Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 39 : Login 37: อาชาแห่งราชันย์เทพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,020
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 56 ครั้ง
    13 ธ.ค. 59

Login 37: อาชาแห่งราชันย์เทพ


           รูนรูม

            อิงศรอยู่ที่นั่นหลังจากหมดสติไประหว่างต่อสู้กับมังกร

            ตรงจุดที่เคยตัดแขนตัวเองไปยังมีความรู้สึกเจ็บปวดหลงเหลืออยู่ทั้งที่ตอนนี้แขนไม่ได้ขาด คงจะเป็นเพราะร่างกายจริงกำลังฟื้นฟูสภาพอยู่ จิตใจก็เลยรู้สึกไปด้วย

            พอมาลองคิดๆ ดูแล้วการที่เขายอมตัดแขนตัวเองทิ้งเพื่อช่วยมีนานั้น...ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าในโลกที่ล่มสลายนี่ชิ้นส่วนร่างกายสามารถฟื้นฟูกลับมาได้แต่มันก็ยังเป็งการกระทำที่บ้าบิ่นเอาเรื่อง

            เด็กหนุ่มรู้สึกตกใจไม่น้อยกับอีกด้านที่ซ่อนอยู่ของตน แต่อย่างไรเสียก็คงจะไม่เท่ากับเรื่องต่อไปนี้

            เบื้องหน้าของเด็กหนุ่มปรากฏสิ่งที่ทำให้รู้สึกลำบากใจ

            สาเหตุก็คือผู้ถูกลืมเลือนนั่นเอง

            ผู้ถูกลืมเลือนสิบคนกำลังนั่งล้อมวงรอบโต๊ะเก่าและเล่นสลาฟ

            "เดี๋ยวนะนี่พวกนายมีเยอะกว่าเดิมอีกไม่ใช่เหรอไงเนี่ย"

            อิงศรพูดด้วยร้ำเสียงเอือมระอา

            จากนั้นผู้ถูกลืมเลือนทั้งสิบก็เหมือนจะเพิ่งรู้สึกตัวและหันมาพร้อมกัน

            'อ้าวมนุษย์ผู้ถูกฟันเฟืองเลือก'

            เสียงพูดที่ดังพร้อมกันของทั้งสิบคนนั้น 'โคตรก้อง'

            อิงศรตอบกลับคำพูดนั้นไปโดยที่ต้องเอามืออุดหูไว้เพราะเสียงประสานสิบนั้นดังกระหึ่มเอาเรื่อง

            "อ...เออ ว่าแต่ทำไมเรียกมาล่ะเนี่ยชั้นแค่สลบไปเองนะ"

            พอถามไปอย่างนั้นผู้ถูกลืมเลือนเก้าคนก็สลายไปบางทีคงเป็นพวกร่างแยก

            ผู้ถูกลืมเลือนตัวจริงที่ยังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเล่นสลาฟก็รวบไพ่ทั้งหมดมาเรียงเป็นสำรับแล้วสลับก่อนจะเริ่มแจกมัน แต่นั่นไม่ใช่การแจกแบบเล่นสลาฟมันเป็นการแจกไพ่วนเป็นวงกลมทวนเข็มนาฬิกาเหมือนกับวันที่เขาได้รู้จักอาคานาร์

            "นี่อย่าบอกนะว่า..."

            อิงศรพูดเพราะคาดเดาได้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นเนื่องจากสภาพการวันนี้คล้ายคลึงกับในตอนนั้น

            ผู้ถูกลืมเลือนเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะแล้วยิ้มให้

            "ใช่แล้วล่ะโชคชะตาที่เธอได้เปลี่ยนแปลงมันไปนั้นจะกลายเป็นพลังให้กับเธอ"

            พูดแล้ววางสำรับไพ่ในมือลงตรงกลางโต๊ะไพ่ใบบนสุดของสำรับมีหลังไพ่สีดำสนิท

            "มาเอามันไปสิ"

            พูดกล่าวพลางลุกขึ้นยืน

            อิงศรเดินเข้ามาหยิบไพ่ตามที่บอกแล้วหงายมันขึ้นจากกอง

            บนหน้าของไพ่ใบนั้นเป็นรูปของชายหญิงคู่หนึ่งกำลังมีความรักเพราะว่ามีสัญลักษณ์รูปหัวใจสีแดงลอยตรงกลางระหว่างทั้งสองจึงคาดเดาได้แบบนั้น

            "อาคานาร์แห่งความรักเดอะเลิฟเวอร์ (The Lovers) ในสภาพหงายหัวตั้ง มันหมายถึงความรักความเบิกบานกำลังพองโตขึ้นหรือไม่ก็เพิ่งจะแทงยอดอ่อน"

            ไม่รู้ว่าทำไมใบหน้าของมีนาลอยขึ้นมาตอนที่ได้ยินคำว่า 'ความรัก' พอคิดแบบนั้นแล้วใบหน้าก็ขึ้นสีแดงระเรื่อแบบไม่รู้ตัว

            ผู้ถูกลืมเลือนเห็นเข้าก็ถาม

            "เป็นอะไรไปเหรอ ร่างกายของเธอความร้อนพุ่งสูงมากเลยหรือว่าจะเกิดการชำรุดของชิ้นส่วนที่เรียกว่า 'เป็นไข้'"

            นี่เขากำลังเขินอายอยู่เหรอ?

            แล้วเมื่อกี้ผู้ถูกลืมเลือนพูดว่าอะไรกัน?

            ความรู้สึกตื้อไปหมดจนไม่ได้ยินคำพูดของผู้ถูกลืมเลือน

            อิงศรรู้สึกเหมือนหัวของตนร้อนผ่าวจนใช้ความคิดได้ไม่ดีนัก จึงส่ายหน้าแรงๆ เหมือนที่ทำเป็นปกติเวลาคิดเรื่องฟุ้งซ่าน

            ใบหน้าของมีนาหลุดไปจากหัวแล้วเด็กหนุ่มจึงเริ่มเปิดประเด็น

            "เออใช่จะว่าไปคราวนี้รู้รึยังว่าไพ่มันมาจากไหนน่ะ

            แต่ผู้ถูกลืมเลือนส่ายหน้า

            “ก็เหมือนคราวก่อนมันหล่นลงมาในห้องนี้หลังจากที่เธอทำให้ดิเอ็มเพอเรอร์เปล่งประกาย

            อิงศรตีหน้าผิดหวังเล็กน้อย

            หมายความว่าหนนี้ก็ยังล้มเหลวในการเข้าถึงความจริงของเรื่องนี้อีกอย่างนั้นเหรอ?

            ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก... ความจริงแล้วพอจะจับเค้าของอะไรบางอย่างได้อยู่บ้าง

            ครั้งแรกที่ดิเอ็มเพอเรอร์ออกมาเป็นช่วงหลังจากที่เขาสามารถบิดเบือนคำทำนายของเมล์ตัวจับเวลาตายได้หนนั้นเป็นของพวกมีนา เมษา และ กวินทร์ แล้วคราวนี้ก็ของมีนาคนเดียว พอลองคิดดูอย่างนั้นก็ได้ข้อสรุปหนึ่งออกมาแต่ยังมีอีกเรื่องที่ต้องยืนยันให้แน่ใจเสียก่อน

            อิงศรเอ่ยปากถามผู้ถูกลืมเลือน

            “นี่ ก่อนหน้าดิเอ็มเพอเรอร์จะออกมาเคยมีไพ่แบบนี้ออกมาอีกรึเปล่า

            เด็กหนุ่มผมขาวพยักหน้าตอบคำถามนั้นแล้วพูดว่า

            “ใช่ก่อนหน้านี้มีไพ่เดอะชาลิออทปรากฏขึ้นมาครั้งหนึ่งหนนั้นจำได้ว่าไพ่กลับหัวลงนะแล้วมันก็หายไปเลย

            ไพ่ใบนั้นน่าจะเป็นของพิพัฒน์ ถ้าอย่างนั้นทุกอย่างก็จะลงล็อกพอดิบพอดี

            แววตาของอิงศรฉายแววรู้แจ้งออกมา

            “ทำหน้าแบบนั้นแสดงว่าเธอพอจะรู้อะไรบ้างแล้วสินะถ้างั้นก็บอกกันบ้างสิ

            “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกเพียงแต่นายแน่ใจนะว่าไม่ได้กำลังโกหกชั้นเรื่องไม่รู้ว่าไพ่มาจากไหนน่ะ

            “ผมไม่เคยโกหกเธออยู่แล้วตลอดมาสิ่งที่ผมพูดทั้งหมดคือความจริง

            ก็ไม่รู้ว่าจะเชื่อคำพูดนั่นได้แค่ไหนกันแต่ก็ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วดังนั้น...

            “ได้ถ้าชั้นบอกไปแล้วนายรู้อะไรก็ช่วยตอบด้วยล่ะ

            เขายื่นข้อเสนอออกไปซึ่งผู้ถูกลืมเลือนพยักหน้าตอบในทันที

            อิงศรสูดลมหายใจเข้าแล้วผ่อนออกเพื่อให้ใจสงบลงและเรียบเรียงคำพูดไว้ในหัว

            “ชั้นคิดว่าไพ่พวกนี้เกี่ยวข้องกับเมล์ตัวจับเวลาความตายที่นายส่งมาให้

            “ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ

            “เพราะว่าไพ่มันออกมาหลังจากที่ชั้นได้รับเมล์พวกนั้นแล้วก็ยังมีอีกนะถ้าชั้นช่วยชีวิตคนที่อยู่ในเมล์ไว้ไม่ได้ไพ่จะกลับหัวลงแล้วหายไปในทางกลับกันถ้าหากว่าชั้นช่วยคนที่ถูกทำนายเอาไว้ไม่ให้ตายตามคำทำนายได้ล่ะก็ไพ่จะหันหัวตั้งและไม่หายไป

            “อย่างนั้นเองเหรอที่พูดมามันก็ดูเป็นหลักการดีนะผมเองก็เห็นด้วยกับความคิดนี้เหมือนกันมนุษย์ผู้ถูกฟันเฟืองเลือก

            ผู้ถูกลืมเลือนเอออ่อตามอย่างว่าง่าย

            แต่อิงศรกลับพูดขัดไปว่า

            “นายโกหก

            “เอ๋?”

            “ก่อนที่นายจะให้ชั้นเปิดไพ่ใบนี้

            อิงศรยื่นไพ่อาคานาร์เดอะเลิฟเวอร์ที่เขาเปิดได้ขึ้นมาแล้วพูดต่อไปว่า

            “นายบอกชั้นว่า โชคชะตาที่ชั้นได้เปลี่ยนแปลงมันไปจะกลายเป็นพลัง นั่นหมายความว่านายรู้อยู่แต่แรก…”

            ทว่าผู้ถูกลืมเลือนกลับพูดขัดคำพูดของเขา

            “ผมรู้เรื่องนั้นเพราะว่ามันคือเรื่องของอาคานาร์ เรื่องที่ว่าเมื่อมนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตนได้โชคชะตานั้นจะมอบพลังให้เหมือนอย่างในสำนวนของพวกเธอที่เรียกว่า พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสคงจะรู้จักสำนวนนั้นใช่ไหม

            “…”

            อิงศรไม่พูดอะไรแต่กำลังใช้ความคิด

            คิดอย่างหนักหน่วงและรอบคอบให้มากที่สุดเขารู้สึกเหมือนโดนย้อนรอยการดักถามของตัวเองกลับมาอย่างไรอย่างนั้น น่ากลัวว่าผู้ถูกลืมเลือนจะมีฝีปากกว่าที่คาดเดาไว้

            “ถ้างั้นอาคานาร์มันคืออะไรกันแน่...

            อิงศรพึมพำพลางนึกถึงความรู้สึกตอนที่ใช้พลังของอาคานาร์เรียกเอลิกอร์ให้ออกมามีตัวตน ตอนนั้นเองไพ่ที่เขาถือไว้ก็เปล่งแสงเจิดจ้า

            ด้วยความตกใจจึงเผลอปล่อยมือ

            ไพ่หล่นลงบนพื้นแล้วเกิดระเบิด

            ม่านควันสีขาวพวยพุ่งตลบอบอวลไปทั้งห้อง

            อิงศรยกแขนตั้งป้องกันแรงระเบิดนั้นในขณะที่ผู้ถูกลืมเลือนแค่ยืนมองด้วยท่าทีเฉยชาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            ภายหลังจากที่ม่านควันจางหายไปก็ปรากฏร่างของม้าสีขาวแต่มันกลับมีขามากกว่าปกติถึงแปดขาด้วยกัน

            “อาชาแห่งราชันย์เทพสเลปเนียร์ (Sleipnir) นี่

            ผู้ถูกลืมเลือนกล่าวมาอย่างนั้น

            “สเลปเนียร์?”

            “ใช่มันเป็นพาหนะของราชาเทพแห่งดินแดนทางเหนือว่ากันว่าสามารถบินบนท้องฟ้าและวิ่งลงไปใต้น้ำได้ การกำเนิดของมันเกิดจากจอมมารโลกิแปลงร่างเป็นม้าแล้วไปสมสู่กับม้าวิเศษสวาดิลฟารีย์(Svadilfari)ด้วยเหตุที่มันเกิดขึ้นมาจากความรักอันไร้ขอบเขตทำให้มันเป็นปีศาจที่สังกัดอยู่กับโชคชะตาถึงสองรูปแบบด้วยกัน คือเดอะเลิฟเวอร์กับเดอะชาริออท

            แม้จะฟังการร่ายยาวของผู้ถูกลืมเลือนแล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมไพ่ถึงได้กลายเป็นม้า

            ผู้ถูกลืมเลือนเหมือนจะเข้าใจความรู้สึกของเขาผ่านทางแววตาที่มึนงงเลยพูดต่อว่า

            “ดูเหมือนเธอจะทำให้อาคานาร์ใบใหม่ทำงานขึ้นมาแล้วและหนนี้เป็นเดม่อนแอพที่เกิดจากปีศาจใต้สังกัดของโชคชะตาแห่งความรักล่ะนะ

            ระหว่างนั้นอิงศรถามโดยที่ชี้มือไปยังม้าตัวนั้น

            “เจ้าม้าเนี่ยน่ะเหรอเหวอ!

            ทว่า สเลปเนียร์ก็เดินเข้ามาแล้วใช้ลิ้นเลียใบหน้า

            สัมผัสจากน้ำลายของอาชาแห่งราชันย์เทพนั้นเย็นเฉียบราวกับน้ำค้างบนยอดหญ้าในตอนเช้ามืด เย็นจัดถึงขนาดนั้นด้วยอุณหภูมิร่างกายที่แผ่ไอเย็นออกมาราวกับตู้เย็นของมันนั่นเอง ม้าปีศาจไม่เพียงเลียหน้าแต่มันยังเข้ามาคลอเคลียอย่างสนิทสนมด้วย

            อิงศรพยายามดันหัวม้าปีศาจออกแล้วตั้งคำถามกับผู้ถูกลืมเลือน

            “จะว่าไปเห็นนายพูดเรื่องอาคานาร์พร้อมกับปีศาจบ่อยๆ ก็ชักอยากจะรู้แล้วสิว่ามันเกี่ยวกันยัง…”

            ตอนนั้นเองเขาก็นึกขึ้นมาได้อีกเรื่องจึงถามตามไปด้วย

            “...เออใช่คือว่านายรู้จักเดม่อนแอพเหมือนกันสินะชั้นเองก็มีอยู่อันหนึ่งแต่มันไม่ค่อยจะยอมเชื่อฟังเท่าไหร่เลยแถมยังคิดจะยึดร่างชั้นอีก

            “หมายถึงลางร้ายเอลิกอร์แห่งเจ็ดสิบสองเสาหลักของโซโลม่อนสินะ

            ผู้ถูกลืมเลือนพูดตอบกลับมา ก่อนจะเริ่มทำท่าคิดหนัก

            "ในเมื่อเธอสามารถควบคุมอาคานาร์ได้แล้วผมก็จำเป็นจะต้องอธิบายทุกอย่างให้ฟังสินะ"

            พลางพึมพำออกมาอย่างใจเย็นจากนั้นก็ทำหน้าเหมือนตัดสินใจได้

            ผู้ถูกลืมเลือนเริ่มพูด

            "มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วล่ะเพราะอาคานาร์คือสิ่งที่ผูกมัดปีศาจไว้กับมนุษย์  ปีศาจน่ะโหยหาโชคชะตาที่พวกเขาไม่มีดังนั้นเป้าหมายจึงเป็นมนุษย์แล้วอาคานาร์ก็ได้มอบพลังให้ปีศาจก็ไม่แปลกที่เธอจะถูกจ้องยึดร่างจริงไหม"

            ต้องตีความคำพูดของผู้ถูกลืมเลือนไม่รู้กี่ชั้นต่อกี่ชั้นถึงจะเข้าใจความหมายของมัน แต่อิงศรก็ทำได้แล้วพูดตอบไปอย่างเข้าใจ

            "หมายความว่าปีศาจของชั้นแข็งแกร่งกว่าของคนทั่วไปเพราะอาคานาร์แล้วก็เพราะแบบนั้นพวกปีศาจก็เลยอยากยึดร่างชั้นน่ะเหรอ"

            "ใช่"

            ได้ฟังดังนั้นเด็กหนุ่มก็เบ้ปาก

            "เป็นพลังที่ยุ่งยากชะมัด"

            "ก็ไม่เสมอไปหรอกนะ การที่ปีศาจพยายามจะยึดร่างนั่นอาจเป็นการท้าทาย"

            "ท้าทาย?"

            "ใช่ เพราะว่าพวกเขารู้สึกเกรงในอำนาจของเธอดังนั้นจึงท้าทายว่าเธอมีคุณสมบัติคู่ควรกับอำนาจนั้นหรือไม่"

            ผู้ถูกลืมเลือนพูดมาอย่างนั้นแต่อิงศรไม่เข้าใจ

            "..."

            "ในอาคานาร์ทั้งยี่สิบสองรูปแบบแต่ละคนก็จะมีหนึ่งรูปแบบที่เป็นอาคานาร์แห่งโชคชะตา เรียกว่า มหาโชคชะตา จนกว่าจะรู้ว่าอาคานาร์ใบไหนที่เป็นมหาโชคชะตาเธอก็คงจะต้องพบเจอกับการท้าทายจากปีศาจอย่างไม่รู้จบ"

            "..."

            ถึงจะฟังคำขยายความที่ตามมาหลังจากนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้เข้าใจเรื่องอาคานาร์กับปีศาจเพิ่มซักเท่าไหร่

            คำพูดของหมอนี่อย่างกับรหัสลับ

            ปีศาจ อาคานาร์ โชคชะตา

            มีแต่คำศัพท์ทางการทำนายกับปกรนัมเทพเต็มไปหมด

            ผู้ถูกลืมเลือนยังคงกล่าวต่อไปว่า

            "แต่ก็ไม่เสมอไปหรอกนะเพราะปีศาจเองก็ไม่ได้มีแต่พวกที่เย่อหยิ่งคิดท้าทายอำนาจอย่างเดียวพวกที่แค่ขอพึ่งพาอาศัยกันไปเรื่อยๆ ก็พอใจแบบนี้ก็มีเหมือนกันอย่างสเลปเนียร์ตัวนี้ก็เป็นอย่างนั้น"

            "เพราะงั้นเจ้านี่ถึงเชื่องกับชั้นสินะ"

            พอพูดออกไปม้าปีศาจก็เข้ามาคลอเคลียอีกจนต้องดันหัวมันออก

            จากนั้นผู้ถูกลืมเลือนก็หยิบสำรับไพ่บนโต๊ะขึ้นมาสับ

            "บางทีผมอาจจะช่วยทำนายได้ว่ามหาโชคชะตาของเธอคืออะไร"

            พลางพูดมาอย่างนั้น

            แต่อิงศรถามกลับไปว่า

            "แล้วใช้ไอ้ที่นายส่งเมล์ตัวจับเวลาตายดูให้ไม่ได้เหรอไอ้อาคาชิกอะไรนั่นน่ะเห็นเคยบอกว่ามันเก็บเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ไง"

            "ทำไม่ได้หรอกนะถึงอาคาชิกเรคคอร์ดจะเก็บบันทึกโชคชะตาทุกรูปแบบเอาไว้แต่สำหรับมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตัวเองเป็นว่าเล่นน่ะมันไม่มีความเสถียรพอที่จะคาดเดามหาโชคชะตาได้ แถมถ้าเก็บบันทึกเรื่องพวกนั้นทั้งหมดล่ะก็หน่วยความจำของจักรวาลคงจะเต็มไปด้วยเรื่องไร้สาระมากมาย..."

            คำพูดของเขาหยุดลงเพราะมือที่สับไพ่เกิดผิดพลาดขึ้นทำให้ขอบของไพ่บาดถูกนิ้วจนเลือดไหลซึมออกมา แต่ถึงอย่างนั้นผู้ถูกลืมเลือนก็ไม่ยอมหยุดมือยังคงสับไพ่ต่อไปทั้งที่เลือดไหลลงผสมกับไพ่หมดแล้ว

            "เฮ้ หยุดก่อนดีกว่ามั้งเลือดเปรอะไปหมดแล้วนะนั่น"

            อิงศรพูด

            แล้วมือของผู้ถูกลืมเลือนก็หยุดลง เขายกมือตัวเองขึ้นมาดูอย่างพินิจพิเคราะห์

            "นี่คือสิ่งที่เรียกว่าเลือดสินะ"

            เด็กหนุ่มผมขาวพูดพลางมองของเหลวสีแดงที่ไหลรินจากแผลด้วยแววตาพิศวง

            "ยังจะมาพูดแบบนั้นอีกรีบทำแผลเถอะน่าที่นี่ไม่มีแถบพลังชีวิตขึ้นซะด้วยมันจะหายเองได้รึเปล่า"

            ที่จริงแล้วเหมือนเคยได้ยินจากปากของผู้ถูกลืมเลือนมาว่าร่างของพวกเขาในห้องแห่งนี้เป็นเพียงจิตเท่านั้นถ้าอย่างนั้นทำไมถึงเลือดออกได้ล่ะ?

            แต่ผู้ถูกลืมเลือนก็อยู่ในห้องนี้มาตั้งแต่ที่พบกันครั้งแรกแล้วบางทีเฉพาะแค่หมอนี่ที่อาจจะเป็นร่างจริงๆ ก็ได้

            อิงศรตั้งข้อสังเกตไว้แบบนั้นแล้วผู้ถูกลืมเลือนที่มองหน้าเขามาซักพักก็ถามว่า

            "ทำไมถึงร้อนรนขนาดนั้นล่ะมนุษย์ผู้ถูกฟันเฟืองเลือก"

            "ก็ไม่ทำไมหรอกเลือดน่ะเป็นของมีค่าที่ทำให้มนุษย์ยังมีชีวิตอยู่ได้ไม่ใช่รึไง..."

            อิงศรหยุดคำพูดลงเพราะนึกขึ้นมาได้แล้วจึงพูดแก้คำพูดตัวเอง

            "จะว่าไปนายไม่ใช่นี่นะ"

            ผู้ถูกลืมเลือนตีสีหน้าเรียบเฉยพลางพูดตอบกลับมา

            "งั้นเหรอในสายตาเธอแล้วผมไม่เหมือนมนุษย์อย่างนั้นสินะ"

            "ก็จะว่ายังไงดีล่ะนายหน้าตาเหมือนก็จริงอยู่แต่มนุษย์เขาไม่เดินเท้าลอยไปลอยมาหรอกนะ"

            อิงศรพูดพลางชี้ลงไปที่เท้าของผู้ถูกลืมเลือนซึ่งยืนไม่ติดพื้น

            "งั้นเหรอ"

            "ว่าแต่นิ้วล่ะเลือดยังไหลอยู่เลยไม่ใช่รึไง"

            "ไม่หรอกมันหยุดแล้วขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงนะมนุษย์ผู้ถูกฟันเฟืองเลือก"

            ผู้ถูกลืมเลือนตอบพลางยื่นนิ้วที่บาดแผลหายไปแล้วให้ดูแม้แต่คราบเลือดเองก็ยังไม่มีหลงเหลืออยู่ราวกับเรื่องที่เลือดเคยไหลออกมานั้นไม่เคยเกิดขึ้น

            "จริงสินี่เธอเป็นห่วงผมด้วยเหรอ"

            จู่ๆ ก็ถูกถามมาอย่างนั้น

            แต่เขาไม่ได้เป็นห่วงเจ้าตัวประหลาดตัวนี้แน่อยู่แล้วดังนั้นอิงศรจึงตอบเลี่ยงไป

            "ก็ไม่ทำไมทั้งนั้นน่ะแหละชั้นไม่ใช่คนประเภทยืนพูดกับใครที่กำลังเลือดไหลจ๊อกๆได้หรอกนะ"

            "ทำไมล่ะ"

            "เรื่องของชั้นน่า"

            ตอนนั้นเองสเลปเนียร์ที่ยืนอยู่เคียงข้างอิงศรก็กลับร่างคืนเป็นไพ่แล้วหายวับไป ประจวบกับเป็นเวลาที่ห้องเริ่มจะถูกปกคลุมด้วยหมอก

            นั่นคือสัญญาณที่บอกว่าหมดเวลาในการมาเยือนรูนรูมแห่งนี้แล้ว

            "ดูท่าว่าตัวชั้นจะตื่นแล้วสินะไว้ถ้าคืนนี้รอดชีวิตจนถึงตอนเข้านอนได้จะมาถามเรื่องอาคานาร์อีกที่แล้วกัน"

            แต่ผู้ถูกลืมเลือนกลับทำท่าเหมือนจะเรียกไว้

            "เดี๋ยวก่อนนะผมยังมีเรื่องต้องพูดอีกเรื่องที่เรียกเธอมานี่น่ะ..."

            ทว่าห้องก็ถูกเติมเต็มด้วยหมอก

            สัมผัสของอิงศรหายไปโดยสมบูรณ์

            จากนั้นหมอกก็เริ่มจางลง

            ผู้ถูกลืมเลือนปรากฏออกมาจากหมอกโดยที่เปิดหน้าจอเกมเอาไว้

            บนหน้าจอนั้นเป็นหน้าต่างสำหรับเขียนเมล์

            รายละเอียดที่กำลังเขียนคือเมล์ตัวจับเวลาตายแต่ยังไม่ได้ระบุชื่อคนที่จะตาย

            "แล้วผมจะทำยังไงกับเจ้านี่ดีล่ะ"

            เด็กหนุ่มทำสีหน้าลำบากใจพลางมองเมล์ที่เขียนค้างไว้

 

 

            อิงศรลืมตาขึ้น

            ภาพตรงหน้ายังค่อนข้างที่จะมัวไปบ้างแต่ก็มองเห็นเงาของคนหลายคนกำลังห้อมล้อมรอบตัว รวมถึงได้ยินเสียงเรียกชื่อ

            "คุณอิงศร"

            "พี่ศร"

            "ศร"

            "อิงศร"

            "โฮ่ง"

            เสียงอันหลากหลายนั้นเรียกชื่อเขา

            พอภาพเริ่มชัดเจนขึ้นถึงได้เห็นว่าเงาเหล่านั้นคือพวกพ้องน่ะเอง

            ทุกคนมีสีหน้ายินดีเหมือนๆ กันเพียงแต่...

            เฉพาะมีนาคนเดียวที่ขอบตามีรอยช้ำจางๆ เหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้มา

            เมื่อเด็กหนุ่มชันร่างกายท่อนบนขึ้นก็ตระหนักได้ว่าช่วงที่สลบไปนั้นเธอให้เขานอนหนุนตักอยู่ตลอด

            จากนั้นก็รู้สึกถึงสัมผัสของแขนขวาที่ตัดทิ้งไปตอนที่สู้กับมังกร พอสำรวจร่างกายตัวเองก็พบว่าแขนงอกกลับคืนดังเดิมของมันเป็นที่เรียบร้อยเหมือนกับเมื่อสามปีก่อน...

            ตอนนั้นเขาต่อสู้กับราชครูมนุษย์ต่างดาวบนสถานีรถไฟฟ้าแล้วถูกตัดแขนขาดในครั้งนั้นเขาต้องสูญเสียมิ่งขวัญไป พอมาหนนี้แขนก็ขาดอีกแต่ก็มาจากความตั้งใจของตัวเองแถมผลลัพธ์นั้นยังทำให้ปกป้องชีวิตของพวกพ้องไว้ได้ถือว่าการตัดสินใจในตอนนั้นเลือกได้อย่างคุ้มค่าที่สุดแล้ว

            พอลุกขึ้นมานั่งเจ้าสุนัขที่เก็บมาด้วยก็โผเข้ามาเลียหน้า แต่อิงศรจับตัวของมันไว้ก่อนที่จะเป็นแบบนั้น

            โดนม้าเลียมาจากรูนรูมแล้วยังต้องมาถูกหมาเลียต่ออีกนี่คงไม่ไหว...

            "อย่าทำงั้นซี่หน้ากากพี่ศรเขาเพิ่งฟื้นนะ"

            กวินทร์พูดแล้วเข้ามาดึงตัวสุนัขออก

            "หน้ากาก...นี่นายตั้งชื่อให้มันแล้วเรอะ"

            กวินทร์พยักหน้าตอบคำถามนั้น

            "อื้มเพิ่งคุยกับพี่เมษามาตอนพี่ศรยังไม่ฟื้นน่ะ"

            สรุปว่าช่วงที่เขาไปที่รูนรูมมานั้นเจ้าพวกนี้กำลังเป็นห่วงเขาหรือว่าทำอะไรอยู่กันแน่ถึงได้มีเวลาไปตั้งชื่อให้สุนัขจรจัดแบบนั้น

            "แล้วทำไมถึงตั้งขื่อว่าหน้ากากล่ะ"

            พอถามไปกวินทร์ก็ดึงตรงบริเวณใบหน้าที่มีแต่ขนสีดำของสุนัขพลางพูดว่า

            "เพราะว่าเจ้านี่ขนตรงหน้าเป็นสีดำอยู่ที่เดียวเลยเหมือนใส่หน้ากากน่ะครับ"

            ตอนนั้นเองนรินทร์ก็พูดตำหนิมา

            "เรื่องนั้นน่ะเอาไว้ก่อนเถอะแต่อิงศรจะทำอะไรบ้าบิ่นเกินไปแล้วนะ ถ้าผมไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วใช้สกิลรักษาช่วยห้ามเลือดไว้ก่อนอาจจะเลือดไหลจนตายเลยก็ได้"

            "..."

            อิงศรไม่ได้ตอบโต้คำพูดนั้นทันที ต้องรอไปอีกเกือบวินาทีกว่าเขาจะทำความเข้าใจเรื่องที่นรินทร์กำลังพูดได้ เนื่องจากเพิ่งฟื้นคืนสติสมองเลยเหมือนจะแล่นได้ไม่ค่อยดีนักอีกทั้งยังมีอาการวิงเวียนที่หลงเหลือจากการเสียเลือดมากเกินไปตอนที่แขนขาดอีก

            ส่วนนรินทร์ยังคงพูดต่อว่าอยู่

            "ตั้งแต่เรื่องที่ห้องพวกเราถูกมนุษย์ต่างดาวโจมตีครั้งนั้นแล้วยังไม่ได้คิดอะไรบ้างเลยรึไง ผมอุตส่าห์หลงเชื่อว่าอิงศรจะเติบโตจากเรื่องคราวนั้นบ้างแล้วนะว่าการบุ่มบ่ามทำอะไรคนเดียวน่ะมัน.."

            จู่ๆ มีนาก็แทรกเข้ามา

            "คือว่าที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าฉันประมาทเลินเล่อเองอย่าไปส่าคุณอิงศรเขาเลยค่ะถ้าตะว่าล่ะก็..."

            ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงพยายามจะช่วย?

            แต่นรินทร์ก็พูดขัดคำพูดแก้ต่างนั่น

            "ไม่เกี่ยวกันหรอกครับเรื่องที่อยากจะช่วยคุณมีนาทุกคนก็คิดเหมือนกันหมดนั่นแหละเพราะงั้นถึงต้องต่อว่า"

            แล้วจึงกลับมาพูดกับเขาต่อ

            "อิงศรตอนนี้นายเป็นผู้นำทัพของพวกเรานะการที่เป็นห่วงพวกพ้องมันก็ดีอยู่หรอกแต่ต้องอย่าลืมด้วย ถ้าขาดหัวไปแล้วทีมคงประสานกันไม่ได้แน่คนที่รู้เรื่องของกลุ่มเลเวลหกสิบที่ไปฝึกมาซึ่งเป็นหัวใจของการศึกในครั้งนี้คือนายนะช่วยเป็นห่วงตัวเองหน่อยเถอะแล้วหลังจากนี้ถ้าจะทำอะไรก็ปรึกษากันหน่อยเชื่อใจทุกคนให้มากกว่านี้สิ"

            นรินทร์ที่เคยเป็นเสมือนคู่แข่ง...ให้ถูกคือโดนคนอื่นทึกทักเอาว่าเป็นคู่แข่งกำลังพูดจาเหมือนสั่งสอนเขาเป็นต่อยหอย จนยากจะเชื่อว่าเป็นคนเดียวกับนรินทร์ที่ดูรอบรู้และมีความสงบเยือกเย็นคนนั้น หรือบางทีนี่อาจจะเป็นนิสัยที่แท้จริง

            อิงศรถอนหายใจหลังจากฟังคำต่อว่าทั้งหมด

            "เชื่อใจ... อีกแล้วเหรอเนี่ยนายพูดเหมือนกับเจ้าพวกนั้นเลยนะ"

            พูดแล้วมองค้อนไปทางที่ เมษา มีนาและกวินทร์ยืนอยู่

            พอลองนึกดูอีกครั้งตั้งแต่ตอนที่คุยเรื่องนี้กันในเต็นท์ระหว่างออกค่ายเก็บเลเวล ตัวเขาได้เริ่มเชื่อใจพวกพ้องขึ้นมาจริงๆ บ้างรึยังนะ?

            ตัวเขาที่เคยว่างเปล่าตอนนี้กลับถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกมากมายจนการตัดสินใจเริ่มขาดความรอบคอบ ถึงขั้นทำเรื่องเสี่ยงตายเพื่อช่วยคนอื่นเหมือนสมัยเด็กอีกครั้งแล้วตกลงว่านั่นมันเป็นแข็งแกร่งหรือว่าความอ่อนแอกันแน่?

            สุดท้ายแล้วพลังที่พยายามไขว่คว้ามาก็มีไว้เพื่อปกป้องพวกคนที่มาล้อมหน้าล้อมหลังเท่านั้นเอง?

            น่าตกใจจนพูดแก้ตัวไม่ออกเลยว่าเขามาไกลถึงตรงนี้ด้วยความตั้งใจเล็กกระจ้อยแบบนั้น พอมารู้สึกตัวเอาตอนนี้ก็เลยชวนสับสนหนักเข้าไปอีก

            อา...ยุ่งยากชะมัด

            เพื่อให้เรื่องมันจบลงซักทีอิงศรที่คิดเช่นนั้นจึงยอมรับคำต่อว่าของนรินทร์อย่างว่าง่าย

            "โอเค เข้าใจแล้ว สำนึกผิดแล้ว"

            แต่นรินทร์ก็พูดติมาว่า

            "เข้าใจจริงๆรึเปล่าเนี่ย"

            อิงศรเมินคำต่อว่านั่นแล้วเริ่มมองสำรวจรอบตัวระหว่างนั้นเมษากับกวินทร์ก็เข้าไปพูดเกลี้ยกล่อมให้

            “พี่นรินทร์ใจเย็นก่อนเถอะครับ

            “น่าๆ หมอนี่ก็เป็นแบบนี้อยู่แล้วอย่าไปใส่ใจเลย

            และแล้ว...

            “...”      

            ภาพที่มองเห็นเบื้องหน้าเมื่อตื่นขึ้นมาจากรูนรูม ภาพที่พวกพ้องบังเอาไว้ในตอนแรกก็คือความหดหู่..

            เหล่าทหารหนุ่มที่ช่วยกันดึงร่างของเพื่อนที่ถูกกาฝากของมังกรเล่นงานออกจากต้นไม้

            ทหารเด็กสาวที่ก้มหน้าร้องห่มร้องไห้กับศพของเพื่อน

            ซากศพพวกพ้องที่รวบรวมมาวางเรียงกันโดยไม่มีแม้แต่ผ้าที่จะใช้ปิดบังร่างที่ตายอย่างน่าสะอิดสะเอียน

            นอกจากนั้นก็ยังมีคนบาดเจ็บอีกหลายคนที่กำลังฟื้นฟูด้วยยารักษา

            ตอนนั้นเองก็มีเสียงเรียกดังมา

            “นรินทร์มาดูทางนี้ที

            เสียงเรียกเด็กหนุ่มผู้เป็นเสมือนคู่แข่งมาจากกลุ่มของเพื่อนทหารที่อยู่ห่างออกไปจากกลุ่มของพวกเขา

            นรินทร์ขานรับเสียงเรียกนั้นแล้ววิ่งออกไปจึงเหลือแค่พวกพ้องในทีมออกค่ายเก็บเลเวลหกสิบกันเท่านั้น

            อิงศรเหม่อมองเพื่อนทหารที่บาดเจ็บอีกครั้งแล้วก็นึกถึงเรื่องของมังกร

            เรื่องของอาคานาร์

            เรื่องของแอพพลิเคชั่นปีศาจ...

            “จะว่าไปแล้วตกลงเดม่อนแอพของมังกรล่ะผนึกสำเร็จไหม

            เขาหันไปถามมีนาทันทีที่นึกขึ้นได้

            เด็กสาวพยักหน้าตอบ

            “ผนึกสำเร็จด้วยดีค่ะตอนนี้ให้พลม้าเร็วเอาไปส่งให้พี่สิงห์ที่ศูนย์บัญชาการ

            “เอาไปส่งศูนย์เลยเหรอนึกว่าจะให้เอามาใช้เลยซะอีกสถานการณ์แบบนี้อยากได้เครื่องมือทุ่นแรงแท้ๆ แต่ดันเอาไปเก็บเนี่ยนะ

            “ดูเหมือนว่าทางศูนย์บัญชาการจะมีแผนน่ะค่ะบางทีอาจจะเกี่ยวกับเดม่อนแอพของเรดบอสคราวนี้ด้วย แต่เหนืออื่นใด...

            จากนั้นมีนาก็มองหน้าเขาพลางยิ้ม

            “…”

            เป็นยิ้มที่ไม่เหมือนกับทุกทีมันไม่ใช่รอยยิ้มอมพะนำหรือรอยยิ้มของคนกำลังคันมืออยากแกล้งคนขึ้นมาปุบปับแบบนั้น แต่เป็นรอยยิ้มละมุนแบบเด็กสาวทั่วไปตอนนี้ ยัยจิ้งจอกมีนากำลังแสดงรอยยิ้มนั่นอยู่

            แล้วก็พูดว่า...

            “ขอบคุณนะคะที่ช่วยชีวิตฉันเอาไว้ ตอนนั้นน่ะฉันเองก็ทำใจเอาไว้แล้วแต่ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะได้มายืนพูดอยู่ตรงนี้อีกขอบคุณมากๆ ค่ะ

            พอหล่อนพูดมาอย่างนั้นก็ชวนให้รู้สึกลำบากใจเล็กน้อย

            อิงศรไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรถึงจะดีแต่กระนั้นใบหน้าของเขาก็ขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย

            “ก็...งั้นๆ แหละน่า

            เขาพูดตอบพลางเบี่ยงใบหน้าที่แดงจัดหนีไปทางอื่นระหว่างที่พูด

            ตอนนั้นเอง...

            ตูม! ตูม! ตูม!

            ก็มีเสียงระเบิดดังมาจากฟากประตูทิศใต้

            จากนั้นเสียงตะโกนของนรินทร์ก็ดังแว่วมา

            “คนที่ยังสู้ไหวรีบเคลื่อนย้ายไปประตูทางใต้ ส่วนคนที่ยังฟื้นฟูอยู่ถ้าหายแล้วรีบตามมาทันที

            จากนั้นบริเวณโดยรอบก็ตกอยู่ในความสับสนอลหม่านไปอีกพักใหญ่

            “ท่าทางเราจะมัวมาเสียเวลาอยูที่นี่ไม่ได้แล้วล่ะมั้ง

            เมษาพูดมาแบบนั้น ซึ่งเขาเองก็เห็นด้วย

           ในบรรดากลุ่มที่อยู่ประตูตะวันออกนี้พวกเขาทั้งสี่คนมีสภาพสมบูรณ์ที่สุดแล้วหลังจากผ่านศึกแรกมาดังนั้นอีกไม่นานจะต้องถูกเรียกตัวไปแน่

            “ถ้างั้นเราก็ไปกันเลยนะครับ

            กวินทร์ถาม

           ทุกคนต่างพยักหน้ารับส่วนหน้ากาก...

            "โฮ่ง!"

            ก็เห่าออกมาเหมือนจะขอมีส่วนร่วม

            จากนั้นสี่คนกับอีกหนึ่งตัวก็ออกวิ่งไปตามเส้นทางถนนที่มุ่งสู่ประตูทิศใต้

            แต่ทว่า...

            “…”

            อิงศรที่วิ่งตามหลังเพื่อนๆ ไปกลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกจ้องมอง เขาหันหลังกลับไปทันทีแต่ก็ไม่พบใครอยู่ด้านหลังเว้นเสียแต่...

            ภาพทิวทัศน์ที่หันหลังกลับไปมองนั้นเห็นเส้นทางแคบๆ ที่ตัดแยกจากถนนใหญ่เข้าไปในซอย มีหินอุกกาบาตยักษ์เป็นฉากหลัง

            จำได้ว่านั่นเป็นซอยที่ตัดเข้าไปยังหมู่บ้านที่ห้องคิงไปฝึกกันแล้วถูกมนุษย์ต่างดาวโจมตีและยังเป็นวันแรกที่ได้พบกับอุกกาบาตก้อนนั้น

            คำพูดในความทรงจำเริ่มลอยขึ้นมาเขานึกถึงคำพูดของมีนาที่เคยพูดไว้ในวันที่ออกเดินทางจากค่าย

             ‘งั้นรู้เรื่องนี้ด้วยรึเปล่าคะ เรื่องที่ว่าอุกกาบาตนั้นวันที่มันตกลงมาน่ะที่จริงมันเหมือนลอยลงมามากกว่าเพราะว่าแรงปะทะน้อยกว่าที่คาดจนพื้นที่รอบๆ นี่แทบจะไม่เสียหายเลยล่ะค่ะ

            ไม่รู้ว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ถูกจ้องมองแบบไม่มีอะไรหลายต่อหลายครั้ง แต่ถึงจะสงสัยมันมากแค่ไหนก็ตามที...

            “เฮ้ย!! ศรทำอะไรอยู่น่ะเดี๋ยวก็ทิ้งไว้นี่หรอก

            เสียงของเมษาก็เรียกมา

            จึงต้องละทิ้งความสงสัยไว้แล้ววิ่งตามทุกคนไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 56 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #288 Conflagration (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 2 มกราคม 2562 / 04:36
    งานนี้ขวัญมีหึง ส่วนก้อนหินคือยานแม่ชัวร์
    #288
    0
  2. #29 Kuro-NekoNo-97 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2559 / 23:47
    กดเลย กดเลย กดเลย กดเลย กดเลย กดเลย กดมีนาเลยเจ้ามนุษย์ผู้ถูกฟันเฟืองเลือกเอ๋ยเดี๋ววข้าบังคับพระเจ้า(ไรต์)ให้เอง//ถือระเบิด+ยิ้มอย่างโรคจิต
    #29
    2
    • #29-1 R@ji(จากตอนที่ 39)
      14 ตุลาคม 2559 / 12:00
      แง่วววว อย่าทำข้อย~~
      #29-1
    • #29-2 ดินสอยางลบ(จากตอนที่ 39)
      29 ตุลาคม 2561 / 21:26
      ++ บวกกกกก
      #29-2