Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 53 : Login 51: เกมวันโลกาวินาศ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 864
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    21 พ.ย. 59

Login 51: เกมวันโลกาวินาศ

 

            เมื่อลืมตาตื่นทุกอย่างก็จะกลายเป็นเพียงความฝัน

            นี่คือเรื่องราวในความฝันของเด็กชาย

            ความสิ้นหวังในจิตใจได้สร้างโลกแห่งการล่มสลายขึ้นมา

            ความปรารถนาที่อยากจะได้รับความสำคัญตนจึงทำให้เขากลายเป็นตัวละครหลักที่โลดแล่นอยู่บนเนื้อเรื่องอันวิปลาส

            นี่คือความฝัน....

            "...ศร"

            มีเสียงเรียกดังแว่วมา

            "พี่ศร!"

            อิงศรลืมตาและพบว่าตนเองอยู่ในร่างเด็กอายุสิบสามเหมือนสมัยที่โลกยังไม่ล่มสลาย

            สถานที่ก็คือร้านสุกี้ที่ตั้งอยู่ข้างในห้างสรรพสินค้าที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กันตามลำพังเป็นเวลาหนึ่งปีในโลกที่ล่มสลาย

            ตัวเขานั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวสำหรับสองคนฝั่งด้านในติดกับผนังร้าน บนโต๊ะตรงหน้ามีหม้อไฟฟ้ากับชุดจานชามจัดวางเอาไว้และถัดไปอีกคือเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม เด็กชายที่อ่อนวัยกว่าซึ่งเป็นคนเรียกเขาให้ตื่นจากความฝันและกำลังทำหน้ามุ่ยก็คือมิ่งขวัญวัยสิบเอ็ดกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างกันซึ่งก็คือแม่ของพวกเขา

            "พี่ศรจะสั่งได้ยังอ่ะขวัญหิวแล้วนะ!"

            น้องชายพูด

            จากนั้นชายคนที่นั่งเก้าอี้ตัวเดียวกับอิงศรก็ยื่นกระดาษรายการอาหารให้

            "ดูเมนูรึยังล่ะศรสั่งอันนี้ไหมที่ลูกชอบน่ะ"

            พ่อนั่นเอง...

            ได้ยินเสียงฝนตกดังแว่วมา

            เสียงพูดคุยของลูกค้าคนอื่นที่อยู่กันคับคั่ง

            เสียงเพลงดังกระหึ่มจากเครื่องเสียงที่อยู่ข้างนอกร้าน

            อิงศรรับรู้ไปเรียบร้อยว่าเวลาในขณะนี้คือวันปีใหม่ที่โลกควรจะล่มสลาย

            หมายความว่าทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน...

            "ครับ"

            อิงศรพยักหน้าตอบแล้วพ่อก็หันไปสั่งพนักงานที่กำลังจดรายการอาหาร

            "ขอเต้าหู้ปลาอีกที่นะ"

            "ค่ะ"

            พนักงานหญิงจดรายการเพิ่มลงในเครื่องสั่งสินค้า

            หลังจากเวลาก็ผ่านไปอีกเล็กน้อย...

            อาหารก็ถูกเสิร์ฟลงบนโต๊ะ มิ่งขวัญลวกของสดอย่างสนุกสนานกับแม่ ส่วนพ่อก็หัวเราะกับท่าทางตะกละตะกลามนั้น

            อิงศรนั่งกินอยู่เงียบๆ เด็กชายยังรู้สึกแปลกอยู่นิดหน่อย ประสบการณ์โลกที่ล่มสลายมันยาวนานราวกับเป็นความจริง

            พ่อกับแม่เริ่มพูดคุยกันเองแล้วปล่อยให้มิ่งขวัญกับเขานั่งกินกันไปตามอัธยาศัย

            "คุณคะแล้วเรื่องงานเป็นยังไงบ้าง"

            "เพิ่งจะส่งผลทดสอบครั้งสุดท้ายไปนี่เองแต่ธุวดารกะเนี่ยเป็นลูกค้าที่จุกจิกที่สุดเลยล่ะ"

            "งั้นเดม่อนแอพก็พัฒนาเสร็จแล้วสินะคะ"

            "ก็ยังแค่แปดสิบเปอร์เซ็นต์แหละนะอาทิตย์หน้าคงเห็นผลจริงแล้วล่ะมั้ง"

            อิงศรหยุดตะเกียบในมือทันทีที่ได้ยินบทสนทนาของพ่อกับแม่

            'เดม่อนแอพ' เด็กชายมั่นใจว่าฟังไม่ผิดอย่างแน่นอน แต่มันก็น่าแปลกถ้าเรื่องที่โลกล่มสลายเป็นความฝันแล้วทำไมเขาถึงยังเข้าใจเรื่องของแอพพลิเคชั่นปีศาจอีกล่ะ?

            พ่อยังคงพูดกับแม่ต่อ

            "เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็จะมีเอเย่นต์จากอารย-สนธยาเข้ามาคุยอีกรู้สึกว่าโปรเจคเมอร์คาบาห์น่าจะเป็นจริงได้เร็วๆ นี้แล้วล่ะ"

            คราวนี้เป็น 'อารย-สนธยา'

            อิงศรที่เริ่มไม่มั่นใจว่าอะไรคือความเป็นจริงกันแน่ ก็เริ่มมองหาสิ่งบ่งบอกเวลา แต่ตัวเขาไม่มีนาฬิกาหรือโทรศัพท์มือถือ ภายในร้านก็ไม่มีปฏิทินเลย เพียงแต่...

            'จิงเกิลเบล จิงเกิลเบล จิงเกิลออนเดอะเวย์'

            มีเสียงเพลงดังแว่วมาจากข้างนอกร้าน เป็นทำนองเพลงฉลองวันคริส์ตมาส ถ้าอย่างนั้นนี่ก็ไม่ใช่วันปีใหม่ที่โลกล่มสลายแต่เป็นวันที่ 25 ธันวาคม ก่อนหน้าการล่มสลายหนึ่งอาทิตย์

            อิงศรนึกออกในที่สุด สถานการณ์ตอนนี้คือช่วงเวลาในอดีต

            เป็นวันที่ครอบครัวออกมากินข้าวข้างนอกในวันคริส์ตมาสซึ่งวันนั้นฝนก็ตกเหมือนกัน

            ถ้าอย่างนั้นนี่ก็คือความทรงจำของเขา...

            เมื่อพิจารณาจากคำพูดของพ่อที่ว่าจะเห็นผลในอาทิตย์หน้าบางทีอาจจะหมายถึงหนึ่งอาทิตย์หลังจากนี้ไป

            วันอาทิตย์หน้าจะมีข่าวออกมาว่ากองทัพของมนุษย์สามารถต่อต้านการรุกรานของมนุษย์ต่างดาวได้แล้วจากนั้นโลกก็จะล่มสลาย

            หมายความว่าพ่อกับแม่เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับ ธุวดารกะ แถมยังมี อารย-สนธยา เข้ามาร่วมวงด้วยอีก จากความทรงจำอิงศรจำได้ว่าพ่อของเขาเป็นเภสัชกรที่ทำงานให้โรงพยาบาลของ...

            แล้วเด็กหนุ่มก็รู้สึกตัว เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมตอนที่ได้ยินชื่อ อารย-สนธยา จากปากของพันโทข้าวหลามถึงได้รู้สึกประหลาด ความจริงมันเป็นความรู้สึกคุ้นเคยต่างหาก เพราะว่านั่นเป็นชื่อของโรงพยาบาลที่พ่อของเขาทำงานอยู่

            ‘โรงพยาบาลเอกชนในเครือ อารย-สนธยา

            ตอนนั้นเองแม่ก็หยิบตะเกียบที่ยังไม่ได้แกะจากซองขึ้นมาเคาะเพื่อให้ตะเกียบแทงทะลุซองถ้าหากเป็นตัวเขาในอดีตมันก็เป็นแค่การแกะตะเกียบออกจากซองเฉยๆ เพียงแต่อิงศรในตอนนี้คือทหารที่ได้รับการฝึกฝนมา ประสาทรับเสียงที่เฉียบคมและโดดเด่นเป็นที่สุดจับจังหวะเคาะตะเกียบของแม่ได้เป็นรหัสมอส

            'พูด' 'ข้างหน้า' 'ไม่ดี'

            หมายความว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรพูดต่อหน้าอย่างนั้นหรือ?

            พ่อเหมือนจะชะงักคำพูดไป แสดงว่ารู้สึกตัวจากรหัสมอสของแม่อย่างแน่นอน

            อิงศรไม่ได้มองพ่อกับแม่ตรงๆ อาศัยเหลือบสายตาเป็นพักเอาพลางขยับตะเกียบคีบของในหม้อมาเคี้ยวไปด้วยจะได้ไม่น่าสงสัย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจำเป็นรึเปล่าเพราะที่นี่น่าจะเป็นภายในความทรงจำถ้าอย่างนั้นถึงจะทำอะไรไปก็ไม่มีใครสังเกตอยู่แล้ว

            จากนั้นพ่อก็เริ่มเคาะนิ้วแล้วมองไปที่มิ่งขวัญซึ่งกำลังสำลักเพราะรีบซดน้ำซุปเกินไป

            "เอ้าๆ ค่อยๆ กินสิลูก"

            พูดจบรหัสมอสจากนิ้วก็หยุดลง จับใจความได้ว่า

            'ไม่เป็นไร' 'ยัง' 'ไม่รู้' 'ของที่' 'ส่งให้' 'คือ' 'สิ่งนี้'

            ต้องใช้เวลาในการตีความซักเล็กน้อยแต่อิงศรก็ถอดความได้ทั้งหมดเมื่อรวมการหันไปพูดกับมิ่งขวัญทันทีที่เริ่มส่งรหัสนั่นหมายความว่าพ่อกับแม่คิดจะส่งมิ่งขวัญให้กับอารย-สนธยา

            นี่มันบ้าชัดๆ.... อิงศรคิดว่าเผลอหลุดปากออกไปแต่ความจริงแล้วเสียงกลับไม่ดังอย่างที่คิด

            เขาพูดไม่ได้ อันที่จริงแล้วการขยับตัวก็เป็นไปเองไม่สามารถควบคุมได้เหมือนกัน

            สัมผัสอันคุ้นเคยทำให้เด็กชายรู้ตัวว่ากำลังขยับเหมือนกับที่ทำในวันนั้นกำลังแสดงบทบาทในอดีตเหมือนเดิมทุกประการเว้นแต่จิตสำนึกที่ยังควบคุมได้เป็นปกติ

            ความทรงจำดำเนินมาถึงแค่ตรงนี้...

            จากนั้นอิงศรก็ปรือตาขึ้น แล้วพบว่าที่ที่เขาอยู่เป็นสถานที่อันคุ้นเคย

            ท้องฟ้ายามราตรี อากาศเย็นเฉียบ ไร้ซึ่งกลิ่นอายของชีวิต

            ที่นี่รูนรูมนั่นเอง

            อิงศรนอนอยู่บนพื้นห้องสวมชุดเครื่องแบบพร้อมรบที่อยู่ในสภาพไม่เสียหาย เขาชันลำตัวท่อนบนขึ้น แล้วเริ่มสำรวจตัวเองและพบว่าบนท้องมีไพ่วางอยู่ใบหนึ่ง

            “นี่มัน...

            อิงศรหยิบไพ่นั่นขึ้นมา มันเป็นไพ่อาคานาร์แต่ภาพบนไพ่กลับเป็นสีขาวดำ เป็นรูปรถม้าที่กลับหัวลง เขามั่นใจว่าไม่ได้จับไพ่กลับด้านเพราะขอบของไพ่จะบอกตำแหน่งหันหัวของมัน ซึ่งเขาก็หันไพ่ถูกด้านแล้วแต่รูปในไพ่ก็ยังกลับหัว

            “ในที่สุดก็ตื่นซักทีนะมนุษย์ผู้ถูกฟันเฟืองเลือก

            มีเสียงของผู้ชายดังมา อิงศรหันไปแล้วก็พบกับเด็กหนุ่มผมสีขาวกำลังถือไพ่อาคานาร์อยู่ในมือเช่นกัน

            อิงศรพูดแล้วลุกขึ้นจากพื้น

            “ผู้ถูกลืมเลือน

            “แปลกแฮะปกติเธอไม่เคยเรียกผมว่าแบบนั้นเลยนี่

            จากนั้นผู้ถูกลืมเลือนก็โยนไพ่มา อิงศรรับเอาไว้แล้วดูภาพบนไพ่นั้น เป็นภาพน้ำจากแก้วสองใบกำลังถ่ายเทไปหาอีกใบและเหนือแก้วขึ้นไปมีนกพิราบกับวงแหวนเพลิง

            "อาคานาร์ลำดับที่สิบหก เดอะ เทมเพอแรนซ์ (The Temperance) เป็นไพ่หันหัวขึ้นที่ได้มาจากการช่วยชีวิตของเพื่อนเธอ มันมีความหมายว่าการเปลี่ยนแปลงพอจะเอะใจบ้างรึเปล่าล่ะ"

            อิงศรพยักหน้ารับ เขาเข้าใจว่าทำไมถึงเป็นไพ่ใบนี้ เพราะไพ่นี้ได้จากการช่วยกวินทร์ที่เกือบถูกสัตว์เทวะเสือขาวฆ่าตาย ในตอนนั้นสิ่งที่เขาแสดงออกมาเพื่อเปลี่ยนแปลงโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้ก็คือความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ดังนั้นถึงได้เป็นไพ่ใบนี้

            เด็กหนุ่มเข้าใจเรื่องทั้งหมดตอนที่ได้จับไพ่รวมไปถึงพลังซึ่งมันจะมอบให้กับเขาด้วย เหมือนถูกถ่ายเทวิธีใช้ลงในสมองโดยตรง หากมีไพ่ใบนี้ก็จะสามารถรวมร่างปีศาจที่มีอยู่ทำให้เกิดเป็นสายพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมได้

            “แล้วเจ้านี่ล่ะ

            อิงศรชูไพ่รูปรถม้าที่เก็บได้ในตอนแรก ถึงจะจับไพ่ใบนี้แต่ก็ไม่รู้สึกถึงอะไรหรือเข้าใจว่ามันใช้ทำอะไร ไม่เหมือนกับไพ่อีกใบ

            "นั่นคือเดอะ แชริออท ที่ก่อนหน้านี้เคยปรากฏออกมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็หายไปไงล่ะ"

            ผู้ถูกลืมเลือนตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเรื่องนั้นอิงศรจำได้เพราะเคยฟังจากปากของผู้ถูกลืมเลือนมาแล้ว

            "ไอ้นั่นน่ะรู้แล้วที่ถามหมายถึงว่าทำไมไพ่ใบนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ต่างหากคนที่ฉันช่วยเอาไว้ครั้งสุดท้ายมีแค่กวินทร์นี่ อีกอย่างเป็นไพ่กลับหัวด้วยถ้ามันเป็นแบบที่เคยพูดกันไว้แปลว่าไพ่ใบนี้ฉันช่วยใครซักคนไม่สำเร็จน่ะสิ"

            แล้วผู้ถูกลืมเลือนก็ชี้มาที่เขา

            "ถูกต้องมันเป็นอย่างนั้นแหละคนที่ช่วยไว้ไม่ได้ก็คือตัวเธอเอง"

            "ตัวฉันเอง? หมายความว่าไง"

            อิงศรไม่เข้าใจความหมายของคำพูดนั้น

            “การที่มาเจอนายที่นี่ก็หมายความว่าตัวฉันกำลังหมดสติอยู่ไม่ใช่เหรอแล้วตายนี่มัน...

            แต่ผู้ถูกลืมเลือนกลับส่ายหน้า

            “เปล่าเธอตายไปแล้วต่างหากเป็นการตายครั้งที่สอง

            “ครั้งที่สอง?”

            “อืม แต่ฟันเฟืองไม่ยอมให้เธอตาย หลังจากนั้นก็...

            ผู้ถูกลืมเลือนหยุดคำพูดลงแล้วหรี่ตามองอิงศร

            “ก็อะไร? พูดมาให้หมดเซ่

            “ผมว่าเธอดูเอาเองจะเข้าใจได้มากกว่านะ

            ผู้ถูกลืมเลือนพูดมาอย่างนั้นแล้วถอดเฮดโฟนออก บิดหูฟังออกข้างหนึ่งแล้วปล่อยให้มันลอยออกมาข้างหน้า

            “…”

            อิงศรจ้องไปที่หูฟังซึ่งต่อมามันก็เปลี่ยนไปด้วยกลไกอันแปลกประหลาดกลายเป็นโดรนที่มีรูปร่างคล้ายหัวของงู ดวงตาเปล่งแสงออกมาแล้วแสงนั่นก็ฉายเป็นภาพโฮโลแกรมกลางอากาศ

            ภาพที่ฉายคือเหตูการหลังจากที่เขาถูกไฟครอกในคืนที่ช่วยพิพัฒน์ไม่สำเร็จจากเมล์ตัวจับเวลาความตายฉบับแรก

            อิงศรได้รู้ว่าหญิงมนุษย์ต่างดาวที่เคยเจอกันตอนไปช่วยปลดปล่อย NPC ในวันแรกของการออกค่ายเป็นคนยิงเขาด้วยไฟจนตายอย่างที่คาดคิดเอาไว้

            "นั่นคือการตายครั้งแรก"

            ผู้ถูกลืมเลือนพูด

            ตัวของอิงศรที่อยู่ในภาพฉายหลังถูกไฟครอกแล้วแถบพลังชีวิตก็แสดงให้เห็นว่าเขาตายไปแล้วแต่หลังจากนั้นพลังชีวิตกลับฟื้นฟูขึ้นมาเองอย่างน่าอัศจรรย์ ไหนจะยังมีฟันเฟืองที่มีสีขาวซีดเหมือนกระดูกผุดงอกออกมาจากกลางหลังอีก แล้วภาพก็ตัดไป

            คราวนี้คือตอนที่เขาถูกไฟครอกขณะที่จะช่วยมิ่งขวัญ เจ้าของไฟที่สังหารเขาคือคนเดียวกับครั้งแรก

            "ส่วนนั่นก็เป็นครั้งที่สอง"

            พอผู้ถูกลืมเลือนพูดจบ อิงศรก็ได้เห็นสิ่งที่ตัวเองหลังจากฟื้นขึ้นมาทำลงไป เห็นความพินาศสิ้นที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนกระทั่งจบลงที่เขาถูกเพื่อนพ้องช่วยเอาไว้

            เด็กหนุ่มรู้สึกได้ว่ามีช่วงหนึ่งที่ก่อนหน้านี้เหมือนจะได้ยินเสียงฮาร์โมนิก้าแล้วก็นึกถึงพวกพ้องและครอบครัวขึ้นมา จากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีก

            ภาพโฮโลแกรมหยุดฉายลงทันทีที่หลังจากอิงศรออกมาจากตัวของม้า แล้วผู้ถูกลืมเลือนก็เก็บหูฟังที่ฉายภาพไปประกอบใส่เฮดโฟนดังเดิมก่อนจะสวมมันอีกครั้ง

            อิงศรถาม

            “นั่นมันอะไรกันน่ะ เจ้าม้านั่น

            แววตาของเด็กหนุ่มยังคงตกตะลึงอยู่

            "สิ่งที่เธอเรียกว่าม้าคงจะหมายถึงเครื่องทำสวนสินะ

            “เครื่องทำสวน?”

            อิงศรทำหน้าไม่เข้าใจความหมายของคำพูดนั้น

            "ก่อนหน้านี้ผมเคยบอกไว้ใช่ไหมเรื่องที่มนุษย์ไม่น่าจะเก็บอาคานาร์ไว้ในรูปลักษณ์เช่นนั้นได้เว้นแต่..."

            ผู้ถูกลืมเลือนจ้องมาที่ไพ่ในมือของอิงศร

            "ตอนนั้นผมบอกไปว่าเมื่อเวลามาถึงจะเล่าให้ฟังสินะแล้วตอนนี้ผมแน่ใจแล้วว่าเธอมีคุณสมบัติพอที่จะรู้เรื่องนี้ ดังนั้นผมจะเล่าให้ฟัง ข้อยกเว้นนั้นก็คือตัวตนที่ควบคุมความเป็นไปและกฎระเบียบของทุกสรรพสิ่ง ผู้ที่ทำให้เกิดการทดสอบที่พวกเธอเรียกมันว่าเกมโลกาวินาศตัวตนนั้นก็คือ..."

            อิงศรรู้สึกได้ว่าจากตรงนี้ไปจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

            อาคานาร์แห่งการเปลี่ยนแปลงได้มาอยู่ในกำมือราวกับเป็นคำเตือน

            การเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้การรับรู้ทุกอย่างพลิกผันไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

            จากนั้นผู้ถูกลืมเลือนก็พูดชื่อของตัวตนที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดออกมาอย่าง่ายดาย

            "...ผู้ที่ร่วมกันควบคุมกฎระเบียบของทุกสรรพสิ่ง โซลาริส และ ลูนาริส"

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #267 ดินสอยางลบ (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2561 / 12:01
    หึ่มมมมมมมม
    #267
    0