Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 34 : Login 32: คับบาลาห์และการแสดงความตั้งใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 934
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    4 ต.ค. 59

Login 32: คับบาลาห์และการแสดงความตั้งใจ

 

            อะไรบางอย่างกำลังเวียนว่ายอยู่ภายในร่างกายของเด็กสาว มีต้นอ่อนแทงยอดออกมาจากรูขุมขนบนร่างกาย ต้นอ่อนเหล่านั้นงอกเงยอย่างงดงามกลับกันร่างของเด็กสาวกลับดูซีดเซียวและซูบผอม พวกทหารที่อยู่ล้ำหน้าเธอไปก็แสดงอาการแบบเดียวกัน

            “เหวอ!

            นรินทร์เผลอร้องเสียงหลง มีเสียงแบบเดียวกันดังมาจากทางด้านหลังด้วยคงจะมีคนที่ขวัญอ่อนจนตกใจกลัวขึ้นมาแวบหนึ่งเหมือนกับเขาเช่นกัน

            ยิ่งพลังชีวิตลดลงมากเท่าไหร่ต้นอ่อนก็ยิ่งงอกงาม พอพลังชีวิตลดลงไปครึ่งหนึ่งรากของต้นไม้ก็แทงทะลุออกมาจากแขนและขา เลือดสีแดงสดไหลทะลักเจิ่งนองเต็มพื้นถนน

            นรินทร์ชักไม้เท้าออกมา

            หากปล่อยไว้แบบนี้พวกพ้องจะพากันตายหมด เด็กหนุ่มจึงร่ายคาถาที่เป็นชื่อสกิล

            “คับบาลาห์ เซฟิร่า บินาห์ (Kabbalah Sephirah Binah)”

            ไม้เท้าเปล่งแสง เขาตวัดมันขึ้นไปแล้วแสงก็พุ่งออกจากไม้เท้า แสงระเบิดกลางอากาศ ร่วงโรยลงมาเป็นละออง ผู้ที่สัมผัสถูกจะได้รับการเยียวยารักษาจากสภาวะผิดปกติทุกชนิด

            แต่มันกลับไร้ผลต้นอ่อนยังคงเติบโตต่อไปพร้อมกับดูดพลังชีวิตมา

            “ไม่ได้ผล...มันไม่ใช่สภาวะผิดปกติงั้นเหรอ

            เด็กหนุ่มเบ้ปากพยายามคิดหาทางช่วยเหลือ

            ต้นอ่อนเติบโตเป็นลำต้นขยายกิ่งก้านสาขาจนกระทั่งร่างของภัสรากับคนอื่นๆ แทบจะกลายเป็นกระถางต้นไม้อยู่รอมร่อ ตอนนั้นเองภัสราที่ยังมีลมหายใจเหลืออยู่ก็พูดมาว่า

            “มัวทำอะไรอยู่...รีบวิเคราะห์สิ...อย่าให้การเสียสละของพวกฉันสุ...สุญ...

            เธอตั้งใจจะพูดคำว่า สูญเปล่าแต่ก็ทำไม่ได้เพราะมีลำต้นงอกออกมาจากปาก ลำต้นนั้นแตกกิ่งก้านสาขารวดเร็วกว่าต้นอื่นๆ แถมยังผลิใบแล้ว

            บัดนี้ร่างของเหล่าทหารที่ถูกเล่นงานโดยต้นไม้ที่กำลังงอกบนร่างกายได้ถูกสูบพลังชีวิตมาจนหมด แถบแสดงค่าพลังชีวิตกลายเป็นว่างเปล่า รากไม้ที่งอกทะลุแขนกับขาเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระ

            ราวกับต้นไม้มีชีวิตที่สวมใส่ซากศพของมนุษย์เอาไว้....

            หน้าจอแสดงแถบพลังชีวิตกับชื่อหายไปนั่นคือสัญญาณที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าพวกเขาได้ตายลง แต่ต้นไม้ที่งอกออกมากลับยังเคลื่อนไหว แล้วรุกคืบเข้ามา

            นริทร์ต้องถอยกลับไปอย่างไม่มีทางเลือก เพราะมนุษย์ต้นไม้กำลังใกล้เข้ามา

            เขาถอยกลับมารวมกับคนที่เหลือแล้วจ้องมองไปพร้อมกับทุกคน.. จ้องมองสัตว์ประหลาดที่เกิดจากศพของพวกพ้องด้วยใบหน้าตกตะลึงราวกับเห็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ

            มีคำถามเกิดขึ้นมากมายในหมู่พวกเขา

            “นั่นมันอะไรกันน่ะ

            “ทุกคนตายแล้ว...ถูกต้นไม้นั่นฆ่าตายกันหมดแล้ว..

            สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนักมีโอกาสที่กองร้อยจะแตกตื่นจนตั้งตัวไม่ได้ นรินทร์ฝืนกล้ำกลืนความรู้สึกเศร้าโศกและอาลัยอาวรณ์ที่เสียเพื่อนลงไป แล้วเริ่มคิดหาทางต่อ

            “ต้องวิเคราะห์พวกมันก่อน

            เขาหวนนึกถึงสิ่งที่ภัสราพูดก่อนจะหมดลมหายใจ เธอคงจะรู้อะไรบางอย่าง นั่นจะต้องเป็นเหตุผลที่เธอผลักตัวเขาออกมาทันทีที่จะเข้าไปช่วย

            นรินทร์จับไม้เท้าในมือแน่นแล้วพยายามตั้งสมาธิ จากนั้นก็พูดว่า

            “เดม่อนแอพ จงมอบดวงตาปีศาจแด่ข้า เนตรแห่งลาพาส (Eye of Laplace’s Demon)”

            พริบตานั้น ไม้เท้าก็แผ่รังสีอันชั่วร้ายออกมาจนคนรอบข้างสัมผัสได้และรับรู้ว่าเขากำลังให้แอพพลิเคชั่นปีศาจทำงาน ความสามารถของมันนั้นทุกคนในค่ายต่างก็รู้จักเป็นอย่างดีเพราอย่างนั้นจึงไม่มีใครตกใจหรือร้องผวาออกมายามที่เห็นร่างโปร่งแสงคล้ายวิญญาณของโครงกระดูกมนุษย์ในชุดสูทผู้ชายสีดำปรากฏตัวขึ้นด้านหลังนรินทร์




            ชายคนนั้นคือปีศาจ... ปีศาจที่สถิตอยู่ในไม้เท้าซึ่งติดตั้งแอพพลิเคชั่นปีศาจเอาไว้

            มือของปีศาจประคองสิ่งของคล้ายแว่นตาวิทยาศาสตร์เหมือนที่เห็นกันในหนังไซไฟ มันสวมสิ่งนั้นให้กับเขาแล้วหายไป

            ภาพที่มองผ่านเบื้องหลังกรอบแว่นตานั้น คือรายละเอียดเชิงลึกของมนุษย์ต้นไม้รวมไปถึงเจ้ามังกรที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่ด้วย รายละเอียดที่มองได้จากแว่นตานี้มีมากกว่าอุปกรณ์ สเกาท์ติ้งสโคปที่กองทัพพัฒนาใช้กันอยู่เสียอีก มิหนำซ้ำข้อมูลยังสามารถวิเคราะห์เพิ่มเติมเองได้อย่างแม่นยำหากว่าเคยเห็นมันมาก่อนแค่ครั้งเดียวก็พอ

            นรินทร์วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้เกิดมนุษย์ต้นไม้แล้วพูดมันออกมา

            “ทุกคนครับจากนี้ไปขอให้ต่อสู้โดยระวังอย่าไปสูดเอาละอองสีเขียวที่เจ้ามังกรนั่นพ่นออกมาเด็ดขาดเลยนะครับ นั่นน่ะเป็นเมล็ดของพืชกาฝากที่จะดูดพลังชีวิตของเหยื่อแล้วกลายเป็นสัตว์ประหลาดแบบนั้น

            จากนั้นก็มีทหารคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า

            “แล้วมีวิธีทำให้กลับเป็นเหมือนเดิมไหม

            นรินทร์ส่ายหน้า หากว่าแอพลิเคชั่นปีศาจไม่ได้สรุปออกมาให้เขาก็จะตอบไปว่า อาจจะพอมีวิธี

            “ไม่ได้...ถ้ากลายเป็นแบบนั้นไปมันก็เท่ากับพวกเขาตายไปแล้วมีแต่ต้องกำจัดทิ้งเท่านั้น

            “อะไรกันน่ะเรื่องแบบนั้น

            นายทหารคนนั้นถึงหน้าเสียน้ำเสียงสั่นขึ้นมาเมื่อได้ยินที่พูด เลยพลอยทำคนอื่นๆ กลัวไปด้วย และแล้วสิ่งที่นรินทร์กลัวว่าจะเกิดก็ได้เริ่มขึ้น...

            มีนายทหารคนหนึ่งแสดงความหวาดกลัวออกมา

            “ม...ไม่ไหวแล้วตายแน่ถ้าอยู่ต่อต้องตายแน่

            พูดจบก็วิ่งหนีไปอย่างคนขี้ขลาด เมื่อสัตว์เทวะขวางทางอยู่ข้างหน้าที่จะให้หนีจึงมีแค่ทางกลับเข้าไปในค่าย

            “เฮ้! อย่านะ ใครก็ได้หยุดหมอนั่นที!

            นรินทร์ตะโกนแต่ไม่มีใครขยับตัวเพราะมันกะทันหันเกินไป นายทหารคนนั้นยืนอยู่ด้านหลังสุดตั้งแต่แรกจึงไม่มีใครรั้งตัวเอาไว้ทัน แล้วนายทหารคนนั้นก็วิ่งกลับเข้าไปในค่ายแต่ก็ไปไม่ถึง... ทันทีที่ก้าวเท้าข้ามเขตประตูไปร่างกายก็ถูกช็อตจนชักกระตุกแล้วดีดตัวกระเด็นกลับมา พลังชีวิตของทหารคนนั้นลดลงอย่างฮวบฮาบแต่ยังไม่ถึงกับตาย

            ตอนนี้ค่ายถูกกางอาณาเขตสนามพลังชีพจรมังกรเอาไว้จึงไม่มีใครเข้าไปข้างในหรือหนีออกมาข้างนอกได้ ไม่เว้นแม้แพวกเดียวกันเรื่องนั้นเป็นสิ่งที่แจ้งให้ทราบโดยทั่วกันอยู่แล้ว แต่ความกลัวคงทำให้ขาดสติยั้งคิดจนลืมไป

            มังกรหัวเราะให้กับภาพนั้นพลางกล่าวว่า

            “ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานซักเพียงใดมนุษย์ก็ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่ขลาดเขลาไม่ต่างจากเดิมเลยนะ

            แล้วมันก็สั่งพวกมนุษย์ต้นไม้ให้เข้ามาโจมตี

            “เอ้าไปเลยสิสาวกแห่งข้าเอ๋ยทำให้พวกมันรู้ซึ้งว่าการมาหยามเทพลบหลู่ในสิ่งที่ไม่ควรมันจะเป็นอย่างไร

            มนุษย์ต้นไม้เริ่มคืบคลานเร็วขึ้น ในไม่ช้าจะต้องปะทะกับพวกมันแน่ แต่ตอนนี้กองร้อยกลับจะแตกมิแตกอยู่ร่อมร่อ ทหารทุกคนแสดงความหวั่นเกรงต่อพลังของสัตว์เทวะออกมาอย่างชัดเจน แถมยังเสียนักรบฝีมือดีเลเวลสูงๆ ไปหลายคนก็ไม่แปลกที่จะพากันขวัญหนีดีฝ่อ

            มันถึงเวลาที่จะต้องทำหน้าที่นำทุกคน ให้สมกับที่ได้รับมอบหมายมาเสียที

            “ทุกคนตั้งสติกันหน่อย!

            เสียงตะโกนของนรินทร์เรียกให้ทุกคนรู้สึกตัว

            “พวกมันจะบุกมาแล้วเราต้องทำลายพวกมันคิดซะว่าเป็นการปลดปล่อยร่างของพวกพ้องที่ถูกสัตว์เทวะยึดไปก็ได้ อย่าให้การเสียสละของพวกพ้องต้องสูญเปล่าเราจะต้องไม่ตายเด็ดขาด!

            คำพูดเหมือนจะได้ผลสีหน้าของทุกคนดีขึ้นเล็กน้อย ทันเวลากับที่กองทัพมนุษย์ต้นไม้มาถึงพอดี

            “ลุย!

            นรินทร์ตวัดไม้เท้าไปข้างหน้าเป็นสัญญาณ แล้วทุกคนก็เฮโลกันออกไป

            “คนที่ใช้สกิลเวทธาตุไฟได้ใช้ไฟเผาพวกมันไปพร้อมกับละอองกาฝากเลย!

            มีอยู่สิบคนที่ตอบรับคำสั่งนั้นแล้วร่ายสกิลพร้อมกัน

            “อัคคีราโอ!

            ลำแสงเพลิงพุ่งออกจากปลายไม้เท้าและไม้คฑา แผดเผามนุษย์ต้นไม้ไปพร้อมกับซากศพของพวกพ้อง ความเศร้าไหลออกจากดวงตาของพวกเขาแต่ไม่มีใครที่หยุดร้องไห้

            ไฟเผามนุษย์ต้นไม้ได้อย่างง่ายดายพวกมันเปราะบางกว่าที่คิดเอาไว้ ไฟลามจากซากของพวกมันไปยังละอองกาฝากที่ลอยตัวอยู่จนถูกเผาไปพร้อมกัน

            “โอหังเหลือเกินนะมนุษย์

            มังกรคำรามแล้วแตกร่างกายเป็นรากไม้ออกมาโจมตี

            นรินทร์ร่ายสกิลเข้าขัดขวางในทันที

            “คับบาลาห์ เซฟิร่า เชเซด (Kabbalah Sephirah Chesed)”

            แสงสว่างพุ่งออกจากปลายไม้เท้าแล้วแตกเป็นสาย แสงปะทะเข้ากับรากไม้แล้วมันก็หยุดชะงักในทันที เพราะคุณสมบัติของสกิลที่เขาใช้จะยับยั้งการโจมตีทั้งหมดได้หนึ่งครั้ง จังหวะนี้เองทุกคนก็วิ่งออกไปข้างหน้าบุกเข้าไปเพื่อให้ถึงระยะโจมตี

            มังกรยังไม่ยอมแพ้มันอ้าปากแล้วสูดลมหายใจเข้าไปหวังจะพ่นลมหายใจต้องสาปที่คร่าชีวิตพวกพ้องเขาไปออกมาอีก

            “คิดจะใช้ไอวี่เบรธ (Ivy Breath) อีกสินะ

            นรินทร์ก้าวเท้าวิ่งออกไปในทันที วิ่งจนกระทั่งแซงทุกคนไป นั่นทำให้เขาอยู่ห่างจากมังกรเพียงไม่กี่ก้าว

            “คับบาลาห์ เซฟิร่า เคเธอร์ (Kabbalah Sephirah Kether)”

            ทันทีที่สกิลร่ายเสร็จ คือชั่วพริบตาที่มังกรจะพ่นลมหายใจออกมา เกิดเสียงดังฟุ่บ แล้วลมหายใจของมังกรก็สลายไป

            นรินทร์จ้องตากับมังกร ดวงตาเบื้องหลังกรอบแว่นปีศาจนั้นสะท้อนแววตาอันเย็นชาออกมา เด็กหนุ่มผิดพลาดและสูญเสียมาถึงสองครั้งสองครา หนแรกคือตอนที่ห้องคิงถูกโจมตี แล้วก็มาหนนี้เขาปล่อยให้พวกพ้องตายเพราะไม่ยอมแสดงความตั้งใจออกมาให้ชัดเจน เขาเคยคิดว่าถ้าหากตอนนั้นห้ามปรามให้มันสุดๆ ไปเลยก็คงไม่ต้องสุญเสียกันถึงขนาดนี้

            แต่ก็ยังย้ำถามตัวเองอีกหลายครั้งว่าจะทำได้เหรอ?

            สุดท้ายมันก็จะลงเอยแบบเดิม

            ถ้าอย่างนั้นการแสดงความตั้งใจที่เหมาะสมกับยุคสมัยแห่งการล่มสลายนี้ก็คงไม่ใช่การเลือกทางที่ปลอดภัยเอาไว้ก่อน แต่เป็นการเลือกหนทางที่จะชนะ

            “การวิเคราะห์เสร็จสิ้นจากนี้ไปผมจะไม่ยอมให้ใครตายเด็ดขาด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น