื่อการส่งตัวที่ว่า

            ในกระดาษแผ่นต่อมาเป็นเอกสารการส่งตัวทดลองซึ่งก็คือ มิ่งขวัญ มีรูปประกอบแนบด้วยคลิปหนีบที่เขียนตัวเลขเปอร์เซ็นต์เอาไว้บนรูปว่า 90%

            พ่อใช้ลูกของตัวเองวัดค่าการทดลองแล้วก็ได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม

            หากวันนั้นยังคงดำเนินต่อไปโดยที่โลกไม่ล่มสลายไปซะก่อนเขากับมิ่งขวัญก็จะต้องแยกจากกันอยู่ดีและอาจไม่ได้พบกันอีกเลยก็ได้

            แต่ในกระดาษแผ่นต่อมากลับกลายเป็นคำสั่งตามล่า รายละเอียดเขียนเอาไว้ว่าพ่อของเขาอาจจะเล่นไม่ซื่อเพราะคนที่มีค่าสำเร็จสูงกว่าคนๆ นั้นก็คือตัวอิงศรนั่นเองโดยตัวเลขที่ระบุเอาไว้บนรูปคือ 100%

            พ่อของเขาอาจจะกำลังเล่นไม่ซื่อแกล้งส่งตัวอย่างที่ไม่ดีที่สุดให้แล้วเก็บของที่ดีเอาไว้เผื่อว่าการทดลองสำเร็จจะได้ขายตัวเขาที่เป็นของสมบูรณ์ให้กับผู้ที่เสนอราคาสูงกว่า

            อิงศรอ่านเอกสารปึกนั้นจบก็รู้สึกหดหู่ขึ้นมาเล็กน้อย

            บางทีแม่ที่ไม่ได้ถูกกล่าวไว้ในบันทึกนี้ก็อาจจะรู้เห็นด้วย

            บางทีพวกเขาอาจไม่ใช่ลูกแท้ๆ

            บางทีพวกเขาอาจจะเป็นเพียงสินค้าเพื่อสนองความต้องการอันบ้าคลั่งและบิดเบี้ยวของโลกใบนี้

            แต่ทั้งหมดนั่นถูกหยุดเอาไว้ด้วย    เกมโกงวันโลกาวินาศหรือว่านี่คือผลลัพธ์ของการทดลองกันแน่

            อย่างไหนคือความจริง ตัวเขาในตอนนี้ไม่อาจตอบคำถามข้อนี้ได้สิ่งที่รู้ยังมีน้อยเกินไป

            แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือความฝันที่จะใช้งานค้นคว้าของ อารย-สนธยา ตอบโต้สิงห์ก็เป็นอันต้องดับวูบ ตัวเขาเองนั่นแหละคือการทดลองและตอนนี้ก็ตกอยู่ในมือของสิงห์ เขากลายเป็นเบี้ยที่ต่อต้านอะไรไม่ได้ไปตั้งแต่แรกแล้วบางทีสิงห์คงจะรู้เรื่องของที่นี่และจงใจปล่อยให้เขามาค้นพบมันด้วยตัวเอง

            จากนี้ไปจะทำอย่างไร ยอมจำนนต่อโชคชะตาแล้วปล่อยไป... นั่นไม่ใช่ตัวเลือกแรกอย่างแน่นอน

            ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วตัวเขาจะเป็นการทดลองหรืออะไรก็ช่างจะต้องเก็บข้อมูลกลับไปให้มากที่สุดจะต้องรู้ให้ได้ว่าสิงห์คิดจะทำอะไรกันแน่

            “ในนั้นสินะ

            อิงศรมองไปทางประตูเหล็กบานใหญ่ที่ตรงสุดทางเดินซึ่งมีป้ายเขียนเอาไว้ว่า ห้องวิจัยพอจะเปิดก็พบว่ามันถูกล็อกเอาไว้ที่ข้างประตูมีแผงควบคุมสำหรับกรอกรหัสปลดล็อก

            แต่เขาไม่รู้รหัส... ที่พอจะทำได้ก็คือลองกดปุ่ม ‘Enter’ ที่อยู่บนแผงควบคุม ทันใดนั้นก็มีเสียงดังติ๊ดแล้วประตูก็เลื่อนแยกออกจากกัน บางทีคงจะมีใครมาปลดล็อกเอาไว้แล้วไม่ได้ตั้งรหัสกลับ แต่ใครกันล่ะ?

            อิงศรละความสงสัยที่เริ่มจะมีมากเกินไปแล้วเดินเข้าไปในห้องที่มืดสนิทพอลองคลำมือหาสวิตซ์ก็เจอเข้าอีกและเปิดไฟในห้องได้อย่างง่ายดาย ดูเหมือนว่าระบบไฟฟ้าจะยังทำงานอยู่

            หรือคนที่จัดวางทุกอย่างเอาไว้ที่นี่จะเป็นสิงห์ที่ต้องการให้เขามาที่นี่แต่แรก...

            ไม่ใช่มันไม่น่าจะเป็นแบบนั้นบางทีเขาอาจจะกังวลเกินไป ถ้าลองคิดจากนิสัยของสิงห์แล้วคงไม่ทำอะไรที่สูญเปล่าแบบนี้หมอนั่นเกลียดเรื่องที่สูญเปล่า ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าเป็นคนอื่นคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิงห์และนั่นรวมถึงสิงห์เองก็อาจจะไม่ได้รู้เห็นเรื่องโครงการเมอร์คาบาห์อะไรนั่นด้วย

            ความหวังเริ่มผุดขึ้นมาอิงศรยิ้มรับมันอย่างยินดีพร้อมกับเริ่มค้นหาภายในห้อง

            รอบด้านเต็มไปด้วยเครื่องมือแปลกตาและดูทันสมัยเอามากๆ ทุกอย่างราวกับหลุดออกมาจากหนังวิทยาศาสตร์

            อิงศรเดินไปตามทางเดินแคบๆ ระหว่างโต๊ะทดลองพอพ้นออกมาเขาก็มาหยุดอยู่หน้าตู้แช่สารสำหรับดองสิ่งทดลอง

            วินาทีแรกที่เห็นสิ่งที่อยู่ในตู้แช่ดวงตาของอิงศรก็เบิกกว้าง

            วินาทีต่อมาสิ่งที่อยู่ในตู้แช่ก็ลืมตาแล้วจ้องกลับมา

            จากนั้นตู้แช่ทั้งหมดจำนวนห้าอันก็ถูกสิ่งที่ขังไว้ทะลวงจนแตก สารละลายภายในไหลออกมาเจิ่งนองพื้นห้องกลิ่นฉุนเหมือนกับยาฆ่าเชื้อหรืออะไรที่คล้ายกัน

            อิงศรจ้องมองร่างอันเปลือยเปล่าของเด็กชายและเด็กหญิงที่เคยถูกแช่ไว้ในตู้

            แล้วเขาก็พึมพำชื่อของเด็กๆ เหล่านั้น

            “ฟู มิกซ์ พลอย เน็กซ์ นิวส์

            เด็กเหล่านั้นมีใบหน้าและรูปร่างอายุเหมือนกับพวกเด็กจากสถานสงเคราะห์ราวกับเป็นคนๆ เดียวกัน

มันทำให้เขานึกถึงคำพูดของมีนาที่บอกว่า อารย-สนธยา ทำการวิจัยนอกรีตทั้งตัดต่อพันธุกรรมและโคลนนิ่ง บางทีเด็กพวกนี้คงจะเป็นผลจากการทดลองพวกนั้นแล้วก็ไม่แน่ว่าพวกที่บอกว่ามาจากสถานสงเคราะห์นั่นก็ด้วย

            เด็กๆ ที่ออกมาจากตู้แช่หันมามองอิงศรจากนั้นทุกคนก็ทำท่าแยกเขี้ยวและส่งเสียงขู่ราวกับสัตว์ป่า ใบหน้าเริ่มปรากฏให้เห็นลวดลายสีดำขยุกขยิกใต้ดวงตาซึ่งนั่นคล้ายกับเวลาที่เขาถูกเอลิกอร์เข้าสิง

            อิงศรสังเกตได้อีกว่าบนหัวของพวกเด็กๆ ไม่มีแถบพลังชีวิตไม่มีตัวหนังสือแสดงชื่อซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกสำหรับโลกที่กลายเป็นเกมแห่งนี้การที่ไม่มีทั้งแถบพลังและชื่อก็หมายความว่าพวกนี้ไม่ใช่มนุษย์

            เด็กพวกนี้กำลังถูกปีศาจจากแอพพลิเคชั่นสิงสู่อยู่หรือว่ากลายเป็นปีศาจไปแล้วจะอย่างไหนนั้นอิงศรก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกันแต่พวกนี้ไม่ได้เป็นมิตรอย่างแน่นอน

            เด็กที่เหมือนกับฟูพุ่งเข้ามาโจมตีก่อน อิงศรใช้คันธนูฟาดให้กระเด็นกลับไป บนคันธนูติดใบมีดเอาไว้และใบมีดก็เฉือนเนื้อบริเวณแขนของเด็กคนนั้นขาดเป็นทางเลือดสีแดงสดไหลออกจากปากแผลนั่น แต่ไม่ทันไรผิวหนังที่ฉีกขาดก็เชื่อมติดกันสนิทไม่เหลือร่องรอยพลังการฟื้นตัวสูงเกินระดับที่ไม่ใช่มนุษย์ปกติและมนุษย์หลังโลกล่มสลาย

            สถานการณ์ยิ่งทวีความเลวร้ายขึ้นเมื่อพวกเด็กๆ เริ่มจะกลายร่างเป็นอะไรที่น่าสยดสยองเกินจะบรรยาย ผิวกายที่ขาวผ่องเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ ดำราวกับถ่านไม้ แล้วแต่ละคนก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป บางคนหูยาวขึ้น บางคนตัวขยายใหญ่ขึ้น บางคนมีเขี้ยวยาวงอกจากฟันด้านบนและใบหน้ายื่นยาวเหมือนหมา บางคนมีกิ่งไม้งอกขึ้นมาบนหลัง บางคนมีพังผืดงอกจากแขนกลายเป็นปีก รูปร่างบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงกันหมด

            คอนแทคเลนส์ที่ติดตั้งระบบฐานข้อมูลสัตว์เทวะและเดม่อนแอพฯ เริ่มทำงานทั้งที่ไม่น่าจะใช้กับมนุษย์ได้ ข้อมูลของทุกคนถูกระบุว่าเป็นปีศาจ

            เอลฟ์

            รากษส

            มนุษย์หมาป่า

            สค๊อกรา (Skogsra นางไม้ในความเชื่อของสวีเดน)

            แวมไพร์

            ชื่อของปีศาจลอยขึ้นมาบนคอนแทคเลนส์ แต่ละคนมีปีศาจต่างชนิดกันไปพลังที่ประเมินได้ก็ยังสูงพอๆ กับมนุษย์ต่างดาวชั้นครู

            เด็กปีศาจจู่โจมเข้ามาพร้อมกัน

            อิงศรไม่อาจตั้งรับการโจมตีที่ทรงพลังและรวดเร็วของทั้งห้าตนได้หมดเขาจะต้องตายอยู่ที่นี่

            ระหว่างที่คิดแบบนั้น...

            “ทางนี้!

            มีเสียงดังมาเขาโดนดึงจากด้านหลังด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลจนตัวปลิวไปตามแรง ลอยเคว้งไปจนถึงหน้าประตูเหล็กก่อนจะพลิกตัวลงพื้น

            อิงศรเงยหน้ามองไปยังคนที่มาช่วยชีวิตเขาไว้เป็นเด็กสาวที่ตัวเล็กกว่าแต่น่าจะอายุเท่ากันหรือห่างกันไม่เกินปี เป็นสาวผมสีบลอนด์ใบหน้าแบบชาวต่างชาติ

            “พี่สีดา...

            อิงศรพึมพำชื่อของเด็กสาว แต่เธอคนนั้นจะใช่สีดาที่เขารู้จักหรือเปล่า?

            เด็กคนนั้นรับการโจมตีของปีศาจทั้งห้าตนด้วยมือเปล่าและซัดพวกมันกลับจนปลิวไปติดกำแพง จากนั้นหล่อนก็วิ่งมาทางนี้ลากคอเขาออกจากห้องกดปุ่มบนแผงควบคุมให้ประตูเหล็กขังพวกมันไว้ข้างใน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น