Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 247 : Extra Log 243: เหล่าซินเดอเรล่าในวันที่ 1 พฤศจิกายน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 112
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    2 ก.ค. 61

Extra Log 243: เหล่าซินเดอเรล่าในวันที่ 1 พฤศจิกายน

 

            ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น...

            ภายในโลกวันที่ 1 พฤศจิกายน ครั้งที่ 1

 

            ตื่นได้แล้วขวัญ”

            “…”

            เฮ้ย ตื่นซีวะเดี๋ยวก็ตกรถหรอก!”

            อิงศรตวาดแล้วกระชากผ้าห่มออกจากน้องชายที่นอนหลับอุตุจนไม่ได้ยินเสียงปลุกของเขา

            รวมถึงเสียงนาฬิกาปลุกที่ดังข้ามไปถึงห้องนอนของเขาก็ยังคงร้องไม่หยุด

            พอดึงผ้าห่มออกลมจากเครื่องปรับอากาศก็ไหลลงสู่ผิวของมิ่งขวัญ ทำให้เด็กหนุ่มตัวสั่นด้วยความหนาว

            และตื่นขึ้น

            หนาวอ่า~~”

            รีบๆ ไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้ว”

            แต่นี่มันเพิ่งตีหน้าเองนะ”

            น้องชายตอบด้วยเสียงงัวเงีย เจ้าน้องชายที่อายุปาเข้าไป 15 ปีแล้ว อยู่ตั้ง มัธยมต้นปีสามแล้วแต่ยังนอนตื่นสายโดยที่เขาต้องมาปลุกอยู่ทุกวัน แล้ววันนี้ก็สายเป็นอย่างมากด้วย เพราะว่ามิ่งขวัญจะต้องไปขึ้นรถที่โรงเรียนเพื่อไปทัศนศึกษา ที่จริงควรจะตื่นเร็วกว่านี้

            เดี๋ยวก็ไปทัศนศึกษาสายหรอกกวินทร์มารอที่หน้าบ้านแล้วนะ”

            พอพูดไปแบบนั้น พูดชื่อของเพื่อนสนิทที่มารอไปโรงเรียนด้วยกันอย่าง กวินทร์ วชิระ

            มิ่งขวัญก็ทำตาโตใส่

            เฮ้ย! สายขนาดนี้แล้วเหรอ”

            ดูเหมือนจะรู้ตัวว่าตื่นสายเพราะกวินทร์ มารอ....

            มิ่งขวัญดีดตัวลงจากเตียงแล้วเตลิดไปเปิดตู้เสื้อผ้า

            เมื่อคืนจัดของแล้วนี่เสื้อก็แขวนเป็นชุดอยู่ตรงนี้แล้วด้วย”

            อิงศรพูดพร้อมกับชี้ไปที่ข้างห้องซึ่งมีชุดนักเรียนแขวนด้วยไม้แขวนเสื้อห้อยอยู่แล้วข้างใต้ก็มีกระเป๋านักเรียนที่จัดของเสร็จเอาไว้เรียบร้อย ซึ่งทั้งหมดนั่นเมื่อคืนเขาเป็นคนเข้ามาบังคับมิ่งขวัญทำเอง เพราะจนกระทั่งจะเข้านอนอยู่แล้ว มิ่งขวัญก็ยังนั่งเล่นเกมออนไลน์อยู่กับเขาจนดึก

            จนต้องมาเตือนให้เข้านอนถึงห้องแล้วก็รู้ว่ายังไม่ได้เตรียมตัวไปทัศนศึกษาเลย

            มิ่งขวัญที่เห็นเข้าก็ปิดประตูตู้เสื้อผ้าดัง ปัง แล้วโผเข้ามากวาดของทุกอย่างตรงออกจากห้องเพื่อไปอาบน้ำที่ห้องน้ำ

            อิงศรได้ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย เพราะขวัญทำให้เขาต้องพลอยตื่นเช้ามาแบบไม่มีความหมายไปด้วย

            ตั้งแต่ขึ้นชั้นมัธยมต้นมา มิ่งขวัญก็สนิทกับเพื่อนชายที่ชื่อกวินทร์ เห็นว่าหมอนั่นเดินทางจากที่บ้านมาผ่านหน้าบ้านเราพอดีก็เลยมารอมิ่งขวัญเพื่อไปโรงเรียนด้วยกัน แน่นอนว่าทุกทีผมเองก็ไปด้วย แต่วันนี้เป็นวันไปทัศนศึกษาของพวก ม. 3 ก็เลยต้องออกเช้าเป็นพิเศษ

 

            ติ๊ดๆๆๆ เสียงนาฬิกาปลุกของมิ่งขวัญยังคงดังอยู่

            เจ้านั่นออกไปไม่ยอมจัดการอะไรในห้องตัวเองให้เรียบร้อยก่อนเลยซักอย่าง ไหนยังจะเปิดแอร์ทิ้งเอาไว้อีก

            อิงศรตีหน้ามุ่ย แต่ก็ขี้เกียจจะตามไปต่อว่าแล้วเขาก็ยังง่วงอยู่นิดหน่อยจึงคิดจะกลับไปนอนต่อจนกว่าจะถึงหกโมงเช้า จึงกดปิดเสียงนาฬิกาปลุก ปิดแอร์แล้วออกจากห้องของน้องชายเพื่อจะกลับไปนอนต่อ

 

            เมื่อถึง 6 โมงเช้า

            อิงศรตื่นขึ้นโดยที่ยังสลัดความงัวเงียออกไปได้เต็มที่เพราะการตื่นก่อนเวลาปกติ

            หลังจากกลิ้งขลุกอยู่บนเตียงซักซักพักหนึ่งเขาก็ลุกจากเตียงออกไปกิจวัตรเช้า

 

            นี่คือช่วงเวลาที่ได้กลับคืนมาหลังจากการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่ในโลกที่ล่มสลายมาถึง 4 ปีเต็ม

            แม้แต่ตอนนี้ก็ยังจดจำเรื่องราวในเกมโลกาวินาศได้ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานทั้งที่พวกเขาได้ย้อนกลับไปแล้วใช้เวลาเติบโตขึ้นมาถึง 4 ปีเพื่อจะกลับมาอายุเท่าเดิมอีกครั้ง

 

            ที่โลกแห่งนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับปีศาจหรือพระเจ้าอีกแล้ว

            ไม่มีหน่วยงานที่ชื่อว่าอารย-สนธยา

            ไม่เมตไตรย

            ไม่มีฟาวเดชั่นอี

            มีแต่โลกที่สงบสุขซึ่งมนุษย์แสดงความตั้งใจในการก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

 

            อิงศรเดินลงมาจากชั้นสองหลังจากอาบน้ำและเปลี่ยนชุดนักเรียนแล้ว

            พอลงจากบันไดก็จะเป็นห้องนั่งเล่น พ่อนั่งเก้าอี้ดูโทรทัศน์ซึ่งเปิดช่องข่าวภาคเช้าไว้

            ข่าวพูดถึงตัวแทนประเทศที่ไปแข่งขันเกมคอมพิวเตอร์ที่ต่างประเทศ นักข่าวหญิงในโทรทัศน์กำลังสัมภาษณ์หนึ่งนักกีฬาในทีมที่เป็นผู้หญิง

            คุณฟ้ากมลคะการแข่งขันในครั้งนี้ตั้งเป้าไว้อย่างไรบ้างคะ’

            เธอคนนั้นคือ ฟ้ากมล วชิระ เป็นลูกพี่ลูกน้องของกวินทร์ที่เป็นเพื่อนกับมิ่งขวัญ

            ภายในโลกที่ล่มสลายนั้นหล่อนกลายเป็นมนุษย์ต่างดาวที่ชื่อว่า ไทเทเนียม เป็นศัตรูที่แข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อ แล้วหล่อนก็ถูกพวกเขาฆ่าตายพร้อมกับลูกในท้อง แต่ดูเหมือนว่าพอย้อนหลับมาแล้วเธอจะเลือกทางเดินใหม่ที่ถูกต้องกว่าเดิมได้แล้ว

            ราวๆ สี่ปีก่อนหรือตอนที่พวกเขาย้อนกลับมานั่นฟ้ากมลได้แสดงความตั้งใจในการก้าวไปข้างหน้าของตัวเอง แสดงความตั้งใจจริงของหล่อนที่จะไม่ยอมตกเป็นเครื่องสร้างชื่อเสียงทางการเมืองให้พ่อของหล่อน

            เธอประกาศออกมาว่าจะเป็นเกมเมอร์ต่อไปในงานประกาศวางมือนั่น เธอพูดถึงความภาคภูมิใจของเกมเมอร์จนทำให้ทั้งประเทศยอมรับและพ่อของเธอก็มาเหนี่ยวรั้งไว้ไม่ได้อีกต่อไป

 

            ดูเหมือนว่าไม่ใช่แค่พวกเขาแต่คนอื่นๆ ก็จะยังจดจำประสบการณ์ในโลกที่ล่มสลายมาได้แล้วก็เข้าใจแล้วด้วยว่าตัวเองควรจะก้าวเดินต่อไปข้างหน้ากันอย่างไร

            อิงศรเลี้ยวขวาจากบันได ผ่านออกจากห้องนั่งเข้าไปในห้องครัว

            ที่หน้าเตาแม่ของเขากำลังทำอาหารอยู่ นั่นน่าจะเป็นส่วนของพ่อเพราะส่วนของเขาถูกจัดรออยู่บนโต๊ะแล้ว

            ตื่นแล้วเหรอศรวันนี้ขวัญออกไปทันรึเปล่า”

            ทันครับแม่”

            อิงศรตอบแล้วนั่งลงที่โต๊ะก่อนจะเริ่มรับประทานข้าวเช้า

            ที่โลกนี้พ่อกับแม่ไม่ได้เป็นนักวิจัยของ อารย-สนธยา ทั้งสองคนประกอบอาชีพทั่วไปเป็นเภสัชกร กับ พยาบาลที่ทำงานให้โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

 

            ….

 

            อิงศรออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปโรงเรียน

            พอเดินออกไปถึงถนนใหญ่ตรงที่มีป้ายรถเมล์ ด้านหลังก็จะเป็นร้านตัดผมที่ยังไม่มีลูกค้าในตอนเช้า

            อาแปะเจ้าของร้านมักจะนั่งกินปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหูพร้อมกับดูโทรทัศน์ในเวลานี้เสมอ

            โทรทัศน์เปิดรายการข่าวอยู่ เป็นข่าวสั้นก่อนจะเข้ารายการหลัก

            แล้วก่อนจะเข้าสู่รายการกันก็มาพบกับข่าวสั้นทันเหตุการณ์ ไอดอลเยาวชนวัยสิบเจ็ด มีนาตัน กำลังจะออกซิงเกิลใหม่”

            อิงศรยิ้มเผยอทันทีหลังจากได้ฟังข่าวนั้น ยิ้มให้กับความสำเร็จของเพื่อน

            ในโลกใหม่นี้มีนาไม่ต้องผจญกับโรคร้ายอีกแล้ว เมื่อไม่มีทั้งปีศาจและพระเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง มีนาก็ไม่ถูกทำการทดลองเพื่อสร้างฟันเฟืองหล่อนจึงได้ทำตามความฝันที่อยากจะเป็นไอดอล

            รถเมล์มาถึงพอดีตอนที่ข่าวเกือบจะจบอยู่แล้ว...

 

            เมื่อมาถึงโรงเรียน

            อิงศรเดินผ่านรั้วประตูโรงเรียนมาโดยที่เหลือเวลาอีกเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มเคารพธงชาติ

            นักเรียนคนอื่นๆ กำลังเดินกันไปที่สนามซึ่งจะเริ่มการเคารพธงชาติในตอนเช้า

            อิงศรสังเกตเห็นนักเรียนสีผมผิดระเบียบไปจากคนอื่นกำลังยืนคุยอยู่กับอาจารย์พละ

            นักเรียนผมสีแดงเข้ม เมษานั่นเอง

            ที่ไว้ผมสีนี้ได้นักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนเข้าใจว่าเป็นเส้นสายของ ธุวดารกะหรือไม่ก็เพราะหมอนั่นเป็นกัปตันชมรมฟุตบอลซึ่งเป็นดาวเด่นอยู่ในขณะนี้เลยได้อภิสิทธิ์พิเศษ จะมีอยู่ไม่กี่คนหรอกที่รู้ว่าสีผมของหมอนั่นเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่เกิด

            “…”

            เพราะอะไรกันนะ

            จู่ๆ ก็เกิดคำถามขึ้นมา

            อิงศรหยุดเดินแล้วจ้องมองไปที่เมษา

            ที่หมอนั่นกับมีนามีผมสีแดงตั้งแต่เกิดมันเพราะคุณสมบัติที่จะเป็นธุวดารกะซึ่งเทวทูตเลือกมาไม่ใช่เหรอแล้วทำไมถึง

            ที่จริงแล้วฝาแฝดคู่นั้นมีเชื้อขอบชาวต่างชาติน่ะ

            จู่ๆ ก็ได้ข้อสรุปแบบนั้นมา พอจะคิดหาเหตุผลของคำตอบที่ผุดขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจนั่นเอง

            เมษาเคยเล่าให้ฟังตอนที่พามิ่งขวัญไปสมัครเข้าชมรมฟุตบอลแล้วก็ได้เป็นเพื่อนกับหมอนั่นเอาตอนนั้น

            มีเหตุผลลอยขึ้นมาอย่างนั้น

            ใช่แล้ว มันเป็นแบบนั้นแหละ อิงศรยอมรับเหตุผลนั่นอย่างง่ายดาย

            เฮ้ย ศร”

            เมษาเรียกเขาขณะเดินตรงเข้ามา หมอนั่นคล้องแขนพาดคอเข้ามาอย่างสนิทสนม

            ปะ เข้าแถวกันเหอะ”

            แต่นายอยู่แถวห้องอื่นนะ”

            เฮ้ย จะเป็นไรไปก็เดินคุยกันก่อนดิจะรีบไปเข้าแถวหาพระแสงอะไรฟะ”

            ก็ไม่อะไรฟะหรอกแค่วันนี้ฉันเป็นเวรนำสวดมนต์ ม. ห้านี่แหละ”

            เอ้า งั้นรีบไปเหอะค่อยคุยอีกทีตอนพักกลางวันก็แล้วกัน”

            เมษาปล่อยแขนแล้วแยกกลับไปที่แถวของตัวเอง

            เรื่องที่หมอนั่นจะคุยด้วยคือเรื่องอะไรกันนะ

 

            อย่างไรก็ตาม…

            อิงศรเริ่มนึกถึงตัวเองในตอนนี้แล้วเปรียบเทียบกับทุกคน

            มีนากำลังทำตามความฝัน เมษาก็เป็นตัวแทนนักฟุตบอลแล้วแถมมิ่งขวัญก็เห็นรุ่นน้องที่มีแววดีคงเดินทางสายนี้ร่วมกับหมอนั้นได้

            กวินทร์เองก็ตั้งเป้าหมายว่าจะเข้ามหาลัย

            มีแต่ตัวเองยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นอันเหมือนคนอื่นเลย แค่ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ

            มีเรื่องน่าแปลกที่กัดกินหัวใจอยู่ในเวลานี้

            เรื่องที่ว่า ทั้งที่แค่จำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกที่ล่มสลาย ทั้งที่ร่างกายซึ่งย้อนกลับมายังไม่ได้สัมผัสหรือเผชิญมันแต่กลับรู้สึกเหนื่อยล้าจนอยากพักจมอยู่กับช่วงเวลาอันสงบสุขนี่ต่อไปเรื่อยๆ

            ช่างขี้เกียจน่าดูชมเลยทีเดียว

            เขาตำหนิตัวเองเช่นนั้น แล้วเดินไปเตรียมเข้าแถวเคารพธงชาติ

 

            เมื่อเข้าห้องเรียนแล้ว อิงศรก็นั่งลงที่โต๊ะของตัวเอง

            ภายในห้องยังคงมีนักเรียนที่เดินไปเดินมา พูดคุยส่งเสียงดังกัน เนื่องจากอาจารย์ยังขึ้นมาไม่ถึง

            ยังพอมีเวลาก่อนจะเริ่มคาบโฮมรูม อิงศรจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง ตั้งใจว่าจะเล่นรอจนกว่าอาจารย์จะมา

            ทันทีที่เปิดมือถือสมาร์ตโฟนขึ้นมาก็มีการแจ้งเตือนจากแอพเมล์ว่ามีข้อความใหม่เข้ามา

            อิงศรเปิดดูข้อความนั้นด้วยความสงสัย

            ปกติแล้วในกลุ่มเพื่อนมักจะส่งข้อความกันด้วยแอพไลน์มากกว่าดังนั้นคนที่ส่งเป็นเมล์มาคงไม่ใช่คนรู้จักอย่างแน่นอน

            หรือว่าพวกโฆษณาหลอกขายอีกล่ะเนี่ย”

            เขาบ่นไปอย่างนั้นแต่ก็เปิดเมล์ขึ้นมาอ่าน เนื้อความในเมล์เขียนเอาไว้แบบนี้

 

            จะก้าวต่อไปข้างหน้าไหม?

            [ใช่]  [ไม่]

 

            ในข้อความคำถามมีลิงก์ที่เขียนทับด้วยคำว่า ‘ใช่’ และ ‘ไม่’ ซึ่งดูแล้วแปลกประหลาดเกินกว่าจะเป็นเมล์ทั่วไป

            ถ้าเป็นปกติแล้วเวลาอยากให้ใครเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของตัวเองก็น่าจะส่งลิงก์มาอันเดียวแล้วให้คนอ่านกดเข้าไปดูเอง แต่นี่กลับทำลิงก์มาทั้งสองตัวเลือก

            แล้วไหนจะคำถามนี่อีก ‘จะก้าวต่อไปข้างหน้าไหม’

            นี่มันเหมือนกับคำถามที่เขาถูกถามอยู่บ่อยๆ ในช่วงเวลาแห่งการล่มสลายเลยไม่ใช่หรือ

            ทำไม และ อะไร คือคำถามที่วนเวียนอยู่ในใจของอิงศร เขาชั่งใจอยู่นานว่าจะเพิกเฉยหรือทดลองดีแล้วสุดท้ายความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะความกังวลกับสามัญสำนึก เขากดลงไปที่ปุ่ม [ใช่]

 

            หน้าจอถูกสลับไปยังแอพสำหรับท่องเว็บทันทีและกำลังนำเขาไปยังลิงก์ที่ว่า

            ครู่ต่อมาเว็บไซต์นั่นก็ถูกโหลดจนเสร็จและแสดงรูปเปลือยของผู้หญิงมาเต็มหน้าจอ

            “…”

            โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาคิดต่อไปอีก อิงศรกดปิดแอพทันที

            พวกก่อกวนหรือไงฟระ”

            เขาสบถเบาๆ พลางเก็บมือถือเพราะได้ยินเสียงเพื่อนนักเรียนที่ออกไปดูต้นทางตะโกนมาว่าอาจารย์กำลังจะเดินมาแล้ว

 

            เมื่ออาจารย์ประจำชั้นมาถึงและเขียนวันที่ประจำวันลงบนกระดาน

 

            วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน

 

            จากนั้นคาบโฮมรูมก็เริ่มขึ้น

 

            @@@

 

            เวลา 11.30 น.

            เป็นช่วงพักเที่ยงของพวก ม.ปลาย

 

            อิงศรนั่งกินข้าวอยู่ที่โรงอาหารโดยร่วมโต๊ะกับเมษาที่นัดไว้ว่าทีเรื่องจะคุยเมื่อตอนเช้า

            แล้วเรื่องที่จะคุยล่ะ”

            อิงศรถาม แล้วเมษาก็หยิบเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาเปิดไปที่แอพไลน์

            นรินทร์ไลน์มาว่าวันนี้มีงานวัดอารย-สนธยาเดินสายใกล้ๆ นี่น่ะเลิกเรียกแล้วไปกันป่ะ”

            สรุปก็เรื่องนี้เองหรอกหรือ

            อิงศรหรี่ตาแคบลงจ้องมองเมษาเหมือนจะสื่อว่า ‘เรื่องแค่นี้อ่ะเหรอ’

            แล้วเจ้าตัวก็เหมือนจะเข้าใจด้วย

            อะไรเล่าก็เห็นนายไม่ตอบมาในไลน์กลุ่มก็นึกว่ายังไม่รู้นี่”

            ฉันตอบไปที่ไลน์ของนรินทร์แล้ว”

            อิงศรพูดตัดบทเพียงแค่นั้นแล้วตักข้าวใส่ปาก

            ตอนนั้นเองมือถือของเขาก็ดังขึ้นจากเสียงเตือนที่ดังมานั้นน่าจะมีข้อความใหม่ส่งเข้ามาที่ไลน์

            เมษาเปิดไลน์ที่ว่าจากโทรศัพท์ของตัวเองให้ดูเพราะมันส่งมาที่ไลน์กลุ่ม

            เป็นข้อความจากมิ่งขวัญกับกวินทร์ที่ไปทัศนศึกษากันวันนี้ ทั้งสองคนส่งรูปถ่ายมาให้ ดูสนุกสนานกันมาก

            หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วเมษาก็ถามอีกครั้ง

            แล้วตกลงว่าจะไปใบ่มะเย็นนี้น่ะจะได้รอที่หน้าประตูโรงเรียน”

            งั้นก็รอพวกขวัญกลับมาที่โรงเรียนด้วยแล้วไปพร้อมกันเลยก็แล้วกัน”

            เออ งั้นเอาตามนั้นแหละ”

 

            จะได้เจอนรินทร์กับพวกเด็กกำพร้าในเย็นวันนี้ พอคิดขึ้นมาแล้วก็ทำให้ระลึกความทรงจำเก่าๆ วันเก่าๆ ในโลกที่ล่มสลายขึ้นมา

            นรินทร์ที่เคยเป็นเจ้าชายนิทราในรอบก่อนตอนนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว

            อารย-สนธยาในปัจจุบันไม่ใช่องค์กรแต่เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งเท่านั้นและมักจะมีจัดงานชุมนุมทางศาสนาในหลายๆ ที่ทำให้มีงานวัดเดินสายไปออกด้วย

            พวกฟูที่เคยเห็นเป็นร่างโคลนนิ่งในห้องทดลองของอารย-สนธยา แต่ที่อยู่กับพวกเขาคงจะเป็นตัวจริงทั้งหมดพวกร่างโคลนแค่ทดลองทำขึ้นมาสำหรับการทดลองเท่านั้น เพราะไม่งั้นแล้วทั้ง 5 คนนั้นคงจะจำพวกเขาไม่ได้ เพราะจะไม่มีความทรงจำในช่วงเวลาแห่งการล่มสลาย

            ถึงจะย้อนเวลากลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งแต่พวกเขาก็ยังจดจำกันและกันได้และเฝ้ารอคอยให้ได้มาพบกันอีกครั้งจนกระทั่งเป็นกลุ่มก้อนที่ติดต่อกันแม้จะอยู่ห่างไกลกันก็ตาม

            ถึงตรงนี้เองอิงศรก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังมีคนที่ยังไม่ได้ชวนอยู่อีกคน

            แล้วมีนาล่ะจะมาด้วยรึเปล่า”

            ยัยนั่นวันนี้มีออกไปให้สัมภาษณ์ข้างนอกด้วยสิลาหยุดที่โรงเรียนไปทั้งวันเลยเห็นว่าจะตามไปทีหลังน่ะ”

 

            @@@

 

            19.00 น. ของวันเดียวกัน

            อิงศร มิ่งขวัญ กวินทร์ และ เมษา เด็กหนุ่มทั้งสี่เดินทางมาถึงที่จัดงานโดยพร้อมเพรียง

            ท้องฟ้ามืดไปแล้วก็จริงแต่แสงไฟจากภายในตัวงานทำให้บรรยากาศสว่างไสวราวกับเวลากลางวัน

            บริเวณสนามหญ้าขนาดใหญ่มีแต่ซุ้มร้านค้าตั้งเรียงรายวนเป็นวงกลมรอบสนาม ถัดไปจากสนามที่จัดงานก็จะเป็นศาลาที่จัดการชุมนุมหลักของอารย-สนธยา

            พวกเขารออยู่ที่ซุ้มทางเข้างานจนกระทั่งนรินทร์กับพวกเด็กกำพร้ามาถึง

            ทุกคนยังคงดูเหมือนในความทรงจำเมื่อครั้งโลกล่มสลาย

            แต่สีหน้าดูดีขึ้น ได้ยินว่าทุกคนสนิทกับนรินทร์เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้วคงจะมีความเปลี่ยนแปลงในด้านการเลี้ยงดูเกิดขึ้น จากการที่นรินทร์พยายามเปลี่ยนแปลงอารย-สนธยา และการที่ไม่มีฟาวเดชั่นอีมาทำให้ไขว้เขว

            โลกในตอนนี้สงบสุขและดีขึ้นมาก ทุกคนต่างก้าวเดินไปในทางที่ถูกต้อง มนุษย์ก้าวต่อไปข้างหน้าแล้ว....

 

            พวกเขาเดินเที่ยวงานกันจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงสามทุ่ม พวกนรินทร์ก็ขอแยกตัวกลับก่อนงานจะปิดเพราะต้องไปช่วยทางบ้านเก็บสัมภาระสำหรับเดินทางกลับ

            ลงท้ายแล้วคนที่ยังไม่มาก็เหลือแค่มีนาคนเดียว ถึงจะโทรศัพท์ไปหาหล่อนก็ไม่ยอมรับ

            ด้วยความเป็นห่วงเมษาเลยขอแยกกลับไปก่อนเผื่อว่ามีนาจะกลับบ้านไปแล้ว

            มิ่งขวัญกับกวินทร์ก็รู้สึกเหนื่อยเพราะว่าวันนี้เพิ่งไปทัศนศึกษากันมา อิงศรจึงให้กลับไปพร้อมกับเมษา ส่วนตัวเขาจะอยู่ที่งานต่อเผื่อว่าจะเจอมีนาจะได้บอกเธอว่าพวกเขากลับกันแล้ว

 

            หลังจากนั้นเวลาก็ล่วงเลยไปอีกครึ่งชั่วโมงได้

            ซุ้มร้านค้าเริ่มทยอยปิดตัวลง แสงไฟอันสว่างไสวภายในงานดับลงทีละดวง ทีละดวง

            จนกระทั่งบริเวณรอบๆ ไม่มีร้านค้าหลงเหลืออยู่อีก เมื่อเสียงรถกระบะคันสุดท้ายวิ่งออกไป

            เวลา 22.00 .

            ที่จัดงานก็กลายเป็นเพียงสนามหญ้ามืดๆ ที่แทบมองทางไม่เห็น มีแต่ต้องอาศัยแสงสว่างจากถนนที่ส่องเข้ามาช่วยคลำทางไป

            อิงศรคิดว่าควรจะกลับบ้านได้แล้ว มีนาคงไม่ได้มาที่นี่ แต่ในไลน์เมษาก็บอกว่าหล่อนยังไม่ถึงบ้านเลย

            ถ้างั้นหล่อนไปไหนกัน ทำไมถึงไม่รับโทรศัพท์ มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอหรือเปล่า เขาเริ่มจะเป็นห่วงขึ้นมา

            แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ที่นี่ไม่ใช่โลกที่ล่มสลายตัวเขาเองก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งไม่มีสกิลหรือพลังพิเศษที่จะช่วยให้รู้ว่ามีนาตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน

            ตอนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะกลับ ตัวเขาก็เดินมาถึงซุ้มทางเข้างานที่โดนถอดไปจนเหลือแต่โคนฐาน

            ที่นั่นก็มีเด็กสาวอยู่คนหนึ่งกำลังมองล่อกแล่กเหมือนกับหาอะไรบางอย่าง

            พอเข้าไปใกล้จนถึงระยะสายตาอิงศรก็ทักชื่อของเด็กสาวคนนั้น

            มีนา

            เด็กสาวสะดุ้งตัวลอยพร้อมกับเงยหน้า

            คุณอิงศร

            มาทำอะไรอยู่ตรงนี้เนี่ย

            เขาถาม และแม้ว่าความมืดจะทำให้มองใบหน้าของเด็กสาวได้ไม่ชัดแต่มั่นใจว่าหล่อนกำลังเกร็งใบหน้าอยู่

            กำลังเขินอายอยู่หรือ? เพราะว่ามาถึงงานแล้วหาพวกเขาไม่เจอจนกระทั่งงานเลิก

            อิงศรถามหล่อน

            ทำไมถึงรับโทรศัพท์

            เอะ...เออ มือถือแบตหมดน่ะค่ะก็เลยติดต่อใครไม่ได้เลย

            แล้วมาถึงกี่โมงล่ะเธอรออยู่ที่นี่มาตลอดเลยเหรอ

            เด็กสาวพยักหน้าตอบเรื่องที่อยู่ตรงนี้มาตลอด

            ราวๆ สองทุ่มครึ่งน่ะค่ะ

            ....ตั้งแต่สองทุ่มครึ่ง เท่ากับหล่อนรอพวกเขานานถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่งโดยที่ไมได้ไปไหนเลย

            ช่างเถอะ นี่ก็ดึกแล้วกลับบ้านกันเดี๋ยวฉันไปส่ง

            มีนาไม่ได้พูดอะไรนอกจากพยักหน้า

            แล้วพวกเขาก็เดินออกจากสนามหญ้าไป

 

            @@@

 

            เวลา 23.50 น.

            บนรถไฟฟ้า

            ด้วยเวลาประมาณนี้ทำให้ไม่มีผู้โดยสารคนอื่นอยู่ในรถนอกจากพวกเขาสองคน

            บรรยากาศเงียบขรึม มีแต่เสียงโฆษณาจากทีวีเท่านั้น

            ตอนนั้นเองมีนาก็เริ่มชวนคุย

            คือว่า...

            แต่อิงศรก็พูดขัดเสียก่อน

            ฉันดูข่าวเมื่อเช้าแล้วยินดีด้วยนะที่ได้เดบิวน่ะ

            อะ...ขอบคุณค่ะ

            หล่อนก้มหน้าลง ใบแก้มขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย

            แล้วคุณอิงศร...

            หืม มีอะไรเหรอ

            พอเขาถามไปก็ไม่รู้ว่าทำไมแต่มีนาชะงักคำพูดเอาไว้เหมือนกำลังชั่งใจ

            ....

            ดังนั้นเขาจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเอง เพราะว่าพอจะเดาได้ว่ามีนาอยากจะคุยเรื่องอะไร

            จะว่าไปเรื่องที่เธอพูดก่อนจะไปที่แชงกรีล่าน่ะ

            เอ๋ อ่า...ค่ะ

            มันก็นานมากแล้วไม่รู้จะยังจำได้รึเปล่า

            พอเริ่มพูดหัวข้อเรื่องมีนากลับยิ่งก้มหน้าลงไปอีกและใบแก้มก็แดงจัดขึ้นกว่าเดิม

            สาเหตุก็เพราะหัวข้อที่กำลังพูดคุยในตอนนี้คือเรื่องที่หล่อนสารภาพรักกับเขา แต่ว่านั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนจะย้อนกลับมา แล้วตอนนี้เวลาก็ผ่านไปอีก 4 ปี ด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยหากว่าความรู้สึกของมีนาที่มีต่อเขาจะเปลี่ยนไป

            หล่อนคงอายที่ถูกถามถึงเรื่องนั้น ถ้าอย่างนั้นแล้วก็ลืมมันไปดีกว่า เขาไม่อยากทำให้เธอลำบากใจ

            ไหนๆ แล้วก็ช่างมันเถอะนะ เรื่องมันก็เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นด้วยฉันจะลืมมันให้หมดเพราะงั้นเธอก็ไม่ต้องกัง...

            ทว่า มีนาก็พูดขัดคำพูดของเขาขึ้นมา

            จำได้ค่ะ

            เด็กสาวตอบเสียงชัดถ้อยชัดคำ แล้วหันใบหน้าที่แดงจัดด้วยความเขินอายมา

            ใบหน้านั้นดูน่ารักเป็นอย่างมาก ทำให้หัวใจของเขาพลอยเต้นระรัวแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            มีนาพูด

            แล้วก็ยังยืนยันเหมือนเดิมค่ะ

            “…”

            โธ่ ทำไมคุณอิงศรถึงได้บื้อแบบนี้ล่ะคะ ยังจะมาเกรงใจอะไรกันอีก

            เป็นครั้งแรกที่เห็นหล่อนทำท่าทางเหมือนเด็กขนาดนี้

            ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องพูดบ่ายเบี่ยงก็ได้ค่ะ ถ้าคุณอิงศรรำคาญฉันก็...

            ฉันก็เหมือนกัน

            เอ๋?!”

            อิงศรขยับตัวเข้าไปใกล้กุมมือของเด็กสาวไว้แล้วพูดความในใจออกไป

            ฉัน...ที่จริงแล้วก็ชอบเธอเหมือนกัน

            แต่ว่า ตัวเขานั้นเหมาะสมกับเธอหรือเปล่า?

            อิงศร พร่ำถามถึงความมีเหตุมีผลของตัวเองว่าทำไมจึงปฏิเสธหล่อนมาโดยเสมอ ทั้งที่หัวใจอยากจะตอบรับความรักจากหล่อน

            เพราะว่าตัวเองนั้นด้อยกว่าอีกฝ่ายอย่างนั้นหรือ?

            ในโลกที่ล่มสลายนั้นเขาเป็นคนที่ไม่มีพื้นเพทางสังคมให้หล่อนได้ผลประโยชน์เลย แม้กระทั่งตอนนี้

            ถึงจะช่วยโลกเอาไว้แต่ด้วยสภาพในปัจจุบันแล้วตนเองก็เป็นแค่คนธรรมดา เป็นสามัญชนที่ไม่มีทางคู่ควรกับคนจากตระกูลชั้นสูงอย่างธุวดารกะแล้วไหนตอนนี้ยังจะเป็นไอดอลที่มีชื่อเสียงอีก

            การคบหากับเขาไม่ได้สร้างผลประโยชน์อะไรให้หล่อนเลย ดีไม่ดีจะนำปัญหามาให้ด้วยซ้ำ การที่เป็นคนของมวลชนแต่กลับมีความรักให้กับใครคนหนึ่งเป็นพิเศษ แล้วคนแบบนั้นดันเป็นเขา คนที่แทบจะไม่มีอะไรเลยคนนี้ จะกลายเป็นจุดด่างพร้อยให้กับอาชีพของเธอไปรึเปล่า

            ถ้าอย่างนั้นการตอบรับความรักจากมีนาก็เป็นการกระทำที่ขาดสติและสามัญสำนึกรึเปล่า

            ตัวเขากำลังหลงมัวเมาอยู่ในความอยาก จนสูญเสียความมีเหตุมีผลไป

            ราวกับว่าถูกปีศาจชักจูงอยู่

            แต่ว่า เป็นฉันน่ะจะดีแล้วแน่เหรอ

            อิงศรพูดออกไป คำพูดที่แม้จะไม่ต้องอธิบายอย่างมีนาก็น่าจะเข้าใจได้

            เข้าใจว่าการคบหากับเขารังแต่จะสร้างปัญหาให้กับหล่อน

            ทว่า...

            ถ้าเป็นฉันมันจะสร้างปัญหาให้คุณอิงศรมากมายขนาดนั้นเลยหรือคะ

            ...

            การจะรักใครซักคนมันจำเป็นต้องมีเหตุผลกับผลประโยชน์ด้วยเหรอ

            คำพูดของมีนากินใจเขา หล่อนพูดด้วยท่าทางออดอ้อน

            ...

            แล้วยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้

            ความอยาก ความต้องการ พองตัวขึ้นในอก และเอาชนะความมีเหตุมีผลไป

            นั่นสิ

            เด็กหนุ่มตอบแล้วยื่นใบหน้าเข้าไปหา

            ไม่เข้าใจอีกแล้วว่าความมีเหตุมีผล จะเป็นความถูกต้องหรือไม่

            บางทีนี่อาจจะเป็นก้าวเดินที่ผิดพลาดก็ได้

 

            และแล้ว เสียงก็ดังขึ้น

            เสียงเข็มวินาทีดัง ติ๊กๆๆๆ

            เวลาเข้าใกล้เที่ยงคืน หนึ่งวันนี้กำลังจะหมดลง

 

            เสียงแตรของทูตสวรรค์ดังกึกก้อง เวทมนต์ของนางฟ้ากำลังจะเสื่อมลงในตอนเที่ยงคืน

            ซินเดอเรล่าจะต้องแยกจากเจ้าชาย

            เวลาบนจอโทรทัศน์ในรถไฟทุกตัวบอกเวลาเที่ยงคืนตรง

 

            @@@

 

            ติ๊ดๆๆๆ

            เสียงนาฬิกาปลุก ดึงให้อิงศรตื่นขึ้นจากนิทรา

            นี่เรา...ฝันไปเหรอ

            เด็กหนุ่มเหลือบมองจากเตียงไปยังนาฬิกาปลุกที่หัวเตียง มันบอกเวลาตีห้าตรง

            ยังไม่ถึงเวลาที่ตั้งปลุกเอาไว้ ดังนั้นเสียงนาฬิกานี้จึงมาจากที่อื่น

            จากห้องของมิ่งขวัญที่อยู่ติดกัน

            อิงศรชันตัวขึ้นจากเตียง พยายามทบทวนความฝันของตัวเอง

            เป็นฝันที่ยาวนานมากเสียเหลือเกิน เขาฝันว่าตัวเองใช้เวลากับชีวิตประจำวันไปเต็มๆ วันหนึ่ง

            แล้วก็ฝันว่าได้ดำเนินความสัมพันธ์กับมีนา...

 

            ติ๊ดๆๆๆ

             เสียงนาฬิกาปลุกของมิ่งขวัญที่ดังข้ามห้องมาทำให้อิงศรคิดว่าควรจะต้องไปปลุกน้องชาย

            ทุกอย่างในช่วงเช้าของวันนั้นช่างดูคุ้นเคย ละม้ายคล้ายกับความฝันเมื่อคืน

            กระทั่งข่าวในโทรทัศน์ก็ยังเล่นซ้ำเหมือนกับในความฝัน

 

            เมื่อมาถึงโรงเรียน เดินไปเกือบจะถึงสนามรวมเคารพธงชาติ

            เมษาก็โผล่มา

            เฮ้ย ศร”

            จะมาคุยเรื่องไปเที่ยวงานวัดเย็นนี้เหรอ

            พอถามไปแบบนั้นเมษาก็ทำหน้าเหลือเชื่อ

            อ้าวรู้อยู่แล้วเหรอ

            นั่นปะไร เป็นอย่างที่กำลังคิดเป็นกังวลเลย

            อิงศรดำเนินการสนทนากับเมษาเหมือนที่เกิดขึ้นในความฝันแล้วแยกย้ายไปเข้าแถวที่ห้องของตัวเอง

            เมื่อเคารพธงชาติเสร็จ อาจารย์ใหญ่ก็ขึ้นมากล่าวปราศรัยเหมือนที่ฝันเห็นเมื่อคืน

            จนกระทั่งเข้าห้องเรียน

            ทุกคนในชั้นเรียนต่างเคลื่อนไหวและพูดคุยเหมือนกับในความฝัน

            อิงศรเริ่มจะคิดว่ามันแปลกประหลาดขึ้นทุกที จึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา

            อีกประเดี๋ยวจะต้องมีเมล์ก่อกวนส่งมา

            “…”

            แต่กลับไม่เป็นแบบนั้น เขารอจนกระทั่งอาจารย์เข้ามาในห้องเรียนแล้วแต่ก็ยังไม่มีสัญญาณแจ้งว่ามีเมล์ถูกส่งมา

            บางทีคงจะคิดมากเกินไป

            แต่อิงศรก็คิดว่าควรจะเช็คให้มั่นใจเสียก่อน เขาเปิดแอพเมล์ขึ้นมา

            อะไรกันน่ะ

            เด็กหนุ่มเบิกตาโผลง ในกล่องข้อความขาเข้ามีเมล์ฉบับที่ว่าถูกส่งมาเรียบร้อยตั้งนานแล้ว

            วันเวลาที่ส่งถูกเขียนเอาไว้ว่าส่งมาตั้งแต่เมื่อวาน

            พอเป็นแบบนั้น อิงศรก็รีบปิดแอพกลับมาดุเวลาที่หน้าจอโทรศัพท์และพบว่าวันที่บนโทรศัพท์บอกคือ

            วันที่ 2 พฤศจิกายน

 

            ขณะเดียวกันบนกระดานอาจารย์ก็เริ่มเขียนวันที่บนกระดาน

 

            วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน

 

            อิงศรมั่นใจเป็นที่เรียบร้อย

            นี่มันเรื่องอะไรกัน

            ว่าเหตุการณ์ในฝันเมื่อคืนเป็นความจริง พวกเขาย้อนกลับมา

            กลับมายังวันที่ 1 พฤศจิกายน โดยที่ไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าเลย

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

 

*** เมื่อวานพิมพ์เสร็จไปครึ่งเดียวว่าจะลงเลย แต่กลัวมันจะขาดตอนแล้วยืดเกินจำเป็นเลยเปลี่ยนใจเขียนจนเสร็จ ตีสองจ้า เลยเลื่อนมาลงเอาวันนี้แทน TwT เพราะงั้นอาทิตย์นี้รับเป็น 2 ตอน ไปก่อนเน่อ วันพุธกับวันศุกร์จะพยายามลงให้ตรงเวลานะอุ๋งอิ๋ง

สำหรับตอนนี้อาจจะเนิบไปบ้างแต่อยากจะแจงไทม์ไลน์โดยละเอียดก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน มั่งแล้วก็โปรยกิมมิคคำใบ้ลงไปด้วย แอ่วว มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ทำไมจึงติดลูปมารอชมกันต่อไปเถอะ!! โอเมก้า!!***

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #235 raigeki (จากตอนที่ 247)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2561 / 18:47
    Ok ok นึกสภาพเอานะถ้าวันนั้น-มีคาบชีวะ เลข เคมี ฟิสิกส์ติดๆกันนะ นรกเลยนะ -ต้องนั่งเรียนวิชานรกเเตกสี่ตัวนี่ไม่มีวันจบเลยนะ
    #235
    3
    • #235-1 R@ji(จากตอนที่ 247)
      2 กรกฎาคม 2561 / 18:50
      แต่เรียนซ้ำหลายๆ รอบ สอนเหมือน คำตอบเหมือนเดิม ทุกรอบน่าจะตอบได้ทำได้หมดจารย์อาจจะมีเหวอก็เป้นได้ 555+
      #235-1
    • #235-3 R@ji(จากตอนที่ 247)
      2 กรกฎาคม 2561 / 19:46
      อย่าเอาชีวิตจริงมาพูดซี่ โอเมก้าาา(หมาเข้าใจหมาเคยเจอมาก่อนอุ่งอิ๋ง)
      #235-3
  2. #234 อสูรไร้ลักษณ์ (จากตอนที่ 247)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2561 / 17:01
    เดี๋ยวนะ?!? ไรต์เรื่องนี้จะวายแล้วจริงๆรึ?!?(เห็นตรง tag เป็นวายพี่น้อง)(จริงๆวายก็ดีนะ -////-)
    #234
    2
    • #234-1 R@ji(จากตอนที่ 247)
      2 กรกฎาคม 2561 / 17:57
      วายแบบไม่โจ่งแจ้ง ซึ่งก็หยอดไปประปรายนั่นไงฮะ อุ๋งอิ๋ง(ทำหน้าใสปิ๊ง) (>w<)
      #234-1
    • #234-2 อสูรไร้ลักษณ์(จากตอนที่ 247)
      2 กรกฎาคม 2561 / 18:07
      รักไรต์ที่สู้ดดดดดดด ^/////^
      #234-2