Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 259 : Extra Log 255: ความจริงของโลก 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 106
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    21 ก.ย. 61

            เทิร์นบริงเกอร์…

            หากจะกล่าวถึงที่มาของมันแล้วล่ะก็คงต้องย้อนกลับไปถึงต้นกำเนิดของจักรวาล มิติ เวลา ทุกสรรพสิ่งเลยนั่นล่ะ

            แรกเริ่มที่ทุกสรรพสิ่งยังเป็นเพียง ‘เคออส’ ความสับสนวุ่นวายระหว่างแสงสว่างและความมืดที่ผสมปนเปกันจนแยกไม่ออกจนกระทั่ง

            เวลาถูกกำหนดขึ้น

            มิติแผ่ขยายขึ้น

            แสงสว่างกับความมืดจึงเริ่มแยกจากกัน เมื่อระยะทางเริ่มเกิดขึ้นและวินาทีเร่มนับเดิน แสงจึงต้องเดินทางในขณะที่ความมืดถมเต็มมิติ และนั่นก็คือ ‘จักรวาล’

            ต่อมามิติและเวลาก็เหลื่อมล้ำกันจักรวาลจึงแยกออกไปและเกิด ‘คู่ขนาน’ ขึ้นมาตัวการที่ทำให้เกิดขึ้นก็คือ ‘ความเป็นไปได้’

            หากจะกล่าวว่า ‘ความเป็นไปได้’ คือการก้าวเดินไปข้างหน้าของจักรวาลก็คงไม่ผิดนัก ดังนั้นแล้วความนึกคิดของจักรวาลที่อยากจะย้อนกลับไปยัง ‘เคออส’ ก็คงจะเรีนกได้ว่า เทิร์นบริงเกอร์ นั่นเอง

 

            พวกเราคือเจตจำนงแห่งความว่างเปล่า คือเจตจำนงที่อยากจะหวนคืนสู่รูปเดิมของจักรวาลทั้งหมด พวกเราคือทูตที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อการนั้น”

            นี่คือคำพูดของมังกรแห่งความว่างเปล่าตนหนึ่งในโลกที่แตกต่างออกไปจากทุกที

            ที่นั่นคือโลกที่ยุคสมัยของมนุษย์จบลงไปและสัตว์เดียรัจฉานวิวัฒนาการขึ้นมาปกครองโลกแทนมนุษย์

 

            ที่โลกแห่งนั้นมีธรรมชาติอันงดงามและสมบูรณ์ยิ่งราวกับโลกเมื่อครั้งยังเยาว์และมนุษย์ที่ยังเหลือรอดก็ดำรงชีพอยู่ในอวกาศอันดำมืดด้วยเทคโนโลยีของพวกเขาและทำสงครามกับเดียรัจฉานบนโลกเพื่อเอาดวงดาวของตนกลับคืน

            เทิร์นบริงเกอร์ได้ปรากฏตัวขึ้นที่โลกแห่งนั้นและทำลายทั้งสองฝ่ายจนย่อยยับด้วยพลังที่เหนือกว่าอย่างท่วมท้น

 

            แล้วก็ไม่ใช่แค่โลกใบนั้นจักรวาลในเส้นคู่ขนานนั้นเองก็ล่มสลายและหายไปจากสารระบบจักรวาล ยังมีอีกหลายที่ที่ เทิร์นบริงเกอร์ ไปรุกรานและทำลายจนหมดสิ้น

            กลืนกินผู้คนของที่นั่น

            ช่วงชิงพลังและความเป็นไปได้ทั้งหมดมาพัฒนาพวกมันจนแข็งแกร่งขึ้น

            ทุกครั้งที่ภารกิจสำเร็จพวกมันก็จะเลวร้ายมากขึ้นจนไม่มีอะไรจะหยุดยั้งพวกมันได้อีก

 

            และสำหรับที่นี่…

 

            ความจริงสำหรับมนุษย์ทั้งปวงในจักรวาลนี้คือความสิ้นหวังที่ลึกล้ำเกินกว่าจะปีนออกมาได้

อิงศรกำลังจะเข้าใจถึงเรื่องนั้นในอีกไม่ช้านี้

 

            Extra Log 255: ความจริงของโลก 1

 

            บนเรือสำเภา

            หลังจากหลบหนีออกมาโดยผ่านทางรูมิติ เรือสำเภาก็พาพวกเขามาถึงเขตท้องฟ้าซึ่งเป็นทางขึ้นไปยังอาคาชิกแซงทัวรี่ สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเดินทางขึ้นมาด้วยลิฟต์และเข้าปะทะกับลูนาริสหนึ่งในแอดมินิสเทรเตอร์

 

            เมื่อรอดตายมาหวุดหวิด ทุกคนก็พากันทิ้งตัวลงกับพื้นเรือ แทบจะไม่มีใครยืนไหว

            เมษา กับ ฟูล้มตัวลงไปนอนเกลือกกลิ้งโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

            เห็นแบบนั้นแล้วอิงศรก็อยากทำบ้างแต่ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์เท่าไหร่ สาเหตุเป็นเพราะหอกที่ถืออยู่ในมือ

            เขาจ้องมองมัน

            “….”

            หอกซึ่งรับช่วงต่อมาจากมิ่งขวัญที่มาจากอีกโลกคู่ขนาน มันเพ่งจะหดตัวลงจนเหลือขนาดเท่ากับตะเกียบ เหมือนเป็นโมเดลของเด็กเล่นเมื่อไม่มีพลังส่งมาที่มันอีกต่อไป

            เป็นสัญญาณยืนยันว่าเจ้าของได้เสียชีวิตลงแล้วหรือว่าเป็นอย่างอื่นกันแน่เขาเองก็ไม่รู้ แต่ที่มั่นใจ คือมิ่งขวัญที่ถูกทิ้งไว้ที่นั่นไม่มีทางรอด

            พี่ศร”

            อิงศรหันไปตามเสียงเรียก กวินทร์กำลังเดินมาทรงนี้โดยมีมิ่งขวัญช่วยพยุงปีกหิ้วมาตลอดทาง ที่กวินทร์ตกอยู่ในสภาพนั้นก็มาจากการต่อสู้กับพวกผู้รุกรานขณะที่เรือถูกสมุนของราหูดึงเอาไว้ สายตาของรุ่นน้องจับจ้องมาที่หอกในมือ แล้วใบหน้านั้นก็ฉาบไปด้วยสีแห่งความเจ็บช้ำ

            กวินทร์เบ้หน้า

            มิ่งขวัญคนนั้นเขา…”

            ถึงจะพูดออกมาไม่หมดแต่กวินทร์คงเข้าใจแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น พวกเขาสูญเสียพวกพ้องไปอีกหนึ่งแล้ว

            อิงศรกำหอกที่หดเล็กลงเท่าตะเกียบเพื่อไม่ให้กวินทร์ต้องเห็นมันอีก

            ถึงจะเป็นคนที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนแต่ก็เหมือนรู้จักกันมานาน จากนี้ไปพวกเราต้องทำเผื่อในส่วนของหมอนั่นด้วย”

            ทั้งที่ติดว่าคำพูดเพียงเท่านี้คงจะตัดการสนทนาอันน่าอึดอัดนี้ลงได้แต่วาเหตุที่แท้จริงซึ่งกำลังรบกวนจิตใจของรุ่นน้องกลับไม่ใช่เพียงเรื่องเดียว

            กวินทร์พูดเหมือนกับตัดพ้อ

            มันจะไม่เกิดขึ้นอีกใช่ไหมครับ”

            “…”

            รุ่นน้องก้มหน้าลงแล้วพูดต่อ

            ตอนที่พวกเราสู้กับลูนาริส หลังจากพี่ศรหมดสติไป…เรื่องในคราวนี้มันทำให้ผมนึกถึงตอนนั้นขึ้นมาอีก”

            อิงศรเลิกคิ้วขึ้นด้วยความฉงน มันมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในช่วงนั้นกัน ช่วงเวลาที่กวินทร์กล่าวถึงน่าจะเป็นหลังจากที่เขาได้ยินเสียงกระซิบของราหูทำให้ปลดปล่อยพลังของอาคานาร์จนโค่นลูนาริสลงได้…

            หลังจากพี่ศรหมดสติไปลูนาริสยังไม่ถูกจัดการไปทั้งหมดเจ้านั่นพยายามจะฆ่าพวกเรา”

            นี่เป็นเรื่องที่เขาเพิ่งจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นภายหลังจากนั้น จุดที่ทำให้กวินทร์เป็นกังวลคงจะอยู่ตรงนี้

            เพื่อที่จะเอาชนะมันขวัญก็เลย…”

            มิ่งขวัญทำอะไรลงไปคิดว่าในฐานะพี่ชายอย่างเขาพอจะเดาได้อยู่หรอก ขวัญนั้นถึงจะขี้แยและเอาแต่ใจ แต่นั่นมันก่อนที่โลกจะล่มสลาย หลังจากนั้นมาขวัญกลายเป็นคนที่เขาคิดว่าจำเป็นต้องคอยดูแลมากยิ่งกว่าเดิมเพราะได้กลายเป็นคนที่เอาตัวเข้าแลกและทุ่มเทร่างกายเพื่อคนอื่นมากเกินไป บางทีอาจจะมากยิ่งกว่าเขาเสียอีก

            แต่ก่อนที่กวินทร์จะทันได้พูดต่อไปนั่นเองมิ่งขวัญที่พยุงปีกกวินทร์ก็กล่าวขัดเอาไว้ซะก่อน

            พอแล้วน่าเรื่องตอนนั้นน่ะมัน”

            แต่ว่ามันสองครั้งแล้วนะที่ฉันต้องมาเห็นนายตายไปเพื่อพวกเราแบบนี้น่ะ”

            กวินทร์ดึงคอเสื้อมิ่งขวัญให้ใบหน้าคล้อยลงมาฟังเสียงตนเองระหว่างที่พูด

            ดูเหมือนเหตุการณ์คราวนี้จะเป็นเรื่องสะเทือนใจสำหรับกวินทร์ ไม่รู้ว่าทำไมสองคนนี้ถึงได้สนิทกันถึงขนาดนั้น

            ก่อนที่เรื่องราวจะบานปลายอิงศรคิดว่ามันควรจะหยุดที่ตรงนี้

            ไอ้ความรู้สึกแบบนั้นฉันก็พอจะเข้าใจอยู่หรอกนะกวินทร์แล้วฉันก็ดีใจนะที่นายเข้ากับมิ่งขวัญจนเป็นห่วงกันได้ขนาดนั้น แต่ว่าถึงมาตัดพ้อเอาตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์แล้วล่ะพวกเรามีแต่ต้องก้าวต่อไปข้างหน้าเท่านั้นไม่อย่างนั้นได้โดนหมอนั่นที่หน้าเหมือนเจ้าบ๊องส์ตื้นนี่หัวเราะเอาแน่”

            พูดจบจบเขาก็เอาตัวเข้าไปแทรกกลางระหว่างทั้งสองพลางใช้มือหยีหัวเบาๆ อย่างเอ็นดู ซึ่งมันก็ได้ผลทั้งคู่สงบลง จากนั้นทุกคนบนเรือก็เริ่มรวมตัวกันเพื่อพูดคุย

 

            พวกเขาล้อมเป็นครึ่งวงกลมอยู่หน้าพวงมาลัยเรือที่ซากิริกพลังขับอยู่

            ซากิริพูด

            อาร์คลำนี้จะพาพวกเราไปที่อาคาชิกแซงทัวรี่ในอีกไม่นานนี้แหละไว้ค่อยไปคุยกันบนนั้นไม่ดีกว่าเหรอ”

            อาร์คคือชื่อของเรือสำเภาที่พวกเขาโดยสารกันอยู่ดูเหมือนว่าซากิริจะสร้างมันโดยอาศัยพลังของออร์ฟี่และแบบแปลนเรือจากซาคคิเอล เห็นว่าเป็นเรือแบบเดียวกับในตำนานของโนอาห์ ซึ่งก็ไม่รู้อีกนั่นแหละว่าเรื่องที่เล่ามานั้นคือประวิตศาสตร์หรือเป็นแค่เรื่องแต่งของพวกเทวทูตอีก

            อิงศรพูด

            ไม่ล่ะเราไม่มีเวลาขนาดนั้นหรอกไม่รู้ว่าพวกมันจะตามมาได้ถึงที่นี่ด้วยรึเปล่า”

            แฟรนเซียมกล่าวสนับสนุนความเห็นนั้น

            แต่ฉันคิดว่ามันทำได้อย่างน้อยที่สุดมันก็เคยเป็นแอดมินิสเทรเตอร์ ดีไม่ดีไอ้ที่เรากำลังมุ่งหน้าไปเนี่ยอาจจะเจอมันดักรออยู่ก็ได้”

            คำพูดนั้นทำให้คนอื่นๆ พากันหวาดวิตก แต่ออร์ฟี่ก็กล่าวขัดขึ้นมา

            แต่ผมไม่คิดแบบนั้นนะ ถ้าทำได้ถึงขนาดมาดักรอพวกเราจริงคงไม่ทุ่มกำลังดึงพวกเราไว้ที่นั่นหรอกแล้วอีกอย่างก่อนจะลงมาพวกเราก็ตัดเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างรากกับอาคาชิกสแตร์เวย์ (Akashic Stairway) ที่เป็นเส้นทางเดียวในการไปแซงทัวรี่แล้วด้วยพวกนั้นคงต้องใช้เวลากว่าจะไล่ตามมาได้เราจะมีเวลาให้เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเอาคืนมันทีหลัง”

            ทว่าแฟรนเซียมก็กล่าวขัดคำพูดนั้น

            เตรียมกำลังสำหรับไปเอาคืนงั้นเรอะถามจริงเถอะพวกนายมองเห็นทางที่จะเอาชนะเจ้านั่นได้รึเปล่า”

            หลังจากคำถามนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ดูเหมือนว่าแม้แต่พวกออร์ฟี่ที่ลงมาช่วยก็แค่มาช่วยเท่านั้นยังไม่เข้าใจหรือรู้ว่าจะรับมือกับศัตรูแบบนั้นอย่างไรดี ศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าพระเจ้าเสียอีก พลังของราหูนั้นเขาที่เคยปะทะกับพระเจ้ามาแล้วยังมองไม่เห็นแนวทางที่จะใช้ต่อกรได้

            ตอนนั้นเองซากิริก็พูดขึ้นมาทำลายความเงียบลง

            ถึงแล้ว”

            แสงสว่างตรงปลายทางสาดส่องกระทบเรือ แสงจ้าจนต้องปิดตาไปครู่หนึ่ง

            จนเมื่ออิงศรปรือตาขึ้นใหม่ ทิวทัศน์ของสวนศักดิ์สิทธิ์ก็แผ่กว้างอยู่ตรงหน้า เรือกำลังลอยอยู่เหนือ สวนเขียวชะอุ่ม ทุ่งหญ้าเขียวขจีแผ่กว้างไพศาล และท้องฟ้ากระเพื่อมเหมือนกับคลื่นทะเล

            ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะได้กลับมาเหยียบที่นี่อีกครั้ง แต่ต่างกันตรงที่คราวนี้พวกเขากลับมาในฐานะเจ้าบ้านของที่นี่แทน เมื่อโค่นโซลาริสลงพวกเขาก็ยึดเอาสวนมาให้ออร์ฟี่ดูแล ไม่รู้ว่าเวลาจากตอนนั้นผ่านไปนานเท่าใดกันแล้ว สี่ปี หรือ ชั่วพริบตาเดียว ความรู้สึกรับรู้ถึงเวลาของเขาดูจะสับสนนิดหน่อย เพราะความทรงจำเกี่ยวกับการเติบโตของตัวเองในช่วงที่ย้อนกลับไปสี่ปีก่อนที่โลกจะล่มสลายจนวนกลับมาที่นี่

            แล้วเขาก็นึกขึ้นมา

            พวกเจ้าอยู่ในภาพลวงตา…’

            ถึงคำพูดของราหูที่กล่าวเอาไว้เมื่อตอนที่มันเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง

ไม่สิโลกทั้งหมดก็เป็นแค่ภาพลวงตา ความจริงในเรื่องโกหก เรื่องโกหกกลายเป็นจริง ก็เหมือนดั่งหมอกพวกนี้ ไม่มีอะไรที่เป็นความจริงเลยซักอย่างเดียว’

ดูเผินๆ แล้วก็เหมือนจะเป็นคำพูดเยาะเย้ยพวกเขาที่ติดอยู่ในโลกวนลูปหนึ่งวันไม่จบสิ้นนั้นเฉยๆ

            “…”

            เพียงแต่มันรบกวนจิตใจเขา

            ความรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ

            ความกระสับกระส่ายยามที่นึกถึงอดีตของตัวเอง

            แม้ว่าความทรงจำจะชัดเจน แต่ภาพร่างแห่งความรู้สึกของความทรงจำกลับเลื่อนลอย หากจะพูดแล้วมันก็เหมือนกับตอนที่เขาหลุดจากความฝันไปยังโลกคู่ขนานอื่น ความทรงจำในสมองเกี่ยวกับตัวเองในโลกใบนั้นเป็นเหมือนตัวหนังสือที่สลักคำพูดบอกเล่าความทรงจำแต่กลับนึกภาพของมันไม่ออก

            “…”

            อิงศรจ้องไปที่ซากิริ พอเริ่มคิดเรื่องนั้นขึ้นมาเขาก็เริ่มสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงถามออร์ฟี่

            นายชุบชีวิตให้หล่อนด้วยเหรอ”

            ออร์ฟี่พยักหน้า

            อืม แฟรนเซียมเขาขอร้องมาบอกว่าเป็นกำลังเสริมที่ดีน่ะ ถ้าไม่ได้เธอพวกเราคงหนีมาไม่ได้หรอก”

            มันเป็นอย่างที่กำลังนึกสงสัยอยู่จริงๆ ด้วย

            งั้นเหรอ”

            อิงศรพูดตอบแต่เขาก็ได้ย้ำกับตัวเองเอาไว้ว่าหลังจากนี้ไปโลกทัศน์จะเปิดกว้างยิ่งขึ้น และน่าตกใจกว่าที่ผ่านๆ มา

            ถ้าหากการสันนิษฐานนี้ถูกต้องล่ะนะ

            ถ้างั้นนายช่วยตรวจสอบอาคาชิกเรคคอร์ด ตามที่ฉันจะบอกหน่อยได้รึเปล่า”

            หา?”

 

***อาทิตย์ที่แล้วที่ไรท์หายไปเลยต้องขอโทษด้วยครับ พอดีป่วยกะทันหันแถมเป็นไข้หวัดใหญ่ ไข้ขึ้นจนลุกจากเตียงไม่ได้เลยนอนซมไปอาทิตย์เต็มๆ (ลุกไปกินข้าวกับไปกลับที่ทำงาน-บ้านก็จะตายแหล่ว) อาทิตย์นี้ก็ยังคงมีด้วยกัน 2 ตอนครับ อีกตอนคาดว่าจะลงในวันเสาร์ช่วงดึกๆ เลย ก็ค่อยมาอ่านกันในวันอาทิตย์ได้ครับ***

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น