Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 50 : Login 48: JUDGEMENT DAY

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 969
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    12 พ.ย. 59

Login  48: JUDGEMENT DAY

 

            "ศร หยุดเถอะอย่าอาละวาดไปมากกว่านี้เลย"

            มิ่งขวัญตะโกนขณะแหงนหน้ามองวัตถุรูปร่างม้ากำลังจะย่างเท้า

            กีบเท้ายักษ์ที่บดขยี้ได้ทุกสิ่งกำลังจะเหยียบลงบนร่างของเด็กหนุ่มในวินาทีนั้นความผิดหวังได้ก่อตัวขึ้น

            ความผิดหวังต่อความหวังที่ว่าหากพี่ชายได้ยินเสียงตัวเองแล้วอาจจะยอมหยุดก็ได้แต่นั่นก็เป็นแค่การคิดไปเองข้างเดียว กีบเท้าไม่หยุดและกำลังจะบดขยี้เขาจนตาย

            แต่แบบนั้นอาจดีกว่าก็ได้...

            ถ้าต้องอยู่ในสภาพมนุษย์ต่างดาวแบบนี้สู้ถูกฆ่าตายด้วยน้ำมือของพี่ชายแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน

            เด็กหนุ่มเตรียมใจไว้อย่างนั้นแล้วก้มหน้ายอมรับชะตากรรม

            แต่ในวินาทีนั้นเอง...

            ก่อนหน้าที่กีบเท้าจะหล่นลงมา ลิเธียมได้เร่งความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้แล้วพุ่งออกไป ด้วยความเร็วเหนือราชครูทั้งหมดเขากลายเป็นลำแสง กลายเป็นดาวหางสีแดงและคว้าตัวมิ่งขวัญออกมาก่อนจะถูกเหยียบ

            กีบเท้าทุ่มลงบนพื้นถนนที่ว่างเปล่าแล้วสร้างแรงสะเทือนไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ แรงสะเทือนฉีกถนนเป็นชิ้นๆ

            ม้าที่ตระหนักว่าก้าวเท้าพลาดก็ได้เบี่ยงดวงตาที่เปล่งประกายแสงมฤตยูตามหลังทั้งสองคนไป

            แต่ทว่า...

            มีลำแสงพุ่งสวนมาจากอีกทาง จากอาคารสูงที่อยู่ไกลออกไปหลายสิบกิโลเมตร

           ยิงมาจากที่ห่างไกลขนาดนั้นแต่แรงพลังของการโจมตีก็ไม่ได้ตกลงเลย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ลำแสงจู่โจมคือตัวตนที่เหนือล้ำเกินจินตนาการ...

            ลำแสงสลายไปก่อนจะทันเข้าถึงตัวม้าด้วยซ้ำ แล้วดวงตาที่เปล่งแสงมฤตยูก็เบี่ยงไปยังทิศที่ลำแสงจู่โจมมา พลางยิงสวนกลับไป

            "โซเดียราโอ"

            ...

 

            บนดาดฟ้าของอาคารที่ลำแสงจู่โจมม้าพุ่งออกมา

            ราชครูลำดับสี่โพแทสเซียมยืนอยู่ที่นั่นพร้อมกับผู้ถูกลืมเลือน ทั้งสองเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของสนามรบมาซักพักหนึ่งแล้ว

            พอเห็นว่ามิ่งขวัญกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เป็นตายโพแทสเซียมก็ตัดสินใจเข้าช่วย ด้วยเหตุนั้นทำให้ตอนนี้ในมือถือคันศรขนาดใหญ่อันเป็นอาวุธประจำตัวและค้างอยู่ในท่าแผลงศร

            ทั้งที่ใช้ลูกศรที่ผ่านการเสริมพลังจากสกิลจนกลายเป็นลำแสงที่ใช้จู่โจมอย่างทรงพลังแต่กลับถูกทำให้สลายไปอย่างง่ายดาย

            "นั่นเป็นท่าที่ถล่มได้ทั้งตึกเลยนะเนี่ยเล่นหายไปง่ายๆ แบบนี้ก็น่าโมโหเหมือนกันน้า~"

            โพแทสเซียมพูดตัดพ้ออย่างสนุกสนานถึงน้ำเสียงจะเหมือนไม่ได้ใส่ใจแต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ชวนใจหายอยู่เหมือนกัน

            "อยู่ตรงนี้มันอันตรายนะถ้าผมเป็นเธอล่ะก็คงจะรีบหนีไปแล้ว"

            ผู้ถูกลืมเลือนพูดมาอย่างนั้นแล้วก็หายตัวไปทันที

            "เอ๋ๆๆ ทิ้งกันแบบนี้เลย..."

            แต่คำพูดของโพแทสเซียมก็หยุดชะงักไปเพราะลำแสงที่ม้ายิงสวนกลับได้พุ่งมาถึงแล้ว

            ....

 

            อาคารบ้านเรือนในบริเวณที่ลำแสงตัดผ่านรวมถึงที่อยู่ห่างออกไปก็อันตรธานหายวับภายในอึดใจเดียว

            เมืองถูกคว้านเป็นแอ่งลึกและกว้างมหาศาลอย่างไร้เหตุผลเพียงเพื่อตอบโต้ศัตรูที่ไม่รู้จำนวนแต่ถึงกับทำให้เมืองต้องพังพินาศย่อยยับพลังของม้าปริศนามากมายถึงขนาดนั้นจนน่าคิดว่า...

            มันดีแล้วใช่ไหมที่รอดชีวิตมาเห็นของแบบนี้เข้า

            ลิเธียมคิดอย่างหว้าวุ่นจนคิ้วขมวดเข้าหากัน

            หลังจากช่วยมิ่งขวัญแล้วเด็กหนุ่มก็หมดสติลงในอ้อมแขนของเขาแต่แบบนี้ก็ทำให้สะดวกขึ้นเยอะ

            ใบหน้าเจ็บแปลบเล็กน้อยและดูเหมือนจะมีเลือดไหลออกมาคงจะโดนเศษหินบาดเอาตอนที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงสุดเพราะอย่างนั้นเศษหินที่เข้ามาปะทะจึงยิ่งสร้างบาดแผลได้มากกว่าปกติและเพราะเหตุนั้นเหมือนกันทำให้แว่นกรอบหนาเลนส์สะท้อนแสงที่มักใส่อยู่เป็นประจำหลุดกระเด็นหายไปด้วย

            ปิ๊บๆๆ

            ตอนนั้นเองก็มีการติดต่อเข้ามา

            ลิเธียมยื่นนิ้วจากมือข้างที่ประคองลำคอของมิ่งขวัญออกไปเปิดหน้าจอสื่อสาร

            'เป็นไงบ้างซุงลี่'

            เสียงของคู่สายเป็นคนที่เขารออยู่ตลอดว่าจะออกตัวในสถานการณ์ที่เจ้าตัวสร้างขึ้นมาเองนี่เมื่อไหร่

            “ก็เกือบไปครับ ว่าแต่การโจมตีเมื่อกี้เป็นฝีมือของท่านลำดับที่สี่สินะครับ

            ‘ฮะๆๆ ใช่แล้วแต่เล่นเอาแย่เลยล่ะขนาดใช้สกิลดำดินหนีลงมาตั้งสิบเมตรแล้วแท้ๆ แต่ลำตัวท่อนล่างยังหายไปซะครึ่งหนึ่งแบบนี้ผมว่าพวกเธอรีบถอยออกมาดีกว่านะเพราะต่อให้ระดับอย่างพวกเราฝืนสู้ไปมีหวังได้โดนฆ่าเอาแน่ไม่สิโดนฆ่าไปแล้วคนหนึ่งนี่นะ

            อีกฝ่ายคงหมายถึงราครูลำดับที่ห้าโซเดียมที่เพิ่งถูกฆ่าไป

            “แล้วทิ้งสัตว์ประหลาดไว้อย่างนี้หรือครับ

            ‘ถ้าอยากตายจะอยู่ต่อก็ได้นะ แต่ก่อนหน้านั้นมาช่วยเอาผมออกไปจากหลุมก่อนได้รึเปล่าล่ะ

            "..."

            คำพูดทีเล่นทีจริงของอีกฝ่ายทำให้ลิเธียมตระหนักว่ามันเป็นคำสั่งให้ถอนตัวดังนั้นจึงไม่มีทางเลือก

            แต่โพแทสเซียมก็พูดมาว่า

            ‘พวกชาวโลกเขาเก่งเรื่องฆ่าสิ่งที่เก่งกว่าตัวเองอยู่แล้วเดี๋ยวก็คงหาทางทำอะไรได้เองนั่นแหละ

            ราวกับอ่านใจเขาออก

            “แล้วถ้าพวกเขาทำไม่ได้ขึ้นมาล่ะครับ

            ‘ถึงตอนนั้นจบสิ้นกันจริงๆ ล่ะมั้งแต่ถ้าเป็นท่านแฟรนเซียมก็อาจจะทำอะไรได้ก็ได้มั้ง

            “ท่านลำดับที่หนึ่งน่ะหรือครับ

            ‘ก็นะเขาเองก็เป็นผู้ถูกเลือกอยู่แล้วนี่แต่พักเรื่องคุยไว้ก่อนแล้วรีบถอยออกมาเถอะผมเลือดตกหัวจนเริ่มจะมึนแล้วนะเนี่ย

            “รับทราบจะไปเดี๋ยวนี้ครับ

            ลิเธียมพูดแล้วตัดสายจากนั้นจึงมองหารอบๆ จนพบกับกลุ่มของมนุษย์ต่างดาวที่แตกกระจายกันไปตอนที่ลำแสงของม้ายิงลงมากำลังกลับมารวมกลุ่มกัน และที่บริเวณท้ายกลุ่มเหมือนจะมีมนุษย์ต่างดาวชั้นครูเพศหญิงคอยสั่งการอยู่

            ไทเทเนียมนั่นเอง...

            ลิเธียมกระชับมือที่อุ้มมิ่งขวัญแล้ววิ่งลัดเลาะไปตามเส้นทางถนนที่พังยับเยินจนสามารถรวมกลุ่มกับพวกไทเทเนียมได้

            “ไทเทเนียมท่านลำดับที่สี่สั่งให้ถอนทัพ

            ลิเธียมพูด

            สาวต่างดาวหันกลับมาด้วยท่าทางตกใจ แต่เธอไม่ได้ตกใจเพราะเสียงของเขาแต่เป็นเพราะคำพูดที่บอกให้ 'ถอนทัพ'

            “หมายความว่าจะให้หนีไปตอนนี้น่ะหรือคะพวกมนุษย์มันยังสู้กันอยู่เลยจะเสียศักดิ์ศรีเอา...

            แต่ลิเธียมก็พูดขัดคำพูดของเธอ

            “มัวห่วงศักดิ์ศรีในเวลาเช่นนี้เสื่อมเสียยิ่งกว่าการหนีซะอีกพวกเราได้รับภารกิจให้มาพาตัวเด็กคนนี้กลับไปเท่านั้นไม่ใช่ให้ทำลายมนุษย์

            ถึงจะกลัวเสื่อมเสียแต่ในเมื่อเป็นคำสั่งไทเทเนียมจึงกัดฟันรับปาก

            “อึก...ค่ะ

            ดังนั้นมนุษย์ต่างดาวจึงล่าถอยในตอนนี้

            ...

 

            ขณะเดียวกัน...

            "มีนา.."

            มีเสียงเรียกมาอย่างนั้นแล้วมีนาก็ลืมตาตื่น

            ทันทีที่สติกลับคืนมาเด็กสาวก็ลุกพรวดพราดก่อนจะหยุดชะงักเพราะรู้สึกเจ็บแปลบที่บริเวณท้อง มีนาใช้มืออังบริเวณที่เจ็บรู้สึกเหนอะหนะตรงที่มือไปสัมผัสโดน พอก้มมองดูก็เห็นว่าเสื้อตรงท้องชุ่มไปด้วยคราบเลือดที่เพิ่งแห้งสนิท

            “ค่อยยังชั่วหน่อยเจ้านรินทร์มันรักษาให้แล้วแต่เห็นยังไม่ฟื้นเล่นเอาห่วงแทบแย่เลยนะเนี่ย

            เสียงที่ปลุกให้ฟื้นดังมาอีกมันเป็นเสียงของเมษานั่นเอง เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายกัน ใบหน้านั้นเปรอะไปด้วยเลือด ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าเพราะถอดชุดทิ้งไปตอนที่ใช้สกิลต่อสู้กับน้องชายของอิงศรก็เปรอะเลือดเช่นกัน เพราะอย่างนั้นถึงมองเห็นปากแผลหลายจุดที่เพิ่งปิดสนิทใต้คราบเลือดเหล่านั้น

            มีนายังคงสับสนเล็กน้อยพยายามเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับสถานการณ์ปัจจุบัน แล้วเธอก็นึกขึ้นมาได้ว่าตอนที่ม้ายิงลำแสงมฤตยูออกมากวาดล้าง ลำแสงได้ลากผ่านบริเวณที่เธอกับพวกพ้องยืนอยู่ไปแบบฉิวเฉียว จากนั้นพื้นถนนก็ฉีกออกจากกันและเกิดระเบิดรุนแรงเป่าทุกคนกระเด็นออกมาไกลหลายสิบเมตรและยังกระเด้งกระดอนต่อไปอีกนิดหน่อยก่อนจะหมดสติไปเพราะอาการบาดเจ็บ

            “แล้วคนอื่นล่ะ

            มีนาไม่เห็นใครนอกจากเมษา รอบตัวมีแต่ซากศพที่แถบพลังชีวิตกลายเป็นศูนย์กับซากกำแพงรั้ววิทยาลัยที่ถล่มลงมากองกันอยู่ใต้กระโปรง

            “ตรงโน้นไง

            เมษาชี้ข้ามไหล่เธอไป ทางด้านหลังนั่นเองกวินทร์กำลังโบกมือให้ส่วนนรินทร์ก็ใช้แอพพลิเคชั่นปีศาจเรียกแว่นตามาสวม

           ดูเหมือนจะอยู่ในขั้นตอนกำลังวิเคราะห์วัตถุรูปร่างม้าที่ออกมาจากอุกกาบาต

            มีนาหันไปในทิศทางเดียวกับนรินทร์ มองเห็นม้ากำลังเข้าใกล้มาเรื่อยๆ แล้วก็รู้สึกว่าแสงแดดแรงขึ้นเล็กน้อยทั้งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะนับจากตอนที่ข้ามประตูทิศใต้มาที่นี่ก็ปาเข้าไปห้าโมงเย็น ท้องฟ้าในตอนนั้นก็เริ่มครึ้มไปด้วยเมฆแล้วแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับเปิดโล่งแถมยังสะท้อนแสงเป็นสีทองราวกับช่วงเวลาแห่งรุ่งอรุณอย่างไรอย่างนั้น แค่เฉพาะตรงที่อนุภาคซึ่งปล่อยจากม้าแพร่ไปถึงเท่านั้น...

           ตรงบริเวณเส้นขอบฟ้าที่ไกลออกไปสุดลูกหูลูกตายังคงมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีดำสนิทบางทีข้างนอกรัศมีอนุภาคคงจะเป็นกลางคืนแล้ว

            เมษาถามนรินทร์ที่อยู่ข้างหลัง

            "เจ้านั่นมันเป็นตัวอะไรกันแน่"

            “ยังวิเคราะห์อยู่น่ะ

            นรินทร์ตอบโดยไม่ละสายตาจากแว่น

            ตอนนั้นเองก็มีเสียงฝีเท้าดังแว่วจากทางที่พวกเขากระเด็นมาตอนถูกม้ายิงลำแสง

            ในวินาทีต่อมาเจ้าของเสียงฝีเท้านับสิบร่างก็ปรากฏให้เห็นแต่ละร่างเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง พวกมนุษย์ต่างดาวนั่นเอง และกำลังมุ่งตรงมานี้

            ไม่มีเวลาให้เตรียมใจหรือพักกันเลยซักนิด...

            แล้วกวินทร์ เมษา นรินทร์ ก็...

            “หวาเพียบเลย

            “ทำไมต้องมากันตอนนี้ด้วยฟะ

            “ยังวิเคราะห์ไม่เสร็จเลยนะ

            มีนาพูด

            “ทุกคนเตรียมอาวุธค่ะใช้เดม่อนแอพไปเลยยังไงก็ต้องรอดให้...

            ไม่ทันขาดคำทัพมนุษย์ต่างดาวก็พากันกระโดดข้ามหัวพวกเขาไป เมินทิ้งไป ไม่หันกลับมามอง ไม่มีตนใดสนใจพวกเขาเลย

            “น..นี่มันยังไงกันน่ะ

            นรินทร์พูดขึ้นด้วยความสับสน

            “อย่ามาถามเลยใครจะไปรู้กันเล่า

            เมษาตอบพลางสลับกันมองหน้ามองหลังระแวดระวังตัวเองเต็มที่ว่าตอนไหนกันที่คมดาบของพวกมนุษย์ต่างดาวจะหันเข้าหา แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เกิดการปะทะ

           พวกมนุษย์ต่างดาววิ่งหนีกันไปไกลแล้วบางทีคงหนีจากเจ้าสัตว์ประหลาดยักษ์ที่ถล่มทุกสิ่งราบเป็นหน้ากลองนั่นเอง

            และแล้ว...

            ก็เหลือมนุษย์ต่างดาวอีกแค่สองตนกำลังวิ่งมาและยังอีกตนถูกแบกอยู่บนหลัง

            “พี่...

            กวินทร์พูดเพราะหนึ่งในสองตนที่กำลังตรงมาทางนี้คือไทเทเนียมและอีกตนคือลิเธียมที่แบกมิ่งขวัญไว้บนหลัง

            “นั่นมันเจ้าลิเธียมงั้นเหรอน่ะ

            เมษาพูด ตอนนี้ทุกคนต่างก็พากันกระชับอาวุธในมือไว้มั่นเพราะที่กำลังจะมาคือมนุษย์ต่างดาวชั้นราชครู อย่างไรก็ตามมนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นก็เหมือนไม่ได้สนใจจะต่อสู้ด้วย

            ไทเทเนียมกระโดดข้ามหัวพวกมีนาไป ต่อจากนั้นก็ลิเธียม

            แวบหนึ่งที่พวกเขาได้เห็นใบหน้าที่ไร้ซึ่งแว่นตากำบังของลิเธียมแล้วก็พากันตกตะลึงจนค้างไป

            “…”

            พวกลิเธียมวิ่งหนีไปไกลแล้ว

            “…”

            แต่ทุกคนก็ยังค้างอยู่แบบนั้น

            แล้วมีนาก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบงัน

            “ม...เมื่อกี้

            ส่วนกวินทร์ก็หันไปมองหน้าเมษาก่อนถึงพูด

            “เหมือนกันเลยนะครับกับพี่เมษา

            ใช่...มันเป็นอย่างนั้น ใบหน้าของลิเธียมที่มองเห็นไปแวบหนึ่งช่างละม้ายคล้ายกับเมษา คล้ายกันเอามากๆ จนเทียบกับมีนาแล้วยังเรียกได้ว่าเป็นฝาแฝดมากกว่าอีก

            “นี่มันยังไงกันแน่เนี่ย

            เมษาพูด

            แล้วทุกคนก็มีแต่คำถามวนเวียนไปมาแต่ยังไม่ทันได้คำตอบหรือข้อสรุปอะไร ผลการวิเคราะห์ของนรินทร์ก็เสร็จพอดี

            นรินทร์เริ่มรายงานผลการวิเคราะห์...

            “ชื่อดีเซมแมร์ เลเวลไม่ปรากฏ เผ่าพันธุ์ไม่ปรากฏ พลังชีวิตไม่ปรากฏแต่คาดว่าน่าจะมากกว่าหลักล้าน แล้วก็เหมือนจะมีเกจพลังของอะไรซักอย่างกำลังสะสมอยู่ด้วยอาจจะเป็นเกจท่าไม้ตายหรืออะไรทำนองนั้นล่ะมั้ง

            มีนาพูด

            “นี่มันแทบไม่รู้อะไรเลยไม่ใช่เหรอคะเนี่ย

            “อืม~ ยังไงดีล่ะจะว่าเสียก็ไม่น่าเป็นไปได้เพราะยังอ่านชื่อมาได้อยู่นี่นาบางทีเจ้านั่นอาจจะมีความสามารถป้องกันการวิเคราะห์ก็ได้มั้ง

            จากนั้นนรินทร์ก็หันไปทางกวินทร์

            “การติดต่อที่ฝากไว้เป็นยังไงบ้าง

            กวินทร์ส่ายหน้า

            “ติดต่อศูนย์บัญชาการไม่ได้เลยครับ

            เมษาพูดแทรกเข้ามา

            “คงเละไปแล้วมั้งก็โดนซะขนาดนั้นเลยนี่

            แต่นรินทร์ก็ปฏิเสธแล้วอธิบาย

            “ไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะแต่ติดต่อใครก็ไม่ได้เลยน่ะเมื่อกี้จะลองเรียกอิงศรดู แต่ก็ขึ้นว่าล้มเหลวแถมพอลองเรียกแค่ในกลุ่มพวกเราก็ยังล้มเหลวเหมือนกัน

            “คือว่าแค่สงสัยนะครับถ้าศูนย์บัญชาการพังไปแล้วจุดฮาบิแททพอยท์ก็จะคลายหมดทุกจุดรวมถึงพวกคนที่อพยพไปก่อนก็จะถูกสัตว์เทวะตามทางทำร้ายเอาใช่ไหมครับ

            กวินทร์ถามและทำให้หัวข้อสนทนาเปลี่ยนไป

            “ก็ใช่น่ะสิ

            เมษาเป็นคนตอบคำถามนั้น

            “ถ้างั้นพวกสัตว์เทวะเองก็น่าจะเกิดแถวๆ นี้ด้วยใช่ไหมครับแต่ว่าไม่เห็นมีซักตัวเลย

            คำพูดของกวินทร์ทำให้ฉุกคิดขึ้นมา

            “จะว่าไปมันก็จริงนะบางทีศูนย์บัญชาการอาจจะยังหลงเหลือส่วนควบคุมฮาบิแททพอยท์อยู่ก็ได้

            ที่นรินทร์พูดมานั้นดูจะเป็นไปได้มาก

            ทั้งที่เป็นอย่างนั้นแต่มีนากลับรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างน่าประหลาด

            ท้องฟ้ากลายเป็นรุ่งสางทั้งที่ตอนนี้เป็นเวลากลางคืน...

            การสื่อสารล้มเลว...

            “หรือจะเป็นเพราะอนุภาคพวกนี้คะ

            หล่อนพูดลอยๆ ไม่ได้มีหลักประกันอะไร แล้วทุกคนก็พาหันแหงนหน้ามองอนุภาคสีทองทอประกายระยิบระยับเต็มท้องฟ้าไปครู่หนึ่ง

            “…”

            ขณะเดียวกันม้าก็เดินข้ามแนวเกาะกลางถนนที่เหลือแต่ซากมา อีกไม่กี่ก้าวก็จะเข้าไปในวิทยาลัย แต่คงไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้วเพราะตอนนี้ค่ายก็เรียกได้ว่าถูกตีแตกไปเรียบร้อย ทันทีที่ศูนย์บัญชาการถูกทำลายจุดฮาบิแททพอยท์ทั้งหมดก็น่าจะถูกยกเลิกไป พวกคนที่อพยพไปคงจะโดนสัตว์เทวะเล่นงานในไม่ช้า ภารกิจของพวกเขาล้มเหลวโดยสิ้นเชิงหรือต่อให้เป็นอย่างที่นรินทร์บอกว่าส่วนควบคุมฮาบิแททพอยท์อาจจะยังทำงานอยู่ก็ตามแต่ลำพังแค่กำลังของพวกเขาสี่คนไม่มีทางหยุดสัตว์ประหลาดแห่งการทำลายล้างตัวนี้ได้แน่นอน

            แต่ก็ไม่มีที่ให้ถอยแล้วเหมือนกัน...

            "แบบนี้ก็มีแต่ต้องสู้เท่านั้นสินะคะ"

            มีนาพูด

           จากนั้น เมษา กวินทร์ และ นรินทร์ก็...

            "เออก็แบบนั้นแหละ"

            "ถ้าเป็นพวกเราจะเรียกพี่ศรกลับมาได้รึเปล่านะ"

            "ก็มีแต่ต้องทำแล้วล่ะ"

            จากนั้นมีนาก็พูด

            "อาจจะล้มเหลวก็ได้ค่ะเพราะตอนนี้คุณอิงศรกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่ฆ่าคนไปตั้งมากมายขนาดนี้แล้วนี่คะ"

            พลางผายมือข้างหนึ่งไปยังกองซากศพที่เกลื่อนอยู่บนพื้น

            แต่เมษากลับพูดแย้ง

            "ไม่ ยังไงคนอย่างหมอนั่นก็ไม่ฆ่าคนไร้เหตุผลแบบนี้หรอกพวกเราเองก็น่าจะรู้ดีที่สุดไม่ใช่รึไงเล่า"

            ก็เป็นไปตามที่ว่าพวกเขาที่นอนร่วมเต็นท์กับอิงศรในคืนวันออกค่ายวันแรกต่างก็รู้ดีว่าอิงศรรู้สึกผิดบาปกับการฆ่าศัตรูที่เป็นมนุษย์เหมือนกันนั่นหมายความว่าต่อให้มีเหตุผลที่ต้องฆ่าอิงศรก็ยังอยากจะเลี่ยงมันอยู่ดี

            ดังนั้นมีนาจึงพูด

            "ก็นั่นสิคะถ้างั้นเราก็มาสู้โดยที่เชื่อมั่นแบบนั้นกันเถอะค่ะ"

            ทุกคนพยักหน้าให้คำพูดนั้นแล้วจับอาวุธเตรียมต่อสู้อีกครั้ง

            ตอนนั้นเองเสียงตะโกนของพันโทข้าวหลามก็เรียกพวกเขาเอาไว้

            "เฮ้ พวกนายน่ะปลอดภัยกันใช่ไหม"

            ที่อีกฟากของถนนซึ่งพวกเขาสี่คนกระเด็นมาตอนแรก ทิศทางเดียวกับที่พวกมนุษย์ต่างดาวิ่งหนีมา ตอนนี้พันโทข้าวหลามและทหารอีกจำนวนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นพวกที่รอดจากลำแสงทำลายล้างนั่นกำลังวิ่งตรงมาทางพวกเขา

             และแล้ว...

            "วัชพืชมากมาย วัชพืชที่รุกล้ำสวนอันศักดิ์สิทธิ์จะต้องถอนรากถอนโคนให้สิ้น"

            เสียงของอิงศรก็ดังกึกก้อง อนุภาคสีทองเริ่มหลั่งไหลจากร่างของม้าแล้วยิ่งทวีเพิ่มพูนจนบรรยากาศในสนามรบกลายเป็นสีทอง

            "จงมารวมตัวกัน! เหล่าอัศวินแห่งจุดจบเอ๋ยโซเดียมิราจ! (Zodia Mirage)"

            เสียงของอิงศรคำรามแล้วร่างม้าก็อ้าปากคำรามด้วย

            คลื่นเสียงสร้างแรงกดดันพัดออกมาแล้วอนุภาคที่ล่องลอยอยู่รอบๆ ก็เริ่มจับตัวรวมกันแน่น กลายเป็นก้อนผลึกสีทองที่ต่อมาเปลี่ยนรูปร่างเป็นสัตว์เทวะมีศีรษะเป็นม้าลำตัวเป็นคนท่อนล่างเป็นม้า สวมใส่ชุดเกราะเหล็กกล้าตกแต่งด้วยลวดลายสีทองอย่างวิจิตรตระการตา

            แต่ละตัวก็ถือสิ่งของต่างกันออกไป

            ตัวที่ถือคันธนูเป็นม้าสีขาว

Heraldic Beast Deity: Apocalypse Horseman Albus Lv. 100

[/////99999:99999/////]

            ตัวที่ถือดาบขนาดใหญ่เป็นม้าสีแดง

Heraldic Beast Deity: Apocalypse Horseman Rufus Lv. 100

[/////99999:99999/////]

            ตัวที่ถือคันชั่งเป็นม้าสีดำ

Heraldic Beast Deity: Apocalypse Horseman Niger Lv. 100

[/////99999:99999/////]

            ตัวที่ถือเคียวเป็นม้าสีเขียวหม่น

Heraldic Beast Deity: Apocalypse Horseman Pallidus Lv. 100

[/////99999:99999/////]

 

            ทุกตัวเป็นขั้นจ่าฝูงสัตว์เทวะ จำนวนคร่าวๆ ไม่น่าจะน้อยกว่าหนึ่งร้อยแต่ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่เท่าช้างทำให้ดูราวกับเป็นกองทหารนับพัน

            เหล่าสัตว์เทวะที่ถูกเรียกว่าอัศวินแห่งจุดจบนั้นหลังจากปรากฏตัวขึ้นก็เริ่มทำลายมนุษย์ที่ยังเหลือรอด พลังของพวกมันมีเทียบเท่าหรืออาจจะมากกว่าสัตว์เทวะทั้งสี่ประตูที่เจอมาและด้วยจำนวนที่มีเหนือกว่ามากบวกกับประสิทธิภาพที่มากกว่าเป็นทุนเดิม เหล่าทหารแห่งเมตไตรยก็ต้องพบกับจุดจบ

            เนโครดราก้อน!”

            มีนาอัญเชิญมังกรกระดูกทั้งหมดที่มีออกมาและพยายามต้านไว้อย่างสุดกำลังแต่ก็ไม่เป็นผลเหล่ามังกรกระดูกพ่ายแพ้แก่อัศวินแห่งจุดจบอย่างง่ายดาย แล้วอัศวินแห่งจุดจบผู้ถือคันชั่งก็มายืนอยู่ต่อหน้า คันชั่งเหล็กเงื้อขึ้นแล้วฟาดลงมา

            มีนาใช้ด้ามของเคียวรับเอาไว้แต่แรงปะทะก็ผลักร่างของหล่อนกระเด็นไป ตรงจุดที่ล้มลงนั้นอัศวินแห่งจุดจบผู้ถือดาบก็เงื้อดาบรออยู่ก่อนแล้ว

            พี่มีนา!”

            กวินทร์แทรกตัวเข้ามาตรงกึ่งกลางระหว่างเธอกับสัตว์เทวะแล้วยกดาบต้านดาบของสัตว์เทวะเอาไว้

           ดาบปะทะกันเกิดเสียงสะท้อนของโลหะดังแกร๊ง แล้วเท้าของกวินทร์ก็จมพื้นลงไปประมาณสามเซนติเมตรมีเสียงกระดูกลั่นขึ้นมาเหมือนกับจะร้าวไปทั้งตัว

            อัก..

            กวินทร์ทรุดเข่าลงข้างหนึ่งแต่ยังพยายามดันดาบไว้ความตายจะมาถึงเมื่อไหร่ขึ้นกับเวลาเท่านั้น

            ดาบของสัตว์เทวะโน้นเข้าใกล้ทุกขณะ

            ตอนนั้นเอง...

            ขยี้มันซะนรสิงห์

            ก็มีเสียงของผู้ชายดังแว่วมาน้ำเสียงดุดันดูมีอำนาจและฟังคุ้นหูอยู่ไม่น้อย

            ภายหลังจากนั้นสัตว์เทวะที่ประดาบกับกวินทร์ก็ถูกกระชากแขนจนขาดกระเด็นทั้งสองข้างดาบจึงลอยเคว้งกลางอากาศก่อนจะหล่นลงบนพื้นจนเกิดเสียงดังโครมใหญ่    

 

Heraldic Beast Deity: Apocalypse Horseman Rufus Lv. 100

[/////99999:9999.....]

 

            พลังชีวิตของสัตว์เทวะลดลงไปกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมดแล้วเลือดก็พุ่งกระฉูดจากส่วนที่แขนขาดจนพื้นถนนเจิ่งนองไปด้วยเลือด สิ่งที่จู่โจมใส่สัตว์เทวะคือ อสูร

            อสูรรูปร่างคนแต่มีเศียรเป็นสิงโตในเทวะตำนานของอินเดียเป็นตัวตนที่เรียกกันว่าอวตารของเทพเจ้า และเจ้าของ อสูร ตนนี้ก็มีอยู่แค่คนเดียวนั่นคือ พลเอก สิงห์ ธุวดารกะ

            มีนาหันไปยังทิศที่เสียงของพี่ชายร่วมตระกูลดังมาและพบว่าทัพของสัตว์เทวะที่อยู่ในทิศนั้นต่างกระจายตัวออกเพราะถูกไล่ต้อนโดยกลุ่มของทหารที่มาใหม่ ที่ตรงกลางของกลุ่มนั่นเอง พลเอกสิงห์ผู้เป็นเจ้าของอสูร นรสิงห์ยืนอยู่

            สิงห์ประกาศว่า

            ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยถ่วงเวลาให้บัดนี้ขอประกาศว่าภารกิจอพยพได้เสร็จสิ้นลงไปแล้ว จากนี้จะขอเริ่มภารกิจหยุดยั้งอันโนน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #41 oDeeo (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 / 18:13
    ขอบคุณครับ
    #41
    0