Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 32 : Login 30 : คุณค่าของโลกที่ล่มสลาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 996
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    29 ก.ย. 59

Login 30 : คุณค่าของโลกที่ล่มสลาย

 

            "คันสุดท้ายแล้ว!"

            นายทหารของเมตไตรยคนหนึ่งตะโกนให้สัญญาณกับอีกคนที่ควบคุมเครื่องยกไม้กั้นประตูทางออกจากลานจอดรถ

            พอไม้กั้นถูกยกออกเขาก็ดึงประตูคอนเทนเนอร์ของรถบรรทุกลงมาแล้วล็อกมัน ข้างในคอนเทนเนอร์นั้นเต็มไปด้วยพลเรือนที่จะต้องอพยพไปยังศูนย์บัญชาการกลางที่จังหวัดชลบุรี

            คนขับรถสตาร์ทเคคื่องยนต์ ล้อรถบรรทุกเริ่มหมุน จากนั้นรถก็แล่นผ่านประตูออกไปตอนที่เสียงตามสายประกาศไปทั่วทั้งมหาวิทยาลัยว่า

            "ขณะนี้เป็นเวลาเจ็ดโมงตรงขอให้กำลังพลทุกท่านไปรายงานตัวกับหน่วยที่สังกัดตามแต่ละประตูด้วยค่ะ ย้ำอีกครั้งขอให้กำลังพลทุกท่าน..."

            พอได้ยินเสียงประกาศทหารทุกนายก็พากันแยกย้าย

            วันนี้ภายในค่ายเงียบสงบกว่าทุกวันเพราะพลเรือนถูกอพยพออกไปตั้งแต่สามวันก่อนจนกระทั่งวันนี้ จึงไม่มีคนหลงเหลืออยู่ภายในค่ายนอกจากทหารเท่านั้น



            และแล้ววันนี้ก็มาถึง...

            วันที่เรดบอสระดับห้าสิบจะเกิดขึ้นที่ค่ายชั่วคราวของเมตไตรย

            ณ อาคาร 'หมายเลข ๑๗ ' ของคณะวิศวกรรมศาสตร์...

            บนห้องโสตทัศนศึกษาชั้นที่เจ็ดซึ่งเป็นชั้นบนสุด ถูกดัดแปลงเพื่อใช้เป็นศูนย์บัญชาการรบชั่วคราวตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อน

            ภายในเป็นห้องโถงกว้างเหมือนกับห้องเรียนเล็คเชอร์ตามปกติแต่มีอุปกรณ์ครบครันกว่า มีเวทียกสูงจากพื้นตั้งอยู่ด้านในสุดตรงกลางของห้อง

            เจ้าหน้าที่ทุกคนนั่งที่โต๊ะเรียนซึ่งวางไล่ระดับลงมาเป็นขั้นบันไดโดยมีคอมพิวเตอร์โน๊ตบุควางอยู่บนโต๊ะ แต่ละเครื่องจะต่อสายเชื่อมเข้ากับเครื่องประมวลผลขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าของเวที

 

             สิงห์ ธุวดารกะ ผู้ทำหน้าที่บัญชาการรบในวันนี้ก็ยืนอยู่ที่นั่น

            ข้างตัวเขานอกจากพวกเจ้าหน้าที่ประสานงานแล้ว ก็มีผู้หญิงอีกสองคนที่คุ้นหน้าคุ้นตายืนอยู่เคียงข้าง

            หนึ่งในนั้นคือหญิงสาวใบหน้างดงาม เรือนผมสีฟ้าครามมัดรวบปลายผมไว้สองข้าง ซึ่งก็คือ วิเชียรมาศ เลขาของเขานั่นเอง

            อีกคนเทียบกันแล้วอาจจะดูเรียบๆ ไปบ้างเธอมีเรือนผมสีดำมันคลับยาวปรกไหล่สวมเสื้อกาวน์ทั้งที่คนอื่นๆ ในห้องต่างก็สวมเครื่องแบบทหารประจำองค์กร เธอชื่อ ซากิริ อามาเนะ เป็นนักวิจัยเกี่ยวกับสัตว์เทวะที่มาจากศูนย์ใหญ่เพื่อจับตาดูเรดบอสในครั้งนี้

           

            พวกเขาหันหน้าเข้าหาจอโปรเจคเตอร์ที่อยู่ติดกับเวทีซึ่งกางเรียงติดกันสามจอ

            ภาพที่ฉายอยู่ เป็นภาพสถานที่ต่างๆในเขตและรอบรั้วมหาวิทยาลัยที่ใช้เป็นค่ายแห่งนี้ ซึ่งรับมาจากกล้องวงจรปิดอีกที จอซ้ายกับขวาฉายภาพสถานที่แบ่งเป็นหลายๆ ช่อง ส่วนจอตรงกลางจะเป็นจอภาพหลักสำหรับนำภาพจากจอซ้ายหรือจอขวามาฉายแบบขยาย ตอนนี้บนจอที่ว่ากำลังฉายภาพของพันโทข้าวหลาม

            ภาพทิวทัศน์ที่เห็นจากกล้องที่กำลังถ่ายภาพพันโทอยู่นั้นน่าจะเป็นบริเวณประตูทางออกทิศเหนือเพราะมองแนวตึกร้างที่เคยเป็นย่านร้านค้าเก่าตั้งเรียงรายอยู่ไกลๆ

            แต่เสียงของพันโทนั้นส่งมาทางระบบของเกมอีกทีโดยรับผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ของเจ้าหน้าที่สื่อสารแล้วส่งออกทางลำโพงที่ติดอยู่ในห้อง

 

            "คิดอะไรอยู่กันแน่แทนที่จะให้ชั้นมาเฝ้าประตูที่นี่ให้ไปลุยกับหน่วยจู่โจมที่ประตูตะวันออกจะดีกว่าม้าง--"

            เสียงของพันโทว่ามาอย่างนั้น

            สิงห์ตอบกลับไปว่า

            "เรามีกำลังสำหรับการป้องกันไม่พอถ้าประตูทิศเหนือถูกตีฝ่ามาได้ล่ะก็ข้างหน้าก็คือห้องนี้แล้วถึงต้องให้นายไปป้องกันไว้ไงล่ะ"

            แล้วซากิริก็พูดแทรกขึ้นมา

            "เพราะเส้นทางอพยพคนที่รถของพวกเรากำลังสัญจรอยู่นั้นมีการควบคุมฮาบิแททพอยซ์จากที่นี่เป็นหลักหากถูกทำลายฮาบิแทพอยซ์ก็จะเปิดขึ้นมาพร้อมกันทั้งเส้นทาง ถ้าไม่ถ่วงเวลาไว้จนกว่ารถอพยพจะวิ่งเข้าสู้เส้นทางที่ฮาบิแททพอยซ์ผูกกับศูนย์ใหญ่จากศรีราชาแล้วล่ะก็พวกเขาจะถูกสัตว์เทวะที่เกิดใหม่ตามเส้นทางฆ่าตายหมดแน่เพราะเราไม่ได้ส่งกำลังไปคุ้มครองเลยที่อยู่บนนั้นก็มีแต่พลเรือน พูดแบบนี้พอจะเข้าใจขึ้นมาบ้างรึยังล่ะหืม~"

            "เพราะงั้นก็เลยให้ชั้นมาคุมประตูนี้ด้วยกำลังพลที่น้อยกว่าชาวบ้านอย่างนั้นสินะ"

            ข้าวหลามพูดพลางเบี่ยงไหล่ออกเพื่อให้กล้องจับภาพบรรดาลูกน้องภายใต้บังคับบัญชาที่มีกันอยู่แค่สี่นาย

            ซากิริตอบกลับไป

            "มันก็ประมาณนั้น"

            จากนั้นสิงห์ก็พูดสืบต่อว่า

            "ถ้าเข้าใจแล้วก็ตั้งใจทำงานด้วยล่ะ"

            พอได้ฟังดังนั้นข้าวหลามก็ทำหน้าหงุดหงิด

            "ทำมาเป็นพูดดีนายเองก็เหอะเลเวลเก้าสิบเหมือนกันทำไมไม่ออกมาสู้เองเลยเล่า"

            แล้วพูดมาอย่างประชดประชัน

            "..."

            สิงห์ไม่ตอบกลับ

            ถ้าอีกฝ่ายคือเพื่อนสนิทที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เล็กแล้วยังเป็นผู้มีความสามารถที่เขาให้การยอมรับด้วยตัวเองล่ะก็ถึงไม่ต้องใช้คำพูดก็ต้องเข้าใจได้ว่าเขาคาดหวังอะไรไว้

            พันโทข้าวหลามไม่ได้มองเห็นฝั่งศูนย์บัญชาการดังนั้นย่อมไม่รู้ท่าทีของสิงห์ในตอนนี้แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับตอบมาราวกับคาดเดาได้

            "มีแผนอีกงั้นสิ..."

            "..."

            "เอาเถอะ ถ้างั้นแค่นี้แหละ ฝากเรื่องข่าวสารทางนั้นด้วยก็แล้วกัน"

            ข้าวหลามพูดมาอย่างนั้นก่อนจะเดินออกจากมุมของกล้องสิงห์จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ควบคุมเอาภาพใหม่ขึ้นจอหลักแทน

            "ตัดไปที่กล้องตรงประตูทิศเหนือ"

            "ครับ!"

            จากนั้นภาพบนจอหลักก็เปลี่ยนเป็นภาพจากมุมสูงเพราะกล้องถ่ายลงมาจากชั้นที่สามของอาคารบริเวณประตูทิศเหนือ จากภาพจะมองเห็นสะพานพาดผ่าน เหนือถนนใหญ่ที่แบ่งเป็นสี่เลน

            บนเลนถนนฝั่งที่ติดกับประตูทางออกจากมหาลัยมีกองทหารจำนวนร้อยกว่านายรวมตัวกันอยู่ที่นั่น เป็นทหารหนุ่มสาวทั้งสิ้น ในนั้นมีพวกเด็กที่มาจากห้องคิงของหน่วยขับไล่ผู้รุกรานที่อิงศรเคยเข้าไปเรียนอยู่ช่วงหนึ่งปะปนอยู่ด้วยส่วนใหญ่แล้วจะยืนอยู่ที่หัวแถวกันหรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นเหล่าผู้มีความสามารถพอที่จะออกนำหน่วยได้ ที่ด้านหน้าของกองร้อยมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่พอมองเห็นจากที่ไกลๆ ก็เดาได้ในทันที

            “ต่อสายไปที่นรินทร์

            สิงห์ออกคำสั่งจากนั้นเจ้าหน้าที่ควบคุมก็ทำให้ลำโพงในห้องกลายเป็นเสียงที่ส่งมาจากเด็กหนุ่มคนนั้น ซึ่งก็คือ นรินทร์ นักเรียนผู้มีผลการเรียนวิชาทหารสูงที่สุดของค่ายฝึกชั่วคราวแห่งนี้ เขาได้รับหน้าที่ให้เป็นผู้นำกองร้อยและหน่วยย่อยภายในกองที่เขาเป็นผู้บังคับบัญชาก็มีแต่เพื่อนร่วมห้องเลเวลสูงกว่าห้าสิบขึ้นไปทั้งนั้น  พวกเขาคือความหวังของหน่วยโจมตีที่มารวมกัน ณ ประตูทิศเหนือแห่งนี้

            นรินทร์เป็นฝ่ายที่เริ่มพูดเข้ามาก่อน

            “นี่สิบเอกนรินทร์ศูนย์บัญชาการได้ยินแล้วตอบด้วย

            ที่เด็กหนุ่มพูดมาเป็นรูปแบบของการยืนยันการสื่อสารซึ่งเป็นบทเรียนหนึ่งจากชั้นเรียนวิชาทหารซึ่งเขาทำได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

            สิงห์ยิ้ม... ยิ้มด้วยใบหน้าเรียบนิ่งที่แทบไม่เคยเปลี่ยนแปลงให้กับท่าทีของนรินทร์ที่สามารถตอบรับความคาดหวังได้ เขามักจะถูกใจคนที่มีความสามารถแน่นอว่าอิงศรเองก็เป็นกรณีเดียวกัน

            “ทางนั้นเป็นยังไงบ้างรายงานมาซิ

            “ครับ ตอนนี้หน่วยโจมตีทุกหน่วยมาครบหมดแล้วกำลังตั้งแถวเพื่อกระจายคำสั่งต่อไปครับ

            ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ฉายอยู่บนจอโปรเจ็กเตอร์เองก็บอกเล่าเช่นนั้น เหล่าทหารกล้าทั้งร้อยนายกำลังสร้างแถวอย่างเป็นระเบียบ ดูแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่สำหรับสิงห์แล้วสายตาของเขามองลึกลงไปกว่านั้น ทั้งที่มองจากภาพเดียวกันกับทุกคนในห้อง กองทหารกล้าที่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยนั้นยังมีสิ่งหนึ่งที่ขาดไป

            “กำลังตึงมือเลยสินะ

            คำพูดของสิงห์ส่งไปถึงฝั่งนั้นแล้วนรินทร์ก็มีปฏิกิริยากับมัน

            “ห๊ะ...

            “เปิดเสียงทางโน้นทีสิชั้นจะพูด

            “อะ...ครับ

            จากนั้นก็ได้ยินเสียงแว่วๆ มาเป็นเสียงของนรินทร์ที่ตะโกนสั่งให้ทุกคนอยู่ในความสงบเพราะว่าผู้บัญชาการกำลังจะพูดกับพวกเขาทุกคน ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นอาการระสับระส่ายของบรรดาทหารวัยคึกคะนองเหล่านั้น

            หลังจากควบคุมแถวให้อยู่ในความสงบได้แล้วนรินท์ก็เร่งเสียงที่หน้าจอสื่อสารซึ่งเปิดด้วยระบบของเกม หันหน้าจอเข้าหาแถวตรงหน้า

            สิงห์เริ่มพูด...

            “ทุกนายจงฟัง...

            เสียงของเขาถูกกระจายลงไปยังเหล่าทหารที่ฉายอยู่บนจอภาพ

            “ก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้นอยากจะให้จำไว้อย่างหนึ่ง ถึงโลกที่ล่มสลายใบนี้จะไม่มีคุณค่าหรือความหมายในการปกป้องมันอีกแล้วก็ตาม

            จากนี้ไปคำพูดของเขาจะเปลี่ยนเป็นอีกน้ำเสียง...

            น้ำเสียงที่จะดึงเอาความกล้าในตัวทุกคนออกมา

            “แต่ว่า!

            สิงห์พูด

            พูดด้วยน้ำเสียงที่ใส่อารมณ์มากกว่าทุกที

            “ถ้าวันนี้คิดยอมแพ้แล้วหันหลังหนีมนุษยชาติจะไม่มีวันชนะอีก! ถ้าหากวันนี้พวกเราต่อสู้แล้วชนะได้พวกเรานี่ล่ะจะเป็นก้าวแรกของมนุษยชาติที่จะทวงคืนโลก และมีชัยเหนือพวกต่างดาว! ถึงการต่อสู้ในวันนี้จะยากที่สุดเท่าที่เคยมีมาและไม่มีคุณค่าพอที่จะทำ แต่พวกเราจะชนะแล้วสร้างคุณค่าของมันเอง!”      

            สิ้นคำเสียงโห่ก็ดังขึ้น

            เสียงโห่ที่เปี่ยมล้นด้วยความฮึกเหิมของบรรดาทหารที่หลงคล้อยไปตามคำพูดของสิงห์

            ทุกคนที่อยู่บนถนนต่างก็ชักอาวุธออกมาแล้วตะโกนเสียงดังว่า

            “พวกเราจะชนะ!

            “โอ้!!

            “ฆ่าสัตว์เทวะให้หมด!!

            “ใช่! พวกเราจะเป็นก้าวแรก พวกเราจะทวงคืนโลกกลับมา!!

            ด้วยคำพูดไม่กี่คำของสิงห์ กองร้อยจูโจมก็พร้อมใช้งานแล้วที่เหลือก็เพียงแค่เวลา

            เวลาที่เรดบอสจะเริ่มขึ้น

            นาฬิกาบนจอโปรเจ็กเตอร์บอกเวลา 08:59:50 น.

            มันจะเริ่มตอนเก้าโมงพอดิบพอดีอีกเพียงสิบวินาทีเท่านั้น

            เมื่อตัวเลขนาฬิกาวิ่งมาถึง 09:00:00 น. ตอนนั้นเอง

            “จากประตูทิศเหนือ ค่าการปรากฏตัวเพิ่มสูงขึ้นครับ

            ก็มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งตะโกนขึ้นมา

 

            ...สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันบรรยากาศภายในห้องเริ่มทวีความตึงเครียดขึ้นทุกขณะ...

           

            “จะส่งภาพขึ้นจอหลักนะครับ

            เจ้าหน้าที่ควบคุมที่อยู่ใกล้กับสิงห์หันมาถามเขาพยักหน้าตอบกลับไป จากนั้นภาพบนจอหลักก็ถูกเปลี่ยนเป็นภาพจากกล้องตัวที่เคยคุยกับข้าวหลาม

            บริเวณท้องฟ้าเหนือห้องแถวที่เป็นย่านร้านค้ามาก่อนนั่นเอง ได้ปรากฏรูสีดำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสามสิบเมตรแล้วยังขยายใหญ่ขึ้นได้อีก

            จนเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งรูก็หยุดการขยายตอนที่มันมีเส้นผ่านศูนย์กลางเกินร้อยเมตรไปแล้ว

            ศีรษะของสิ่งมีชีวิตก็ยื่นออกมาจากรูนั่น...

            สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมารูปร่างเหมือนเต่าก้าวเท้าต้วมเตี้ยมคลานสี่ขาออกมาจากรูสีดำ ทันทีที่เท้าของมันเหยียบลงบนพื้นถนน พื้นก็ยุบตัวกลายเป็นหลุมไปส่วนที่เหลือของร่างกายซึ่งตามออกมานั้นได้ทับลงบนอาคารบ้านเรือนจนพังยับเยินไม่มีชิ้นดี

 

            รูสีดำหายไป

            สัตว์เทวะจ่าฝูงปรากฏตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ที่หน้าประตูทิศเหนือ

            แค่ภาพที่มองเห็นผ่านกล้องยังสื่อความน่าเกรงขามออกมาได้ถึงขนาดนี้แล้วคนที่ต้องเผชิญหน้ากับมันจะรู้สึกอย่างไร ทุกคนในห้องต่างก็คิดไปต่างๆ นานา

            เจ้าหน้าที่รายงานด้วยเสียงอันดัง

            “ออกมาแล้วครับ ยืนยันระดับจ่าฝูงเลเวลห้าสิบดัคส์เชลปรากฏตัวขึ้นที่ประตูทิศเหนือ!

            แล้วตอนที่รายงานจบลงเจ้าหน้าที่ซึ่งคอยควบคุมข้อมูลจากประตูทิศตะวันตกก็รายงาน

            “ยืนยันการปรากฏตัวของคริมสันเฟเธอร์เลเวลห้าสิบที่ประตูตะวันตกค่ะ

            จากนั้นประตูทิศอื่นๆ ก็ทยอยตามมา

            “ที่ประตูทิศใต้อัลบิโน่คลอว์ปรากฏตัวขึ้นแล้วเลเวลห้าสิบเช่นกันครับ

            “ที่ประตูทิศตะวันออกยืนยันสัตว์เทวะระดับจ่าฝูงเลเวลห้าสิบเซลูลีนอายก็ปรากฏตัวแล้วค่ะ

            สิงห์จึงสั่งการไปว่า

            “ให้แต่ละหน่วยที่ประจำอยู่ตามประตูทิศใต้ ทิศเหนือ กับทิศตะวันตก ดึงความสนใจสัตว์เทวะไว้ก่อนอย่าเพิ่งเข้าไปสู้ซึ่งๆ หน้าแล้วเอาภาพจากประตูทิศตะวันออกที่กองร้อยหน่วยจู่โจมประจำการอยู่ขึ้นจอหลัก ส่งการสนับสนุนจากที่นี่ไปที่หน่วยจู่โจมเป็นอันดับแรก

            “รับทราบ!

            เจ้าหน้าที่ทุกคนต่างตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #261 ดินสอยางลบ (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2561 / 15:08
    สวยพี่สวย
    #261
    0
  2. #53 Nat M Lert (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 25 มกราคม 2560 / 15:05
    พวกพระเอกตีบอสเลเวลร้อยกับหกสิบแปดมาแล้วพวกนี้ก็กระจอกเลยสิ
    #53
    1
    • #53-1 R@ji(จากตอนที่ 32)
      25 มกราคม 2560 / 15:20
      บอสในเรดจะเก่งกว่ากว่าบอสประจำถิ่นน่ะฮะส่วนบอสดันเจี้ยนนั่น....ขออุบไว้รอท่านอ่านไปจนถึงก่อนนะฮะ >w<
      #53-1