Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 29 : Login 27: เงื่อนงำของเทวะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,062
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    21 ก.ย. 59

Login 27: เงื่อนงำของเทวะ

 

            หลังจากทานมื้อเที่ยงแล้วเพื่อให้พวกเมษาได้พักผ่อนกันอิงศรจึงแยกตัวออกมาเพียงลำพัง

            โชคดีที่ในสวนสัตว์มีร้านฟาสต์ฟูดที่ยังไม่โทรมหนักมากนักอยู่ในจุดที่มี ฮาบิแททพอยซ์พอดีจึงใช้เป็นที่หลับนอนในตอนกลางคืนได้

            พวกเมษานอนอยู่ในห้องพักพนักงานเก่าซึ่งมีเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นกับเตียงนอนอยู่พอดีแถมยังมีถึงสองห้องจึงแยกให้มีนาไปนอนอีกห้องแทน ถึงเธอจะบ่นว่าอยู่คนเดียวมันน่ากลัวก็ตาม แต่จะให้เด็กผู้หญิงมานอนร่วมกันกับเด็กผู้ชายอย่างพวกเขาไปตลอดมันก็คงไม่ดีนัก

            อิงศรเดินออกมาจากร้านฟาสต์ฟูดแล้วเลี้ยวไปที่บันไดซึ่งเชื่อมขึ้นไปยังชั้นสองของร้าน

 

            บนชั้นสอง...

            นอกจากโต๊ะเก้าอี้สำหรับบริการลูกค้าที่ตั้งไว้ทั่วทั้งชั้นแล้วก็ยังมีมุมสำหรับเล่นเกมหรือจัดกิจกรรมสันทนาการเล็กๆ อยู่ที่มุมด้านในสุดของชั้น ที่นั่นมีเป้ากับลูกดอกสำหรับเล่น ดาร์ท หรือ ปาเป้าอยู่ด้วย

            เดิมทีสายแขวนเป้ามันขาดไปแล้วแต่อิงศรก็ซ่อมมันให้กลับมาใช้ได้ตั้งแต่เมื่อวาน แล้วเอาไปแขวนบนผนังอีกครั้งเพื่อใช้เล่นเป็นการผ่อนคลาย

            เด็กหนุ่มหยิบลูกดอกจากตะกร้าที่วางอยู่บนโต๊ะมาจำนวนหนึ่งแล้วเริ่มปาอย่างเหม่อลอย

            ลูกดอกที่ปาโดยไม่แยแสอะไรนั้นพุ่งเข้าใส่กลางเป้าอย่างแม่นยำราวกับจับวาง แต่เขาก็ไมได้ยินดียินร้ายอะไรกับมัน เพราะนี่คือสิ่งที่ทำได้มาตั้งแต่สมัยที่โลกยังไม่ล่มสลาย

            อิงศปาลูกดอกอันที่สองออกไปในหัวก็นึกไปถึงเรื่องในอดีต

            เรื่องที่เขาไม่เป็นที่สนใจของพ่อแม่ทั้งที่ทำผลงานได้ดีเยี่ยมขนาดนี้แต่ทั้งคู่ก็เอาแต่มองมิ่งขวัญเพียงฝ่ายเดียว เพราะหมอนั่นเป็นคนที่พระเจ้ารักใคร่

            ถ้าเป็นเรื่องกีฬาหรือการใช้ความสามารถทางกายแล้วล่ะก็มิ่งขวัญสามารถทำได้แทบทุกอย่างสิ่งที่พิสูจน์เรื่องนั้นได้เป็นอย่างดีก็คือตอนที่หมอนั่นเข้าทีมฟุตบอลของโรงเรียนประถมแล้วใช้เวลาไต่เต้าไม่ถึงเดือนก็ได้เป็นดาวเด่นไปแล้ว แถมยังมีแมวมองมาจับตาดูอีกต่างหากเรียกได้ว่ามีอนาคตไกลอาจจะได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพเลยก็ว่าได้แต่ฝันนั้นก็จบลงไปซะก่อนเพราะโลกได้ล่มสลายลง

            ถึงอย่างนั้นพลังอัจฉริยะของหมอนั่นก็ทำให้ต่อสู้ในโลกที่ล่มสลายได้อย่างไม่แพ้ใคร แม้แต่บิลด์คลาสที่เขาจัดชุดให้ก็ยังสามารถใช้ได้ถึงขั้นสูงสุดที่ดึงพลังออกจนถึงขีดจำกัดของสายอาชีพ

            เพราะอย่างนั้นถึงได้รู้สึกไม่ชอบใจมาโดยตลอด ไม่ใช่ว่าไม่ชอบใจที่มิ่งขวัญเก่งกว่า แต่ไม่ชอบใจโลกที่เอาแต่มองมิ่งขวัญต่างหากจนเคยนึกอยากให้มันล่มสลายลงไป จนกระทั่งมันเป็นความจริงขึ้นมา

            แต่เขาก็ไม่ได้คิดไปถึงขั้นอยากให้มีคนต้องสังเวยไปมากขนาดนี้ ไม่เคยคิดอยากให้มิ่งขวัญต้องมาตายจากไปด้วย ดังนั้นเขาจึงรู้สึกเกลียดตัวเองที่เคยคิดอยากจะให้โลกล่มสลายลงไป

            ตอนนั้นเอง ก็มีลูกดอกขว้างตัดหน้าลูกดอกที่เขากำลังจะปา

            ลูกดอกนั้นพุ่งเข้ากลางเป้าแต่เพราะที่กลางเป้ามีลูกดอกของเขาอยู่ทำให้มันเสียบทะลุหางลูกดอกต่อกันเป็นทอดไปแทน

            “แบบนี้ได้ห้าสิบแต้มสินะคะ

            มีเสียงดังมาจากทางด้านหลังที่ลูกดอกปามา อิงศรหันกลับไป

            มีนานั่นเอง

            หล่อนกำลังมองมาทางนี้พร้อมกับยิ้มให้

            “เธอเองเรอะ

            เด็กสาวพูดพร้อมกับทำท่าชูสองนิ้วเป็นรูปตัว V วางให้สายตามองลอดผ่านง่ามนิ้วพอดีแล้วกระพริบตาข้างนั้น

            “ใช่แล้วมีนาตันเองค่า

            ท่าประจำตัวที่ไมได้เห็นเสียนานคงเพราะตั้งแต่ออกมาจากค่ายก็มีแต่เรื่องชวนเครียดเต็มไปหมดเด็กสาวถึงเพิ่งมาออกลายเอาป่านนี้

            อิงศรตอบกลับไปอย่างประชดประชัน

            “ไม่ไปนอนกับเจ้าพวกนั้นล่ะ

            มีนาเดินเข้ามายืนเคียงข้างจากนั้นก็พูดว่า

            “ไม่ล่ะค่ะถึงจะง่วงแต่เมษากรนดังซะขนาดนั้นคงหลับไม่ลงหรอกค่ะ

            จากนั้นหล่อนก็หยิบลูกดอกไปจากมือของเขาแล้วปาใส่กลางเป้า ลูกดอกเสียบต่อกันเป็นทอดถึงสามดอกแล้ว

            “ปาเก่งเหมือนกันนี่

            อิงศรออกปากชมพลางปาลูกดอกออกไปและนั่นได้กลายเป็นทอดที่สี่ของลูกดอกกลางเป้า

            “ตอนที่โลกยังไม่ล่มสลายน่ะฉันร่างกายอ่อนแอมากจนออกไปไหนไม่ได้เลยล่ะค่ะสิ่งที่มีให้ทำก็เลยจำกัดไปด้วยในบรรดาของเหล่านั้นก็มีเจ้านี่ที่สามารถเล่นกับคนหัวขี้เลื่อยอย่างเมษาได้

            มีนาเริ่มพูดเรื่องของตัวเองจนชวนเขาประหลาดใจว่าทำไมถึงได้กล้ามากขนาดนั้น

            “ตอนนั้นก็เคยคิดนะคะว่าถ้ามีปาฏิหาริย์ทำให้หายจากโรคร้ายได้ก็อยากจะลองเป็นดาราเป็นไอดอลกับเขาดูน่ะค่ะ

            “เพราะงั้นก็เลยชอบพูดแบบนั้นน่ะเหรอ

            “ค่ะ สมัยเด็กๆ น่ะไม่ว่าใครก็มีความฝันกันทั้งนั้นใช่ไหมล่ะคะ แต่มันก็น่าขำดีนะพอตอนนี้หายขาดแล้วโลกก็ดันล่มสลายซะจนเป็นไอดอลไม่ได้แล้วล่ะค่ะ

            อิงศรหัวเราะเบาๆ จากนั้นก็พูดจาเย้าหยอกเธอหวังให้เงียบเสียที

            “ฝันสลายเลยสินะ แล้วไงเสียใจไหมล่ะ

            แต่มีนาก็ไม่ได้สะทกสะท้านอะไรหล่อนพูดพลางหยิบลูกดอกจากมือเขาไป

            “พูดตามตรงว่าเสียใจอยู่นิดๆ เหมือนกันค่ะแต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกดีที่มีโอกาสได้เดินด้วยขาของตัวเองก็เลยไม่ได้เกลียดอะไรโลกนี้มากมายนัก เพราะถ้าไม่มีไวรัสโลกาวินาศนี่ โรคร้ายของฉันก็คงจะไม่มีวันหายขาดได้อย่างปาฏิหาริย์ ขนาดนี้หรอกค่ะ

            แล้วปาลูกดอกออกไปต่อทอดลูกดอกกลางเป้าเป็นทอดที่ห้า จนเสาลูกดอกเริ่มจะโน้มเอียงไปตามน้ำหนัก

            “แล้วเธอมาเล่าให้ฟังทำไมเนี่ย

            อิงศรพูดจากนั้นก็ปาลูกดอกต่อเสาที่โน้มเอียงไปแล้วเป็นทอดที่หกได้อย่างน่าตกใจ

            “ก็ไม่รู้สิคะแค่คิดว่าถ้าเล่าไปแล้วคุณอิงศรจะยอมเล่าเรื่องของตัวเองบ้างน่ะค่ะ

            พอได้ยินแบบนั้นเขาก็แค่นเสียงหัวเราะขึ้นจมูก

            “เฮอะ นี่เธอเห็นชั้นเป็นคนง่ายๆ ขนาดนั้นเลยรึไง

            “ก็ไม่ได้คิดหรอกค่ะแค่จะดูว่าคุณอิงศรเป็นคนขี้โกงแอบฟังความลับของเด็กสาวแล้วยังไม่รับผิดชอบอีกได้หน้าตาเฉยนั่นล่ะค่ะ

            เด็กสาวหันมามอง เธอส่งสายสายตาซุกซนเข้ามาสอดส่องตัวเขาเหมือนรอจังหวะอยู่

            “เธอมาเล่าให้ชั้นฟังเองไม่ใช่รึไง

            แล้วมีนาก็หัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นจึงถามต่อไปว่า

            “นั่นสิคะแล้วตกลงว่ามีรึเปล่าล่ะคะ

            “อะไร?”

            “ก็ความฝันไงล่ะคะ คุณอิงศรอยากจะเป็นอะไรถ้าโลกยังไม่ล่มสลายน่ะค่ะ

            “ไม่มี

            เด็กหนุ่มตอบห้วนๆ

            “เห ไม่ลองคิดซักหน่อย...

            “ชั้นน่ะไม่ได้ถูกคาดหวังอะไรจากพ่อแม่เลยแล้วก็ไม่ได้มีความสามารถหรือพรสวรรค์อะไรด้วย

            ใช่... เขาไม่เหมือนกับมิ่งขวัญไม่ได้มีพรสวรรค์จึงไม่เป็นที่ถูกคาดหวัง

            สายตาของเด็กหนุ่มพยายามจะบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นแล้วมีนาก็เหมือนจะเข้าใจมันเป็นอย่างดีเพราะเธอที่เติบโตมาในตระกูลที่สูงส่งอย่าง ธุวดารกะ นี่ก็น่าจะมีศึกแก่งแย่งภายในการแข่งกันชิงดีชิงเด่นเพื่อให้ตัวเองเป็นที่สนใจ จนเรื่องที่เขาอิจฉาน้องชายนี่กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสายตาของเธอไปเลย

            “แล้วปาเป้านี่ล่ะคะ

            เด็กสาวถามคำถามนำ เหมือนอยากจะเปลี่ยนบทสนธนาเป็นเรื่องอื่นแทน

            “ก็แค่เกมน่ะ แค่ฆ่าเวลาเล่น

            “แปลว่าชอบเล่นเกมสินะคะ งั้นก็อยากเป็นเกมเมอร์

            “ไม่ได้เล่นเก่งขนาดทำเป็นอาชีพได้หรอกนะ

            อิงศรตอบกลับไปอย่างนั้นแล้วปาลูกดอกอันสุดท้ายออกไป แต่คราวนี้กลับพลาดเป้า

             “อ๊ะ! รอบนี้ชั้นชนะแล้วสินะคะ

            มีนายิ้มอย่างดีอกดีใจ

            “ก็ไม่แน่หรอก

            อิงศรพูดแล้วเดินไปถอนเสาลูกดอกที่กลางเป้าออกจากนั้นจึงชี้ให้ดูลูกดอกที่ตนปาพลาดไปนั้น ปักอยู่ที่แถบสีเขียววงนอกสุดใต้เลขยี่สิบ

            “แถบสีเขียวหมายถึงคูณสี่เท่าถ้าเธอคิดว่าปาเข้ากลางเป้าได้คะแนนเยอะที่สุดแล้วล่ะก็ผิดถนัดเลยล่ะกลางเป้าน่ะได้แค่ห้าสิบแต้มแต่จุดที่ได้แต้มเยอะที่สุดคือตรงนี้ได้แปดสิบแต้มเพราะมันเป็นจุดที่หมิ่นเหม่จะออกนอกเป้าที่สุดนั่นล่ะความยากของมัน

            พูดแล้วชี้จุดที่ลูกดอกของตนปักอยู่

            “ตอนโลกล่มสลายคุณอิงศรก็ตอบไปว่าชอบเล่นเกมสินะคะ

            จู่ๆ หล่อนก็เปลี่ยนประเด็นเอาเสียดื้อๆ

            “หมายความว่ายังไง

            “ก็ดูเหมือนว่าคนที่อยู่รอบตัวเราไม่สิทุกคนที่รอดชีวิตมาจากไวรัสน่ะจะตอบว่าชอบเล่น หรือไม่ก็อยากเล่นกันหมดเลยฉันยังไม่เคยเจอคนที่ตอบว่าไม่เล่นเลยซักคนนะคะก็เลยสนใจขึ้นมาว่าคุณอิงศรตอนนั้นตอบไปว่าอะไร

            นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รู้อะไรแบบนี้ที่ผ่านมาเขาไม่เคยนึกสงสัยเรื่องเล็กน้อยนี่มาก่อนเลย ไม่สิแค่มองข้ามไปต่างหากเพราะว่าเกิดเรื่องขึ้นมากเกินไปแล้วตอนนั้นก็ยังเป็นเด็กอยู่เลยไม่ได้คิดติดใจอะไร

            บางทีเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้ถูกลืมเลือนพยายามจะบอกก็ได้ เขารู้สึกว่ามันอาจจะเป็นอย่างนั้นแม้จะไม่มีหลักการอะไรมารองรับเลยก็ตาม

            “อืม...อย่างที่เธอว่านั่นแหละ

            อิงศรตอบตามน้ำไปซึ่งในความเป็นจริงแล้วเขาเองก็คิดว่าตัวเองเลือกเล่นเกมอยู่เหมือนกัน

            “งั้นเหรอคะถ้างั้นเรามาเล่นกันอีกซักเกมแล้วค่อยย้อนกลับไปปลุกสองคนนั่นดีกว่าค่ะ ตานี้ฉันจะเอาชนะให้ดู

            มีนาพูดท้าทายมาอย่างนั้น

            อิงศรยิ้มแล้วตอบกลับไปอย่างมั่นใจ

            “ฝันไปเถอะนี่ไม่ใช่สลาฟเพราะงั้นเธอไม่ชนะชั้นแน่

            จากนั้นเกมที่สองก็เริ่มขึ้น

 

 

 

            ห้องทดลอง

            สถานที่ซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นยา เครื่องมือล้ำสมัยแตกต่างจากของที่มีใช้กันบนโลก โหลแก้วซึ่งแช่ร่างของมนุษย์เอาไว้หรือให้ถูกคือมนุษย์ต่างดาว

            โหลแก้วจำนวนมากมายตั้งเรียงรายอยู่ภายในห้องและทุกใบมีร่างแช่อยู่ในสารละลายสีเขียวใสเหมือนวุ้นบรรจุเอาไว้

 

            ที่นี่คือห้องทดลองของราชครูมนุษย์ต่างดาวรูบิเดียม

            เด็กสาวต่างดาวผู้มีผมสีทองยาวสลวยและใบหน้าอันงดงามที่บดบังไว้ด้วยแว่นตากันแดดสีดำอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง กำลังทำวิจัยกับเครื่องจักรที่ส่งเสียงหึ่งเหมือนผึ้ง เป็นเสียงที่เกิดจากการหมุนปั่นภายในเครื่อง สิ่งที่อยู่ภายในนั้นกำลังถูกสกัดออกจากส่วนผสมดั้งเดิมของมัน

 

            "นี่น่ะเหรอคือของเทียมที่เธอสร้างขึ้นน่ะ"

            มีเสียงดังมาจากทางด้านหลัง รูบิเดียมหันกลับไป

            เด็กหนุ่มผมสีขาวร่างบางตัวสูง สวมหูฟังแบบมีฟองน้ำครอบหู เสื้อวอร์มสีแดง กางเกงยีนส์

            มองแค่ปราดเดียวรูบิเดียมก็รู้ในทันทีว่าเขาเป็นใคร

            "นายอีกแล้วเหรอซ..."

            มือของเด็กหนุ่มยื่นเข้ามาหา คำพูดจึงหยุดชะงัก

            "ที่ข้างนอกนี่โปรดเรียกผมว่าผู้ถูกลืมเลือนเถอะเพราะถ้ามีใครรู้ว่าผมมาที่นี่พวกเขาจะแตกตื่นกันผมไม่ชอบความวุ่นวาย"

            ผู้ถูกลืมเลือนลดมือลงจากนั้นจึงเบี่ยงสายตาไปที่โหลแก้ว

            "ดูเหมือนว่าความตั้งใจของมนุษย์เนี่ยจะประมาทไม่ได้เลยจริงๆ นะ"

            เด็กหนุ่มเดินเข้าไปหาโหลแก้วจ้องมองร่างที่แช่อยู่ในนั้น ร่างของมนุษย์ต่างดาวที่ไร้ซึ่งอาภรณ์ปกปิดไม่มีเส้นผมหรืออะไรสำหรับยืนยันเพศของร่างนั้น เขาจ้องมันใกล้มากและยิ่งเข้าไปใกล้มากขึ้นจนกระทั่งใบหน้าแนบติดกับโหลแก้ว

            "เพราะว่าพวกเราไม่สามารถขยายพันธุ์กันเองได้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านจำนวนในตอนที่ทำสงครามกับชาวโลกถึงต้องสร้างแอคทิไนด์พวกนั้นขึ้นมาแล้วก็กำหนดระบบศิษย์กับครูเพื่อควบคุมพวกมันอีกทีทั้งหมดนี่เป็นเพราะนายคนเดียวเลยนะผู้ถูกลืมเลือน"

            รูบิเดียมพูดน้ำเสียงเหมือนจะตำหนิตัวเด็กหนุ่ม

            แต่ผู้ถูกลืมเลือนเบือนหน้าออกจากโหลแก้วแล้วหันมาปฏิเสธคำกล่าวหานั้น

            "ไม่ใช่ผมซักหน่อยกล่าวหากันแบบนี้ผมก็ลำบากเหมือนกันนะ"

            "แล้ววันนี้นายมาที่นี่ทำไม"

            รูบิเดียมเริ่มเปิดประเด็นเมื่อเห็นว่าหัวข้อสนทนายังไม่คืบหน้าซักที

            "ก็แค่อยากจะมาดูของพวกนี้ที่เธอเป็นคนสร้างขึ้นน่ะ"

            "แค่นั้นน่ะเหรอ"

            ผู้ถูกลืมเลือนพยักหน้าตอบคำถามนั้นแล้วเริ่มพูดต่อ

            "สวนแห่งที่หนึ่งตกลงมายังสวนแห่งที่สอง น้ำอมฤตบนสวนได้แพร่กระจายออกไปแล้วทำให้ทุกสิ่งกลับคืนสู่เทวะ มนุษย์ก็เหมือนกันเพียงแต่บรรพบุรุษของพวกเขาได้กลืนกินผลแห่งปัญญา ทำให้อาคานาร์ที่เคยเป็นชุดสิบสองรูปแบบเปลี่ยนเป็นยี่สิบสองรูปแบบมันจึงดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป"

            แต่รูบิเดียมก็พูดขัดคำพูดของเขาว่า

            "ได้พลังที่มากขึ้น ละทิ้งซึ่งสังขาร เสื่อมความสามารถในการขยายพันธุ์ ไอ้พวกนั้นน่ะเหรอที่นายเรียกมันว่า 'การกลายเป็นเทวะ' น่ะ"

            "ก็ประมาณนั้น นี่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้มนุษย์กลับมางดงามอีกครั้งในแบบที่..."

            ผู้ถูกลืมเลือนชะงักคำพูดไป แต่แล้วก็กลับมาพูดต่อทันทีเหมือนเพิ่งนึกคำพูดได้

            "...แบบที่เขาคนนั้นคิดล่ะนะ"

            "ลงท้ายแล้วชาวโลกก็จะกลายเป็นแบบพวกฉันน่ะสิไม่ว่า"

            "อืม แบบนั้นน่ะเขาคนนั้นคงคิดว่ามันน่าจะดีกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้"

            "แล้วมันยังไงกันล่ะ สุดท้ายก็จะถูกทิ้งขว้างอยู่ดี"

            ระหว่างที่บทสนทนาดำเนินไปอย่างกระอักกระอ่วน ตอนนั้นเอง

            ตึง!

            มีเสียงดังเหมือนอะไรบางอย่างกระแทกพื้น แสงไฟภายในห้องดับลงกะทันหัน เสียงเครื่องปั่นก็เงียบลงไปด้วย อุปกรณ์ใช้ไฟฟ้าทั้งหมดหยุดการทำงาน

            รูบิเดียมเปรยๆ ขึ้นมาว่า

            "อะไรกันอีกล่ะคราวนี้ไฟดับงั้นเหรอ"

            ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้มีท่าทีแสดงออกว่าทุกข์ร้อนอะไร หล่อนคงคิดจะรอจนกว่าไฟฟ้าจะกลับมาโดยที่ไม่ต้องทำอะไรพวกที่อยู่ข้างนอกก็จะจัดการให้ทั้งหมดเอง

            แต่ผู้ถูกลืมเลือนกลับพูดว่า

            "นี่ ปล่อยไว้แบบนี้จะดีเหรอ"

            "ทำไม..."

            รูบิเดียมพูดแต่แล้วก็ชะงักไปเพราะว่าเธอนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้

            แล้วคำพูดของผู้ถูกลืมเลือนก็ได้ย้ำบอกเรื่องนั้นแก่เธอ

            "มนุษย์ผู้ถูกฟันเฟืองเลือกแสดงความตั้งใจที่จะก้าวเดินออกไปแล้วนะ"

            มนุษย์ผู้ถูกฟันเฟืองเลือก...

            แล้วรูบิเดียมก็โพล่งขึ้นมา

            "มิ่งขวัญ!"

            เธอพุ่งออกจากจุดที่ยืนอยู่ไปทันที ก้าวเท้ากึ่งกระโดดจนแทบจะเหาะข้ามไปถึงประตูแล้วเปิดมันจากนั้นก็วิ่งออกไป

            เธอวิ่งไปตามทางเดินอย่างรวดเร็ว

            ประตูลิฟต์อยู่ข้างหน้า

            แต่ไฟดับอยู่...

            รูบิเดียมเลี้ยวขึ้นบันไดที่ข้างลิฟต์ไปแทน

            แค่อึดใจเดียวด้วยความเร็วระดับราชครูมนุษย์ต่างดาว เธอก็ขึ้นมาถึงชั้นบนสุด

            ที่สุดทางเดินของชั้นห้องทางซ้ายมือเมิ่อเปิดออกก็จะเป็นห้องของมิ่งขวัญ

            โดยปกติแล้วที่คอของมิ่งขวัญจะสวมปลอกคอที่มีเครื่องส่งสัญญาณกับระเบิดติดตั้งเอาไว้ มันจะระเบิดหากพยายามถอดออกโดยสั่งการผ่านอุปกรณ์ในห้องทดลองของเธอเอง แต่ตอนนี้ไฟฟ้าดับแถมไฟฉุกเฉินก็ไม่ทำงานทั้งที่ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นไปได้ ราวกับว่าเรื่องพวกนี้...

            "มีคนจัดฉากเอาไว้อย่างนั้นเรอะ"

            รูบิเดียมพึมพำตอนนี้เธอหยุดอยู่หน้าห้องของมิ่งขวัญแล้ว

            ถ้าหากว่าทั้งหมดนี่เป็นแผนของใครบางคนล่ะก็... การล่อให้เธอมาที่นี่ทันทีก็อาจจะถูกคาดการณ์เอาไว้ด้วยเหมือนกัน

            แต่ไม่มีเวลาให้ลังเลแล้วถ้าช้ากว่านี้มิ่งขวัญอาจจะ...

            "ช่างมันแล้ว!"

            ช่างมัน ไม่ต้องสนใจแล้ว... รูบิเดียมจับลูกบิดหมุนแต่มันถูกล็อกจากข้างใน ดังนั้นจึงต้องถีบบานประตูจนพังแล้วเข้าไปในห้อง

            ภายในห้องว่างเปล่า

            เฟอนิเจอร์ภายในยังอยู่ในที่ทางของมันไม่มีร่องรอยการต่อสู้หรือขัดขืน

            ผู้จัดฉากวางแผนในครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่นี่หรือไม่ก็เรื่องทั้งหมดแค่บังเอิญเกิดขึ้น

            อย่างไรก็ตามหน้าต่างห้องกลับเปิดทิ้งไว้

            ปลอกคออันที่มิ่งขวัญสวมอยู่เป็นประจำถูกทำลายแยกเป็นสองส่วนวางอยู่บนพื้น

            ไปแล้ว....

            ฟันเฟืองชิ้นสำคัญของได้ตีจากเธอไปแล้ว

            รูบิเดียมเดินไปที่หน้าต่างมองออกไปข้างนอกด้วยความหวังอันริบหรี่ว่าอาจจะยังทันเห็นมิ่งขวัญ เขาอาจจะเพิ่งหนีออกไป

            แต่ก็ไร้วี่แวว...

            จากหน้าต่างของอาคารชั้นที่ 15 ที่ฝั่งตรงกันข้ามห่างไปราว 20 เมตรจะมองเห็นห้างสรรพสินค้าที่เคยอาศัยอยู่ช่วงหนึ่งสมัยที่เธอปลอมตัวเพื่อเข้าอิงศรกับมิ่งขวัญ

            จุดเริ่มต้นกับปัจจุบันนั้นไม่ได้ห่างไกลกันซักเท่าไหร่นักฐานทัพของเธอตั้งรกรากอยู่ที่นี่ ที่ชั้นใต้ดินของอาคารแห่งนี้ คอยจับตาดูสองพี่น้องมาตั้งแต่แรก

 

            หน้าจอระบบเปิดขึ้นโดยอัตโนมัติมนุษย์ต่างดาวชั้นครูที่อยู่ปลายสายพูด

            “ท่านลำดับที่สามครับช่วยมาดูทางนี้หน่อยเถอะ ดูเหมือนว่าห้องควบคุมจะปั่นป่วนไปหมดแล้ว

            ไม่มีกระทั่งเวลาให้ไล่ตามไป ถ้าไม่กู้ห้องควบคุมกลับมาก่อนอาจจะวุ่นวายในภายหลัง

            “เข้าใจแล้วเดี๋ยวฉันจะลงไป

            แล้วก็ตัดสาย จากนั้นจึงต่อสายเรียกไปยังอีกคนแทน

            คนที่สามารถไว้ใจให้ทำหน้าที่ไล่ตามได้

            “มีอะไรหรือครับท่านลำดับที่สาม

            ผู้ที่อยู่ปลายสายคือลิเที่ยมราชครูลำดับที่หก

            “มิ่งขวัญหนีไปแล้วพากลับมาที

            “ครับ

            แล้วสายก็ตัดไป

            รูบิเดียมมองออกไปข้างนอกแล้วเริ่มพูด พูดโดยที่ไม่ได้คาดหวังว่าใครจะได้ยินหรือถึงได้ยินมันก็ไม่มีความหมายอะไร

            “นายมันโง่... มิ่งขวัญช่างโง่เง่าเหลือเกินโลกจะถึงจุดจบในทันทีที่นายได้พบพี่ชาย ฮึ!

            หล่อนพูดด้วยใบหน้าเหมือนกับจะร้องไห้แววตาใต้กรอบแว่นสีดำกำลังหวั่นไหว

 

 

 

            บนสะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่

            บนเสาส่องไฟต้นหนึ่งที่อยู่บนสะพานแห่งนั้น

            ผู้ถูกลืมเลือนเหยีบอยู่บนนั้น

            เวลาในขณะนี้คือกลางคืน สภาพโดยรอบมืดครึ้มจนไม่มีใครมองเห็นตัวเขาที่เหยียบอยู่บนเสาไฟ

            มิ่งขวัญวิ่งผ่านไปโดยไม่ทันสังเกตเห็น

            ผู้ถูกลืมเลือนชายตามองตามแผ่นหลังที่ค่อยๆ ไกลออกไปจนกระทั่งลับสายตา

            “ฟันเฟืองเริ่มเดินแล้วจากนี้ไปมันจะขับเคลื่อนโลกทั้งใบไปสู่วันแห่งพันธะสัญญา เพราะว่านี่คือบททดสอบ มันเป็นโทษทัณฑ์ เป็นบาปกรรม ที่พวกเธอจะต้องฝ่าฟันและก้าวข้ามไป ไม่อย่างนั้นจะต้องสูญสิ้นและจบลงอยู่ตรงนี้

            เขาแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ดวงดาวพร่างพรายเพราะเป็นคืนเดือนมืดจึงมองเห็นกลุ่มดาวได้ชัดเป็นพิเศษแล้วก็เริ่มพึมพำออกมา

            “มันเป็นอย่างนั้นสินะลูนาริส...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #259 ดินสอยางลบ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2561 / 14:15
    อยากอ่านเร็วๆๆ
    #259
    0