Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 25 : Login 23 : ผู้มาเยือนจากอดีต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,116
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    12 ก.ย. 59

Login 23 : ผู้มาเยือนจากอดีต


 

            “อ้าว ฟอสฟอรัส...ตายซะแล้วเหรอ

            มีเสียงดังมาอย่างนั้น เป็นน้ำเสียงที่เย็นเยียบ

            ทางด้านหลังที่พวกอิงศรหันกลับไป ปรากฏกองไฟกำลังลุกโหมอยู่

            และที่จุดกำเนิดของกองเพลิงนั่นเอง เจ้าของเสียงเย็นเยียบเมื่อครู่ยืนอยู่ที่นั่น เป็นหญิงสาวต่างดาวสูงประมาณ 190 เซนติเมตร ท่าทางเย่อหยิ่งทรงผมสไตล์บ๊อบเส้นผมสีเงินแบบมนุษย์ต่างดาวทั่วไป สวมแว่นตาเลนส์ใส แววตาภายใต้เลนส์แว่นนั้นดูเฉิดฉาย ทั้งที่เป็นมนุษย์ต่างดาวแต่เครื่องแบบที่สวมใส่กลับไม่เหมือนของทั่วไป แถมยังไม่มีผ้าคลุมแสดงความเป็นชั้นครู  แต่ทว่า...

 

Sodium Lv. 144

[/////49500:49500/////]

 

            แต่ทว่าระดับของพลังที่แสดงอยู่บนพลังชีวิตของหล่อนนั้นไม่ใช่ระดับชั้นศิษย์อย่างแน่นอน

            พอลองตรองดูแล้ว ชุดที่หล่อนใส่เป็นเสื้อโค้ทขนมินท์สีดำเหมือนกับมนุษย์ต่างดาวที่มาไล่ล่าตัวเขาเมือสามปีก่อน อิงศรยังคงจำมันได้ดีวันที่เขาต้องสูญเสียทุกอย่างไป มนุษย์ต่างดาวที่มาในวันนั้นเป็นชั้นราชครู ถ้าอย่างนั้นแล้วหญิงสาวต่างดาวตรงหน้าก็คงจะ...

            “ชั้นราชครูงั้นเรอะ

            อิงศรสรุปอย่างนั้น

            มีนาตอบรับคำพูดนั้นก่อนใคร สีหน้าตื่นตระหนกผุดขึ้นมาพร้อมกัน

            “เอ๋! จ...จู่ๆ ก็ให้มาเจอชั้นราชครูเลยเนี่ยนะคะ!

            ทุกคนตั้งท่าเตรียมสู้ อิงศรก็ตั้งคันธนูขึ้นเช่นกัน

            มนุษย์ต่างดาวเรียกหน้าจอแล้วดึงไม้คฑาออกมาจากหน้าจอนั้น

            “พวกแกเองสินะที่ฆ่า ลูกน้องของข้าไปน่ะ เจ้าพวกชาวโลกที่เรียกว่าหน่วยขับไล่ผู้รุกรานแห่งเมตไตรยมาทำกับลูกน้องผู้แสนภัคดีของข้าคงจะเตรียมใจไว้แล้วสินะ

            พลอยสีแดงทั้งสี่เม็ดที่ประดับอยู่บนหัวไม้คฑาเปล่งแสงสว่างไสว มนุษย์ต่างดาวเริ่มร่ายคาถา

            “มหาอัคคี

            ฟังจากชื่อของสกิลก็รู้ทันทีว่าเป็นการโจมตีแบบใด

            “สกิลสายไฟงั้นเหรอ

            กวินทร์พูด

            แล้วเมษาก็พูดเสริมเข้าไปอีกว่า

            “ถ้าใช้กลางฝนล่ะก็...

            ‘อานุภาพก็จะลดลงเป็นเรื่องสามัญที่ใครๆก็รู้ แต่ทว่า

 

            “ใช้กลางฝนแล้วมันจะทำไมรึ

            กองไฟที่สุมอยู่ด้านหลังของมนุษย์ต่างดาว กระจายตัวออกสองทาง เปลวไฟวิ่งไปเป็นสาย ทั้งที่บนพื้นชุ่มช่ำไปด้วยน้ำฝนแต่ไฟก็ไม่ได้มอดดับลง

            สายเพลิงวิ่งวนรอบกลุ่มของอิงศร แค่พริบตาเดียวพวกเขาก็ตกอยู่ในวงล้อมเพลิง

            เป็นไฟที่ร้อนแรงจนยากจะเชื่อว่ามันถูกลดทอนพลังลงไปจากการใช้กลางสายฝนแล้ว... ไม่สิไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นไฟเลยด้วยซ้ำ ไฟที่กำลังโอบล้อมพวกเขามันร้อนแรงยิ่งกว่าไฟใดๆ แม้แต่หยาดฝนที่ตกลงมาก็ยังระเหยไปก่อนจะทันสัมผัสถูกไฟเสียอีก

 

            มนุษย์ต่างดาวกล่าวต่อไปว่า

            “ต่อให้ที่นี่เป็นทะเล ไฟของข้าก็จะเผามันจนเหือดแห้งอยู่ดี อย่าได้คิดว่าอยู่กลางสายฝนแล้วจะรอดจากเพลิงนรกของโซเดียมผู้นี้ไปได้เชียวล่ะ

            อิงศร มองเปลวเพลิงที่กำลังส่ายไหวไปมาราวกับเต้นระบำอยู่ท่ามกลางสายฝน แล้วคิดว่า

            แข็งแกร่ง...

            ความแข็งแกร่งนี้ช่างแตกต่างจากพวกที่เคยพบมาโดยสิ้นเชิง

            เป็นความแข็งแกร่งที่หาญกล้าเอาพลังเข้าข่มหลักแพ้ชนะทางของแต่ละธาตุเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นเรื่องเหนือสามัญสำนึกไปแล้ว ถ้าความรุนแรงของไฟขึ้นกับค่าพลังเวทมนต์แล้วล่ะก็ พลังเวทมนต์ของหล่อนจะซักมีเท่าไหร่กัน?

            “ชาวโลกมักพลาดในตอนท้ายเสมอ

            มนุษย์ต่างดาวกล่าวออกมาอย่างนั้น

            แล้วคำพูดนั่น..ก็ทำให้นึกถึงเรื่องของพิพัฒน์

            มันคือคำพูดเดียวกันกับที่ได้ยินจากศัตรูในวันนั้น เจ้ามนุษย์ต่างดาวที่ใช้ไฟช่วงชิงวิญญาณของพิพัฒน์ไป

            ถ้าอย่างนั้น หรือว่า...

            แต่ไม่มีเวลาให้คิดหรือตกใจอีกแล้ว เปลวไฟที่ห้อมล้อมกำลังคืบคลานเข้ามา

            “ใช้ผ้าคลุมเร็ว!

            อิงศรออกคำสั่ง

            มีนากับกวินทร์พยักหน้าตอบคำสั่งนั้นแล้วกระชากผ้าคลุมที่มีเหลือกันแค่สองคนออกมา จากนั้นพวกเขาก็สุมหัวกันให้ผ้าคลุมโอบล้อมเอาไว้

            เปลวไฟโลมเลียมผืนผ้าคลุม แต่เพราะพลังป้องกันพิเศษทำให้ไฟไม่ลาม แล้วเมื่อไฟดับมอดลง ผ้าคลุมก็มอดไหม้ไปจนหมด

            พวกเขารอดมาได้โดยไร้ซึ่งบาดแผล แต่ก็แลกกับการใช้ผ้าคลุมป้องกันไปจนหมดตั้งวันแรกของการทำภารกิจ จากนี้ไปหากถูกโจมตีโดยตรงจะไม่มีโอกาสที่สองให้อีกแล้ว

            ‘กำลังตึงมืออยู่เลยสินะ...

            มีเสียงพูดขึ้นมาแบบนั้น แต่เขากลับไม่ได้ยินใครพูดอะไรเลย มันเป็นเสียงที่ดังเข้ามาในหัวเอง

            ไม่รู้ทำไมแต่กลับรู้สึกปวดศีรษะบริเวณที่เขาปีศาจเคยงอกออกมาตอนที่ถูกสิงสู่โดย เอลิกอร์

            ‘เอาสิใช้ข้าสิ

            ชัดเจนเลยทีเดียวว่านั่นคือสิ่งที่เจ้าปีศาจซึ่งสิงสู่อยู่ในธนูของเขากำลังพยายามจะสื่อถึง

            ตอนนั้นมีนาก็เสนอขึ้นมา

            “ทุกคนคะใช้เดม่อนแอพกันเถอะค่ะ

            แล้วเมษาก็พูดเสริมเข้าไปอีก

            “เจอกับราชครูแบบนี้ต่อให้ใช้แอพยังไม่รู้จะเอาอยู่เลยรึเปล่าเถอะ

            กวินทร์เป็นคนพูดปิดท้าย

            “แต่ก็ไม่มีทางเลือกแล้วนี่ครับ

            “…”

            พวกนี้ยังไม่รู้ว่าเขาไม่สามารถควบคุมแอพปีศาจได้ หากปล่อยให้ เอลิกอร์เข้าสิงอีก คราวนี้ทั้ง มีนา เมษา กวินทร์ สามคนนี้ที่เพิ่งช่วยมาจากคำทำนายของ เมล์ตัวจับเวลาตายก็จะได้เปลี่ยนเป็นตายเพราะน้ำมือของเขาแทน ไม่ว่ายังไงก็จะใช้มันไมได้เด็ดขาด

            ในระหว่างที่ปรึกษากันอยู่นี้เองโซเดียมกลับไม่ได้บุกเข้ามา แต่กลับจ้องมองมาที่พวกเขาราวกับมองหาอะไรบางอย่างจากนั้นก็พูดว่า

            "แก...เจ้าคนเมื่อตอนนั้นไม่ใช่เหรอ

            พูดพลางชี้ไปที่อิงศร

            “อะไรกันล่ะเนี่ยก็เผาทิ้งไปแล้วนี่นาทำไมถึงยังรอดมาได้อีกล่ะ"

            พอได้ยินแบบนั้นอิงศรก็มั่นใจแล้วตอบกลับไปว่า

            "ตกลงว่าเป็นแกจริงๆสินะ คนที่เผาโรงเรียนที่มีพวกเด็กจาก อารย-สนธยา อะไรนั่นแล้วก็ตามมาดักยิงรถที่ชั้นกับพิพัฒน์นั่งอยู่เมื่อตอนนั้นน่ะ"

            เขาพูดชื่อของ อารย-สนธยาออกมาทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกี่ยวกับอะไร แต่มันเป็นสิ่งที่ได้ยินมาจากพันโทข้าวหลาม พอพูดออกไปอย่างนั้นแล้วก็ไม่ได้ลืมจะมองดูปฏิกิริยาตอบโต้ของพวกเดียวกันโดยเฉพาะมีนา ที่น่าจะรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง

            แต่ใบหน้าของมีนาก็ไม่ได้แสดงพิรุธออกมา... เธออาจจะไม่รู้หรือไม่ก็อาจจะรู้แต่เก็บอาการเก่งจนจับพิรุธไม่ได้

            โซเดียมตอบคำถามของอิงศรว่า

            "ยังอุตส่าห์จำได้ด้วยเหรอเนี่ยความจำดีจริงนะแถมยังมาฆ่าลูกน้องข้าไปอีกหนนี้คงต้องขอให้ตายไปจริงๆแล้วล่ะ"

            พลางชี้ไม้คฑาใส่แต่อิงศรกลับถามสวนไปว่า

            "ช่วยตอบคำถามมาซักข้อได้รึเปล่า"

            "NPC อยากจะขอร้องให้ผู้เล่นช่วยทำเควสให้รึไง"

            อิงศรเมินคำพูดดูถูกนั่นแล้วกล่าวต่อ

            "ทำไมราชครูอย่างพวกแกถึงต้องมาตามล่าตัวชั้นด้วยสามปีก่อนก็เหมือนกันคราวนี้ก็อีก ระดับผู้นำเผ่าต่างดาวไม่น่าจะเสียเวลามาเล่นไล่จับมนุษย์แค่คนเดียวหรอกใช่ไหมล่ะ"

            ทันใดนั้นก็รู้สึกได้ว่ามีปฏิกิริยาตอบรับจากพวกเดียวกัน

            ดูเหมือนว่ามีนาจะระสับระส่ายกับเรื่องที่เขาพูดคุยกับมนุษย์ต่างดาวอยู่ แต่เมษากับกวินทร์ก็เป็นไปกับเขาด้วยเหมือนกัน จะบอกว่าพวกนี้รู้เรื่องของเขาอยู่แล้วถึงได้ระสับระส่าย หรือว่าไม่รู้ถึงได้กำลังลุกลี้ลุกลนกันแน่

            "รู้เยอะเหมือนกันนะแต่มันไม่เกี่ยวกับแกหุบปากแล้วกลายเป็นเถ้าธุลีไปซะเถอะ"

            มนุษย์ต่างดาวกล่าวจากนั้นก็โบกไม้คฑา ปากอ้าเผยอขึ้นเตรียมจะร่ายเวทย์

            แต่แล้ว...

            "อะฮ้า~~ ทำอะไรพลการแบบนี้ไม่ดีเลยนะซุงโซ เด็กคนนั้นน่ะท่านลำดับที่สามเขาเล็งอยู่ไม่ใช่รึไง"

            แต่แล้วไม้คฑาก็ถูกแย่งไปจากมือ ด้วยฝีมือของมนุษย์ต่างดาวอีกตนที่โผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

            ซุ่มรออยู่แถวนี้แล้วออกมา... หรือว่ามาถึงแล้วก็ออกมา....

             จะอย่างไหนประสาทรับรู้ที่ได้รับการเสริมพลังจากทั้งสายอาชีพ สเตตัส และสกิล ของอิงศรก็ไม่สามรถรับรู้ตัวตนของมนุษย์ต่างดาวตนนี้ได้ มันมีพลังถึงขนาดจะปกปิดร่องรอยได้อย่างสมบูรณ์แบบเหมือนกับเมื่อสามปีก่อน...

            ใช่แล้วเหมือนกับตอนที่ประมือกันหน้ารถไฟฟ้าที่จะส่งมิ่งขวัญหนีไปเมื่อสามปีก่อน มนุษย์ต่างดาวที่มาปรากฎตัวเอาตอนนี้ก็อยู่ที่นั่นด้วย จนบัดนี้เขายังจำชื่อของมันได้ไม่มีวันลืม

 

            " โพแทสเซียม!"

            พออิงศรตะหวาดออกไป มนุษย์ต่างดาวนามโพแทสเซียมก็หันมาแล้วส่งยิ้มให้

            "เจอกันอีกแล้วน้าซุงอิงไม่เจอกันแป๊บเดียวเติบโตเป็นเด็กหนุ่มตัวโตตาขวางไปแล้วเหรอเนี่ย ผมล่ะคิดถึงเธอตอนยังวิ่งเตาะแตะๆกับน้องชายอยู่เลย ตอนนั้นน่ะน่าร้ากซะไม่มี"

            โพแทสเซียมพูดไปก็ทำมือชูสองนิ้วหันลงแล้วสลับนิ้วไปมาให้เหมือนกับคนก้าวเท้าเดินประกอบไปด้วย

            อิงศรแหวกตัวกวินทร์กับเมษาที่เป็นทัพหน้าออกแล้วเดินมาข้างหน้ากลุ่ม

            "แก...ตอนนั้นโดนสถานีถล่มทับไปแล้วไม่ใช่เรอะ"

            "ตอนนั้น...

            โพแทสเซียมทำท่านึกก่อนจะทุบมือดัง ปึ๊ก

            “อ๋อ! ตอนนั้นน่ะเอง จะว่าไปแล้วตอนนั้นน้องชายเธอก็อยู่กับผมด้วยนี่นะ  เอ~~น้องชายเธอชื่อว่าอะไรแล้วนะ มิ่งขวัญใช่รึเปล่าน้า ใช่แน่ๆ เลย มิ่งขวัญที่น่าสงสารถูกพี่ชายทิ้งไว้ที่สถานีแล้วเธอก็หนีรอดมา..."

            อิงศรไม่รอจนอีกฝ่ายพูดจบ คันธนูในมือเขาลั่นไปแล้ว

            ลูกธนูพุ่งตัวแหวกอากาศไปด้วยความเร็วสูง แต่มันก็เท่านั้น โพแทสเซียมรับมันด้วยมือข้างที่ยังว่างเอาไว้อย่างง่ายดายเหมือนกับเมื่อสามปีก่อน

            “อะฮะ คิดถึงจังเลยน้า~ ดูเหมือนว่าจะเร็วขึ้นนิดหน่อยด้วย ดูจากลักษณะกล้ามเนื้อของเธอตอนนี้แล้วคงฝึกมาอย่างดีเลยล่ะสิท่า ไอ้แบบนั้นน่ะแสดงว่าคงแค้นพวกผมมากๆเลยงั้นสินะ"

            ไม่ใช่แค่โพแทสเซียมที่แสดงออกว่าตกใจแต่พวกมีนาก็เหมือนกัน

            “คุณอิงศรกลับมาก่อนเถอะค่ะ อยู่ใกล้แบบนั้นมันอันตรายนะคะ

            “ใช่แล้วล่ะครับ ถอยกลับมาก่อนเถอะฝ่ายโน้นน่ะราชครูตั้งสองตนเราสู้ไม่ไหวแน่

            กวินทร์พูด

            ซึ่งมันก็จริงอย่างว่า ถึงจะผ่านไปสามปีแล้วแต่ความแตกต่างของพลังก็แทบจะไม่ได้ลดลงเลย การถอยหนีน่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดแต่ว่าจะหนีพ้นรึเปล่า?

            สามปีก่อนเขาก็เคยหนีมาแล้วซึ่งมันก็ล้มเหลวแล้วหนนี้ยังจะหนีอีกอย่างนั้นหรือ?

            ตอนนั้นเองลูกศรที่โพแทสเซียมจับเอาไว้ก็เริ่มเผาไหม้ตัวเอง

            มือของโพแทสเซียมส่งกลิ่นไหม้ออกมา เจ้าตัวทิ้งลูกธนูนั้นไปแล้วแกว่งมือไปมาพลางพูดว่า

            “โอ๊ะโอ พลังนี่มันเดม่อนแอพสินะ

            “จะนอกเรื่องไปถึงไหนกันคะท่านโพแทสเซียม

            ราชครูสาวมองค้อนใส่โพแทสเซียมอย่างไม่ค่อยพอใจนัก

            “ถ้ายังไงช่วยคืนคฑาฉันมาด้วย

            พูดแล้วยื่นมือขอของๆเธอคืน

            แต่เขาก็เมินเธอสนิทใจแล้วกล่าวต่อไปว่า

            “แต่ว่าน้า~ ซุงอิงกระทั่งเธอเองก็ยังเล่นเดม่อนแอพเนี่ย พวกเมตไตรยก็บ้าบิ่นเอาเรื่องผิดคาดเลยนะ เพราะว่าถ้าพลาดไปนิดเดียวล่ะก็โลกนี้มีหวังถึงจุดจบด้วยน้ำมือของเธอทันทีเลยนะ

            ได้ยินดังนั้นอิงศรก็ถามกลับไปว่า

            “หมายความว่ายังไง

            “อะฮะ ไม่รู้สิ แต่ว่านะ

            โพแทสเซียมตอบปัดไปทั้งอย่างนั้นแล้วชี้ไปที่พวกมีนา

            ทิ้งความสงสัยไว้ให้แล้วเบี่ยงประเด็นในทันทีหากว่านี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่พวกเขากำลังเสียเปรียบอยู่ก็อยากจะซักถามต่ออีกแต่คงจะทำไม่ได้สำหรับตอนนี้จึงต้องตามน้ำไปก่อน

 

            "พวกนั้นคือปาร์ตี้ใหม่ของเธอสินะคราวนี้จะให้เหลือไว้ซักคนไหมล่ะอยากให้เป็นคนไหนเอ่ย

            โพแทสเซียมกล่าวอย่างนั้นแล้วเริ่มชี้นิ้วไล่ไปทีละคน

            ”เพื่อนหัวแดงแปร๊ดที่ดูซ่าๆ นั่นหรือว่าน้องผมหัวเม่นอ๊ะๆไม่สิๆเอาเป็นเด็กผู้หญิงน่าจะดีกว่าเน้อ~ เพราะชาวโลกในวัยนี้เป็นวัยกำลังสนใจเรื่องเพศตรงข้ามเด็กคนนั้นเป็นแฟนเธอสิน้า~"

            อิงศรรู้ตัวดีว่า อีกฝ่ายรู้ว่าเขาเคยสูญเสียพวกพ้องไปแล้ว จึงจงใจยั่วยุด้วยคำพูดแบบนั้น แล้วก็ยังรู้ด้วยว่าสีหน้าของตนเองได้เปลี่ยนไป

            วินาทีที่โพแทสเซียมทำกับพวกเขาเป็นเหมือนของเล่นสำหรับยุยงนั่น ใบหน้าก็ถูกเติมเต็มไว้ด้วยความเกลียดชังไปแล้ว

            สายธนูถูกดึงจนตึง ลูกศรที่ลุกไหม้ราวกับไฟปรากฏขึ้น เล็งไปที่ศีรษะของโพแทสเซียม

            ...ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ขอแค่ฆ่ามันเพื่อให้อารมณ์ที่กำลังพุ่งพล่านอยู่ในอกนี้ได้ทุเลาลงบ้างก็ยังดีเพราะอย่างนั้นจะใช้แอพปีศาจที่ควบคุมไม่ได้ก็ช่างมันประไร...

            อิงศรเรียกหาปีศาจ

            “เอลิ...

            แต่โพแทสเซียมกลับพูดแทรกขึ้นมา

            "แหมๆ ไอกระผมเองก็ไม่อยากเห็นโรงเรียนมีแต่ครูสอนเก้าอี้เปล่าๆ อีกแล้วด้วยสิ ถึงจะน่าเสียดายไปหน่อยแต่คงต้องปล่อยให้คุณครูสอนเก้าอี้ไม้ต่อไปอีกซักพัก วันนี้พอแค่นี้ดีกว่าไปกันเถอะซุงโซ"

            แล้วหันหลังให้อย่างง่ายดาย...หรือให้ถูกคือหันหลังให้เพราะพลังที่แตกต่างกันมากจนไม่ต้องระวังตัว ถึงแม้ว่าเขาจะมีแอพปีศาจอยู่ในมือก็ตาม ถึงเมื่อครู่มันจะเป็นคนที่พูดเองว่าตัวเขาอาจทำให้โลกถึงจุดจบได้ในทันทีก็ตาม

            โซเดียมที่กำลังจะถูกพาตัวกลับไปพร้อมกันนั้นได้พูดว่า

            "ด..เดี๋ยวสิฉันต้องคิดบัญชีที่พวกมันฆ่าลูกน้องซะก่อน.."

            แต่เพียงแวบเดียว เป็นเวลาเพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้นที่ โพแทสเซียมเบิกตาที่หยีกันออกแล้วส่งสายตาน่ากลัวใส่

            "ผมบอกว่าให้ถอยไง"

            "ค..ค่ะ"

            โซเดียมไม่อาจขัดขืนต่อสายตานั่นได้แล้วยอมตามกลับไปแต่โดยดี

            มนุษย์ต่างดาวจากไปแล้ว....

            พวกเขารอดชีวิตแล้ว...

            อีกฝ่ายเลือกที่จะถอยกลับไปเอง ถึงจะไม่รู้สาเหตุที่ทำให้เป็นแบบนั้นก็ตาม แต่ตอนนี้สถานการณ์ได้กลับมาเป็นปกติแล้ว

            ทุกคนพากันโล่งใจ ร่างกายที่ผ่านความตึงเครียดมาอย่างหนักไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะยืนหยัดอีกต่อไป พวกเขาล้มตัวลงนั่งกับพื้นทั้งที่มันยังชุ่มแฉะไปด้วยน้ำ

            เว้นเสียแต่อิงศรเท่านั้นที่ยังคงยืนอยู่ เนื้อตัวสั่นเทาแต่ก็ดูออกว่านั่นไม่ใช่การสั่นเพราะความหนาวเย็นของอากาศ แต่เป็นเพราะความโกรธที่กำลังอดกลั้นเอาไว้อยู่ต่างหาก

            "โธ่โว้ย!!"

            เด็กหนุ่มสบถออกมาทั้งอย่างนั้น

            มีนามองแผ่นหลังของอิงศรแล้วได้แต่ขบคิดถึงเรื่องที่เพิ่งจะพบเจอมา

            เด็กสาวคิด แล้วก็คิด... คิดว่าทำไมอิงศรถึงได้ถูกหมายหัวจากพวกราชครูมนุษย์ต่างดาว

            เธอเองก็ได้ข้อมูลที่ว่าสามปีก่อนอิงศรถูกราชครูสองตนไล่ล่าจนกระทั่งหนีมาเจอกับพี่ชายของเธอ

            ข้อมูลยังมีน้อยเกินไปที่จะวิเคราะห์เรื่องราวในครั้งนี้ คงจะต้องสอบถามจากอิงศรโดยตรงเท่านั้น

            แต่พอเห็นท่าทีของเด็กหนุ่มแล้วเธอก็เปลี่ยนใจ

            “ไว้ค่อยถามอีกทีก็แล้วกัน

 

            เม็ดฝนลดขนาดตัวลงอย่างรวดเร็ว

            ท้องฟ้าเริ่มมีแสงแดดส่องลงมา มีสายรุ้งพาดผ่าน...

            ดูเหมือนว่าฝนจะหยุดตกแล้ว...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #258 ดินสอยางลบ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2561 / 22:17
    จะปล่อยก็ง่ายดี
    #258
    0