Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 65 : Login 62: คำทำนาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 541
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    2 ม.ค. 60

Login 62: คำทำนาย

 

            ช่วงบ่ายของวันต่อมาหลังจากภารกิจเปลี่ยนอาชีพให้มีนาสิ้นสุดลง

            การตรวจสอบแอพพลิเคชั่นปีศาจเองก็จบลงในช่วงเช้าทีผ่านมา

            หน่วยของอิงศรที่เจ้าตัวไม่อยู่ก็ได้มานั่งพักกันในร้านกาแฟ Eclipse ที่มาเปิดสาขาใหม่

            เหล่าเด็กหนุ่มสาวในเครื่องแบบทหารเดินเข้าร้านมาจึงกลายเป็นจุดสนใจของชาวเมืองโดยเฉพาะหูสุนัขของโดโกบาร์ที่เด่นสะดุดตาแต่เพราะโลกกลายเป็นเกมคนอื่นก็เลยคิดไปว่ามันเป็นไอเทมอย่างหนึ่งดังนั้นความสนใจส่วนใหญ่จึงอยู่ที่เครื่องแบบทหารเสียมากกว่า

            พวกเขานั่งลงบนโต๊ะขนาดหกที่นั่งติดริมผนัง มีนากับนรินทร์นั่งขนาบโดโกบาร์ กวินทร์นั่งกับเมษาที่อีกฟากของโต๊ะ พนักงานร้านเดินมาจดเมนูทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอนจนกระทั่งเครื่องดื่มที่สั่งมาเสิร์ฟ

            หลังจากดื่มดำกับของที่สั่งมาจนหายคอแห้งมีนาก็พูดเปิดประเด็น

            คุณอิงศรคุยกับพี่สิงหืได้จริงๆ ด้วยนะคะเนี่ย

            จากนั้นเมษาที่อยู่อีกฟากของโต๊ะก็พูดเสริม

            เจ้าศรป่วยการเมืองหนีไปเที่ยวสินะตามใจมันมากเดี๋ยวก็โตเป็นเด็กใจแตกไปหรอก

            เขาทำเลียนแบบเสียงของพันโทข้าวหลามพูดด้วยท่าทีหน่ายๆ ก่อนจะปรับกลับน้ำเสียงเดิมแล้วพูดตบท้าย

            ก็พี่หลามพูดมาอย่างนี้เลยนี่นะ

            และนั่นคือบทสรุปของการตรวจแอพพลิเคชั่นปีศาจในช่วงเช้า

            “ว่าแต่ไอ้นี่มันอะไรล่ะเนี่ยที่แถมมาตอนเสิร์ฟเครื่องดื่มเนี่ย

            เมษาเปลี่ยนเรื่องพูดพลางหยิบซองกระดาษสีเงินที่วางอยู่ข้างแก้วเครื่องดื่มของตัวเองขึ้นมาจากนั้นทุกคนก็หยิบตาม

            กวินทร์ดูคำอธิบายที่ข้างซองแล้วพูดมาว่า

            ดูเหมือนจะเป็นไพ่ทำนายน่ะครับ

            มีนามองไปรอบร้านแล้วจึงพูดเสริมด้วยข้อมูลที่เพิ่งรวบรวมได้

            รู้สึกว่ากำลังเป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ ด้วยล่ะค่ะ

            เพราะในร้านมีกลุ่มหญิงสาวนั่งกันอยู่มากมายและทุกคนต่างก็ถือไพ่ลายประหลาดเอาไว้

            มีนาจึงฉีกห่อบรรจุออกด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            ของฉันเป็นเดอะ เลิฟเวอร์ค่ะ

            หล่อนอ่านชื่อที่เขียนไว้บนไพ่รูปคู่รัก

            เมษาจึงฉีกซองบ้าง

            หือ ไพ่พระราชานี่มันอ่านว่า เอ็มเพอเรอร์รึเปล่าหว่า

            ไพ่ของเขาเป็นรูปชายคนหนึ่งที่แต่งตัวอย่างหรูหราสวมมงกุฎและนั่งบนบัลลังก์

            ของผมมีรูปเยอะแยะเลยทั้งนกพิราบทั้งสายรุ้งทั้งแก้วน้ำเหมือนจะเขียนว่าเดอะเทมเพอแรนซ์อ่ะครับ

            กวินทร์พลิกไพ่ไปมาจนสังเกตเห็นว่าด้านหลังของไพ่มีเขียนอะไรเอาไว้

            รู้สึกข้างหลังไพ่จะมีคำอธิบายด้วยนะครับ

            ได้ยินดังนั้นมีนาก็หันมาถามด้วยความสนใจ

            เขียนไว้ว่าอะไรเหรอคะ

            กวินทร์เริ่มอ่านสิ่งที่เขียนไว้บนหลังไพ่

            คุณเป็นคนที่พบเจอกับการเปลี่ยนแปลงมามากมายคุณรู้สึกสับสนต่อความเป็นไปของโลกที่เปลี่ยนผันได้ง่ายเหลือเกินคุณควรระลึกไว้เสมอว่าทุกสิ่งนั้นไม่จีรังยั่งยืนเขียนเอาไว้แค่นี้น่ะครับ

            จากนั้นมีนาก็เริ่มอ่านหลังไพ่ของตัวเองบ้าง

            คุณเป็นคนที่โหยหาความรักความเข้าอกเข้าใจเป็นอย่างมากขณะเดียวกันคุณเองก็ไม่เข้าใจในความรักขอให้คุณรักตัวเองให้มากขึ้นแล้วคุณจะเข้าใจว่าความรักเป็นอย่างไร แหมๆ หญิงสาวต้องคู่กับความรักสินะ

            เด็กสาวพยักหน้าให้คำพูดของตัวเองขณะที่ดวงตาเริ่มเหม่อลอยด้วยความคิดฟุ้งซ่าน เห็นดังนั้นเมษาจึงเริ่มอ่านของตัวเอง

            คุณเป็นคนที่มีความหยิ่งทระนงในตัวเองสูง หัวแข็ง และค่อนข้างสุดโต่งแต่นั่นเป็นข้อดีของคุณอย่างไรก็ตามควรรู้จักอ้อมค้อมบ้างโลกไม่ได้มีแต่เส้นทางตรงอย่างเดียว มันเขียนบ้าอะไรของมันฟะเนี่ย

            เมษาทำหน้าไม่พอใจแล้ววางไพ่ลงบนโต๊ะด้วยท่าทางเซ็งๆ

            ขณะเดียวกันโดโกบาร์ก็เริ่มฉีกซองของตัวเองบ้าง เขาหยิบไพ่ออกจากซองเอามาดูแล้วพลิกไปมาอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งมีนาก้มหน้าลงมาดูจากด้านข้าง

            อ่านไม่ออกเหรอคะ

            โดโกบาร์หยุดพลิกไพ่และไม่ได้ตอบอะไร แต่เหมือนว่าจะเดาถูกมีนาจึงหยิบไพ่จากมือมาอ่าน

            เอ ไหนๆ เดอะจัดจ์เมนท์ คุณเชื่อมั่นในความถูกต้องเป็นอย่างมากแต่บางครั้งก็สุดโต่งเกินไปจนทำให้ล่าช้าในการตัดสินใจขอให้คุณลองลดทิฐิดูบ้างแล้วเชื่อใจตัวเองให้มากขึ้น เขาเขียนไว้แบบนี้น่ะคะ

            มีนาอ่านจบก็หันไปมองโดโกบาร์แต่เด็กชายไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรออกมา

            จนกระทั่ง...

            คำแนะนำของวัชพืชอย่างมนุษย์มันไม่มีความหมาย

            เขาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่น้ำเสียงบ่งบอกอย่างชัดเจนว่ากำลังไม่พอใจ ดังนั้นทุกคนเลยพยายามหาทางเปลี่ยนเรื่องพูดกันแล้วหวยก็มาลงที่นรินทร์ซึ่งเป็นคนเดียวที่ยังไม่ได้อ่านไพ่ทำนาย

            มีนาพูดด้วยท่าทางร้อนรน

            จะว่าไปคุณนรินทร์ได้ไพ่อะไรหรือคะ

            เมษากับกวินทร์เองก็เข้ามาผสมโรงด้วย

            เออใช่ๆ รีบอ่านมาดิ

            จ...จะเป็นไพ่อะไรกันน้า~~”

            นรินทร์ชะงักไปครู่หนึ่งเพราะตามสถานการณ์ไม่ทันแต่ก็เข้าใจมันได้จึงยื่นไพ่ที่หยิบจากซองลงไปวางที่กลางโต๊ะ ไพ่เป็นรูปยมทูตที่มีใบหน้าเป็นกะโหลกเปลือยสวมเสื้อคลุมสีดำถือเคียวอันใหญ่ ชื่อบนไพ่เขียนว่า ‘The Death’

            เมษาทำหน้าขยาดแล้วแสดงความเห็นเป็นคนแรก

            “กึ๋ย เหมือนจะเป็นของที่ไม่ซวยจริงจังจะจับไม่ได้ใบนี้นะเนี่ย

            มีนาก็พูดด้วยท่าทางแบบเดียวกัน

            ก็รู้ว่าไม่ควรตอกย้ำล่ะนะคะแต่ชักอยากรู้แล้วสิว่าข้างหลังเขียนอะไรไว้

            แล้วนรินทร์ก็พลิกไพ่ให้ตามคำขอแต่ข้างหลังกลับไม่มีอะไรเขียนเอาไว้เลย

            กวินทร์พูด

            อ๊ะ สงสัยจะใบที่ผิดพลาดล่ะมั้งครับเรียกว่าของแรร์ได้เหมือนกันนะเนี่ย

            หลังจากพูดสิ่งที่ไม่รู้ว่าเป็นคำพูดปลอบใจหรือคำพูดซ้ำเติมออกมารุ่นน้องก็ยิ้มแฉ่งอย่างไร้เดียงสา ดังนั้นคงเป็นอย่างแรกมากกว่า

            นรินทร์ยิ้มเจื่อนแล้วก็พูดเสียงเปลี้ยว่า

            คงแค่บังเอิญ...ล่ะมั้ง

 

            ...

 

            แสงแดดในวันนี้แรงเป็นพิเศษแต่เพราะอากาศที่เริ่มเย็นลงจากเมื่อคืน

            ห้องจึงไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไป

            ห้องมืดอึดครึมมีแสงแดดส่องเข้ามาจากทางหน้าต่างตกกระทบลงบนโต๊ะทำงาน

            นอกจากฝั่งที่เป็นประตูกับหน้าต่างแล้วสองฝั่งที่เหลือก็ถูกแทนที่ด้วยตู้หนังสือที่มีหนังสือเติมเต็มทุกชั้น เทียบภาพห้องของพ่อในความทรงจำแล้วทุกอย่างที่นี่ยังคงวางไว้ที่เดิมไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อสี่ปีก่อน

            อิงศรละสายตาจากข้าวของในห้องแล้วกลับมาอ่านหนังสือต่อ พลิกเปิดแต่ละหน้าแบบผ่านๆจนกระทั่งหมดเล่มก่อนจะสอดกลับใส่ชั้นหนังสือไป

            นั่นเป็นเล่มสุดท้าย...

            ในบ้านไม่มีเอกสารอะไรที่บ่งบอกความเกี่ยวข้องกับแอพพลิเคชั่นปีศาจหรือความเกี่ยวข้องกับองค์กรอารย-สนธยาแบบลึกซึ้งอยู่เลย

            งั้นก็เหลือแค่ที่โต๊ะพ่อ

            อิงศรหันไปยังทิศที่ตั้งหน้าต่างเหม่อมองโต๊ะทำงานของพ่อที่รกไปด้วยข้าวของระเกะระกะจนไม่คิดว่าจะเอาของสำคัญไปวางสุมอยู่ตรงนั้น แต่บางทีสุภาษิตที่ว่าจะซ่อนใบไม้ก็ต้องซ่อนในป่าอาจจะถูกขึ้นมาในเวลาแบบนี้ก็ได้

            แล้วเขาก็เริ่มรื้อโต๊ะของพ่อด้วยความปักใจเชื่อลมๆ แล้งๆ พรรค์นั้น โดยระหว่างที่ค้นโต๊ะอยู่ก็มีช่วงที่สายตาเหลือบออกไปข้างนอกหน้าต่างที่ส่องไปยังหน้าบ้านและถูกสายตาเย็นชาจับจ้องมา

            สายตาของวิเชียรมาศที่รับคำสั่งจากสิงห์ให้เป็นคนขับรถมาส่งเขาที่บ้านหลังจากไปบอกสิงห์เรื่องที่ครอบครัวตัวเองมีความเกี่ยวพันกับอารย-สนธยา

            อิงศรนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นภายในห้องทำงานของพลเอกสิงห์เมื่อคืนวาน

            ตัวเขายืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารมากมายถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยและเจ้าของโต๊ะก็นั่งไขว่ห้างฟังเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวของตน เรื่องที่พ่อกับแม่ทำงานอยู่ในกลุ่มกิจการที่เกี่ยวข้องกับอารย-สนธยาบอกไปเพียงแค่ผิวเผินแต่ไม่ได้บอกเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับแอพพลิเคชั่นปีศาจ

            แต่ถึงปกปิดไปก็เท่านั้นเพราะอีกฝ่ายคือธุวดารกะที่ว่าจ้างงานกับพ่อของเขาโดยตรงดังนั้นก็มีสิทธิ์ที่สิงห์จะรู้อยู่แต่แรกแล้วรวมถึงเหตุผลที่เก็บเขามาเมื่อสามปีก่อนก็อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

 

            เพราะงั้นก็เลยจะมาขอนายพรุ่งนี้ฉันจะกลับไปบ้านที่กรุงเทพอยากจะไปหาดูว่ามันมีอะไรเกี่ยวข้องกับที่ฉันโดนเพ่งเล็งจากพวกมนุษย์ต่างดาวบ้างรึเปล่าเพราะตอนที่ไปทำภารกิจกับพิพัฒน์ตอนนั้นก็มีพวกอารย-สนธยาเข้ามาเกี่ยวด้วยน่ะ

            พอได้ฟังที่อิงศรพูด สิงห์ก็ตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

            ถ้าอยากไปก็ไปแล้วกลับมาเขียนรายงานให้ด้วยล่ะ

            เป็นท่าทีตอบรับที่ไม่ได้คาดคิดเอาไว้...

            ที่นายยอมให้ฉันไปเนี่ยเพราะนายเองก็อยากจะได้ข้อมูลเหมือนกันใช่ไหม

            แต่สิงห์ไม่ยอมตอบ

            อิงศรเลยถามต่อไปว่า

            นายรู้จักกับผู้ถูกลืมเลือน...กับซีลอร์ดคนนั้นใช่ไหม

            สิงห์ยังคงไม่ปริปากใบหน้าไร้อารมณ์ยังคงสงบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง จนเขาเกือบถอดใจที่จะเซ้าซี้ต่อ

            ...ในตอนนั้นเองสิงห์ก็พูดขึ้นมา

            แล้วไงโดนเจ้านั่นเป่าหูอะไรมาล่ะ

            ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้จักซีลอร์ดอย่างที่คิดเอาไว้ เพราะสามปีก่อนตอนที่สิงห์เก็บเขามาก็เคยพูดเอาไว้แบบนี้

            ตามคำพยากรณ์ของซีลอร์ด นายคือผู้ถูกฟันเฟืองเลือกให้เป็น 'ผู้กอบกู้อย่างนั้นสินะ

            มีการพูดชื่อของซีลอร์ดออกมาอย่างชัดเจนดังนั้นสิงห์จะต้องรู้จักอย่างแน่นอน

            อิงศรพยักหน้าให้คำพูดนั้น

            ฉันฟังจากมีนามาแล้วนะเธอบอกว่านายโดนปีศาจที่ชื่อนรสิงห์กัดกินจิตใจอยู่เป็นผลมาจากการทดลองเดม่อนแอพก่อนโลกจะล่มสลาย

            อิงศรเผยข้อมูลที่ได้รู้จากมีนาเพื่อดูปฏิกิริยาของอีกฝ่ายแต่สิงห์ยังคงเก็บอาการเอาไว้ได้

            แล้วไง

            ฉันไม่เชื่อหรอกนะว่านายจะกลายเป็นหุ่นเชิดของปีศาจด้วยเรื่องแค่นั้นเพราะฉันเองก็ยังโดนปีศาจที่นายให้มารังแกเอาเลยแต่ฉันก็ไมได้สูญเสียตัวตนไปยังคงเป็นตัวเองอยู่ งั้นหมายความว่าตอนที่โลกยังไม่ล่มสลายนายก็เล่นละครหลอกคนอื่นตลอดเวลาเลยงั้นเหรอ

            ถ้าใช่แล้วมันหนักหัวนายรึไง

            อีกฝ่ายตอบรับมาอย่างง่ายดายจนน่ากลัวว่านี่จะเป็นกลลวง เขาต้องเคลื่อนไหวอย่างรอบคอบที่สุดไม่ให้หลงติดเข้าไปในสิ่งที่สิงห์คิดอยากให้เป็น ถึงจะไม่รู้ว่าควรต้องระแวดระวังขนาดนั้นเลยรึเปล่าก็ตาม

            อิงศรยักไหล่แล้วพูดว่า

            ก็เปล่า แค่อยากยืนยันว่าที่คิดเอาไว้ถูกไหมน่ะสิเพราะถ้าฉันโดนคนอ่อนแอที่แพ้ปีศาจมาเชิดเอาอีกทีมันก็ขำไม่ออกเหมือนกันนั่นแหละ

            จากนั้นสิงห์ก็ผุดยิ้ม

            แล้วยังไงล่ะนายยกเรื่องเจ้าสวะของพระเจ้านั่นขึ้นมาแล้วก็มาพูดเรื่องของฉันนายอยากถามอะไรกันแน่

            นายพูดว่าพระเจ้า...นายรู้กระทั่งเรื่องนั้นเลยเหรอเรื่องที่โลกกำลังจะถูกลบหายไป

            สิงห์พยักหน้า

            ใช่...รู้สิแล้วก็รู้ด้วยว่าเวลาเหลืออีกแค่ห้าเดือนกว่าๆ ทุกอย่างจะถูกความว่างเปล่ากลืนกินจนหมดแถมยังรู้อีกด้วยว่าคนที่จะช่วยโลกนี้ได้คือฉันเอง

            แล้วพูดมาอย่างมั่นใจ

            งั้นที่นายช่วยฉันเอาไว้ก็เพราะฉันเป็นปัจจัยที่จะทำให้นายกอบกู้โลกได้งั้นสิ

            แหงสิใครมันจะว่างไปช่วยคนไร้ประโยชน์กันล่ะ แล้วไงพอรู้แล้วก็เลยจะโกรธเหรอ

            อิงศรส่ายหน้า

            เปล่ายังไงซะที่ฉันยังอยู่มาได้จนถึงตอนนี้ก็เพราะนายช่วยเอาไว้แถมยังดึงฉันที่หมดอาลัยตายอยากกับโลกใบนี้ไปแล้วให้กลับมาดิ้นรนมีชีวิตได้อีก เรื่องนี้ยังไงก็ไม่ลืมฉันเป็นหนี้ชีวิตนาย

            พอฟังที่เขาพูดไปอีกฝ่ายก็เลิ่กคิ้วด้วยความสงสัย

            นี่แกไข้ขึ้นรึเปล่าทำไมวันนี้ถึงมาทำปากหวานแบบนั้น

            นี่ฉันพูดจริงนะเนี่ย

            สิงห์หุบยิ้มลงแล้วกลับไปตีหน้านิ่งอีกครั้ง

            เอาเถอะถ้าสำนึกบุญคุณแล้วก็ดี อย่าหักหลังฉันก็แล้วกันไม่งั้นนายจะได้เสียใจที่ถูกฉันช่วยชีวิตไว้

            แล้วทำท่าจะจบการสนทนา อิงศรจึงรีบพูดแย้ง

            เดี๋ยวสิที่ฉันพูดมาเนี่ยยังไม่จบนะ

            ช่างจ้อกว่าทุกทีเลยนะวันนี้ มีอะไรอีกล่ะ

            “มิ่งขวัญน้องชายฉันกลายเป็นมนุษย์ต่างดาว

            พอได้ยินแบบนั้นสิงห์ก็เงยหน้าสบตาเขาแล้วถามคำถาม

            “จำได้ว่าแกบอกว่าน้องชายตายไปแล้วไม่ใช่รึไง

            ท่าทางอีกฝ่ายกำลังพยายามจับโกหกเขาอยู่การวบตาก็เพื่อดูปฏิกิริยา อย่างไรซะอิงศรไม่ได้มีเรื่องจะต้องโกหกอยู่แล้วทั้งหมดที่พูดไปเป็นความจริงที่เขารู้ร้อยเปอเซ็นต์

            ก็ใช่ฉันเคยคิดอย่างนั้นจนกระทั่งได้เจอหมอนั่นตอนเรดบอสหมอนั่นกลายเป็นมนุษย์ต่างดาวไปแล้ว

            ยังไงล่ะนายเอาเรื่องนี้มาบอกฉันเพราะอยากให้ช่วยอะไรหรือไง

            อิงศรพยักหน้าให้คำพูดนั้น

            ฉันอยากจะเอาตัวหมอนั่นคืนมาซีลอร์ดบอกว่าหมอนั่นก็มีเฟืองเหมือนกับฉัน เพราะงั้นนายเองก็น่าจะอยากได้ตัวหมอนั่นเหมือนกันใช่ไหมล่ะ

            ทันในนั้นเอง...

            อย่ามาเจื้อยแจ้วเรื่องสำคัญง่ายๆ แบบนั้นเชียวนะ

            สิงห์ตะหวาดพลางทุบโต๊ะดังปึงแล้วลุกจากเก้าอี้โน้มตัวข้ามโต๊ะมาหาจนใบหน้าแทบจะติดกับหน้าของเขา

            อึก...

            หน้าต่างมีหูประตูมีช่องจะพูดอะไรก็คิดหน่อย ให้ตายสิวันนี้แกเป็นอะไรของแกดีใจที่น้องยังมีชีวิตอยู่จนเสียสติไปแล้วรึไง

            แล้วสิงห์ก็ย้ายตัวกลับไปนั่งที่หมุนเก้าอี้เบี่ยงไปทางขวาพลางพูดโดยไม่หันมา

            นายกลับไปได้แล้วส่วนเรื่องนั้นฉันจะลองคิดดูอีกที

            ถึงสิงห์จะแสดงท่าทีอย่างนั้นแต่เมื่อครู่เขาพูดว่าเรื่องของมิ่งขวัญเป็นเรื่องสำคัญถ้าอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องพูดคุยกันให้มากความไปกว่านี้อีก

            สิงห์ยอมรับคำขอของเขาไปเรียบร้อย...

           

            การระลึกความจบลงแค่ตรงนี้เมื่ออิงศรกำลังคุ้ยหาในลิ้นชักโต๊ะของพ่อและเจออะไรบางอย่างที่พอจะเป็นเบาะแสได้เขาหยิบกล่องใสขึ้นมาจากลิ้นชักมันเป็นกล่องบรรจุนามบัตร

            อิงศรเปิดมันออกแล้วหยิบใบหนึ่งขึ้นมาดูเป็นนามบัตรของพ่อและเป็นนามบัตรในฐานะนักวิจัยของ อารย-สนธยา รวมไปถึงสถานที่ตั้งของห้องวิจัยที่ใช้ทำงานก็มีระบุเอาไว้

            แล้วความคิดก็พลันแล่นขึ้นมา

            ครอบครัวเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับ อารย-สนธยา

            มีความเกี่ยวข้องกับแอพพลิเคชั่นปีศาจ

            สิงห์อาจจะรู้เรื่องพวกนั้นแต่ไม่น่าจะรู้ถึงความลับของ อารย-สนธยา ถ้าสิ่งนั้นเป็นของที่พอจะใช้การได้ล่ะก็...

            หากตัวเขาสามารถคว้ามันมาไว้ในกำมือได้ล่ะก็

            เด็กหนุ่มยิ้มแสยะด้วยความยินดีพลางพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงที่เบาที่สุด

            คงกำลังคิดว่าได้เรื่องเจ้าขวัญมาใช้เชิดฉันได้เพิ่มอีกเรื่องงั้นสิแต่โทษทีนะคราวนี้แหละขอฉันเชิดนายบ้างละกันสิงห์” 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #112 gnome (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 / 09:59
    ตวาด ตวาด ตวาด ตวาด ตวาด
    #112
    0