Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 264 : Extra Log 260: การทดสอบของต้นไม้แห่งชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 107
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    21 ก.ย. 61

Extra Log 260: การทดสอบของต้นไม้แห่งชีวิต

 

            ความกลัวคือระบบป้องกันตัวที่สิงมีชีวิตสร้างขึ้นเพื่อกันตัวเองออกไปจากอันตรายที่จะเกิดขึ้น และโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์นั้นหวาดกลัวต่อความมืด ไม่ใช่ว่าความมืดทำร้ายมนุษย์แต่เป็นเพราะความมืดทำให้การรับรู้ไม่ชัดเจน ความไม่ชัดเจนเป็นอีกทอดหนึ่งของความกลัวมันกระตุ้นเร้าต่อ จินตนาการให้สรรสร้างความกลัวอีกมากมายเกินความจำเป็น

            ทั้งที่หวาดกลัวต่อความมืด แต่เพียงแค่หลับตาลงความมืดมากมายก็จะแผ่กว้างอยู่ตรงหน้า

            มนุษย์เราอยู่ร่วมกับความกลัวมาโดยตลอด ความกลัวนั้นอยู่ภายในตัวของเราทุกคน

            “ ’จินตนาการจะเป็นพลังให้นาย...

            นั่นคือคำพูดที่ตัวเขาอีกคนในโลกที่แตกต่างจากที่รู้จักเคยพูดเอาไว้ แล้วตอนนี้เขาก็กำลังจินตนาการอยู่เช่นกัน

            จินตนาการว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ในขณะนี้ ทำไมถึงได้มาอยู่ท่ามกลางความมืดมิดที่ไพศาลเช่นนี้

            และแล้ว...

            ความทรงจำก็พลันแล่นขึ้นมา ถึงภาพสุดท้ายที่สะท้อนสู่สายตาก่อนที่จะหมดสติไป

            เขาทุ่มสุดตัวเพื่อช่วยออร์ฟี่จากอดัมคัดมัน

            ออร์ฟี่!”

            และแล้ว....

            อิงศรก็ลืมตาขึ้น เขากระเด้งตัวขึ้นมาบนเตียงนุ่มสีขาว

            “…”

            รอบข้างมืดทึม

            ไม่สิ ตอนนี้ตนเองอยู่ใต้หลังคาผ้าใบของกระโจมทรงกลม มีผ้าห่มทับอยู่บนตัวแต่ไหลลงไปที่ตักเพราะเขาลุกขึ้นนั่ง

            ผ้าใบของกระโจมสั่นไหวเพราะลมทำให้แสงอาทิตย์ส่องแยงเข้ามาจากข้างนอก

            แสงสว่างนั้นทำให้มองเห็นว่าออร์ฟี่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงที่เขานอน

            ตื่นแล้วเหรอ

            ออร์ฟี่พูดมาแบบนั้น อิงศรจึงถามว่า

            อดัมคัดมันล่ะ แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ฉันหลับไป ฉันนอนไปนานแค่ไหนกัน

            พอตื่นมาก็รัวคำถามเป็นชุดเลยนะ

            ออร์ฟี่กล่าวพลางลุกจากเก้าอี้

            แต่ว่าไม่มีเวลามานั่งพูดคุยกันแล้วล่ะช่วยตามมาทีสิเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังระหว่างทางเองว่าพวกเราเตรียมพร้อมสำหรับศึกตัดสินไปขนาดไหนแล้ว

            ออร์ฟี่เดินไปยังจุดที่ผ้าใบกระโจมพลิ้วไหว ตรงนั้นเป็นทางออกสินะ เมื่อผ้าใบถูกแหวกทำให้แสงอาทิตย์ส่องเข้ามามากขึ้นจนตาพร่าไปชั่วขณะ

            มาสิ นอนไปตั้งสิบสองชั่วโมงแล้วคงลุกไหวสินะ

            อิงศรพยักหน้าแล้วออกจากกระโจม ด้านนอกมีกระโจมผ้าใบตั้งรายล้อมกันอยู่อีกห้าหลังด้วยกัน ดูเหมือนว่าช่วงที่เขาหลับไป จะมีการสร้างกระโจมสำหรับเป็นที่พักชั่วคราว เพราะหอคอยที่จะใช้เป็นที่พักกันตอนที่มาถึงโดนอดัมคัดมันทำลายไปแล้ว แต่ก็มีที่ไม่เข้าใจอยู่เรื่อง

            ทำไมถึงได้มีกระโจมเยอะขนาดนั้น

            อิงศรมองไปยังกลุ่มของกระโจมที่ตั้งห่างออกไปจากที่นี่สามเนินหญ้าด้วยกัน ซึ่งมองเห็นกระโจมผ้าแบบเดียวกันตั้งเรียงรายกันเป็นสิบๆ หลัง เขาเคยเห็นจำนวนของที่พักมากขนาดนี้ตอนที่ยังเป็นทหารในสังกัดของเมตไตรย ถ้าหนึ่งหลังนอนเบียดกันหน่อยก็ได้ซักห้าคน ด้วยจำนวนขนาดนั้นคงมีคนอยู่เกือบหนึ่งกองพันเลยทีเดียว

            ออร์ฟี่มองไปยังทิศที่ว่าพร้อมกับตอบคำถามให้เขา

            หลังจากเธอหมดสติไปแฟรนเซียมกับรูบิเดียมก็เสนอให้สร้างกองทัพน่ะผมเลยคืนชีพให้กับบุคลากรที่พวกเขาต้องการจากทั้งฝ่ายเมตไตรยแล้วก็ฝ่ายมนุษย์ต่างดาว

            นั่งคัดเลือกกันเองทั้งหมดเลยเหรอทำไมไม่ชุบชีวิตให้หมดไปเลยล่ะ

            สำหรับตอนนี้คุณภาพมีความสำคัญมากกว่าจำนวนแล้วเราก็ต้องมานั่งอธิบายสาเหตุที่มนุษย์กับมนุษย์ต่างดาวจะร่วมมือกันแล้วก็เรื่องของศัตรูที่มาจากมิติอื่นแค่คิดก็ยุ่งยากแล้วใช่ไหมล่ะเพราะงั้นก็เลยเลือกแต่คนที่ทำความเข้าใจได้ง่ายและพักดีมาก็พอแฟรนเซียมเขาบอกมาแบบนั้นน่ะ

            มันก็จริงอย่างที่ว่ามา สถานการณ์ในตอนนี้จำเป็นต้องเพิ่มกำลังรบแล้วความยุ่งยากก็คือการควบคุมกำลังรบให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วย

            แล้วตอนนี้พวกนั้นทำอะไรกับทหารที่เลือกมาล่ะ

            พออิงศรถาม ออร์ฟี่ก็ตอบ

            เห็นว่าไปฝึกระเบียบให้พร้อมสำหรับสงครามน่ะ

            จำนวนขนาดนั้นเรื่องเสบียงล่ะ

            ถ้าอยู่บนสวนแห่งนี้ก็ไม่จำเป็นต้องกิน ดื่ม หรือ ขับถ่ายทั้งนั้นแหละเธอก็ไม่ได้รู้สึกหิวเลยไม่ใช่เหรอ

            พอ ออร์ฟี่พูดมาเขาก็เพิ่งสังเกตว่าตัวเองไม่รู้สึกหิวหรือกระหายอะไรเลยทั้งที่นอนไปร่วมสิบสองชั่วโมงแล้วแถมก่อนหน้านั้นก็ผ่านการต่อสู้อย่างหนักหน่วงมา ร่างกายน่าจะต้องการสารอาหารเพื่อสร้างพลังงานแท้ๆ

            งั้นก็ไม่ต้องขับถ่ายด้วยสินะ

            ออร์ฟี่หัวเราะ

            ที่นี่ไม่มีห้องน้ำหรอกนะ แต่ถ้าอยากอาบน้ำก็ไปแช่ตัวที่ทะเลสาบเถอะ

            พวกเขาพูดคุยไปด้วยเดินไปด้วยตามเส้นทางบนทุ่งหญ้ากว้างไพศาลของสวนศักดิ์สิทธิ์ เดินข้ามเนินหญ้ามาสามเนินด้วยกันแล้วแต่เรื่องให้พูดของออร์ฟี่ก็ยังไม่หมด

            ออร์ฟี่พูด

            ลิเธียมกับโพแทสเซียมลงไปหาข่าวข้างล่าง

            ที่รากอาคาชิกน่ะเหรอ

            อื้ม เป็นงานสอดแนมเลยไปกันแค่สองคนน่ะ

            ที่นั่นตอนนี้น่าจะกลายเป็นแหล่งกบดานของศัตรูไปแล้ว ถ้าคิดจากที่พวกเขายังไม่ถูกโจมตีเต็มรูปแบบหลังจากที่อดัมคัดมันบุกเข้ามาได้โดยง่ายจึงเป็นเรื่องที่มั่นใจได้เลยว่าสวนศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัย การที่ยังไม่เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นก็เพราะพวกมันยังกบดานอยู่ที่นั่นโดยที่รออะไรบางอย่างอยู่ อาจจะเกี่ยวกับการที่พวกเขากำลังเตรียมกำลังรบอย่างเต็มที่อยู่ในขณะนี้

            ทำไมพวกมันถึงยังไม่บุกโจมตีล่ะ

            ก่อนที่อดัมคัดมันจะกลับไปเขาทิ้งนาฬิกาไว้ให้พวกเรา

            ออร์ฟี่เปิดหน้าจอระบบขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมาแล้วส่งหน้าจอนั้นมาให้ เมื่ออิงศรรับไปดูก็มองเห็น ภาพที่ถูกถ่ายทอดจากอีกที่หนึ่ง ซึ่งดูแล้วน่าจะที่ไหนซักแห่งเป็นบนสวนศักดิ์สิทธิ์นี่เอง

            ที่นั่นมีหน้าจอระบบขนาดใหญ่กับตัวเลขเวลานับถอยหลังที่เหลือเวลาอยู่อีก 59 ชั่วโมงกว่าๆ

            ถ้าเวลาบนนั้นหมดลงเมื่อไหร่พวกมันจะขึ้นมาโจมตีพวกเรา

            ทำไมถึงต้องประวิงเวลาให้พวกเราด้วยล่ะ

            เห็นบอกว่าเป็นเกมน่ะ ราหูอยากจะเล่นเกมกับพวกเราที่อดัมคัดมันมาที่นี่ก็มีจุดประสงค์ที่จะบอกเรื่องพวกนี้ให้เรารู้ตั้งแต่แรก

            อิงศรถามต่อ

            แล้วไง

            หือ อะไรเหรอ

            ก็นายยังไม่ได้บอกฉันเลยนี่ว่าตกลงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ฉันสลบไป นายจัดการกับอดัมคัดยังไงหรือมันกลับไปเอง

            “…”

            น่าแปลกที่คราวนี้ออร์ฟี่ไม่ยอมตอบคำถามให้เขา

            เฮ้ ออร์ฟี่

            เรามาถึงแล้วล่ะ

            เพราะออร์ฟี่หยุดเดิน เขาจึงหยุดตาม

            แล้วพบว่า พวกพ้องของเขามารวมตัวกันอยู่ที่นี่ครบทุกคน รวมถึงแฟรนเซียมที่น่าจะไปอยู่ฝึกพวกทหารด้วย

            อิงศรพูด

            นายไม่ได้ไปฝึกทหารที่เลือกมารึไง

            เรื่องนั้นให้ซีเซียมรับไปจัดการแทนแล้ว

            พอแฟรนเซียมตอบ อิงศรก็มองหาอีกคนที่น่าจะอยู่ด้วยกันกับแฟรนเซียม ไม่สิกับสิงห์ธุวดารกะ หมอนั่นตัวติดด้วยกันตลอด

            ข้าวหลามล่ะนายทิ้งให้หมอนั่นฝึกพวกทหารแทนเหมือนกัน...

            แต่ก็มีเสียงพูดขัดเข้ามา

            พันโทข้าวหลามไปเป็นที่ปรึกษาให้กับคุณซากิริค่ะ

            เจ้าของเสียงคือหญิงสาวผมสีฟ้า มัดผมทรงหางม้าที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี

            วิเชียรมาศ...

            แล้วพอลองสังเกตดูดีๆ ก็เห็นว่ามีอีกคนที่ไม่น่าจะอยู่ที่นี่เหมือนกับวิเชียรมาศยืนอยู่เคียงข้างแฟรนเซียมด้วย

            ไทเทเนียมด้วยเรอะ

            แฟรนเซียมพยักหน้า

            หล่อนเป็นกำลังรบที่พอใช้งานได้แล้วก็ไม่ต้องลำบากเรื่องอธิบายอะไรด้วย เหมือนกับวิเชียรมาศนั่นแหละพูดแค่นี้คงเข้าใจนะ

            มันก็ต้องไม่เข้าใจอยู่แล้วเซ่ ก็...

            แต่แล้วคนที่เขากำลังพูดเพราะเห็นแก่จิตใจของคนๆนั้น กลับพูดขัดเขามาเสียเอง

            กวินทร์ออกตัวพูดว่า

            ไม่เป็นไรครับพี่ศร

            กวินทร์

            ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ

            ถึงจะพูดแบบนั้นแล้วยิ้มให้เขาก็ตาม แต่อิงศรเข้าใจดีว่ากวินทร์กำลังลำบากใจ การที่ต้องมาเห็นพี่สาวที่ตัวเองฆ่าเองกับมือ กลับมายืนอยู่ตรงนี้อีกครั้งมันเจ็บปวดแล้วก็ไม่แน่ว่าไทเทเนียมเองจะคิดแบบนั้นด้วยหรือเปล่า

            ตอนนั้นเอง ออร์ฟี่ก็พูดทำลายความขัดแย้งนี้

            ตอนนี้เราไม่มีเวลาสำหรับเรื่องจุกจิกเล็กน้อยแล้วพวกเรามีศัตรูที่ต้องร่วมมือกันกำจัดหวังว่าเธอจะจำคำพูดตัวเองได้นะอิงศร

            อิงศรจ้องเขม็งไปที่แฟรนเซียม แล้วก็นึกขึ้นมาว่าเขาเองก็พูดเหมือนกันว่าจะเชื่อแฟรนเซียม

            “…”

            จึงไม่ได้พูดอะไรอีก

            ออร์ฟี่เดินแหวกกลุ่มของพวกเขาตรงไปยังต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวบนทุ่งหญ้าแห่งนี้ กิ่งก้านสาขาของมันแผ่มาถึงตรงที่พวกเขายืนอยู่ซึ่งห่างจากลำต้นถึงสิบเมตรได้

            อิงศรเดินตามออร์ฟี่ไป คนอื่นๆ ก็ทำเหมือนกัน

            ออร์ฟี่พูดระหว่างที่เดินไปด้วย

            นี่คือต้นไม้แห่งชีวิตเป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่งแม้แต่เครื่องทำสวนก็ด้วย

            เมื่อเดินไปถึงหน้าลำต้น วงแหวนแสงก็ปรากฏขึ้นห้อมล้อมออร์ฟี่

            ตอนนี้พวกเราจำเป็นต้องเพิ่มพลังให้กับตัวเองผมจะใช้พลังของต้นไม้แห่งชีวิตเพิ่มพลังให้กับทุกคนโดยการให้สืบทอดพลังของเครื่องทำสวนศักดิ์สิทธิ์ พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือทุกคนที่อยู่ตรงนี้จะได้กลายเป็นเครื่องทำสวนศักดิ์สิทธิ์ของผมผู้เป็นแอดมินิสเทรเตอร์

            อิงศรถาม

            เดี๋ยวก่อนนะไอ้ที่ว่ากลายเป็นเครื่องทำสวนศักดิ์สิทธิ์ให้นายเนี่ยอย่าบอกนะว่าจะกลายเป็นตัวแบบนั้นไปด้วยน่ะ

            เปล่ารูปร่างไม่เปลี่ยนไปหรอกผมก็แค่พูดเปรียบเปรยไปงั้นเอง

            อิงศรแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างเคืองๆ กับความขี้เล่นของหมอนี่แม้แต่ในเวลาแบบนี้

            เฮอะ แค่เปรียบเปรยสินะ บอกว่าไม่มีเวลาแท้ๆ ยังจะเล่นได้อีกนะนาย

            ออร์ฟี่หัวเราะ

            แค่คลายเครียดน่า จากนี้ไปคงต้องเครียดกันหนักแน่เพราะการทดสอบจากต้นไม้แห่งชีวิตคือตัวตัดสินสงครามครั้งนี้ถ้าบททดสอบล้มเหลวขึ้นมาพวกเราจะเสียหนทางสุดท้ายในการต่อกรกับพวกมันไป

            หมายความว่าเข้าทดสอบได้ครั้งเดียวเหรอ

            ไม่ใช่หรอก ที่จริงจะเข้าทดสอบกี่ครั้งก็ได้จนกว่าจะผ่านแต่ว่าทดสอบครั้งหนึ่งกินเวลานานมากเราไม่มีเวลาขนาดนั้นต้องทำให้ผ่านให้ได้ในครั้งเดียวแล้วก็...

            ออร์ฟี่ชี้มาที่นี่

            มีได้แค่สิบสองคนเท่านั้นที่จะเข้ารับการทดสอบนี้และต้องเป็นสิบสองคนที่เคยผ่านลิฟต์ที่บาเบลมาก่อน

            เรื่องเงื่อนไขนี้ทำให้อิงศรหันไปมองพวกน้องเล็กอย่างเน็กส์กับนิวขึ้นมา

            เขาถาม

            ทำไมถึงกำหนดแบบนั้นล่ะถ้าให้คนที่มีพลังและความเพียบพร้อมกว่าเข้ารับการทดสอบจะมีโอกาสสำเร็จมากกว่าไม่ใช่เหรอ

            เพราะเป็นสิบสองคนที่ไปถึงจุดสุดท้ายของบททดสอบที่แอดมินิสเทรเตอร์คนก่อนมอบให้อย่างนั้นสินะ

            แฟรนเซียมพูด

            ออร์ฟี่พยักหน้าให้คำพูดนั้น

            มันเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่าพวกเธอมีคุณสมบัติพร้อมที่จะฝ่าฟันการทดสอบนี้ได้ไม่ว่าจะใครจะอ่อนแอหรือแข็งแกร่งมันก็ไม่เกี่ยว คนที่มีโอกาสผ่านการทดสอบมากที่สุดคือสิบสองคนที่ได้เผชิญหน้ากับแอดมินิสเทรเตอร์

            สรุปว่ามันเป็นอย่างนั้นสินะ ถึงจะไม่ได้คาดหวังก็ตามแต่อิงศรนึกอยากจะให้พวกพ้องเข้ามาเสี่ยงกับการต่อสู้ครั้งนี้ให้น้อยที่สุด แต่มันก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหมือนกันว่าเขาฝ่าฟันอุปสรรค์ร่วมกับพวกพ้องกลุ่มนี้มาแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่พูดแย้งอีก

            แต่แฟรนเซียมก็พูดขึ้นมา

            แต่ว่าฉันน่ะไม่ได้สู้กับทั้งลูนาริสแล้วก็โซลาริสเลยนะ แค่ขึ้นลิฟต์ไปเท่านั้นเองแล้วนั่นก็เคยเป็นแผนของราหูด้วย

            ออร์ฟี่ตอบ

            พลังของนายเป็นที่ยอมรับได้

            เหตุผลง่ายเกินไปรึเปล่า

            อิงศรก็คิดเหมือนผมใช่ไหม

            ออร์ฟี่หันมาขอความเห็นกับเขาแทน อิงศรใช้เวลาคิดอยู่ซักพักจึงตอบออกมา

            ถ้าให้มองนอกเหนือจากเงื่อนไขที่พวกฉันมีกันแล้วคงต้องเป็นนายนั่นแหละไม่ว่าจะพลังหรือความสามารถ เฉพาะเรื่องนั้นที่ฉันยอมรับ

            เหมือนกันสินะ

            แฟรนเซียมคงตั้งใจจะพูดถึงเรื่องก่อนหน้านี้ที่เขาบอกว่าจะเชื่อใจเฉพาะเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับราหูที่แฟรนเซียมมีเท่านั้น คงจะไปเหมือนกันตรงนั้นสินะ

            ออร์ฟี่กล่าว

            ถ้าตกลงกันได้แล้วก็เริ่มกันเลยเถอะเราไม่มีเวลามาโอ้เอ้แล้วล่ะ

            ทุกคนหันไปมองออร์ฟี่ ไม่มีใครพูดอะไรอีก การทดสอบจึงเริ่มขึ้นจากตรงนี้

 

            ออร์ฟี่ชูมือขึ้นแล้วออกออกคำสั่งกับบัลลังค์สวรรค์

            ขอสั่งในนามของแอดมินิสเทรเตอร์ ต้นไม้แห่งชีวิตเอ๋ยจงมอบบททดสอบแก่ผู้ถูกเลือกทั้งสิบสองด้วย

            ต้นไม้แห่งชีวิต...

            อิงศรแหงนหน้ามองขึ้นไปยังด้านบนของต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ช่วงที่ศึกษาไบเบิลเพื่อหาความรู้ไว้คุยกับออร์ฟี่ให้เข้าใจ จำได้ว่าเคยอ่านเจอชื่อนี้อยู่เหมือนกัน มีตำนานที่เล่าขานว่าต้นไม้แห่งชีวิตออกผลวิเศษที่หากรับประทานเข้าไปจะเป็นอมตะ

            พวกเขาจะกลายเป็นเครื่องทำสวนศักดิ์สิทธิ์ นั่นคือความอมตะที่ตรงกับตำนานนั่นด้วยรึเปล่านะ

            ระหว่างที่กำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั่นเอง วงแหวนแสง บัลลังค์สวรรค์ก็เปล่งแสงสว่างออกมา

            แสงสว่างเจิดจ้าจนทำให้ตาพร่า

            และแล้ว...

            พวกเขาก็เข้าไปในต้นไม้แห่งชีวิต

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น