Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 252 : Extra Log 248: มหาเทพราหู

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 115
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    16 ก.ค. 61

Extra Log 248: มหาเทพราหู

 

            กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว….

            เรื่องเล่าได้เริ่มต้นประโยคของมันเช่นนั้น พยายามบอกว่ามันเกิดขึ้นในอดีตกาลอันไกลโพ้น

            ทว่า มันไม่ได้ไกลขนาดนั้น เรื่องเล่าดั่งเทพนิยายนั่น

            เรื่องราวที่บอกว่า อสุรากับเทวะทำสงครามกันเพื่อแย่งชิง อมฤต

            เรื่องราวนั้นตั้งอยู่ที่อีกฟากของถนนตรงหน้าเขานี่เอง

            “…”

            อิงศรทอดสายตามองไปยังร้านกาแฟที่มีเรื่องเล่านั้น ที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเดินไปข้างหน้า

            ร้านกาแฟอีคริปส์ คือจุดสตาร์ทที่ว่า

 

            มีนาเพิ่งจะได้สติหลังจากเมษาเข้าไปปลุกหล่อนที่นอนฟุบอยู่บนสนามหญ้า

            เมษาพูด

            เป็นอะไรรึเปล่า

            มีนายังไม่ตอบทันที หล่อนส่ายหัวเหมือนจะสลัดความง่วงมึนออกไป แล้วถึงสังเกตเห็นพวกเขา

            คุณอิงศร...ทุกคน

            หล่อนทำหน้างุนงง

            ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะคะ แล้วนี่ฉันอยู่ที่ไหนกัน

            ได้ยินดังนั้นอิงศรก็หันมาพูดกับเธอ

            ไม่ใช่ว่าเธอเป็นคนทำให้พวกเรามาอยู่ที่นี่กันหรอกเหรอ

            แต่มีนาส่ายหน้า

            ไม่นะคะฉันไม่เห็นจะรู้เรื่องอะไรเลย

            ก็ในสายที่เธอโทรกลับมาคุยกับฉันนั่นไงที่ถามว่าวันนี้คือวันอะไร

            แต่ฉันยังไม่ได้โทรกลับเลยนะคะพอวางสายจากคุณอิงศรแล้วฉันก็...

            มีนาหยุดชะงักไป หล่อนทำหน้าเหมือนนึกไม่ออกว่าจะพูดอะไร

            อิงศรเร่งถาม

            ก็ อะไร?”

            ฉันจำได้ว่าพอวางสายเสร็จก็เปิดเมล์ไปดาวน์โหลดแอพตามที่คุณอิงศรบอกพอกดปุ่มตอบบนหน้าจอโทรศัพท์แล้วก็จำอะไรไมได้อีกเลยค่ะ รู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ที่นี่กับทุกคนแล้ว

            ถ้าอย่างนั้นสายที่ต่อกลับมาแล้วถามเขาว่า วันนี้คือวันอะไร ก็คงเป็นตัวการที่พาพวกเขามารวมกันที่นี่

            หากคิดอย่างนั้นสมมติฐานก็จะลงตัวทันที สาเหตุว่าทำไมพวกเขาถึงมารวมกันอยู่ตรงนี้

            ตรงที่ร้านกาแฟอีคริปส์ตั้งอยู่

            อิงศรพูด

            ฉันรู้ตัวคนร้ายแล้วไปกันเถอะ

            แล้วออกเดินนำทุกคนข้ามถนนไปยังร้านที่อยู่ฟากตรงข้าม อิงศรผลักประตูร้านเข้าไป กระดิ่งส่งเสียงดัง กรุ๊งกริ๊ง พวกเขาเข้าไปข้างในร้านจนครบทุกคน ทำให้ร้านดูแน่นขนัดขึ้นมา

            กลิ่นกาแฟคั่วหอมฟุ้งไปทั้งร้าน กลิ่นหอมชวนให้เคลิ้มจนเกิดความรู้สึกหิวกระหายและตื่นตัวขึ้นมา

            แต่นรินทร์กลับแสดงอาการระสับระส่าย

            อิงศรถาม

            นรินทร์ เป็นอะไรรึเปล่าลุกลี้ลุกลนน่าดูเลยนะนายน่ะ

            ไม่รู้สิพอได้กลิ่นกาแฟของที่นี่แล้วมันรู้สึกคุ้นๆ ขึ้นมาน่ะเหมือนกับจะนึกเรื่องไม่ดีอะไรออกมาได้ด้วย

            นับเวลาตั้งแต่ที่พวกเขาเข้ามาในร้านแล้วเริ่มสนทนากันก็น่าจะเกือบสิบวินาทีเข้าไปแล้ว

            ถึงอย่างนั้นแล้วกลับยังไม่มีใครออกมาต้อนรับ ไม่ว่าจะในฐานะลูกค้าหรือแขกที่ถูกเชื้อเชิญมาที่นี่ก็ตาม

            สิบเอ็ดท่านสินะครับ

            จู่ๆ ก็มีเสียงดังออกมาจากครัวด้านหลังเคาน์เตอร์ ชายผิวเข้มผมยาวหยิกหลังผ้ากันเปื้อนสีเขียวติดโลโก้ร้านเดินหอบถาดวางถ้วยกาแกสิบเอ็ดถ้วยด้วยกันออกมาวางตรงเคาน์เตอร์

            อีคริปส์เบรนด์ครับ รีบทานก่อนจะเย็นดีกว่า

            อิงศรพูดตอบโต้คำพูดนั้น

            ยังมีเวลาให้คุยกันอีกเยอะไม่ใช่รึไง ฟาวเดชั่นอี

            เขาพูดแล้วคอยดูปฏิกิริยาจากเจ้าของร้าน แต่เจ้าตัวกลับนิ่งเฉยแล้วกลายเป็นว่ากลุ่มของพวกเขาเองที่เป็นคนตอบสนองกับคำพูดนั้น

            นรินทร์ที่อยู่ด้านหลังถามเขาว่า

            เดี๋ยวสิ อิงศรนี่หมายความว่ายังไงน่ะ

            เมื่อคิดจะตอบคำถามของนรินทร์ อิงศรก็เริ่มนึกขึ้นมาด้วย ว่าที่มาของอาร์คาน่านั้นเริ่มขึ้นเมื่อไหร่

            มันเริ่มจากเมล์ตัวจับเวลาความตายที่ซีลอร์ดส่งมา แต่ก่อนหน้านั้นล่ะ

            ก่อนหน้าที่ซีลอร์ดจะเริ่มส่งเมล์มามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ ถึงเริ่มส่งเมล์มา ทันทีที่มาถึงที่นี่เขาก็คิดว่าคำตอบมันแสดงออกมาแล้ว

            อิงศรพูด

            ทำไมโลกใบนี้ถึงได้วนอยู่ในวันที่หนึ่งพฤศจิกายน ฉันน่ะคิดเรื่องนั้นมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ทำไมถึงต้องเป็นวันนี้น่ะเหรอเพราะว่าวันนี้คือวันที่แผนการของเจ้านั่นเริ่มต้นขึ้นมาน่ะสิ

            เขาชี้ไปยังเจ้าของร้านที่ยังคงนิ่งเงียบ

            แต่แล้ว

            คุณอิงศรจะบอกว่าเจ้าของร้านคือหัวหน้าขอบฟาวเดชั่นอีสินะคะ

            มีนาก็กล่าวขัดขึ้นมา

            อิงศรพูด

            อา กลุ่มเงินทุนลับที่ออกทุนสนับสนุนการสร้างองค์กรปีศาจอารย-สนธยากับให้การสนับสนุนเมตไตรย ฟาวเดชั่นอี นั่นแหละ

            ถึงจะบังเอิญมีตัว E กันทั้งร้านกาแฟกับองค์กรที่ว่านั่นก็เถอะค่ะแต่นั่นมันไม่สรุปมัดมือชกไปหน่อยหรือคะ

            อิงศรเมินคำพูดของมีนาแล้วจ้องเขม็งไปยังถ้วยกาแฟสิบเอ็ดถ้วยที่วางเรียงกันอยู่ในถาดบนเคาน์เตอร์ สิบเอ็ดถ้วยเป็นจำนวนที่ไม่น่าจะเตรียมได้ในทันทีหากไม่รู้ล่วงหน้า

            อิงศรพูด

            แกรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าพวกฉันจะมาไม่สิแกนั่นแหละที่พาพวกเรามาที่นี่

            และแล้ว... เจ้าของร้านก็พูดตอบเป็นครั้งแรก

            ก่อนหน้านี้ตอนที่มากันแค่ห้าก็จั่วซองอาคานาร์ไปด้วยนี่ทำไมถึงได้รู้ตัวช้านักล่ะ

            โดยที่ชี้ไปยังพวกพ้องที่อยู่ข้างหลังอิงศรหนึ่งในนั้นซึ่งโดนเพ่งเล็งคือมีนา

            มีนาพูด

            เดี๋ยวสิเรื่องนั้นมัน

            แล้วหล่อน ไม่สิอีกสามคนก็ด้วย เมษา กวินทร์ นรินทร์ ทั้งสี่คนนั้นหยิบเอาของบางอย่างออกมาจากคลังเก็บของส่วนตัว

            เป็นไพ่อาคานาร์...แต่เป็นของทำเลียนแบบ ทว่าลวดลายที่บ่งบอกว่าแต่ละใบเป็นอาคานาร์อะไรกลับตรงกับอาคานาร์ที่เขาได้รับเพราะเชื่อมสายสัมพันธ์กับคนๆ นั้น เจ้าของร้านบอกว่าห้าคนแต่ที่นี่มีแค่สี่คนที่มีไพ่อาคานาร์ปลอม

            อิงศรเบ้หน้าถามทั้งสี่คนนั้น

            พวกนายไปได้ของพวกนั้นมาตอนไหนกันน่ะ แล้วยังมีใครอีกคนที่มีมันด้วย

            กวินทร์เป็นคนตอบแทนสามคนที่กำลังอ้ำอึ้ง

            ก่อนหน้านี้ตอนที่พี่ศรโดดการตรวจสภาพเดม่อนแอพน่ะครับพวกเรากับโดโรธีมาที่ร้านนี้พอสั่งเครื่องดื่มแล้วก็มีซองจับรางวัลที่มีไพ่พวกนี้แถมมาให้

            งั้นอีกคนที่ได้ไพ่อาคานาร์ปลอมไปก็เป็น โดโกบาร์ สินะ

            แต่เจ้าของร้านก็พูดขัด

            อุตส่าห์เก็บของที่ฉันมอบให้ไปซะด้วยเป็นเด็กดีกันจังนะ...แล้วยังไงต่อล่ะ

            ทันทีที่ถูกจ้องมองโดยสายตาอันเยือกเย็นของเจ้าของร้าน อิงศรก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ อีกฝ่ายไม่ใช่คนธรรมดาแน่เพราะไม่อย่างนั้นคงส่งแรงกดดันขนาดทำให้เขารู้สึกตัวมาไม่ได้ พวกพ้องคนอื่นๆ ก็รับรู้ได้ถึงแรงกดดันนั้นแล้วพากันเปลี่ยนสีหน้า ทุกคนระวังตัวกันมากขึ้น

            เจ้าของร้านพูดต่อ

            ตกลงแล้วเธอกับพวกพ้องมาที่นี่ทำไม ไม่ลองบอกเรื่องนั้นดูก่อนล่ะแล้วฉันจะได้ประเมินคะแนนของรอบโบนัสนี้ให้น่ะ

            อีกฝ่ายพูดว่า รอบโบนัส นั่นหมายถึงโลกที่วนลูปไม่รู้จบอยู่ในวันที่ 1 พฤศจิกายนหรือเปล่า

            อิงศรพูด

            ฉันคิดมาซักพักแล้วล่ะว่าแอดมินิสเทรเตอร์ที่เราจัดการไปน่ะคล้ายกับอะไรบางอย่าง ถ้าลูนาริสคือพระจันทร์ โซลาริสคือพระอาทิตย์ งั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าจะมีคนที่สามอยู่ แล้วมันก็มีอยู่ไม่ใช่เหรอ ที่ร้านนี้น่ะ

            อิงศรชี้ไปยังผนังร้านซึ่งติดโปสเตอร์รูปตำนานกวนเกษียรสมุทรที่เจ้าของร้านเคยเล่าให้ฟังเมื่อครั้งก่อนที่เขามาที่ร้านนี้

            ตำนานที่เกี่ยวกับพระอาทิตย์กับพระจันทร์แล้วก็อย่างที่สามฉันรู้จักจากที่นี่...ราหู

            แปะ แปะ แปะ เสียงปรบมือดังขึ้น เจ้าของร้านส่งยิ้มให้ด้วยใบหน้าสำราญบานใจขณะที่ปรบมือแล้วกระโดดโหนตัวข้ามเคาน์เตอร์ออกมาเผชิญหน้ากับพวกเขาโดยที่ไม่มีสิ่งใดมากีดขวางอีก

            ในสถานการณ์อย่างนี้รวมกับการปรบมือก่อนหน้านี้มีสิทธิ์ที่อิงศรจะสั่งให้ทุกคนโจมตีเข้าไปพร้อมกัน ทั้งที่รู้แบบนั้นแต่อีกฝ่ายก็ยังข้ามมาหาพวกเขาเสียเอง

            เจ้านั่นคิดว่ารับมือได้ สามารถฆ่าพวกเขาทั้งสิบเอ็ดคนตรงนี้ได้ก่อนจะถูกฆ่า

            อิงศรพูด

            แกไม่ใช่มนุษย์สินะ

            ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ

            คำตอบของคำถามน่ะง่ายมาก เพราะไม่มีมนุษย์ที่ไหนกระโดดพาตัวเองเข้าหาภัยอันตรายหรอก ถ้าอย่างนั้นพวกเขาทั้งสิบเอ็ดคนตรงนี้ก็ไม่เป็นอันตรายกับหมอนั่น สรุปก็คือมั่นใจว่าแข็งแกร่งกว่าพวกเขา

            แบบนั้นไม่มีทางเป็นมนุษย์ได้แน่ ตัวตนของอีกฝ่ายจะต้องเป็นอะไรซักอย่างที่แข็งแกร่งเอามากๆ มากเสียจนชักเชิดพวกเขาให้เดินไปตามเกมฆ่าล้างพระเจ้าจนกระทั่งสร้างโลกวนลูปไม่รู้จบนี้ขึ้นมาขังพวกเขาไว้

            แฟรนเซียมเคยบอกว่าฟาวเดชั่นอีไม่ใช่องค์กรแต่เป็นตัวบุคคล แล้วเจ้านั่นก็ไม่ใช่มนุษย์ แถมยังมอบอาคานาร์ให้อีก มีความเป็นไปได้ว่าหัวหน้าของฟาวเดชั่นอี จะเป็น แอดมินิสเทรเตอร์

            ตอนที่คิดจะตอบสมมติฐานออกไป... เจ้าของร้านก็กลับเป็นฝ่ายพูดเสียเอง

            ทำไมวันนั้นเธอถึงมาที่นี่ มาที่ร้านนี้พร้อมกับกวินทร์ที่มีฟันเฟือง ทำไมถึงได้รับเมล์จากออร์ฟิอูคูมันนาร์หลังจากนั้น เธอกำลังคิดว่ามันเป็นเพราะฉันสินะ ถ้าอย่างนั้นก็คิดถูกแล้ว ทั้งหมดนั่นน่ะเป็นไปตามบทที่วางเอาไว้

            เป็นไปตามบท พูดเหมือนกับที่กฤษณะเคยพูด บท ที่ว่านั้นหมายถึงแผนการของฟาวเดชั่นอี อย่างนั้นรึเปล่า บทที่กำหนดให้พวกเขาเดินทางมาจนถึงวันนี้

            ทันใดนั้น ร่างกายของเจ้าของร้านเริ่มมีหมอกลงมาปกคลุมจนกระทั่งจมหายเข้าไปในหมอก สายหมอกไหลไปทั่วทั้งร้าน ทัศนวิสัยทึบมัวขึ้นทุกขณะ

            วันนี้คือวันอะไรคะ

            แล้วเจ้าของร้านก็เดินออกมาจากม่านหมอก แต่ด้วยร่างกายของมีนารวมถึงเสียงพูดก็ยังเป็นเสียงของมีนาด้วย

            มีนาตัวจริงเขยิบตัวเข้ามาชิดอิงศร หล่อนเกาะที่ไหล่ของเด็กหนุ่ม เบ้หน้าแล้วพูด

            นั่นมันตัวฉัน...

            อา คนที่โทรกลับไปแล้วถามว่าวันนี้คือวันอะไรคะก็คือข้าเอง ข้านำพวกเจ้าที่ใกล้จะเข้าถึงความจริงมายังที่นี่ตามที่ว่านั่นแหละ

            อิงศรพูด

            วันที่หนึ่งพฤศจิกายนที่แกทำให้ย้อนวนกลับมาอยู่เรื่อยๆ นี่ก็คือวันเดียวกับที่แกมอบอาคานาร์ให้ฉันด้วยอย่างนั้นสินะ

            พอพูดจบหมอกก็ย้ายเข้ามาปกคลุมร่างของมีนาตัวปลอมแล้วคลายออก หล่อนคืนร่างกลับเป็นเจ้าของร้านตามเดิม

            ตามนั้นเลย ยังจำครั้งแรกที่เจอกันได้รึเปล่าล่ะตอนที่จับมือเธอไงแล้วหลังจากนั้นก็ปวดหัวใช่ไหมล่ะ นั่นน่ะไม่ใช่เพราะว่ากาแฟแรงไปหรอกนะแต่พลังแห่งโชคชะตาเริ่มเคลื่อนที่มาตั้งแต่ตอนนั้นต่างหาก แล้วก็นะ...

            หมอกเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง เจ้าของร้านกำลังจะเปลี่ยนร่าง

            ชายคนใหม่ที่เจ้าของร้านเปลี่ยนตัวมาเป็นคนที่อิงศรไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เป็นชายมีอายุร่างสูงโปร่ง จากชุดที่สวมใส่ในร่างนี้เป็นชุดของเมตไตรย แถมยังเป็นชุดประจำตำแหน่งระดับสูงเอามากๆ แต่เขาไม่รู้ว่าเป็นตำแหน่งไหน

            ทว่า เสียงของเมษาก็ได้ให้คำตอบมา

            ท่านพ่อ!”

            นี่คือร่างของ มกร ธุวดารกะ อย่างนั้นสินะ

            มกร พูด

            มกร ธุวดารกะ น่ะไม่มีตัวตนอยู่บนโลกนี้มาตั้งนานแล้ว มกรก็คือข้าเอง ข้าแทรกซึมอยู่ในทุกเรื่องราว อยู่ในทุกซอกหลืบของประวัติศาสตร์ ข้าก่อตั้งเมตไตรยรวมถึงให้กำเนิด อารย-สนธยา

            แล้วร่างกายก็เปลี่ยนกลับมาเป็นเจ้าของร้านอีกก่อนจะเริ่มเปลี่ยนใหม่

            จากที่เปลี่ยนกลับไปกลับมาแล้ว ดูเหมือนนี่จะเป็นร่างหลักก่อนจะเปลี่ยนเป็นคนอื่น

            ร่างใหม่ที่ปรากฏออกมาคราวนี้เป็นตัวเจ้าของร้านเองแต่มีแค่ชุดเท่านั้นที่เปลี่ยนไป ชุดกลายเป็นสูทสีดำคล้ายกับที่กฤษณะใส่

            เจ้าของร้านพูด

            เป็นอย่างไรบ้างนรินทร์จากตอนนั้นมาได้รู้แล้วรึยังว่าอาคานาร์จากยี่สิบสองรูปแบบทั้งหมดนั้นอันไหนเป็นของเธอกัน

            เจ้านั่นเล็งเป้าไปที่นรินทร์ ที่ตอนนี้ตัวแข็งทื่อไปหมด

            นรินทร์พูด

            นายมัน...คนที่หลอกพ่อแอบมาติดตั้งจอกศักดิ์สิทธิ์ที่วัดนี่

            ทันทีที่เห็นร่างนั้น ความทรงจำในวัยเด็กก็แทบจะกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ ความทรงจำของนรินทร์ที่เคยเจอกับชายตรงหน้าเพียงครั้งเดียว และจดจำได้ถึงกลิ่นกาแฟอันเด่นชัดที่ลอยโชยออกมาจากตัวชายคนนั้น

            มันคือกลิ่นเดียวกับกลิ่นกาแฟภายในร้านแห่งนี้

            เจ้าของร้านขยับคางยื่นมาข้างหน้าเล็กน้อยแล้วเอียงคอพูด

            น่ารักซะจริงนะ พอแสดงความจริงให้เห็นอย่างหนึ่งก็จะเกิดขึ้นมาทั้งความหวังและความผิดหวังไปพร้อมๆ กัน ข้าน่ะชอบช่วงเวลาเช่นนั้นเป็นที่สุด ในยามที่ความหวังและความสิ้นหวังบรรจบกันมันจะกลายเป็นความว่างเปล่า

            นั่นคือเหตุผลที่เอาแต่แปลงร่างไปมาแล้วสร้างความสับสนให้กับกลุ่มของเขางั้นสิ

            อิงศรพูด

            เลิกเล่นลิ้นได้แล้ว แกต้องการอะไรกันแน่ ไม่สิแกเป็นใครกันแน่

            ถึงจะถามออกไปอย่างนั้น แต่ตอนนี้เขาแน่ใจอยู่เรื่องหนึ่ง

            เรื่องที่ว่าเจ้านี่คือผู้บงการที่แท้จริง คือต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดที่เขาเฝ้ามองหามาโดยตลอดแล้วก็ได้เจอ...

            ข้าเป็นใครสินะ

            เจ้าของร้านเปลี่ยนร่างกลับ

            ขอโทษที่แนะนำตัวช้าไปหน่อย ข้าคือแอดมินิสเทรเตอร์ ผู้ปกครองแสงสว่างและความมืดมิด เทพผู้บงการคราส มหาเทพราหู...

            หมอกขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ราวกับว่ามันไหลออกมาจากร่างของเจ้าของร้าน ใช้เวลาแค่ชั่วอึดใจเดียว ร้านก็ถูกกลืนหายเข้าไปในสายหมอก มองไม่เห็นทิวทัศน์รอบตัวอีกแล้วแต่สัมผัสได้ว่าบรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สภาพแวดล้อมรอบตัวบ่งบอกว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ข้างในร้านกาแฟอีกแล้ว

            นามของข้าคือ ราหูลาริส (Rahularis)”

            เงาดำทะมึนของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาปรากฏขึ้นท่ากลางหมอกหนา เงานั้นขยับอวัยวะคล้ายแขนหรืออะไรบางอย่างปัดม่านหมอกออก

            เกิดเสียงดัง วู่ม แล้วหมอกบริเวณด้านหน้ากลุ่มของพวกเขาก็ปลิวหายไปตามแรงลมกรรโชกที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวนั้น

            สิ่งมีชีวิตนั้นเป็นสัตว์ประหลาดร่างดำทะมึนผิวหนังคล้ายกับหินมีปีกยุ่งเหยิงหลายปีก มีปีกที่เป็นสีทองเปล่งแสงสว่างอ่อนๆ คล้ายกับหิ่งห้อย

            ส่วนขนาดตัวนั้นใหญ่ราวห้าเท่าของร้านกาแฟได้ นั่นทำให้รู้ว่าสถานที่เปลี่ยนไปแล้วอย่างแน่นอน

            พวกเขาถูกย้ายมาที่ไหนกันนะ




            สายหมอกเริ่มจางลง ทิวทัศน์เริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้นมา

            เมื่อมองไปที่ท้องฟ้า ก็มองเห็นแต่สีดำทะมึน คล้ายกับท้องฟ้ากลายเป็นเวลากลางคืน

            สถานที่รอบตัวคือในมหาลัยไม่ผิดแน่ เขาจำรูปร่างของอาคารแต่ละหลังได้ที่นี่คือถนนหน้าร้านกาแฟที่พวกเขาเข้าไป แต่ว่า

            ทุกอย่างกลายเป็นซากปรักที่รกร้าง

            ที่นี่มัน….”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น