Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 57 : Login 55: ผู้พิสูจน์แห่งสวนศักดิ์สิทธิ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 784
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    1 ธ.ค. 59

Login 55: ผู้พิสูจน์แห่งสวนศักดิ์สิทธิ์

 

            สถานที่ที่อิงศรฟื้นขึ้นมาคือเตียงในห้องพยาบาล

            แต่กลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่...

            สาเหตุก็คือเตียงที่นอนทับอยู่มีรอยแยกระหว่างเตียง เพราะมันเป็นการเอาของที่เหมือนกับเตียงมาวางเรียงกัน สิ่งของที่วางอยู่รอบห้องก็ไม่ใช่ของใช้สำหรับผู้ป่วยแต่เป็นกรงเล็กกรงน้อยสำหรับขังสัตว์เลี้ยง ไม่ก็พวกเครื่องใช้สำหรับสัตว์มากกว่า

            อิงศรตระหนักว่าที่นี่ไม่ใช่สถานพยาบาลของคนแต่เป็นของสัตว์ จากนั้นเขาก็ชันร่างกายท่อนบนขึ้นแล้วเริ่มสำรวจตัวเอง เครื่องแบบทหารที่สวมก่อนจะหมดสติถูกเปลี่ยนเป็นชุดลำลอง เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นที่ไม่คุ้นตา

            ห้องที่เขาอยู่เป็นห้องเดี่ยว แสงจันทร์ที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างทำให้รู้ว่านี่เป็นตอนกลางคืนแล้วก็พาลนึกไปถึงคำพูดที่ซีลอร์ดทิ้งท้ายไว้ก่อนจะตื่น

            'เธอสลบไปตั้งสิบสองวันแล้วนี่ ดูเหมือนว่าข้างนอกเองก็อยากจะรีบให้ตื่นเหมือนกัน'

            สิบสองวัน...เขาสลบไปนานขนาดนั้นสถานการณ์จะเปลี่ยนไปขนาดไหนกัน

            "ช่วงนี้เราสลบบ่อยเหมือนกันนะเนี่ย"

            อิงศรพึมพำ ในห้องไม่มีใครอยู่จึงไม่ต้องสนใจว่าจะมีคนมาได้ แต่ทว่า...

            "ถ้าลงประกวดคนขี้เซาแห่งปีคงชนะเลิศเลยล่ะค่ะ"

            กลับมีเสียงที่คุ้นเคยดังแว่วมา อิงศรหันไปทางนั้น ประตูห้องเปิดออกโดยเด็กสาวผมสีแดง มีนานั่นเอง

            "ตั้งสิบสองวันเลยนะคะที่คุณอิงศรสลบไป หลับลึกซะจนเมษาถอดใจจะยกชุดที่ใส่ให้แล้วล่ะค่ะ"

            หล่อนพูดพร้อมกับชี้ชุดที่เขาสวมอยู่ดูเหมือนจะเป็นของเมษาที่เอามาให้ยืมเปลี่ยนก่อน

            และแล้ว...

            อิงศรก็ชิงถามเรื่องสำคัญก่อนเลย

            "ขวัญ...แล้วขวัญล่ะ"

            ดวงตาของมีนาหรี่ลงเล็กน้อย หล่อนยังคงยืนอยู่หน้าประตูที่มืดสลัวทำให้เห็นหน้าไม่ค่อยชัด แต่พอรู้สึกได้ว่ากำลังทำหน้าบูด

            "ตื่นมาก็เรียกหาน้องชายก่อนเลยเหรอคะ"

            "คนอื่นๆ ก็ด้วย ทุกคนเป็นยังไงบ้าง"

            "แหม พอถามก็เป็นห่วงขึ้นมาเชียว สบายใจได้ค่ะทุกคนปลอดภัยดีรวมทั้งฉันด้วยแต่ถ้าจะให้พูดตรงกว่านี้คงต้องบอกว่าสาหัสเหมือนกันล่ะค่ะ"

            "เจ้าพวกนั้นเป็นอะไรไปงั้นเหรอ!?"

            อิงศรถามหน้าตาตื่น

            "ที่เป็นน่ะคุณอิงศรต่างหากระหว่างที่หมดสติทำอะไรลงไปบ้างรู้ตัวรึเปล่าคะ"

            "..."

            อิงศรไม่ตอบ

            เพียงแต่จ้องมองมีนาที่ยังพยายามคุยจากประตูเขาสงสัยว่าทำไมเด็กสาวถึงต้องเว้นระยะห่างไว้ตั้งขนาดนั้น

            “ทำไมไม่เข้ามาล่ะ

            แต่มีนาไม่ตอบ แล้วเริ่มพูดเรื่องที่ตัวเองถามไปก่อน

            “ตอนนี้คุณอิงศรโดนภาคทัณฑ์เอาไว้อยู่ค่ะยศร้อยโทที่ได้พร้อมนรินทร์ตอนสู้กับเรดบอสก็ถูกลดเหลือแค่สิบเอกด้วยค่ะ

            “เรื่องยศน่ะช่างมันเถอะแต่ช่วยตอบมาก่อนได้ไหมว่าทำไมถึงต้องไปยืนพูดซะตรงนั้นด้วย

            พวกเขาเริ่มโต้เถียงกันเสียงดังขึ้นแล้วในตอนนั้นเอง

            “โฮ่งๆๆ

            “หน้ากากรอด้วย!

            “กวินทร์อย่าวิ่งเซ่เดี๋ยวโคล่ามันก็ฟู่กันพอดี

            เสียงดังมาจากระเบียงทางเดินด้านนอก

            วินาทีถัดมาสุนัขตัวหนึ่งก็พรวดพราดผ่านประตูห้องที่เปิดอ้าทิ้งเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่มีนาเข้ามา

            สุนัขวิ่งลอดใต้ขามีนาจนมาถึงเตียง

            “ว้าย...

            มีนากรีดร้องแต่ยังไม่ทันจะสุดก็มีอีกคนเปิดประตูพรวดพราดตามเข้ามาอีก ด้วยความเร่งรีบทำให้ชนมีนาจนเซถลาเข้ามาถึงกลางห้อง คนๆ นั้นคือกวินทร์

            “อะ..ขอโทษครับ

            กวินทร์พูดพลางจับแขนมีนาที่กำลังเซถลาไว้

            จากนั้นประตูห้องที่เปิดอ้าอยู่ก็ถูกดึงก่อนจะมีอีกสองคนตามเข้ามาเป็นเมษากับนรินทร์นั่นเองทั้งสองคนถือถุงพลาสติกของร้านสะดวกซื้อ เมื่อรวมกับกระป๋องน้ำอัดลมในมือของกวินทร์ที่ช่วยพยุงตัวมีนาอยู่ก็พอจะเดาได้ว่าทั้งสามคนไปหาเสบียงมาตุน

            เมษาพูดขึ้นว่า

            “กว่าจะเจอร้านที่ยังรอดมาจากวันนั้นได้ต้องเดินไปเกือบสิบโลแน่ะทั้งหมดนี่ก็เพราะเจ้าศรมันยิงไม่ยั้งมือกันเล้ย~”

            ดูเหมือนจะไม่ได้สังเกตว่าอิงศรฟื้นแล้ว

            คนที่รู้ตัวก่อนคือกวินทร์

            “อ๊ะ! พี่ศรฟื้นแล้ว

            “อ้าว จริงเดะ! เฮ้ยนรินทร์ตอนนี้กี่โมง

            เมษาพูด จากนั้นนรินทร์ก็เปิดหน้าจอระบบเพื่อดูเวลา

            “เที่ยงคืนกว่าๆ แล้ว

            “ตื่นตอนครบสิบสองวันจริงๆ ด้วยแม่นอย่างที่มีนาบอกเลยแฮะ

            คำพูดนั้นของเมษาทำให้รู้สึกเอะใจแปลกๆ

            อิงศรจึงเบี่ยงสายตาไปมองมีนา อยากจะถามว่าทำไมถึงรู้เวลาที่เขาจะตื่นแต่ความคิดนั้นก็ต้องหยุดชะงักไปเพราะว่า...

            “นี่เธอร้องไห้มางั้นเหรอ

            แสงจากหน้าต่างทำให้มองเห็นใบหน้าได้ชัดเจน ขอบตาของเด็กสาวคล้ำเล็กน้อยและมีคราบน้ำตาเปรอะอยู่ หรือนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่เธอไม่ยอมเข้ามาใกล้เพราะกลัวจะถูกเห็นน้ำตา

            “ไม่ใช่นะคะ นี่น่ะก็แค่อดหลับอดนอนเฝ้าไข้คุณอิงศรมาหลายวันก็เลยไปหยอดตามาน่ะค่ะ

            มีนาพูดแก้ตัวอย่างร้อนรนจนดูมีพิรุธ

            แต่อิงศรเลิกสนใจแล้วจึงพูดออกมาว่า

            “เออ ช่างเหอะ

            แล้วหันไปถามนรินทร์แทน

            “นรินทร์ช่วงที่ฉันสลบไปมันเกิดอะไรขึ้นน่ะเล่าให้ฟังที

            แต่มีนาก็พูดแทรกเข้ามา

            “ตอนนี้ไม่ได้ค่ะ คุณอิงศรเพิ่งจะฟื้นหยกๆ อย่าเพิ่งทำให้ตื่นเต้นมากเลยจะดีกว่าไว้หลังจากนี้ค่อยเล่าก็ได้...

            แต่ตอนนั้นเองก็มีเสียงดังขัดขึ้นมา

            “ซีลอร์ดเล่าให้ฟังหมดแล้วสินะ

            จากนั้นทุกคนก็หยุดพูดโดยอัตโนมัติ ต่างคนต่างก็มองหน้ากันเหมือนจะถามว่าเมื่อกี้ใครเป็นคนพูด

            “ตรงนี้ ข้าอยู่ตรงนี้

            สายตาของทุกคนจับจ้องไปยังจุดที่เสียงดังมาซึ่งก็คือสุนัข

            กวินทร์พูดว่า

            “เมื่อกี้หน้ากากพูดงั้นเหรอ

            “มันจะเป็นไปได้ไงเล่า

            เมษาพูดอย่างนั้นแต่ก็ทำหน้าอิหลักอิเหลื่อเสียเต็มประดา

            จากนั้นสุนัขก็พูดอีก

            “คุยกันด้วยรูปร่างแบบนี้คงเป็นอุปสรรค์เกินไปช่วยรอซักครู่หนึ่งนะ

            แล้วแสงก็ห้อมล้อมตัวของสุนัข รูปร่างเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

            ทุกคนได้แต่จ้องตาค้าง ต่างก็ตกใจจนไม่เป็นอันทำอะไร

            จนกระทั่งแสงสว่างที่ห้อมล้อมตัวสุนัขจางหายไป ก็ปรากฏร่างของเด็กผู้ชายก้มตัวยืนสี่เท้าอยู่

            เด็กชายลุกขึ้นยืนด้วยสองขา

            อายุราวสิบปีเห็นจะได้

            ร่างกายเปลือยเปล่า

            ผิวสีขาวผ่อง

            เรือนผมสีดำ

            ดวงตาสีเทาฉายประกายคมกริบ

            เหมือนกับเคยเห็นดวงตาแบบนั้นที่ไหนมาก่อน เป็นเมื่อเร็วๆ นี้เองซึ่งคนที่เขาเจออยู่เมื่อเร็วๆนี้ก็คือ ผู้ถูกลืมเลือน หรือ ซีลอร์ด




            จะว่าไปแล้วเด็กคนนี้....หมาตัวเมื่อกี้ ก็พูดชื่อของซีลอร์ดออกมา หรือว่าจะมีความเกี่ยวข้องกัน?

            อิงศรจ้องมองเด็กชายปริศนาแล้วครุ่นคิดอย่างหนัก พยายามเชื่อมต่อเด็กคนนี้กับผู้ถูกลืมเลือนแต่ก็หาจุดเชื่อมโยงไม่ได้เลย

            และแล้ว...

            คนอื่นก็เพิ่งจะรู้สึกตัว

            "หน้ากาก...กลายเป็นคนแล้ว"

            กวินทร์จ้องมองด้วยความตกตะลึงส่วนมีนาก็

            “ว้าย!

            กรีดร้องแล้วเอามือปิดตาพลางหันหน้าหลบเด็กชายปริศนา

            “อะไรของเธออีกเนี่ย

            เมษาทำท่าเหนื่อยหน่าย

            “ฉันเป็นผู้หญิงนะตาบ้ารีบหาอะไรให้สวมก่อนสิ

            มีนาพูดมาอย่างนั้นแล้วก็วิ่งออกทางประตูห้องไป

            “เร็วๆ ล่ะ

            เสียงของหล่อนดังมาจากข้างนอก คงกะจะหลบอยู่ตรงนั้นจนกว่าจะแต่งตัวให้เด็กชายปริศนาเสร็จ

            “ปุบปับมาพูดแบบนี้จะให้ไปหาเสื้อผ้ามาจากไหนกันเล่า

            เมษาพูดพลางมองหาสิ่งที่จะใช้แทนเครื่องแต่งกายได้

            “ถ้างั้นใช้เจ้านี่ไหมล่ะ

            นรินทร์พูดแล้วเดินไปที่มุมห้องซึ่งมีกองหนังสือพิมพ์เก่าวางอยู่ เขาหยิบมันขึ้นมาสะบัดฝุ่นออกแล้วเอามาพันบริเวณเอวของเด็กชายแทนเครื่องแต่งกายเพื่อแกขัดไปก่อน

            “เสร็จแล้วครับคุณมีนา

            นรินทร์พูด

            “เสร็จแล้วใช่ไหมคะ

            มีนายื่นหน้าผ่านประตูห้องเข้ามาดูลาดเลา เมื่อแน่ใจแล้วว่าของลับของเด็กชายถูกปกปิดหล่อนจึงกลับเข้ามาในห้อง

            “พี่ศรดูหูนี่สิครับ

            กวินทร์พูดแล้วจับที่ใบหูสีดำของเด็กชายซึ่งมีลักษณะเหมือนหูของสุนัข

            เมื่อลองมองดูดีๆ แล้วมีอีกหลายจุดที่บ่งบอกว่าเด็กชายปริศนาไม่ใช่มนุษย์ นอกจากใบหูของสุนัขแล้วก็มีชิ้นส่วนที่เหมือนกับโลหะติดอยู่ข้างใบแก้มด้วย

            มีนาทำท่าเหมือนจะพูดอะไรซักอย่าง

            "คือว่า..."

            "อะไรอีกเล่า"

            เมษาพูดรำคาญ

            "เปล่าก็แค่จะบอกว่าก่อนหน้านี้ตอนที่สู้กับบอสเสือขาวน่ะตอนนั้นคนที่ต้านการระเบิดตัวเองไว้ไม่ใช่ฉันหรอกนะแต่เป็นหน้ากากน่ะ"

            แล้วสิ่งที่มีนาพูดก็ทำให้เมษาฉุกคิดขึ้นมา

            “จริงสิ

            เมษาทุบมือตัวเอง

            “เสียงเมื่อกี้เหมือนเสียงของบอสในดันเจี้ยนกระจกเลยนะ

            จากนั้นกวินทร์ก็พูดเสริมเข้าไปอีกว่า

            “จะว่าไปตอนที่เราเจอหน้ากากก็ตอนออกจากดันเจี้ยนนั่นพอดีด้วยนะครับ

            “ตอนนั้นข้าเป็นคนพิสูจน์บาปของพวกเจ้าเองนั่นล่ะ

            เด็กชายปริศนาพูด

            คำพูดนั้นทำให้ท่าทีของทุกคนยกเว้นนรินทร์ที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเปลี่ยนไป

            มีนา เมษา และกวินทร์ต่างก้าวถอยไปข้างหลังกันคนละก้าวเป็นปฏิกิริยาตอบรับที่พร้อมเพรียงกันอย่างช่วยไม่ได้

            “นายคือไอ้ตาชั่งตอนนั้นเรอะ

            อิงศรถาม และตอนนี้เองเขาก็เตรียมตัวให้พร้อมที่จะกระโจนออกจากเตียงได้ทุกเมื่อหากว่ามีอะไรเกิดขึ้น

            เด็กชายตอบคำถามนั้นว่า

            “ข้าไม่ใช่ตาชั่งอย่างที่พวกเจ้าเรียกกัน ข้าคือโดโกบาร์เป็นผู้พิสูจน์แห่งสวนศักดิ์สิทธิ์

            แล้วหน้าจอแสดงชื่อกับแถบพลังชีวิตของเด็กชายก็ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะ

Dogobar Lv. 1

[100:100]

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #249 maruchan (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 15:31
    ตราชั่ง คือหนึ่งในเครื่องมือทำสวน?
    #249
    0