Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 238 : ​Login 235: ขุนนางปีศาจล่ามังกร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 127
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    26 พ.ค. 61

Login 235: ขุนนางปีศาจล่ามังกร

 

            นี่คือสายสัมพันธ์ระหว่างฉันกับนรินทร์!”

            ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อวาแทรนซ์ พลังลึกลับที่ตื่นของอิงศรทำให้โล่มังกรแปดเศียร ยามาตะโนะโอโรจิ จาก เดธอาคานาร์เพิ่มขีดความสามารถขึ้นสะท้อนจน สายฟ้ากลับไปหาแฟรนเซียม

            แต่แฟรนเซียมก็ตอบโต้ได้ในทันที ราชามนาย์ต่างดาวหมุนดาบในมือ ปักมันลงบนพื้น

            รีลีสสเตจโควริว

            พื้นบริเวณที่ดาบปักลงไปนั้นพลันก็เปล่งแสงสว่างเป็นรูปวงเวท

            ปีศาจถูกอัญเชิญขึ้นมาจากวงเวทนั่น ปีศาจซึ่งไดชื่อว่าเป็นเทพเจ้า มังกรทองคำปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังแฟรนเซียม มันอ้าปากคำราม เพียงแค่เสียงคำรามของบมันก็ทรงพลังมากแล้ว

            มากพอทำให้สายฟ้าที่ย้อนกลับไปเล่นงานแฟรนเซียมหายไปในพริบตา แล้วคลื่นเสียงก็ยังเหลือพลังพุ่งมาถึงอิงศร แต่เพราะเกราะจากเดธอาคานาร์ช่วยต้านรับไว้ไม่อย่างนั้นร่างกายอาจจะถูกคลื่นเสียงแห่งเทพฉีกเป็นชิ้นไปแล้ว

            โควริว เป็นปีศาจที่เกิดจากการรวมร่างของปีศาจสี่ตนที่เรียกว่าสี่สัตว์เทพ พลังของมันไม่ใช่สิ่งที่จะประมาทได้เลย นับเป็นครั้งที่ห้าที่ต้องเผชิญหน้ากับปีศาจตระกุลมังกรก็ว่าได้

            ครั้งแรกคือสัตว์เทวะที่เกือบจะฆ่ามีนาด้วยการเป็นกาฝากยึดร่างของหล่อน

            ครั้งที่สองคืออนันตา ปีศาจของอารย-สนธยา

            ครั้งที่สามคือเดโมนอยด์เควตซัลโคลต์ซึ่งตัวจริงคือวิเชียรมาศ

            ครั้งที่สี่คืออาซีดาฮากาที่แฟรนเซียมเรียกออกมาที่สนามรบบนชายหาด

            แล้วนี่ก็เป็นครั้งที่ห้า...

            จากการต่อสู้กับมังกรสี่ตัวก่อนหน้าค่อนข้างจะเป็นที่แน่ชัดว่า มังกร ในเกมนี้เป็นพวกที่เน้นเรื่องการป้องกันเป็นหลัก แม้แต่กับยามาตะโนะโอโรจิของเขาเองก็ยังเป็นอาคานาร์ที่มีพลังในการป้องกัน

            ถ้าอย่างนั้นเทพมังกรโควริวก็คงมีพลังในการป้องกันที่ไม่ธรรมดา

             แฟรนเซียมแกดูถูกมนุษย์สินะ บอกว่ามนุษย์เป็นแค่ก้อนเนื้อกับเลือด ถ้างั้นฉันจะให้ดูเองว่าก้อนเนื้อกับเลือดก็สามารถก้าวไปข้างหน้าได้

            อิงศรกล่าวแล้วย้ายคันธนูในมือเหน็บติดกับหลัง เป้นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของอาวุธในเกมอยู่แล้วก็เหมือนกับที่กวินทร์หรือขวัญทำอยู่บ่อยๆ เขาจำเป็นต้องให้มือว่างทั้งสองข้างเพื่อแสดงการก้าวเดินไปข้างหน้าให้คนฉลาดอย่างแฟรนเซียมเข้าใจ

            ต้องเป็นไอ้งี่เง่าที่เชื่อเรื่องพลังมิตรภาพจนถึงที่สุดขนาดไหนถึงจะชักจูงหมอนั่นให้กลับมายังเส้นทางที่ถูกต้องได้กันนะ

            เขาประกาศ

            นี่คือสายสัมพันธ์ของฉันกับเมษา อาคานาร์ฟอร์ซ ดิเอ็มเพอเรอร์

            แล้วใช้มือที่เพิ่งว่างข้างนั้นรองรับไพ่อาคานาร์แห่งจักรพรรดิ์

            ออกมา เอลิกอร์

            อัศวินปีศาจปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า

            นี่คือเดม่อนแอพอันแรกสุดที่เขาครอบครอง เป็นสูตรโกงอันแรกที่สิงห์ ธุวดารกะมอบให้

            พอเห็นแบบนั้น แฟรนเซียมก็พูด

            เฮอะ ปีศาจระดับแค่นั้นน่ะเรอะ

            อิงศรจ้องมองไปยังปีศาจที่ได้รับมอบจากคนที่กำลังเป็นศัตรูอยู่ในตอนนี้

            เป็นความจริงแบบที่ไม่ต้องใช้สมองคิดก็ยังได้ ระดับแค่เอลิกอร์ที่ได้รับมอบมาจากอีกฝ่ายเอาชนะโควริวไม่ได้

            แต่ว่า

            ไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะ ฉันจะแสดงให้ดูเองแฟรนเซียม จะให้แกได้เห็นว่าก้อนเนื้อกับเลือดที่แสนไร้ค่านั่นน่ะมีความเป็นไปได้มากกว่าที่แกเห็น

            อิงศรกล่าว จากนั้นเขาจึงพูดกับปีศาจของตัวเอง

            เอลิกอร์

            ว่าไง

            นายบอกว่าจะเชื่อใจฉันแล้วใช่ไหม

            ถ้านั่นหมายถึงเชื่อฟังมันก็ใช่แหละนะ

            ถ้างั้นฉันก็จะเชื่อใจนาย เพราะงั้นพุ่งออกไปเลย

            ปีศาจแค่นลมหายใจอย่างขบขันเล็กน้อยแล้วพูดโดยไม่หันมามอง

            เหอะ เอาไงเอากันสิลองเชื่อแกทีไรมีแต่เรื่องเด็ดๆ อยู่แล้วนี่นะ

            เอลิกอร์ควบม้าทะยานออกไป มุ่งตรงไปหาเทพมังกรทอง

            ถ้าปล่อยไว้เฉยๆ เอลิกอร์จะถูกทำลายอย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังจะใช้เอลิกอร์อยู่ดี

            เพราะหมอนี่มีประสบการณ์

            ประสบการณ์ในการต่อสู้กับปีศาจที่เป็นมังกร

            ประสบการณ์คือพลังของมนุษย์ ความผิดพลาดคืออาวุธของมนุษย์ที่ใช้ต่อกรกับพลังแห่งโชคชะตาของพระเจ้า

            ถ้าอย่างนั้น...

            อวาแทรนซ์!!

            นี่ก็จะเป็นการส่งพลังของมนุษย์ไปให้กับปีศาจ

            เป็นการสร้างตำนานขึ้นมาใหม่

            เป็นการละเมิดต่อกฎระเบียบของพระเจ้าอย่างแท้จริง

            อิงศรจับอาคานาร์ทั้งสองใบไว้ในมือมั่น มือของเขาเปล่งแสงด้วยพลัง อวาแทรนซ์ พลังของมนุษย์ที่ใช้เพิ่มขีดความสามารถให้กับปีศาจ

            อาคานาร์แห่งความตาย และ อาคานาร์อีกใบที่โผล่ขึ้นมาแทนที่อาคานาร์แห่งจักรพรรดิ

            อาคานาร์แห่งสายสัมพันธ์ระหว่างเขากับเอลิกอร์ เดอะสตาร์ (The Star)

            ภายใต้ดวงดาวแห่งโชคชะตาอันเจิดจรัส มนุษย์จะผูกพันโชคชะตากับปีศาจแล้วแสดงพลังอันใหม่ออกมา พลังที่ละเมิดต่อกฎระเบียบและความเป็นไปได้

            นักรบอสูรที่ต้องคำสาปกับเลือดของมังกรร้าย จงหลอมรวมกันแล้วกลายเป็นตำนานบทใหม่

            อิงศรผสานแขนที่ถืออาคานาร์ทั้งสองใบไว้ด้วยกัน แล้วตวัดออกพร้อมๆ กัน

            พลันเกิดแสงสว่างเป็นรูปวงเวทขึ้นตรงจุดที่ไพ่เดินทางมาบรรจบไขว้กันในวินาทีที่อิงศรสะบัดแขนออก

            แสงสว่างนั้นพุ่งออกไปข้างหน้าจนมองเห็นลำ แสงเข้าไปชนกับเอลิกอร์แล้วอาบย้อมร่างอันดำทะมึนของอัศวินปีศาจแห่งหายนะ

            ดยุกปีศาจล่ามังกร เอลิกอร์ซิกฟรีด!! (Duke of Dragon Hunting, Eligor Siegfried)”

            พลังแห่งความเป็นไปได้ มันได้เปลี่ยนแปลงร่างของอัศวินมารบนหลังม้าไปสู่รูปลักษณ์ใหม่

            เอลิกอร์อยู่ในชุดเกราะใหม่ที่กลายเป็นสีทองทั้งตัว หอกกลายเป็นดาบ บรอดซอร์ดที่ใบดาบมีความกว้างเป็นพิเศษราวกับเอาไว้บดขยี้สิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์

            ม้าปีศาจที่ควบอยู่กลายร่างเป็นโฮเวอร์บอร์ด วัตถุคล้ายกับกระดานสเก็ตบอร์ดที่ลอยได้

            แฟรนเซียมจ้องมองปีศาจที่เกิดขึ้นจากพลังแห่งความเป็นไปได้ จ้องมันเขม็งแล้วพูดเหมือนสบถ

            เอลิกอร์ซิกฟรีด...ไม่มีปีศาจแบบนั้นอยู่แน่ๆ นี่แกเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่งั้นเรอะ อิงศร!

            อิงศรเมินคำถามนั้น ชักคันธนูที่เหน็บหลังไว้มาแล้วสั่งให้แอพพลิเคชั่นปีศาจที่ติดตั้งอยู่ทำงาน

            สเลปเนียร์

            แอพพลิเคชั่นซึ่งได้มาจาก อาคานาร์ เดอะ เลิฟเวอร์ เป้นสายสัมพันธ์ระหว่างเขากับมีนา

            ด้วยพลังของสเลปเนียร์ทำให้เท้าของอิงศรลอยขึ้น ภายในสิบวินาทีนี้เขาจะบินได้

            อิงศรพุ่งทะยานตามเอลิกอร์ซิกฟรีดไป

            จัดการพร้อมกันเลยเอลิกอร์

            ตามข้ามาเลยอิงศร

            ขุนนางปีศาจกล่าวพร้อมกับเร่งความเร็วของโฮเวอร์บอร์ดนำหน้าไปก่อน

            มังกรทองสัมผัสได้ถึงความคุกคามจากพวกเขา จึงปลดปล่อยสายฟ้าออกมา

            เมื่อเห็นแบบนั้น เอลิกอร์ซิกฟรีดก็ยื่นดาบออกไป สายฟ้าทั้งหมดไหลมารวมกันที่ปลายดาบเหมือนมันเป็นสายล่อฟ้า สายฟ้าทั้งหมดถูกกักเก็บเอาไว้ในตัวดาบโดยที่ไม่รั่วไหลออกมาทำร้ายผู้ถือแม้แต่น้อย

            แล้วเมื่อเขากับเอลิกอร์ซิกฟรีดรุกคืบมาประชิดตัวมังกรได้

            ...

            อิงศรก็เหลือบสายตาคอยมองแฟรนเซียมอยู่เนืองๆ มาตลอด พยายามระวังตัวอยู่เสมอว่าเมื่อไหร่ที่แฟรนเซียมจะใช้ดาบเล่มนั้น

            ดาบมังกรเทวะที่เอาออกมาตั้งแต่แรกและยังถืออยู่ในมือขวามาโดยตลอด

            ทำไมถึงไม่ยอมใช้ดาบนั่น.... อิงศรคิดแล้วก็เข้าใจขึ้นมา เพราะว่าแฟรนเซียมก็คือสิงห์ ดังนั้นความคิดก็คงเหมือนกันกับตัวเอง

            ต่างฝ่ายต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี

            คงเหมือนกับที่เรากำลังคิดสินะ วิธีเดียวที่จะตอบโต้ดาบนั่นได้สำหรับเราก็มีแต่เมอร์คาบาห์เท่านั้น หมอนั่นกำลังรอจังหวะที่เราจะเอาเมอร์คาบาห์ออกมาแล้วใช้ดาบเอาตอนนั้น

            พอตีความการกระทำที่ไม่เข้าใจของแฟรนเซียมได้อิงศรก็ปรายยิ้มออกมา

            ถ้างั้นนายก็แพ้แล้วล่ะเพราะว่าฉันไม่ได้มีพลังเพียงแค่นั้นอีกแล้ว

            เมื่อพูดออกไป เขากับเอลิกอร์ก็ช่วยกันทำลายมังกร

            เอลิกอร์ใช้ดาบที่สะสมสายฟ้ามาฟาดใส่เกล็ดทองคำจนมันปริแตก มังกรแผดเสียงร้องอย่างเจ็บปวด

            ในตอนนั้นเอง อิงศรก็สลับที่กับเอลิกอร์โจมตีซ้ำลงไปที่บาดแผลของมังกร

            ครอสวูฟล์

            เขาไขว้ดาบกับคันฟาดลงไปบนรอยร้าวของเกล็ดมังกร หมาป่าไฟที่พุ่งออกไปจากการใช้สกิลนั้นกัดขย้ำร่างของมังกรขาดเป็นสองท่อน

            ร่างของมังกรทยอยสลายเป็นฝุ่น จนกระทั่งหายไป

            พลังของสเลปเนียร์หมดลงอิงศรจึงลงจอดบนพื้นห่างออกไปจากแฟรนเซียมไม่ไกลนัก

            เขาจ้องมองไปที่ราชามนุษย์ต่างดาวที่เอาแต่ยืนตัวแข้งทื่อ แฟรนเซียมเองก็จ้องมองกลับด้วย

            ใบหน้าที่เคยเย็นชาและเครื่องหน้าที่สงบนิ่งอยู่ตลอดตอนนี้มีเค้าของการเปลี่ยนแปลงผุดขึ้นมา

            แฟรนเซียมกำลังเบ้หน้าด้วยความประหลาดใจอยู่แล้วพูดถามมาว่า

            มีพลังถึงขนาดนี้เลยเรอะ แกทำแบบนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แกละทิ้งอะไรไปเพื่อให้ได้พลังนั้นมากันแน่อิงศร

            อิงศรพูดโดยที่ไม่ลดอาวุธลง

             แฟรนเซียม ไม่สิ สิงห์นายเคยสอนฉันสินะว่าให้ทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็นไปซะไม่อย่างนั้นจะแข็งแกร่งขึ้นไม่ได้

            “…”

            ที่จริงแล้วฉันยังไม่ได้ละทิ้งอะไรไปเลย

            เพราะตัดสินใจไปแล้วว่าไม่สามารถทิ้งพวกพ้อง หรือ ครอบครัวไปได้ แล้วก็ละทิ้งหนทางที่ควรก้าวเดินไปไม่ได้ด้วย แต่ก็เพราะแบบนั้นแหละ

            คิ้วของแฟรนเซียมขมวดเข้าหากันเมื่อได้ยินที่เขาพูดไป

            ยังไม่ละทิ้งอะไรไปเลยอย่างนั้นเรอะ ถ้างั้นทำไม...

            ทำไมฉันถึงไล่ต้อนนายได้กำลังสงสัยเรื่องนั้นอยู่สินะ

            แล้วไง

            ฉันน่ะไม่ได้ละทิ้งแต่ว่าสูญเสียไปต่างหาก

            คือแกไม่ได้ทิ้งมันไปด้วยตัวเองสินะ

            พวกเราน่ะโค่นลูนาริสลงไปแล้ว ทำลายพระเจ้าไปได้ตั้งหนึ่งองค์แล้ว ที่ทำแบบนั้นได้ก็เพราะฉันมีสายสัมพันธ์กับทุกคนอยู่แล้วก็เพราะสายสัมพันธ์นั่นทำให้ฉันต้องสูญเสียสิ่งสำคัญไป พวกพ้องที่แสนสำคัญของฉันถึงจะไม่อยู่แล้วก็ยังคอยเป็นพลังให้ ส่วนนายตัวคนเดียว....

            ทว่าแฟรนเซียมก็หัวเราะขัดคำพูดของเขา

            ฮะฮะฮะ จะมาพล่ามเรื่องพลังมิตรภาพให้ฉันฟังรึไง อยากจะอวดว่าหาเพื่อนได้มากกว่าฉันงั้นเรอะ

            อิงศรนิ่งเงียบไปซักพักแล้วก็พูดต่อ

            เปล่าหรอก แค่อยากจะบอกว่านายเองก็เหมือนกัน

            หา?”

            นายกับฉันก็มีสายสัมพันธ์เหมือนกัน รูบิเดียมเล่าให้ฟังหมดแล้วเพราะงั้นฉันจะปลดปล่อยนายจากฟาวเดชั่นอีเอง

            อิงศรย้ายดาบไปรวมกับธนูที่อีกมือแล้วยื่นมือที่ว่างนั้นออกไป

            มาสิ ยังทันอยู่นะ ถ้าพวกเราก้าวไปข้างหน้าด้วยกันล่ะก็

            พยายามพูดชักชวนแม้จะรู้ว่าด้วยอีโก้ของฝ่ายนั้นแล้วคำพูดชักชวนคงไม่ได้ผล

            แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเชื่ออยู่ลึกๆ เชื่อว่าแฟรนเซียมจะยังคงเป็นสิงห์ ธุวดารกะ ที่ไหนซักแห่งในอกของราชามนุษย์ต่างดาวอาจจะยังมีหัวใจหลงเหลืออยู่ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ตัวเขาก็คง...

            แต่ทว่า แฟรนเซียมกลับหัวเราะเยาะให้คำชักจูง ทั้งที่คำพูดนั้นน่าจะมีพลังมากพอ

            เพราว่าตนได้แสดงความตั้งใจกับพลังไปแล้วคำพูดชักจูงนั่นไม่มีทาวถูกมองเป็นเรื่องเพ้อเจ้อให้โดนหัวเราะไปได้แน่ ถ้าอย่างนั้นทำไมแฟรนเซียมถึงหัวเราะกันล่ะ

            หึ ฮะฮะฮะ ฮ่าฮ่าฮ่า

            ขำอะไร

            จะช่วยฉันงั้นเรอะ งี้นี้เอง

            แฟรนเซียมล้วงมือเข้าไปในเสื้อโค้ทแล้วหยิบบางอย่างออกมา

            งั้นไอ้เจ้านี่ก็คือสายสัมพันธ์ของฉันกับแกสินะ

            สิ่งที่หยิบออกมานั้นเป็นของที่เหมือนกับไพ่

             ไพ่อาคานาร์...

            อิงศรขยับตัวเล็กน้อย เขาเพ่งสายตาจ้องมองสิ่งที่อยู่ในมือของแฟรนเซียม ไม่ผิดแน่ ไม่มีทางที่จะมองผิดไปได้สิ่งนั้นคือ...

            นั่นมัน...นี่หรือว่านาย

            อาคานาร์ไงล่ะเหมือนกับไอ้ที่นายใช้อยู่ ที่เรียกมันป่าวๆ ว่าสายสัมพันธ์นั่นน่ะคือพลังของเจ้าคนที่ผูกมัดฉันเอาไว้ นี่แหละพลังของฟาวเดชั่นอีล่ะ

            จะบอกว่าคนที่อยู่เบื้องหลังการได้รับอาคานารืของเขาก็เป็นฝีมือของฟาวเดชั่นอี อย่างนั้นเหรอ

            แต่ซีลอร์ดเคยบอกเอาไว้ว่า ผู้ที่ควบคุมอาคานาร์ได้นั้นคือแอดมินิสเทรเตอร์

            สมมติฐานหนึ่งลอยขึ้นมาแต่ว่ามันก็ยังยากที่จะเชื่อ

            ถ้างั้นตัวจริงของหัวหน้าฟาวเดชั่นอีก็...

            แต่ถ้าเชื่อไปล่ะก็บางทีการได้ขึ้นมาถึงที่นี่ก็อาจจะเป็นแผนของฟาวเดชั่นอีด้วยอย่างนั้นรึเปล่า

            ห้ามเชื่อนะ

            ห้ามเชื่อเด็ดขาด

            หัวใจของเขาพร่ำบอกอยู่เช่นนั้น เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว...

            มิ่งขวัญ กวินทร์ เมษา มีนา นรินทร์ ฟู มิกซ์ พลอย เน็กส์ นิว พวกเขาทั้งหมดจะเสียสละไปเพื่ออะไร เพื่อใครกันล่ะ?

 

            แฟรนเซียมพูดต่อ

            ฉันได้ไอ้นี่มาเพราะเจ้านั่นบอกว่าให้เอามาส่งให้นายนั่นหมายความว่ายังไงรู้ไหม ผู้ครอบครองอาคานาร์คือผู้ที่ครอบครองโชคชะตาถ้าจะต้องยกโชคชะตาให้กับคนอื่นนั่นก็เท่ากับเอาชีวิตตัวเองให้ไป

            เดี๋ยวก่อนสิงห์นี่มันหมายความว่ายังไงกันน่ะ ฟาวเดชั่นอีคืออะไรไม่สิมันเป็นใครกันแน่นายรู้ใช่ไหมบอกมาทีเถอะ

            แต่แฟรนเซียมไม่สนใจแล้วดำเนินการต่อ

            ก่อนที่นายจะโอ้อวดว่าโค่นพระเจ้ามาแล้วก็ลองสยบเจ้านี่ที่ได้ชื่อว่าเป็นอริของพระเจ้าให้ฉันดูหน่อยเถอะ

            ดึงดาบที่ใช้กับสกิลของเกมซึ่งปลดปล่อยโควริวและสุญเสียมันไปขึ้นมาจากพื้น พลางทาบอาคานาร์ลงไปบนตัวดาบ

            เดวิลอาคานาร์ รีลีส สเตจ ซาตาน!!

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น