Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 44 : Login 42: ผลลัพธ์ของการก้าวเดินไปข้างหน้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 876
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 50 ครั้ง
    15 ธ.ค. 59

Login 42: ผลลัพธ์ของการก้าวเดินไปข้างหน้า

 

            เจิดจ้า

            เจิดจ้า

            ขาวโพลนไปหมด

            ทิวทัศน์ที่มองเห็นเบื้องหน้าถูกย้อมด้วยสีขาวของแสงสว่างเจิดจ้าที่เปล่งออกมาจากซากร่างสัตว์เทวะ

            แสงสว่างกำลังคืบคลานออกเป็นวงกว้างและอีกไม่นานก็จะกลืนกินพวกเขาจนหมดสิ้น หากถูกแสงนั้นย้อมเข้าไปคงได้ตายทันทีนึกสภาพรอดชีวิตจากการระเบิดทำลายล้างนี้ไม่ออกเลย

            แต่นรินทร์ก็เคลื่อนไหว แม้ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ ถึงจะมอบสิทธิสั่งการให้กับอิงศรไปแล้วแต่เด็กหนุ่มก็ยังมีอำนาจสั่งการสนับสนุนอยู่

            “ป้องกันเอาไว้จะอะไรก็ได้ใช้ให้หมดไปเลย

            ด้วยคำสั่งนั้นเอง ทุกอย่างที่มีก็ถูกใช้ไปจนหมด

            ทั้งสกิลที่สร้างกำแพงดินหนาหลายชั้นขึ้นมาในพริบตา

            ทั้งกำแพงแสงที่ป้องกันแต่ด้านหน้าเท่านั้น

            คลื่นน้ำ ลำแสง ทุกอย่างที่สามารถยิงซัดออกไปได้ถูกใช้ไปจนหมด

            แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งการเคลื่อนตัวของแสงระเบิดแห่งการทำลายล้างลงได้ ไม่แม้แต่จะทำให้มันช้าลงด้วยซ้ำ

            แสงระเบิดเคลื่อนตัวมาถึงชั้นกำแพงดินกลืนมันเข้าไปในพริบตา ปะทะเข้ากับกำแพงแสงแล้วบดขยี้แตกกระจุยกระจายราวกับแผ่นกระจกบางๆ ไม่มีอะไรจะหยุดยั้งความวินาศนี้ได้อีกแล้ว

            “เนโครดราก้อน

            เสียงของผู้หญิงดังขึ้น มีนานั่นเอง

            หล่อนเงื้อเคียวเรียกมังกรกระดูกเท่าที่มีอยู่ออกมาทั้งหมด

            ไม่ว่าจะ สเตโกซอมบี้ เวโรซอมบี้แรพเตอร์ ไทรซอมบี้ท็อปส์

            "ช่วยคุ้มกันทีค่ะ"

            เด็กสาวสั่งการซากกระดูกเหล่านั้นให้ขึ้นไปเรียงแถวเป็นแนวป้องกันด่านสุดท้าย แล้วแสงระเบิดก็วิ่งมาถึงแนวป้องกันด่านสุดท้ายในวินาทีนั้นเลย

            แสงสว่างลอดผ่านช่องว่างกระดูกซี่โครงเข้ามาแยงตา

            ทุกคนพากันหลับตาหมดพวกทหารที่ยืนอยู่ด้านหลังบางคนเริ่มวิ่งหนี แต่มันเป็นการวิ่งที่ไร้ประโยชน์เพราะรัศมีของระเบิดน่าจะกว้างเป็นอย่างมาก กว้างจนหนีไม่พ้น

            มีนาเปิดเปลือกตาออกเล็กน้อยพยายามจะทำให้ตาชินกับแสงแล้วตรวจสอบสถานการณ์

            พวกมังกรกระดูกที่เธอเรียกมาถูกแสงกลืนหายไปหมดและกำลังคืบคลานเข้ามาทุกขณะ

            "จบสิ้นกันแล้ว"

            เด็กสาวพูดอย่างสิ้นหวัง สมองเริ่มย้อนภาพเหตุการณ์ในอดีตช่วงเวลาแห่งความสุกข์และความทุกข์เริ่มไหลย้อนกลับมาราวกับเป็นลางบอกเหตุ

            เรากำลังจะตาย จะต้องตายที่นี่แล้ว...

            ความคิดอันแสนสิ้นหวังผุดขึ้นในอก

            แต่แล้ว...

            "โฮ่ง"

            มีเสียงดังมาแบบนั้น แล้วแสงก็เบนทิศแยกออกเป็นสองทาง แสงวิ่งอ้อมกองร้อยของพวกเขาไปโดยไม่ได้กลืนกินใครซักคน

            "..."

            แสงระเบิดหายไปเหลือทิ้งไว้แค่ร่องรอยบนพื้นที่ถูกคว้านเป็นหลุมลึกกับซากถนนที่พังราบเป็นแถบ แล้วที่ใจกลางของหลุมนั่นเองร่างของเสือขาวซึ่งอยู่ในสภาพโปร่งแสงและกำลังจะสลายไปก็นอนอยู่ที่นั่น

            มีนาชักแผ่นยันต์ออกจากกระเป๋าแล้วโปรยมันออกไปพร้อมกับพึมพำร่ายคาถาเพื่อผนึกสัตว์เทวะให้กลายเป็นแอพพลิเคชั่นปีศาจ

            จากนั้นทุกคนรอบตัวเธอก็ลืมตาซึ่งการผนึกสัตว์เทวะก็เสร็จเรียบร้อยพอดี

            ซากร่างของสัตว์เทวะกลายเป็นก้อนสีตะกั่ว รูปทรงลูกบาศก์ถูกห่อทับด้วยกระดาษยันต์แล้วลอยเข้ามาอยู่ในมือหล่อน

            ทำให้ทุกคนเห็นเป็นเด็กสาวสามารถต้านรับการระเบิดนั่นได้แถมยังเย็นใจผนึกสัตว์เทวะได้อย่างสบายๆ

            เมษาเดินเข้ามาตบหลังดังป้าบ

            "แจ๋วนี่หว่ามีนาจัดการสบายๆ เลยนะเฮ้ย"

            ส่วนกวินทร์ก็..

            "ถ้าไม่ได้พี่มีนาเนี่ยสงสัยพวกเราได้ไปโลกหน้ากันยกก๊วนแหง"

            แล้วเสียงชมเชยก็ยังดังมาจากคนอื่น

            เด็กสาวได้แต่ยิ้มรับโดยที่พูดออกไปไม่ได้ว่าในช่วงเวลาที่แสงเกือบจะกลืนกินกองร้อยมีแต่เธอเท่านั้นที่มองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น

            มองเห็น'หน้ากาก' เจ้าสุนัขที่พวกเธอเก็บมาด้วยระหว่างออกค่ายเก็บเลเวลนั้นเดินมาขวางกลางระหว่างแสงกับพวกเธอแล้วทำให้ระเบิดแยกออกเป็นสองทางอย่างปาฏิหาริย์ก่อนจะหายตัวไป

            ตอนนั้นเอง อิงศรก็...

            "แบบนี้คิดถูกแล้วสินะที่เสี่ยงช่วยเธอมาเนี่ย"

            น่าจะพูดสิ่งที่เรียกว่าคำชมออกมาแต่ก็อยากให้มันนุ่มนวลกว่านี้อีกซักหน่อยแต่พวกเด็กผู้ชายวัยนี้ก็มักจะชอบพูดหยาบโลนกันอยู่แล้ว

            เอาเถอะได้เท่านี้ก็พอ... เด็กสาวคิดเช่นนั้น

 

            อิงศรมองไปยังพื้นที่ถูกคว้านเป็นหลุม ที่นั่นว่างเปล่าไม่มีสัตว์เทวะอีกแล้ว แต่กลับยังมีสิ่งที่คลางแคลงใจเขาเป็นอย่างมากอยู่

            เมล์ตัวจับเวลาตายในครั้งนี้แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลยเพราะถึงเขาไม่เข้าไปช่วยกวินทร์ ก่อนที่เสือจะโจมตีนรินทร์ก็จะแช่แข็งมันอยู่ดีแล้วถึงกวินทร์จะโดนไปด้วยก็ไม่เป็นไร เมษาจะตามมาจัดการต่อจากนั้นเอง พอคิดๆ ดูแล้วการเคลื่อนไหวของเขาไม่มีความสำคัญอะไรเลยยังไงเหตุการณ์ก็จะไม่เป็นไปตามเมล์

            "ว่าแต่เมษาชาร์จวอยด์บลาสเร็วมากเลยนะแถมดูจากแรงแล้วน่าจะใช้เลเวลสูงสุดเลยใช่ไหมเนี่ยทำได้ไงน่ะ"

            เสียงของนรินทร์กำลังถามเด็กหนุ่มผมแดง

            "อ๋อไอ้นั่นน่ะที่จริงชั้นชาร์จรอตั้งแต่ตอนที่เจ้าศรมันวิ่งออกไปแล้วล่ะ"

            แล้วเมษาก็หันเหสายตามาทางนี้

            "เพราะเชื่อว่าไอ้บ้าอย่างนายไม่ตายง่ายๆ อยู่แล้วแต่หลังจากนั้นมันต้องมีคนปิดฉากเท่ๆ ซักคนใช่ไหมล่ะ"

             แล้วพูดพลางชี้เข้าตัวเองเหมือนจะบอกกันกลายๆ ว่า 'ชั้นเก่งใช่ไหมล่ะ'

            "ทั้งที่เมื่อกี้ยังพูดเองว่าไม่นีกว่ามันจะตายอยู่เลยไม่ใช่เรอะ"

            พออิงศรพูดแบบนั้น เมษาก็หัวเราะ ส่วนนรินทร์

            "ก็เคยคิดนะว่าอิงศรเนี่ยชอบบุ่มบ่ามอยู่เรื่อยแต่เพราะความบุ่มบ่ามนั่นแหละทำให้ผมกล้าเสียงกับฟิมบูลวินเทอร์เหมือนกันเห็นทีจะต้องมองใหม่แล้วล่ะ"

            ก็พูดด้วยใบหน้าปลาบปลื้มเล็กน้อยที่ไม่ค่อยเข้าใจนัก

            "เรื่องอะไร?"

            "ก็นะเพราะเมื่อกี้อิงศรก้าวนำออกไปก่อนผมถึงได้กล้าใช้ฟิมบูลวินเทอร์เหมือนกับเมษาที่เตรียมวอยด์บลาสนั่นแหละ เพราะนายมักจะก้าวนำหน้าให้เสมอพวกเราถึงได้ก้าวตามและทำได้ทุกอย่างยังไงล่ะถ้าไม่ใช่เพราะว่ามีความเชื่อใจที่แน่นแฟ้นกันล่ะก็สถานการณ์เมื่อกี้คงได้มีคนตายแล้วล่ะ"

            พอฟังสิ่งที่นรินทร์พูดมาก็ทำให้ได้ข้อสรุปเรื่องของเมล์มาอย่างหนึ่ง

            ไม่ใช่ว่าครั้งนี้ตัวเขาไม่ได้ทำอะไรเลยแต่ทำไปแล้วต่างหาก

            ถ้าเขาไม่ก้าวเท้าออกไปตอนนั้นบางทีคำทำนายของเมล์อาจจะเป็นจริงก็ได้

            นี่คือการก้าวไปข้างหน้า...

            นับจากวันที่เขาตัดสินใจว่าจะก้าวข้ามอดีตของตัวเองแล้วเดินต่อไปข้างหน้า นี่คือผลลัพธ์อย่างนั้นสินะ?

            "คือว่า"

            เสียงของกวินทร์ดังมา

            "มีใครเห็นหน้ากากไหมครับ"

            รุ่นน้องถามโดยที่ยังหันไปหันมาเหมือนกำลังมองหา

            เมษาพูด

            "หมาตัวนั้นน่ะจะว่าไปก็ไม่เห็นมาซักพักแล้วนะ"

            พอเห็นว่าทุกคนกำลังจะเปิดประเด็นเรื่องนี้กันมีนาก็ตั้งใจจะเล่าสิ่งที่เธอเห็นมา แต่แล้ว...

            "เรื่องนั้น.."

            แต่อิงศรกลับชิงตัดหน้าเสียก่อน

            "คงหนีไปแล้วมั้งก็ไม่เห็นตั้งแต่ตอนที่เริ่มสู้กับเสือเลยนี่คงกลัวก็เลยหนีไป"

            เมษารับคำพูดนั้นอย่างง่ายดาย

            "งั้นเหรอ"

            "คงอย่างนั้นแหละครับแต่เสียดายจังรู้งี้น่าจะเล่นกับมันอีกซักหน่อยหน้ากากมันฉลาดมากเลยล่ะครับ"

            กวินทร์พูดเหมือนเสียดายแต่ก็ยอมรับกันง่ายๆ ว่าเจ้าสุนัขคงหนีไปแล้ว

            "..."

            จากนั้นอิงศรก็สังเกตเห็นว่ามีนาทำท่าเหมือนจะพูดอะไรซักอย่างจึงถามออกไป

            "มีอะไรจะพูดรึเปล่าเห็นอ้ำๆ อึ้งๆ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว"

            เด็กสาวถูกถามกะทันหันพอสายตาของสี่หนุ่มจับจ้องมาก็รู้สึกกดดันจนพูดไม่ออก ตัวเธอเองยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าฝันไปรึเปล่า หรือบางทีภาพของสุนัขในตอนนั้นอาจจะแค่ตาฝาดไปก็ได้

            "นี่"

            เสียงของอิงศรเร่งมา

            จะต้องพูดอะไรซักอย่างแต่ว่าอะไรดีล่ะ...

            "เอ่อ...คือว่า"

            มีนาเบี่ยงสายตาไปทางอื่นพยายามนึกหัวข้อที่จะพูด

            สายตาเบี่ยงไปแล้วก็เบี่ยงมาจนกระทั่งสังเกตุเห็นหน้าจอเมล์ของอิงศรเปืดค้างอยู่

            ไอ้นี่แหละ!

            "อ๊ะๆๆ จะว่าไปแล้วก่อนที่คุณอิงศรจะวิ่งออกไปช่วยคุณกวินทร์เห็นเปิดหน้าต่างเมล์ขึ้นมาดูด้วยนี่คะเมล์อะไรเอ่ย"

            หล่อนพูดเจื้อยแจ้วแล้วก็ถือวิสาสะบุกรุกหน้าจอเมล์ของอิงศร

            "อะ...เฮ้ยอย่า!"

            เด็กหนุ่มคิดจะห้ามเพราะว่าหน้าจอเมล์ตัวจับเวลาตายนั้นเปิดค้างเอาไว้แต่สายเกินไปนิ้วซุกซนของมีนาแตะลงไปบนตัวเลขจับเวลาที่ตอนนี้กลายเป็นศูนย์ไปแล้ว

            หน้าต่างใหม่เปิดขึ้นเองต่อหน้าทุกคน

            และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือภาพใบหน้ายามสิ้นชีพของกวินทร์ได้เปิดเผยแก่สายตาของพวกพ้องเป็นครั้งแรก

            ภาพของกวินทร์ที่กลายเป็นก้อนเนื้อเพราะถูกปืนของเสือขาวยิงระยะเผาขนจนร่างกายแหลกเหลวถ่ายทอดลงบนสายตาของมีนา นรินทร์ เมษา และกวินทร์

            "..."

            แล้วภาพก็เริ่มเลือนลางจางหายจนเหลือแต่หน้าจอสีขาว

            ในระหว่างนั้นมีแค่กลุ่มของพวกเขาที่ยืนสุมหัวกันพูดคุยอยู่

            ส่วนคนอื่นๆ กำลังฟื้นฟูพลังเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่ประตูทิศตะวันตกซึ่งเป็นประตูถัดไปจึงไม่มีใครสังเกตเห็นภาพนั้นอีก

            "..."

            กลุ่มของพวกเขานิ่งเงียบไปพักหนึ่ง

            จากนั้นมีนาก็ยิ้มเจื่อนแล้วพูด

            "เอ่อเมื่อกี้มัน"

            กวินทร์ที่เห็นภาพตัวเองตายก็มีสีหน้าซีดเซียวลงไป

            "ไม่ใช่ว่านั่นคือผมนะ"

            อิงศรเอื้อมมือไปเพื่อนะปิดหน้าต่างแต่ก็ถูกเมษาคว้าแขนเอาไว้

            "ไม่คิดจะอธิบายหน่อยเรอะ"

            แล้วพูดเหมือนข่มขู่ ส่วน นรินทร์ก็...

            กระแอ่มไอออกมา

            "จากที่เห็นเมื่อครู่จะมีตัวเลขเหมือนกับเวลาตั้งไว้ที่ศูนย์นาฬิกาต่อมาก็มีภาพสยองของกวินทร์มีอะไรจะแก้ตัวไหมอิงศร"

            แล้วทำท่าพูดเหมือนเป็นเจ้าหน้าที่สอบสวน

            พอโดนถามด้วยท่าทีประหลาดๆ อิงศรก็เบ้หน้า

            "เรื่องอะไร"

            อิงศรถามอย่างจริงจังเพราะไม่เข้าใจสถานการณ์ถึงจะลองเรียบเรียงใหม่หลายครั้งในหัวจนสมองแทบระเบิดแล้วก็ยังทำความเข้าใจกับท่าทีของพวกพ้องที่ดูแปลกไปหลังจากเห็นเมล์ไม่ได้

            นรินทร์ถอนหายใจยาวก่อนจะทำสายตาจริงจังจ้องตอบกลับมา

            "ผมรู้ว่าอิงศรเครียดแต่ว่าถ้ามีอะไรก็ระบายออกมาเถอะถึงขั้นเก็บเอาไปทำรูปสยองๆแบบนี้กวินทร์เขาน่าสงสารออก"

            เมษาเองก็พูดเอออ่อตาม

            "ใช่ๆ ถ้าเครียดแล้วเอาไปเก็บคนเดียวมันจะยิ่งเครียด"

            รวมถึงมีนาเองก็...

            "ใช่แล้วค่ะดูสิคุณกวินทร์ร้องไห้งอแงใหญ่แล้ว"

            พูดพลางดึงตัวกวินทร์มากอดปลอบทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้กำลังร้องไห้อย่างที่ว่าแต่มีสีหน้างวยงงอยู่มากกว่า

            "เอ่อคือผมไม่ได้ร้องนะ"

            เจ้าตัวพูดออกมาเองเลยด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามตอนนี้อิงศรพอจะเข้าใจสถานการณ์แล้ว

            สรุปก็คือ...

            "นี่พวกนายกำลังจะบอกว่าชั้นเครียดจัดก็เลยทำไอ้รูปเมื่อกี้ขึ้นมาระบายหรือไง"

            ทั้งสามพยักหน้าตอบ

            "ไม่ใช่ว้อย!!"

            อิงศรตะหวาด เสียงของเขาเรียกสายตามารวมกันเป็นที่เดียว

            กลายเป็นสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปซะแล้ว

            "..."

            พวกเขาพากันเงียบเพื่อรอให้สายตาที่จับจ้องมาเลิกราไปเองแล้วก็ทำสำเร็จ ไม่นานนักทุกคนก็ละสายตากลับไปทำงานของตนต่อ

            "เฮ้อ---"

            แล้วพากันถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก

            "ตกลงว่าไม่ใช่เหรอคะ"

            มีนาพูด

            “ก็ไม่ใช่น่ะสิ

            อิงศรตอบชัดถ้อยชัดคำ จากนั้นบรรยากาศกดดันภายในกลุ่มก็เหมือนจะเบาบางลง

            "เล่นเอาตกใจหมด"

            เมษาพูด

            "นั้นมันคำพูดของทางนี้ต่างหาก"

            อิงศรพูดแล้วนิ่วหน้าขมวดคิ้วกับความคิดของพวกพ้องที่ตีความเขาเป็นไอ้โรคจิตที่มีรสนิยมแต่งภาพสยองคนใกล้ตัวเพื่อระบายความเครียดซึ่งก็ไม่รู้ว่าอะไรทำให้ความคิดนำพาไปแบบนั้นได้ อย่างไรก็ตามเรื่องที่คิดว่าจะหาทางบ่ายเบี่ยงไม่พูดถึงเมล์ตัวจับเวลาตายก็เหมือนจะไม่จำเป็นแล้วเพราะดันมีคนยุ่งยากมาเห็นมันเข้า

            "งั้นถ้าไม่ใช่อย่างที่บอกไปก็ช่วยอธิบายมาทีสิว่ารูปนั่นมันคืออะไรบางทีคงจะเกี่ยวกับเดม่อนแอพที่อยู่ๆก็เอาออกมาใช้นั่นด้วยใช่ไหม"

            นรินทร์เปิดประเด็นคำถามอย่างตรงไปตรงมาแถมยังคาดเดาได้ถูกต้องสมกับที่เป็นตัวยุ่งยาก หมอนี่ไม่ใช่คนที่จะโกหกกันได้ง่ายๆ

            งั้นพูดไปเลยจะไม่ดีกว่าหรือ?

            เพราะถึงยังไงก็ไม่มีความจำเป็นต้องปกปิด มิหนำซ้ำความเป็นจริงของเรื่องนี้ก็ยังฟังดูเลอะเลือนเกินจะเชื่ออยู่แล้วด้วยบางทีถึงพูดไปคงไม่มีใครเชื่อ

            "ก็ได้ชั้นจะเล่าแต่ว่าพวกนายต้องไม่เชื่อแหง"

            แล้วอิงศรก็เริ่มเล่าทุกอย่าง ทั้งเรื่องของเมล์ตัวจับเวลาตายทำงานอย่างไร ใครเป็นคนส่งมันมา เรื่องของผู้ถูกลืมเลือนเท่าที่พอจะรู้ แล้วก็เรื่องของไพ่อาคานาร์ที่ทำให้แอพพลิเคขั่นปีศาจมีอนุภาพมากขึ้นหรือได้รับแอพฯตัวใหม่

            สีหน้าของทุกคนหลังจากฟังเรื่องที่เขาเล่าจบนั้นเป็นไปตามที่คาดเอาไว้ไม่มีผิด

            ทุกคนทำสายตาเหมือนกับมองคนสติไม่ดีอยู่จนน่าโมโห

            "..."

            แม้แต่อิงศรเองก็ยังทนไม่ไหว

            "พวกนายไม่เขื่อใช่ไหมเนี่ย"

            เมษาเริ่มพูด

            "ไม่ใช่ไม่เชื่อแต่พวกเราคิดว่านายถ้าจะบ้าแล้วล่ะ"

            จากนั้นกวินทร์ก็พูดเสริมเข้ามา

            "นั่นสิพี่ศรเรื่องมันฟังยังกะนิทานหลอกเด็กเลยล่ะครับ"

            ส่วนนรินทร์ก็ยิ้ม หรือต้องเรียกว่าฝืนยิ้มมากกว่าเพราะสีหน้าแค่ดูก็รู้เลยว่ากำลังลังเลอยู่

            "ดูเหมือนอิงศรเองก็มีเรื่องที่บอกไม่ได้แม้กับคนที่เชื่อใจสินะงั้นพวกเราจะไม่เซ้าซี้แล้วล่ะ"

            สรุปก็คือไม่มีใครเชื่อเลย ถึงจะเล่าความจริงไปแต่ก็ไม่มีใครเชื่อ ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจกับความเป็นไปในรูปแบบนี้ดี

            แล้วในระหว่างที่ลังเลกับความรู้สึกอยู่นั่นเองมีนาก็...

            แต่ฉันเชื่อนะคะ

            พูดมาอย่างนั้นด้วยใบหน้าจริงจังแบบไม่รู้สาเหตุว่าทำไมเธอถึงกล้ากล่าวอย่างหนักแน่นถึงเพียงนี้

            พูดแบบนั้นมันจะดีเร้อ~”

            เมษาพูดแย้ง แต่ยังไม่ทันที่มีนาหรือใครจะตอบโต้คำพูดนั้น นรินทร์ก็กล่าวขัดขึ้นมา

            เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะกองบัญชาการแจ้งมาว่าสัตว์เทวะที่ประตูตะวันตกมันย้ายไปที่ประตูทิศเหนือแล้วล่ะ

            ถ้างั้นพวกพันโทข้าวหลามก็ทำพลาดเหรอคะ

            มีนาถาม

            ทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าประตูทิศเหนือนั้นพันโทข้าวหลามเป็นผู้รับผิดชอบและเขาก็เป็นชายที่แข็งแกร่งขนาดไหนแต่กลับทำแผนการผิดพลาดเรื่องนี้จะต้องมีสาเหตุอย่างแน่นอนและคงจะเป็นเรื่องร้ายแรง

            แล้วนรินทร์เริ่มอธิบาย

            เปล่าหรอกเห็นว่าทางนั้นมีมนุษย์ต่างดาวบุกมาตนหนึ่งน่ะเลยควบคุมสถานการณ์ไม่ได้

            ทันทีที่ได้ยินว่า มนุษย์ต่างดาว พวกเขาก็แสดงสีหน้าตื่นตระหนก

            กวินทร์ถามว่า ตนเดียวเหรอครับ เหมือนจะย้ำให้แน่ใจ

            นรินทร์พยักหน้าตอบคำพูดนั้น

            อืม

            ไอ้เอเลี่ยนนั่นคิดอะไรของมันถึงได้บุกเดี่ยวมาเวลาแบบนี้เนี่ย

            เมษากึ่งพูดกึ่งบ่นอย่างน่ารำคาญ

            นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่จะมัวทำใจเย็นได้อีกแล้วถ้าหากว่ามนุษย์ต่างดาวบุกมาก็แปลว่ามันกำลังหมายหัวค่ายแห่งนี้อยู่บางทีอาจจะเป็นการแก้แค้นเพราะทีมของเขาเข้าไปพัวพันและขัดขวางพวกมันถึงสองครั้งด้วยกันทั้งตอนที่ห้องคิงถูกจู่โจม ไหนจะตอนที่บุกทำลายรังตัวประกันในวันออกค่ายเก็บเลเวลวันแรกนั่นก็ด้วย การที่มนุษย์ต่างดาวจะเล็งเป้าใหญ่อย่างสงครามเรดบอสครั้งนี้ไว้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด

            แล้วเขาว่าไงกองบัญชาการน่ะ

            เขาที่อิงศรว่าก็คือสิงห์ คนอย่างหมอนั่นไม่มีทางปล่อยให้เกิดเรื่องอย่างแผนผิดพลาดไว้แล้วปล่อยเลยตามเลยอย่างแน่นอน แต่คำตอบจากนรินทร์นั้นกลับ...

            บอกให้พวกเราที่เลเวลหกสิบแยกไปเสริมทัพฝั่งโน้นก่อนแล้วให้คนที่เหลือไปสมทบกับกองกำลังที่ประตูตะวันตกน่ะเห็นว่าทางนั้นขาดคนช่วยฟื้นฟูแล้วจะให้ยกทัพตามไปทีหลัง

            ดูไม่ค่อยสมเป็นคำสั่งที่สิงห์จะสั่งมาเลย

            หมายความว่าพวกเราต้องไปเป็นแนวหน้าที่ประตูทิศเหนือสินะแล้วจะให้แยกไปยังไง จะไปประตูทิศเหนือมันก็ต้องอ้อมไปอยู่ดีไม่ใช่เหรอ

            แบบนั้นมันเสียเวลาน่ะเดี๋ยวเขาจะปลดสนามพลังที่ประตูให้พวกเราวิ่งตัดค่ายไปเลย

            “…”

            ตกลงว่านี่จะรบกันตามแบบแผนเลยสินะ ส่งกลุ่มที่มีฝีมือไปยันรอยรั่วไว้ก่อนแล้วค่อยเสริมอุดเข้าไปหลังจากรวบรวมกองทัพได้เป็นไปตามตำราแบบเรียนที่เคยผ่านตามาช่วงที่เขาเป็นทหารฝึกหัดไม่มีผิด

            ทุกคนมองมาที่เด็กหนุ่มต่างก็รอให้เขาเอ่ยปากสั่งการทั้งที่คำสั่งจากกองบัญชาการกเป็นที่ชัดเจนอยู่แล้วแทบไม่ต้องรอให้เขาสั่งใหม่เลยด้วยซ้ำ

            เจ้าพวกนี้ก็รู้สึกสินะว่าแผนมันแหม่งๆ น่ะ

            อิงศรครุ่นคิดแต่ถึงคิดออกก็ป่วยการเปล่าในเมื่อมีคำสั่งลงมาแบบนั้นก็ต้องปฏิบัติตามยังไงก็เลี่ยงไม่ได้อยู่ดี

            ถ้างั้นก็รีบเถอะนรินทร์ฝากสั่งการคนอื่นให้ไปรวมที่ประตูตะวันตกที

            อืม

            นรินทร์พยักหน้ารับแล้วแยกออกจากลุ่มเพื่อไปกระจายคำสั่ง

            เอาล่ะพวกเราก็รีบไปจบเรื่องนี้กันเถอะ

            อิงศรกล่าวแล้วออกนำทีมมุ่งไปยังประตูมหาลัยที่จะเปิดให้วิ่งผ่านไปจนถึงประตูทิศฝั่งตรงกันข้าม

            ประตูทิศเหนือ….

            ที่ประตูแห่งนั้นอดีตกำลังรอให้หวนกลับไป...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 50 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น