Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 30 : Login 28: นิทาน 25 เรื่องของผู้สิงสู่ซากศพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,019
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 43 ครั้ง
    23 ก.ย. 59

Login 28: นิทาน 25 เรื่องของผู้สิงสู่ซากศพ

 

            สวนสัตว์

            บ่อเลี้ยงฮิปโปโปเตมัส

            อิงศรและพวกพ้องอยู่ที่นั่น พวกเขามาถึงจุดที่มีสัตว์เทวะเลเวลสูงที่สุดในสวนสัตว์ โดยที่เหลือเวลาในการเก็บเลเวลวันนี้เป็นวันสุดท้าย

 

อิงศร Lv. 60

[/////3560:3560/////]

 

กวินทร์ Lv. 59

[/////5904:5904/////]

 

มีนา Lv. 59

[/////4230:4230/////]

 

เมษา Lv. 60

[/////7060:7060/////]

 

            หลายวันมานี้ อิงศรกับเมษาที่เลเวลนำอยู่ตั้งแต่แรกได้ถึงเป้าหมายไปแล้ว เหลือเพียงมีนากับกวินทร์ ที่ต้องไล่ตามให้ทันภายในวันนี้

            เบื้องหน้าพวกเขาคือสัตว์เทวะที่จัดการไปหลายครั้งจนค่าประสบการณ์จากมันไม่พอจะช่วยเลื่อนระดับได้อีกต่อไป

            สัตว์เทวะซึ่งกลายพันธุ์มาจากฮิปโปโปเตมัส แต่เรียกว่าอสุรกายอาจจะเหมาะกับมันมากกว่า ด้วยร่างที่เป็นผิวหนังเน่าเปื่อยส่งกลิ่นเหม็นฉุนเหมือนซากศพ ดวงตากลวงโบ๋ และที่พิเศษไปกว่านั้นมันยังมีศีรษะพิเศษสามารถลอยตัวในอากาศได้อีกถึงสิบหัวด้วยกัน ศีรษะทั้งหมดเคลื่อนไหวแยกจากกันอย่างเป็นอิสระภายใต้การควบคุมของร่างต้น

            มันต่อสู้ด้วยการให้หัวพิเศษทั้งสิบกระจายกันล้อมโจมตีพวกเขาจากทุกทิศทาง จากนั้นร่างต้นจะรวบรวมอากาศเพื่อยิงลมหายที่รุนแรงดั่งพายุออกมาบดขยี้ทุกสิ่ง

 

Black Death Follower Lv. 68

[/////9999:9999////]

 

            เมื่อสัตว์เทวะอ้าปากเพื่อจะสูดอากาศ มีนาก็ให้สัญญาณ

            "จะมาแล้วค่ะ!"

            ทุกคนที่กระจายกันอยู่รอบปากบ่อและต่อสู้กับแต่ละหัวของสัตว์เทวะ พอได้ยินสัญญาณต่างก็เร่งมือจัดการกับหัวทั้งหมด

            "ซุสนัคเคิล!"

            หมัดสายฟ้าของเมษาขยี้หัวพิเศษได้ในการชกเพียงครั้งเดียว แต่ยังเหลืออีกหลายหัว และเหมือนมันจะรู้ว่าพวกเขาเล็งอะไรอยู่จึงบังคับให้หัวทั้งหมดหนีไปรอบๆ เพื่อถ่วงเวลา

            "อย่าหนีเซ่!"

            เมษาวิ่งไล่หัวพิเศษ ถึงตามทันแต่พอง้างหมัดเตรียมจะชกมันก็จะหนีไปได้ทุกครั้ง เวลากระชั้นชิดเข้ามาทุกขณะ หากยังกำจัดหัวทั้งหมดไม่ได้ก่อนที่ร่างต้นจะรวบรวมพลังเสร็จล่ะก็พวกเขาจะต้องเสียเวลารอจนกว่าโอกาสโจมตีจะวนกลับมาอีกครั้ง

            และเวลาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในตอนนี้ด้วยเวลาที่เหลืออยู่อาจจะไม่พอทำให้มีนากับกวินทร์เลเวลหกสิบได้ทัน

 

            มีนาพูดขึ้นมาว่า

            "แบบนี้เราคงต้องรอรอบต่อไปแล้วล่ะค่ะ!"

            เธอตัดใจไปแล้ว ตัดใจอย่างง่ายดายโดยที่ไม่ได้พยายามให้ถึงที่สุดแต่นั่นก็เป็นปกติในแบบของเธออยู่แล้ว

            กลับกันกวินทร์ที่อยู่ใกล้กับเธอยังคงไล่ตามหัวพิเศษอย่างไม่ลดละ จนกลายเป็นภาพชวนขบขันที่เด็กสาวยืนถอนหายใจ ส่วนเด็กชายก็วิ่งวนไปมารอบตัวเธอพร้อมกับเอาดาบไล่ฟาดหัวสัตว์เทวะที่ลอยไปลอยมา

 

            "..."

            อิงศรสังเกตรูปแบบการเคลื่อนไหวของหัวพิเศษมาซักพักแล้ว ในที่สุดก็อ่านทางออก

            เขาชักดาบสั้นที่เหน็บกับเอวเอามาขึงไว้กับธนูใช้มันต่างลูกศร

            เด็กหนุ่มเล็งคันศรไปยังทิศที่เมษาวิ่งไล่กวดกับหัวพิเศษแล้วประกาศใช้สกิล

            "ไวลด์วูฟล์ (Wild Wolf)"

            ดาบพุ่งออกไปดั่งศร ทะลวงใส่หัวพิเศษตัดหน้าเมษาไป จากนั้นดาบก็แวบหายกลับมาอยู่ในมือเขาอีกครั้ง

            อิงศรแผลงดาบออกไปคราวนี้เล็งทำลายหัวที่อยู่ฝั่งพวกมีนา สามารถจัดการได้ในดาบเดียวแล้วในทันทีนั่นเองดาบก็ย้อนกลับมาอยู่ในมือของเขาอีกครั้ง

            มันคือสกิลของบิลด์คลาสฮันเตอร์ที่จะติดตั้งได้เมื่อมีเลเวลหกสิบขึ้นไป เป็นสกิลที่ต้องใช้ธนูเป็นอาวุธหลักและสวมใส่ดาบสั้นเป็นอาวุธรอง การโจมตีจะใช้ดาบยิงออกไปต่างลูกธนู ถ้าการโจมตีเข้าเป้าดาบจะย้อนกลับมาแล้วพลังทำลายก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แถมยังโจมตีต่อได้ทันทีจนกว่าจะการโจมตีจะพลาดเป้าหรือไม่ยิงออกไปหลังจากดาบวนกลับมาแล้วภายในสิบวินาที

            ด้วยหลักการทำงานเช่นนั้นทำให้อิงศรกลายเป็นป้อมปืนกลที่ยิ่งปล่อยนานไปลูกกระสุนที่ยิงจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจากปืนกลจะกลายเป็นปืนใหญ่ไปในที่สุด แต่สกิลนี้ก็มีจุดอ่อนตรงที่ผู้ใช้จะเคลื่อนที่ไปไหนไม่ได้ระหว่างที่ใช้ ดังนั้นโดยปกติแล้วจะต้องมีคนคอยคุ้มกันและจะใช้ได้ผลกับศัตรูที่มีอัตราการหลบหลีกต่ำเพราะหากยิงพลาด สกิลจะจบลงทันทีจากนั้นต้องรอช่วงเวลาพักสกิลไปอีกหลายสิบนาทีกว่าจะกลับมาใช้งานได้ใหม่

            แต่อิงศรกลับใช้โดยแหกกฎทั้งหมดที่ว่ามา รอบตัวเขาไม่มีใครมาคอยคุ้มกัน หัวพิเศษของสัตว์เทวะก็เคลื่อนไหวว่องไวโอกาสพลาดจึงมีสูง แถมพวกเดียวกันยังเคลื่อนที่ปะปนกันอยู่ในกลุ่มศัตรูความเสี่ยวที่จะยิงโดนพวกเดียวกันทำให้ไม่สมควรใช้สกิลนี้เป็นอย่างยิ่ง แต่เขาก็ยังใช้มันและใช้ได้ดี ไม่ใช่ว่าเขาเก่งฉกาจเหนือมนุษย์แต่อย่างใดส่วนหนึ่งที่มันเป็นไปได้ก็เพราะหัวเหล่านั้นเคลื่อนที่เป็นรูปแบบเดิมๆจนถูกเขาอ่านทางได้ต่างหาก

            นอกจากนี้เมื่ออิงศรงัดสกิลนี้ออกมาใช้นั่นคือสัญญาณให้ทุกคนในทีมเคลื่อนไหวตามแผนขั้นต่อไป

            "คุณกวินทร์คะ!"

            มีนาออกคำสั่งแววตาของเธอกลับมาเปล่งประกายหลังจากทำหน้าตัดใจไปแล้ว

            "ครับ!"

            กวินทร์ตอบรับคำสั่งนั้นแล้วเปลี่ยนเส้นทางจากที่วิ่งไล่หัวพิเศษเป็นเลี้ยวตรงไปที่บ่อซึ่งสัตว์เทวะกำลังสะสมพลังอยู่ จากนั้นกระโดดลงไป

            ภายในบ่อน้ำที่ใช้เลี้ยงนั้นกลายเป็นสภาพน้ำเน่าไปตั้งแต่ตอนที่โลกล่มสลาย เมื่อฮิปโปโปเตมัสกลายเป็นสัตว์เทวะ... แต่กวินทร์ที่กระโดดลงบ่อนี้มาหลายครั้งตั้งแต่ที่เลเวลของเขาขึ้นมาถึงห้าสิบเจ็ดก็รู้ถึงเรื่องนั้นเป็นอย่างดี

            เด็กหนุ่มแทงดาบลงไปในน้ำก่อนที่เท้าจะตกลงไปในน้ำเน่าแล้วใช้แอพพลิเคชั่นปีศาจ

            "เดม่อนแอพแจ็คฟรอส!"

            คลื่นความเย็นแผ่ออกจากส่วนปลายของใบดาบ แช่แข็งผืนน้ำในพริบตารวมถึงสัตว์เทวะที่แช่อยู่ในนั้นด้วย ดูเหมือนว่าอานุภาพของแอพปีศาจที่เคยไร้ประโยชน์เมื่อใช้บนพื้นดินจะกลับมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเอามาใช้ในสถานการณ์นี้

            ตอนที่กวินทร์เหยียบเท้าลงบนพื้นน้ำแข็งเมษาก็กระโดดตามลงมาถึงด้วยพอดี

            สัตว์เทวะถูกแช่แข็งไปพร้อมกับน้ำในบ่อการสะสมพลังจึงหยุดชะงักแถมยังเคลื่อนไหวไม่ได้

            อิงศรที่ไล่ทำลายหัวพิเศษจนกระทั่งหัวสุดท้ายถูกทำลายลงจึงหันเป้ามายังสัตว์เทวะ

            ดาบที่ย้อนกลับมาถึงสิบครั้ง

            สะสมพลังทำลายถึงสิบเท่า...

            ไม่ใช่!

            ...ทุกครั้งที่ย้อนกลับมาพลังจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีดังนั้นดาบจึงสะสมพลังไว้ที่ 1024 เท่า!

            ดาบที่มีพลังทำลายมหาศาลทะลวงผ่าoร่างของสัตว์เทวะแช่แข็งจนกลวงโบ๋

 

 Black Death Follower Lv. 68

[//...1028:9999.....]

 

            แค่ครั้งเดียวก็ทำความเสียหายได้อย่างรุนแรงจนเกือบจะจัดการได้ในนัดนั้นนัดเดียว

            ดาบย้อนกลับมาที่มืออีกครั้งอิงศรตั้งใจจะยิงเพื่อปิดฉาก เขาตั้งใจจะทำแบบนั้นแต่ร่างกายกลับไม่ยอมเชื่อฟัง

            “ชิ ถึงขีดจำกัดแล้วเรอะ...

            นั่นเพราะว่าดาบที่ย้อนกลับมาเป็นครั้งที่สิบเอ็ดมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากเสียจนยกแทบไม่ไหว ดาบที่มีพลังทำลายเพิ่มขึ้นมา 2048 เท่า นั้นหนักกว่าตอนที่ยังมีพลัง 1024 เท่าอย่างเทียบไม่ติด

            ไม่เพียงขึ้นดาบบนคันศรไม่ได้แค่จะยกดาบเอาไว้ก็สุดกำลังแล้ว อิงศรปล่อยดาบหลุดจากมือเพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้นแล้วแขนเขาคงจะหักไปด้วยแน่

            ดาบที่ตกลงบนพื้นและสูญเสียน้ำหนักกับพลังทั้งหมดไปกลายเป็นเพียงดาบธรรมดา สกิลถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลนักเพราะตอนนี้เมษากับกวินทร์ที่กระโดลงไปในบ่อได้จัดการกับซากของสัตว์เทวะที่ยังหลงเหลือให้เป็นที่เรียบร้อย

            มีนาที่วิ่งอ้อมบ่อเพิ่งมาถึงและได้เห็นสภาพที่น่าสมเพชของเขา

            ข้อมือเจ็บแปลบ ตอนที่ดาบย้อนกลับมาแล้วรับไว้ก็ถูกน้ำหนักของดาบลากจนข้อมือซ้น เด็กหนุ่มจึงปล่อยมือจากคันธนูมากุมข้อมือด้วยสีหน้าที่เจ็บปวด

            มีนามองข้อมือที่ได้รับบาดเจ็บจนกลายเป็นสีเขียวช้ำแล้วเบ้หน้า

            “คุณอิงศรคะข้อมือ!

            “ช่างเถอะ สัตว์เทวะล่ะ!

            อิงศรพูดพลางปล่อยมือที่กุมออกแล้วเก็บดาบกับคันธนูกลับมา

            "พวกเมษาจัดการไปแล้วค่ะ"

            มีนาพูด จากนั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนน้ำกำลังไหลบ่าดังมาจากในบ่อ

            พวกเขาเดินเข้าไปใกล้ปากบ่อ ภายในนั้นน้ำที่แข็งตัวกลับคืนสภาพเดิมไปแล้ว ส่วนอีกสองคนที่ลงไปในบ่อเองก็กลับขึ้นมาก่อนหน้านั้น แล้วตามมาสมทบ

            น้ำภายในบ่อหมุนวน มันกำลังไหลลงไปข้างล่าง ไม่นานนักพื้นก้นบ่อเลี้ยงฮิปโปฯ ก็ปรากฎขึ้นมา

            ที่ก้นบ่อมีโพรงขนาดใหญ่เกิดขึ้นเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำไหลลงไป ซึ่งโพรงนั่นคือทางเข้าที่เชื่อมไปยังเขาวงกตหรือ 'ดันเจี้ยน' ที่จะเปิดออกก็ต่อเมื่อจัดการกับสัตว์เทวะที่เฝ้าทางเข้าเอาไว้ มันคือสถานที่สำหรับเก็บเลเวลของพวกเขาในตอนนี้

 

 

            ดันเจี้ยน คือพื้นที่ลับที่ไม่สามารถเข้าออกได้ตามปกติ มีลักษณะเป็นเขาวงกตทางเดินซับซ้อนและเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย

            ปกติแล้วในเกม ดันเจี้ยน มักจะเป็นสถานที่มีไว้ให้เก็บเกี่ยวเลเวลและสมบัติจำนวนมหาศาล สำหรับเกมโลกาวินาศเองก็ไม่ได้ต่างกัน

 

            ตั้งแต่ที่กำหนดเอาไว้ว่าจะมาเก็บเลเวลกัน อิงศรก็เล็งดันเจี้ยนที่อยู่ภายในสวนสัตว์แห่งนี้ไว้แต่แรก เพราะสัตว์เทวะจะทวีความร้ายกาจตามร่างดั้งเดิมของพวกมันก่อนจะกลายพันธุ์ ยิ่งเป็นสัตว์ที่ดุร้ายมากระดับเลเวลก็จะสูงขึ้นไปด้วย แต่ในเมืองจะหาสัตว์แบบนั้นได้ก็มีแค่ในสวนสัตว์ แต่มันก็เป็นเพียงสัตว์ที่ถูกเลี้ยงเอาไว้จึงไม่ได้มีความร้ายกาจอะไรมากนัก ค่าประสบการณ์ที่ได้จากพวกมันจึงไม่เพียงพอจะเติมเต็มการเก็บเลเวลของพวกเขา ถึงต้องพึ่งพาดันเจี้ยนเพราะระดับของสัตว์เทวะที่อยู่ภายในดันเจี้ยนจะมีความร้ายกาจเป็นพิเศษหนำซ้ำยังให้ค่าประสบการณ์มากกว่าปกติอีกด้วย

            ดันเจี้ยนที่สวนสัตว์แห่งนี้ถึงจะลงมาหลายครั้งแล้วแต่สภาพภายในก็เปลี่ยนไปทุกครั้ง เพราะดันเจี้ยนจะวนเปลี่ยนสถานที่สลับไปมาสามแบบ

            แบบแรกคือดันเจี้ยนป่า หลังจากที่ผ่านโพรงทางเข้าลงมาก็จะตกลงมาอยู่กลางป่าขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยสัตว์เทวะมากมายเป็นดันเจี้ยนที่ให้ค่าประสบการณ์ต่อการจบหนึ่งรอบมากที่สุด

            แบบที่สองคือดันเจี้ยนกรง แต่ดันเจี้ยนจะมีลักษณะเหมือนกับเรือนจำเสียมากกว่าห้องกรงจำนวนมากมายจะเรียงรานติดกันเป็นชั้นๆ ไปมีด้วยกันสองฝั่ง จุดเริ่มต้นหลังจากผ่านโพรงทางเข้ามาจะเป็นชั้นบนสุดของฝั่งใดฝั่งหนึ่งส่วนทางออกจะอยู่ที่ชั้นบนสุดของอีกฝั่ง สัตว์เทวะที่นี่มีความร้ายกาจมากที่สุดในดันเจี้ยนทั้งสามแบบ แต่พวกมันจะถูกขังอยู่ในกรง พวกเขาต้องเลือกเปิดกรงเพื่อสู้กับสัตว์เทวะที่พอสู้ไหวเท่านั้น หากสุ่มได้ดันเจี้ยนนี้พวกเขาจะพยานามจบมันให้เร็วที่สุดเพื่อสุ่มหาดันเจี้ยนอีกสองแบบแทน

            แบบสุดท้ายคือดันเจี้ยนถ้ำน้ำแข็ง ภายในเป็นถ้ำที่เย็นจัด พื้นเป็นน้ำแข็งจึงสามารถสไลด์เท้าไปพื้นแทนโดยที่ไม่ต้องออกแรงวิ่งได้ สัตว์เทวะของดันเจี้ยนนี้ระดับจะพอกันกับดันเจี้ยนป่าแต่มีจำนวนน้อยกว่า จุดที่พิเศษของดันเจี้ยนนี้จะอยู่ที่การเก็บสะสมไอเท็มเนื่องจากมีห้องลับที่เก็บไอเทมล้ำค่าไว้มากมาย แถมสัตว์เทวะในดันเจี้ยนเองก็ยังดรอปไอเท็มฟื้นฟูพลังอีกหลายอย่าง ถือเป็นดันเจี้ยนที่มีไว้เพื่อการกักตุนสำหรับไปลุยกับดันเจี้ยนป่าเป็นอย่างดี

            ตอนนั้นเองน้ำในบ่อก็ไหลลงโพรงไปหมด อิงศรบอกให้ทุกคนเตรียมตัว

            "จะไปกันแล้วนะ"

            ทุกคนพยักหน้า แล้วพวกเขาก็กระโดดจากปากบ่อลงไปในโพรง

 

            ภายในดันเจี้ยนมีลักษณะเป็นห้องพื้นใสเหมือนกระจก น่าจะเป็นพื้นน้ำแข็ง

            ที่นีคือดันเจี้ยนน้ำแข็ง...

            แต่มันกลับดูแตกต่างจากที่ผ่านๆ มา

            "นี่มันใช่ดันน้ำแข็งรึเปล่าเนี่ย"

            คำพูดของเมษานั้นสมเหตุสมผล ที่นี่ไม่ใช่ดันเจี้ยนน้ำแข็ง จากนั้นมีนาที่ยืนอยู่ข้างกวินทร์ก็ก้มตัวลงแล้วเคาะพื้นน้ำแข็งด้วยหลังมือ มีเสียงสะท้อนดังก๊องๆ ออกมา

            "ไม่เย็นเลยค่ะ พื้นนี่ไม่ใช่น้ำแข็งแต่เป็นกระจกต่างหาก"

            แล้วพูดมาอย่างนั้น

            "งั้นนี่ก็เป็นดันใหม่น่ะสิครับ"

            กวินทร์ส่งเสียงตามมา

            สรุปว่าเป็นอย่างนั้น พวกเขาตกลงมาในดันเจี้ยนใหม่ที่ไม่ใช่ทั้งสามแบบที่เคยผ่านกันมา

            "ถ้างั้นรีบสำรวจกันเถอะถ้าไม่ใช่ที่เหมาะๆ กับการเก็บเลเวลจะได้เปลี่ยนดันใหม่"

            อิงศรกล่าวจากนั้นก็เดินนำทุกคนไปตามทางเดินกระจกที่ทอดยาวจนมองไม่เห็นฝั่ง

            เดินกันไปร่วมครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่ถึงฝั่งเสียที ในระหว่างทางก็ไม่มีสัตว์เทวะโผล่มา ดันเจี้ยนนี้ไม่มีอะไรซักอย่าง สิ่งที่มันทำได้คือการผลาญเวลาของพวกเขาไปเปล่าๆ

            ต้องรีบออกจากที่นี่...อิงศรบอกกับตัวเองเช่นนั้น

            หลังจากเดินต่อกันมาอีกสิบนาทีพวกเขาก็มาถึงฝั่งด้านในสุดของห้อง

            เบื้องหน้าคือทางเดินกระจกที่ลาดลงไปเป็นแอ่งและที่ใจกลางของแอ่งนั่นเองก็มีสัตว์เทวะ

 

Unknown: Libra Avatar Lv. 100

[/////10000:10000/////]

 

            ชื่อบนแถบแสดงพลังชีวิตของมันเขียนไว้ด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษสีแดง ดั้งนั้นจะต้องเป็นสัตว์เทวะอย่างแน่นอน แต่รูปร่างของมันกลับดูไม่เหมือนสิ่งมีชีวิต เจ้าสิ่งที่น่าจะเป็นสัตว์เทวะนั่นกลับดูเหมือนคันชั่งโบราณขนาดใหญ่

            อิงศรกวาดสายตามองโดยรอบ แต่ไม่พบทางออกหรือเส้นทางไปต่อแต่อย่างใด

            “ต้องทำลายเจ้านั่นถึงจะออกไปได้สินะ

            แล้วสรุปออกมา ทุกคนต่างก็เห็นพ้องกันกับเขา

            ในเมื่อต้องสู้กันแล้วอิงศรจึงตรวจสอบข้อมูลของศัตรูทันที คอนแทกเลนส์ที่มีข้อมูลของสัตว์เทวะบรรจุไว้เริ่มทำงาน

 

???

ข้อมูลสกิล: ???

 

            แต่ทว่า ข้อมูลกลับไม่ปรากฏขึ้นมาอย่างทุกที ตอนนั้นเองมีนาก็เดินมายืนเคียงข้างพร้อมกับหยิบแว่นเลนส์ข้างเดียวขึ้นมาสวมไว้ที่ตาข้างขวา เลนส์สะท้อนข้อมูลของสัตว์เทวะออกมาเหมือนกับคอนแทกเลนส์ของเขาคงเป็นไอเท็มสำหรับตรวจสอบข้อมูลแบบเดียวกัน

            “อ่านข้อมูลไม่ได้...สงสัยว่าทางกองทัพเราจะยังไม่มีข้อมูลของมันน่ะค่ะ

            ดันเจี้ยนที่เพิ่งค้นพบ ต่อมาก็สัตว์เทวะที่ไม่รู้จัก ยังจะมีอะไรแย่ไปกว่านี้อีก พวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสถานการณ์ในตอนนี้เลย

            แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงพูดดังมาจากคันชั่งที่ตั้งอยู่กลางแอ่งกระจก

            “มนุษย์ผู้ขลาดเขลาในโชคชะตาเอ๋ย ผู้ที่หลงวนเวียนอยู่ในทางวงกตแห่งการสะท้อนเอ๋ย

            เสียงของคันชั่งดังก้องสะท้อนไปทั้งห้อง

            “หากความปรารถนาของพวกเจ้าคือการออกไปจากที่นี่ ก็จงก้าวเท้าเข้ามาแล้วพิสูจน์บาปของเจ้าต่อหน้าข้าผู้เที่ยงตรงอยู่เสมอ หากเจ้าบริสุทธิ์จริงหนทางจักเปิดออกหรือไม่อย่างนั้นแสงแดงแห่งไฟชำระจักทำให้เจ้าบริสุทธิ์เอง"

            คำพูดที่ฟังดูเป็นการท้าทายนั่นบอกเล่าอย่างตรงไปตรงมา ถ้าต้องการออกจากดันเจี้ยนแห่งนี้ก็มีแต่ต้องลุยกับมันเท่านั้น

            แล้วเมษาก็พูดออกมา

            "พูดง่ายๆ ก็คือแค่อัดแกแล้วออกไปจากที่นี่ก็พอสินะ"

            เป็นคำพูดที่เข้าใจได้ง่ายมากจริงๆ นั่นแหละ

            "เอาเป็นว่าลุยก่อนก็แล้วกันไว้ถ้าหงายเงิบเอากลางทางก็ม้วนหางหนีกันตอนนั้นน่ะแหละ"

            อิงศรกล่าว จากนั้นทุกคนก็เตรียมอาวุธ แล้วบุกโจมตีทันที เมษาวิ่งนำออกไปเป็นคนแรก

            "เดี๋ยวชั้นจะตีฝ่าให้เองกวินทร์นายคุ้มกันที"

            แล้วพูดมาอย่างนั้น

            "ครับ"

            กวินทร์ตอบรับคำขอนั้นแล้ววิ่งตามหลังไปติดๆ เหลือแค่เขากับมีนาที่ยังไม่ได้ก้าวเท้าออกไป

            มีนาเงื้อจอบแล้วฟันลงไป

            "เนโครดราก้อนสเตโกซอมบี้"

            แต่ทว่า

            แกร๊ง จอบนั้นฟันพื้นกระจกไม่เข้าแถมยังสะท้อนกลับมา จอบกระดอนไปข้างหลัง

            "ว้าย!"

            มีนากรีดร้องขณะที่ร่างกายเสียหลักเซตามจอบไปข้างหลัง

            ดูเหมือนว่าที่นี่จะสามารถใช้เนโครดราก้อนได้ ดังนั้นอิงศรจึงต้องรับหน้าที่โจมตีสนับสนุนเพียงคนเดียว

            เด็กหนุ่มชักดาบสั้นจากเอวมาขึ้นธนู

            "ไวลด์วูฟล์"

            สกิลไม้ตายที่ดีที่สุดเท่าที่มีในตอนนี้ ศัตรูไม่ได้ขยับตัวแถมไม่ได้โจมตีมา ทุกอย่างเป็นไปตามเงื่อนไขที่เอื้อมให้ใช้สกิลนี้

            ดาบแผลงออกไป พุ่งตัวแหวกอากาศไปจนเกือบจะถึงตัวคันชั่งแล้ว แต่ทว่า

            "ควอแวดิส (Quo Vadis)"

            คันชั่งส่งเสียงมาอย่างนั้นแล้วดาบที่ควรจะพุ่งทะลวงตัวคันชั่งก็ชนเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็นจนสะท้อนกระเด็นไปทางอื่น การโจมตีพลาดและจบลงตรงนั้น

            "มันป้องกันการโจมตีได้เหรอ?!"

            อิงศรตกตะลึงกับการป้องกันอันสมบูรณ์แบบนั่น ตอนนั้นเองเมษาและกวินทร์ก็บุกเข้าไปถึงระยะโจมตีแล้ว ตอนที่ตั้งใจจะจัดการกับคันชั่งอยู่นั่นเองมันก็ส่งเสียงออกมา

            ลิเบอร่าเม (Libera Me)

            จากนั้นลำแสงสีแดงที่น่าจะเป็นแสงเลเซอร์ก็ยิงลงมายังจุดที่ทั้งสองยืนอยู่ แต่พวกเขาก็หลบมันได้ แต่แล้วแสงที่ตกกระทบพื้นแทนที่จะระเบิดหรือหายไป มันกลับสะท้อนกลับขึ้นมาในแนวทแยง

            ลำแสงเฉี่ยวหัวไหล่ของเมษาจนแขนเสื้อฉีกขาด ผิวหนังบริเวณนั้นถูกเผาจนไหม้เกรียม

            "โอ้ย!"

            เด็กหนุ่มผมแดงใช้มือกุมหัวไหล่เอาไว้พลางกัดฟันทนต่อความเจ็บปวด ฝืนไม่ให้ตัวเองล้มลงตอนนี้เพราะว่าลำแสงไม่ได้ยิงมาแค่เส้นเดียวแต่ยังกราดยิงลงมาอย่างต่อเนื่อง

 

เมษา Lv. 60

[/////4790:7060//...]

 

            พวกเขาหลบ แต่ลำแสงก็กระทบพื้นแล้วกระดอนทแยงมุม ตัดกันไปมาจนยากที่มองตามแล้วหลบหรือคาดคะเนว่ามันจะกระดอนไปทางไหนได้

 

            "บ้าเอ้ย!"

            กวินทร์สบถแล้ววิ่งหลบลำแสงทั้งหมดไปพลางเคลื่อนที่เข้าใกล้ตัวคันชั่ง และในทันทีที่เข้าประชิดตัวได้ เด็กหนุ่มก็กวัดแกว่งดาบกระหน่ำฟาดฟันใส่คันชั่งอย่างบ้าคลั่ง

 

Unknown: Libra Avatar Lv. 100

[/////8937:10000///..]

 

            พลังชีวิตของคันชั่งลดลง ทั้งที่การโจมตีของอิงศรถูกสะท้อนออกไปแต่การโจมตีในระยะประชิดของกวินทร์กลับได้ผล

            แต่มันก็เท่านั้น ลำแสงกราดยิงลงมาอย่างไม่ยี่ระ

            อิงศรที่มองการสะท้อนเหล่านั้นออกก็คาดคะเนได้แล้วว่าทั้งสองคนจะถูกลำแสงที่กระดอนกลับขึ้นมาฆ่าตายพร้อมๆ กัน

            "ถอยกลับมาเร็ว!"

            แต่มันสายเกินไป ทั้งสองคนรู้ตัวช้าเกินไป กว่าจะรู้ตัวก็ไม่มีโอกาสให้ขยับเท้าหนีแล้ว

            ตอนนั้นเองมีนาก็กระแทกปลายของด้ามจอบลงกับพื้น

            "เดม่อนแอพเวตาล (Vetala)"

            วงเวทย์ที่ประกอบด้วยอักขระแปลกประหลาดแผ่ออกมาจากด้ามของจอบที่ติดกับพื้น พอเห็นดังนั้นมีนาก็ตะโกนถามทั้งสองคนไปว่า

"ทุกคนคะช่วยบอกสีที่ชอบมาทีค่ะ"

เมษาหันกลับมา

"หา?!"

            กวินทร์พูดทั้งที่ยังแกว่งดาบไม่หยุด

"ตอนนี้เนี่ยนะ!"

            ไม่รู้ว่ามีนาตั้งใจจะทำอะไร แต่ลำแสงตกกระทบพื้นไปแล้ว ตอนที่กำลังจะกระดอนขึ้นมานั่นเอง

            เวตาลปัญจวิงศติ! (Vetala Panchavimshati)

            พอมีนาร่ายคำพูดที่ฟังดูคล้ายกับคาถาหรืออะไรซักอย่าง ร่างของกวินทร์กับเมษาที่ตกอยู่ในวงล้อมของลำแสงก็หายวับไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 43 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น