Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 225 : Login 222: ครอบครัวปฐมกาล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 145
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    22 เม.ย. 61

Login 222: ครอบครัวปฐมกาล

 

            ตอนที่มัวแต่สนใจลายสลักบนผนังนั่นเองอิงศรก็ไม่ทันระวังตัว

            นายก็เหมือนกันเหรอ

            รูบิเดียมนั่นเอง หล่อนเดินเข้ามาทัก

            เหมือนกันถ้างั้นก็เคยมาที่นี่แล้วก็เห็นเจ้านี่มาก่อนด้วยสินะ

            ถ้าตีความจากคำพูดแล้วหล่อนน่าจะตรวจสอบลายสลักพวกนี้ไปแล้ว

            รูบิเดียมตอบว่า

            ก็ต้องมาสำรวจเส้นทางเอาไว้ก่อนสิไม่อย่างนั้นคงไม่รู้หรอกว่ามีประตูแต่ไม่มีกุญแจน่ะ

            นั่นบอกได้ว่าเส้นทางทั้งหมดจนถึงตอนนี้ก็อยู่ในแผนของหล่อน ไม่แน่ว่ารวมถึงการที่เขารู้สึกสนใจภาพแกะสลักนี้ด้วย

            นั่นหมายความว่าเธอรู้สึกแบบเดียวกัน

            งั้นเธอเองก็ถูกรูปนี้ดึงดูดมาสินะ

            รูบิเดียมพยักหน้า

            เท่าที่ลองตรวจสอบดูวิหารแห่งนี้เป็นโบราณสถานที่มีมาก่อนจะมีคนมาตั้งรกรากกันที่หมู่บ้านนี้ซะอีกแล้ววิทยาการที่ใช้แกะสลักก็ไม่เข้ากับอายุของมันด้วย

            จะบอกว่าไอ้นี่เป็นโอพาร์ทอย่างนั้นสิ

            ไม่นึกเลยนะว่าจะเชื่อเรื่องแบบนั้นด้วย

            “…”

            ก็น่าจะอย่างนั้น โอพาร์ท หรือ สิ่งประดิษฐ์ที่ขัดกับหลักความเป็นไปของยุคสมัย เรื่องพวกนั้นถูกพิสูจน์กันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งจนกลายเป็นเหมือนนิทานหลอกเด็กไปแล้ว

            พอเขาไม่ตอบอะไรรูบิเดียมก็แค่นเสียงขึ้นจมูก

            เหอะ แต่เอาเถอะขนาดมีปีศาจ สัตว์เทวะ กับมนุษย์ต่างดาวแล้วจะมีอะไรอย่างโอพาร์ทบ้างมันก็ไม่น่าแปลกใจหรอกจริงไหม

            แล้วยื่นมือไปสัมผัสลายสลัก

            ประวัติศาสตร์ของดาวดวงนี้เหมือนยิ่งค้นพบก็ยิ่งถูกบิดเบือน

            หล่อนพูดแล้วกล้ามเนื้อบนใบหน้าก็ขยับราวกับมีความหมายแฝงอยู่ในคำพูด หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ อิงศรไม่แน่ใจในเรื่องนั้นเพราะหล่อนสวมแว่นกันแดดกรอบใหญ่ที่บดบังเกือบครึ่งหนึ่งของใบหน้าที่งดงาม

            หล่อนเป็นคนที่ลึกลับและมีหลายเรื่องที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับหล่อน

            สีดา กุมภา ราชินีมนุษย์ต่างดาว ที่เขารู้จักก็มีแต่เปลือกที่เอามาสวมทั้งสิ้น

            หล่อนเป็นใครกันแน่ เป็นตัวอะไรกันแน่ มีความตั้งใจอย่างไรกันแน่

            อีฟ

            “…”

            ก่อนหน้านี้ที่เคยปะทะกับหล่อนบนสนามรบที่ออร์ทิเกสซาร์อาละวาด เมอร์คาบาห์ของเขาได้เรียกหล่อนเอาไว้แบบนั้น

            อีฟ หรือ เอวา ซึ่งเป็นชื่อที่สื่อถึงมนุษย์หญิงสาวคนแรกตามที่กล่าวไว้ในคำสอนของศาสนา

            จากตรงนั้นทำให้ตั้งสมมติฐานว่าตัวจริงของเมอร์คาบาห์อาจจะเป็นเจตจำนงของอดัมหรืออะไรซักอย่างที่เกี่ยวข้องกัน

            พี่ศรทำอะไรอยู่น่ะครับ

            จู่ก็มีเสียงของกวินทร์ดังมาจากทางด้านหลัง

            หมอนั่นกับมิ่งขวัญออกมาจากห้องโถงตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แต่ว่าสองคนที่ซีลอร์ดเรียกว่าเป็น คาอิน กับ อาเบลก็มาอยู่ตรงนี้ด้วย

            มิ่งขวัญที่มาด้วยกันถือดาบมาด้วยแล้วพูดข่มขู่รูบิเดียม

            คงไม่ได้คิดจะทำอะไรศรหรอกนะ

            แล้วทีนี้

            เอวา คาอิน อาเบล เหล่าครอบครัวแห่งยุคปฐมกาลก็กลับมาอยู่กันเกือบจะพร้อมหน้า

            ในตอนนั้นเอง ก็มีแสงสว่างแยงลงมาจากด้านบน พวกเขามองขึ้นไปดูว่าอะไรคือต้นกำเนิดของแสงสว่าง

            อดัมนั่นเองอิงศรคิดระหว่างที่จ้องมองแชริออทอาคานาร์สีทองคำเปล่งแสงสว่างเจิดจรัสราวกับดวงดาวกำลังร่วงลงมา

            กำลังจะมาร่วมกับเหล่าครอบครัวที่ยืนอยู่ตรงนี้

            อาคานาร์กลายเป็นเทวทูต

            เทวทูตเมอร์คาบาห์ ฮันเซลลัชช่า

            พี่ศรครับนี่มัน

            กวินทร์ถามคำถามมาแต่เขาเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน ตอบไม่ได้ว่าทำไมเมอร์คาบาห์ถึงมาปรากฏตัวเอาตอนนี้ รวมถึงไม่รู้ว่าทำไมเหล่าคนที่ถูกซีลอร์ดเรียกแทนด้วยตำแหน่งของมนุษย์ยุคปฐมกาลถึงได้มารวมตัวกันอยู่หน้าผนังแกะสลักแผ่นนี้

            ไม่รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นแต่เมอร์คาบาห์ยิ่งเปล่งแสงสว่างเจิดจ้าเมื่อมันลงมายืนต่อหน้าพวกเขา

            เจิดจ้าเสียจนต้องหลับตาแต่แสงก็ยังแยงเข้ามาราวกับจะทะลุเปลือกตา มันยิ่งเจิดจ้า

            เจิดจ้า

            เจิดจ้า

            สัมผัสต่อสถานที่เริ่มจะเลือนราง ไม่รู้สึกว่ากำลังยืนอยู่บนพื้นอีกต่อไป

            ราวกับกำลังล่องลอยอยู่ในอากาศ

            จู่ๆ แสงสว่างก็หายไป รู้สึกได้ว่าข้างนอกมืดลงถนัดตาอิงศรจึงปรือตาแล้วมองสำรวจไปรอบๆ

            เขาไม่ได้อยู่ที่หน้าผนังแกะสลักกับคนอื่นๆ อีกแล้ว

            ที่นี่มันที่ไหนกัน

            เขาลองส่งเสียงคำถามในใจออกไปเพื่อตรวจสอบว่าไม่ได้กำลังฝันอยู่ แต่ว่า

            ตนเองกำลังยืนอยู่บนสวนเขียวขจีซึ่งมองเห็นจากมโนภาพที่ลอยเข้าในหัวหลายครั้งตอนที่อยู่ที่อารย-สนธยา

            สวนอันเขียวขจีและเต็มไปด้วยแสงสว่าง

            สวนแสนคุ้นตาราวกับว่าเคยอาศัยอยู่ที่นั่น

            แต่ทว่า

            อิงศรเริ่มไม่แน่ใจว่าที่นี่จะเป็นสวนแห่งเดียวกับที่เคยเห็น ในเวลานี้มันแทบไม่มีแสงสว่างส่องลงมาเลย สวนจึงมืดอึมครึมและดูน่ากลัวขึ้นมา

            เขาแหงนหน้ามองขึ้นไปเพื่อจะดูว่ามีดวงตะวันลอยอยู่หรือไม่

            มีพระอาทิตย์อยู่แต่กลายเป็นสีดำสนิทเพราะถูกบดบังด้วยคราส

            สุริยุปราคางั้นเหรอ

            สมองเขาตีความไปแล้ว แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยสมมติฐานที่ว่า เงาคราสบนดวงอาทิตย์กลับบิดเกลียว

            คราสหดตัวเล็กลง เปลี่ยนรูปร่างจนมีแสงสว่างเล็ดลอดลงมาจากช่องว่างที่เกิดขึ้น เงาคราสกลายเป็นเครื่องหมายสวัสติกะแบบเดียวกับที่เห็นในลายแกะสลักบนผนังนั่น

            และแล้ว

            เมื่อเครื่องหมายแห่งลางร้ายนั่นปรากฏขึ้น

            หัวใจของอิงศรก็เต้นระรัว เส้นประสาททุกเส้นเข้าสู่สภาวะตึงเครียด

            รู้สึกเจ็บปวดไปทั่วทั้งตัวราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้ามาพร้อมกันทั้งร่าง

            สัญชาตญาณกำลังร่ำร้องว่าสิ่งนั้นคือตัวตนที่อันตราย

            คือผู้ที่มาไล่ล่า

            คือผู้ที่มาลบล้าง

            คือ อวาตาร แห่งความว่างเปล่า

            อิงศรยังคงจับจ้องอยู่ที่เงาคราสอันแปลกประหลาดจนไม่รู้สึกตัวไปพักใหญ่

            กว่าจะรู้ว่าอุณหภูมิรอบตัวเริ่มสูงขึ้นก็ตอนที่เม็ดเหงื่อเม็ดเบ้อเริ่มไหลผ่านดวงตาไป เขาขยี้ตาตัวเองก่อนจะทันสังเกตว่าบริเวณรอบๆ ถูกปกคลุมไปด้วยเพลิงไฟ

            สวนกำลังรุกไหม้

            “...”

            ทุกอย่างสิ้นสุดลงเมื่อไฟลุกลามไปทั้งสวน เขาถูกดึงกลับมายังความเป็นจริง กลับมาสู่ห้องที่แสดงผนังแกะสลัก ยืนอยู่กับอีกสามคนที่ยืนตัวแข็งทื่อเหมือนๆ กัน

            เมื่อกี้มัน...

            พวกเขาพูดขึ้นมาพร้อมๆ กัน ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ความฝันแล้วก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญด้วย แต่เป็นเพราะเมอร์คาบาห์จงใจแสดงภาพนั้นให้เห็น

            ดังนั้นอิงศรจึงถามกับรูบิเดียมว่า

            ก่อนหน้านี้เธอเคยพูดชื่อ อดาเมียมออกมาเพราะงั้นน่ารู้อะไรบ้างสินะเกี่ยวกับภาพที่พวกเราเห็นน่ะ

            ราชครูสาวทำหน้าลำบากใจแบบที่ไม่ได้เห็นกันบ่อยนัก ดูเหมือนว่าหล่อนจะรู้อะไรบางอย่าง

            ถ้าไม่มีข้อมูลอะไรเลยพวกฉันก็เคลื่อนไหวไม่ถูกเหมือนกันนะ

            รูบิเดียมชั่งใจอยู่พักหนึ่งจึงพูดออกมา

            ก็ได้ไม่ใช่เรื่องต้องปิดบังกันอีกแล้วนี่นะ ยังจำที่เคยบอกเรื่องที่มาของมนุษย์ต่างดาวได้รึเปล่าล่ะ

            ที่ว่าเป็นการดึงเอาตัวตนมาจากโลกคู่ขนานน่ะเหรอ

            ไม่ใช่โลกคู่ขนานแต่เป็นความเป็นไปได้ในช่วงเวลาอื่นต่างหาก

            รูบิเดียมกล่าวแล้ววางมือลงบนหน้าอกตัวเองแล้วพูดถึงร่างกายของตัวเอง

            ร่างนี้คือสิ่งที่เรียกกันว่าไฮพีเรี่ยน (Hyperion) การที่ร่างกายในปัจจุบันผสานเข้ากับความเป็นไปได้ในห้วงเวลาที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคตก็ตาม มีคนที่ทำให้ฉันกับสิงห์กลายมาเป็นแบบนี้แล้วเจ้านั่นก็บริหารฟาวเดชั่นอี ก็เลยได้รับความทรงจำของอีกความเป็นไปได้หนึ่งมาแต่ยังควบคุมร่างกายนี้ด้วยเจตจำนงของตัวเองดังนั้นฉันจึงรู้จักอดาเมียมผ่านทางความทรงจำที่ไม่ได้เป็นของตัวเองตั้งแต่แรก

            ดูเหมือนเธอจะยืนยันว่าที่ยืนพูดให้พวกเขาฟังอยู่ตรงนี้คือกุมภาแล้วก็พูดถึงตัวเองในส่วนที่เป็นรูบิเดียมอยู่

            พวกนายก็น่าจะเห็นภาพเมื่อกี้กันใช่ไหม สวนแห่งนั้นน่ะ นั่นคือโลกที่รูบิเดียมอาศัยอยู่กับอดาเมียม

            อิงศรพยักหน้าแทนคำตอบ

            เพราะงั้นฉันก็เลยบอกได้แค่ว่าอดาเมียมเป็นคนแบบไหนรวมถึงคำพูดติดปากของเขา

            คำพูดติดปากที่ว่าน่ะหรือว่า

            มนุษย์จะถูกกอบกู้โดยมนุษย์เท่านั้น

            นั่นปะไร...อิงศรคิด เขารู้แล้วว่ารูบิเดียมจะบอกคำตอบแบบไหนออกมา

            งั้นก็จะบอกว่าไม่รู้เรื่องเมื่อกี้ใช่ไหม

            ฉันเองก็ใช่ว่าจะรู้ไปทุกอย่างหรอกนะแล้วนั่นน่ะถามปีศาจของตัวเองไม่เร็วกว่าเหรอ เมอร์คาบาห์น่าจะเป็นคนทำให้พวกเราเห็นภาพเมื่อกี้นี่

            โดนสวนมาแบบนั้นจนได้ แน่นอนว่าเขาไม่มีวิธีที่จะถามปีศาจจากอาคานาร์ได้เลย

            เขาไม่รู้วิธีจะทำแบบนั้นถึงแม้จะมั่นใจว่าสายสัมพันธ์ระหว่างเมอร์คาบาห์ใกล้กันยิ่งขึ้นเพราะกลายเป็นเมอร์คาบาห์ฮันเซลลัชช่าแล้วก็ตาม

            “…”

            เพราะเขาไม่ตอบคำถามเสียที รูบิเดียมจึงเตรียมจะเดินกลับเข้าไปที่โถง

            นายเองก็ไมรู้คำตอบสินะงั้นเราก็ลืมเรื่องเมื่อกี้ไปเถอะ คืนนี้ดึกมากแล้วรีบไปพักเถอะพรุ่งนี้จะต้องออกเดินทางแต่เช้ามืด

            ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเก็บงำความสงสัยต่อภาพเมื่อครู่เอาไว้แล้วเดินกลับไปรวมกลุ่มกับพวกพ้องที่กำลังรออยู่โดยมีมิ่งขวัญกับกวินทร์ตามหลังมา

            หลังจากรับพักผ่อนและรับประทานอาหารเสร็จอิงศรก็เสนอให้จับกลุ่มประชุม

            พวกเขานั่งล้อมกันเป็นวงกลมหันหน้าเข้าหากันอยู่ในห้องโถงของวิหาร ตั้งแต่มาถึงที่นี่รูบิเดียมก็พาคนของตัวเองแยกไปอยู่อีกห้องแล้วปล่อยพวกเขา กับราชครูอีกสามตนไว้ที่นี่

            หัวข้อการประชุมก็คือเรื่องของวันพรุ่งนี้

            อิงศรเข้าใจดีว่าความรู้สึกของพวกพ้องที่เป็นมนุษย์นั้นจะกลัดกลุ้มกันขนาดไหนเมื่อรู้ว่าวันพรุ่งนี้ตัวเองอาจจะต้องตาย

            การเผชิญหน้ากับแอดมินิสเทรเตอร์ในคราวนี้คงหลีกเลี่ยงการต่อสู้ไม่ได้แล้วถ้าต้องสู้กับตัวตนที่เป็นดั่งพระเจ้าแบบนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีใครตาย

            มันจะกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ สงครามที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษย์

            การปลดแอกตัวเองออกจากพระเจ้าที่สร้างตนขึ้นมามันจะกลายเป็นสงครามที่ราวกับเรื่องเล่าในเทพนิยาย จะต้องกลายเป็นตำนานอย่างแน่นอนถ้าหากหลังจบสงครามคราวนี้แล้วยังมีคนที่เหลือรอดจดบันทึกเรื่องราวการต่อสู้อันกล้าหาญนี้อยู่ล่ะก็นะ...

            บางทีความกล้าที่คิดหาญต่อกรกับพรเจ้าอาจจะไม่ควรถูกเรียกว่าความกล้า แต่มันคือความบ้าคลั่ง

            พวกเขาที่อยู่ตรงนี้เป็นพวกบ้าคลั่งพอที่จะสู้ในศึกที่มองไม่เห็นทางชนะ

            แต่ยังมองเห็นผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการทำสงครามครั้งนี้กันอยู่รึเปล่านั่นต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ

            อิงศรยืนยันความคิดของตัวเองแล้วพูดกับทุกคนในวงล้อม

            ไม่อยากจะให้เครียดกันเกินไปเพราะงั้นที่จัดประชุมนี่ก็เลยอยากจะถามซักหน่อย ถ้าสามารถเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้งแล้วพวกนายคิดจะทำอะไรกันบ้าง

            มีนาพูด

            ฉันเองเพิ่งจะกลับมารวมกลุ่มได้ไม่นานเลยอยากจะถามให้แน่ใจก่อนว่ากลับไปเริ่มใหม่เนี่ยก็หมายความว่าพวกเราจะถูกลบความทรงจำไปด้วยใช่รึเปล่าคะ

            ฉันคิดว่าน่าจะถูกลบนะแต่ว่าไว้รอถามเจ้าซีลอร์ดพรุ่งนี้ดีกว่ายังไงหมอนั่นก็ต้องรออยู่ที่บาเบลอยู่แล้ว

            พูดจบอิงศรก็หันไปทางที่ซีเซียม โพแทสเซียมและลิเธียม นั่งเรียงกันอยู่

            แล้วฉันก็คิดว่าจะลองถามเรื่องโลกคู่ขนานที่รูบิเดียมเล่ามากับหมอนั่นด้วยอาจจะมีวิธีแก้ไขโดยที่ไม่ต้องทำให้พวกนายหาย...

            แต่ซีเซียมก็พูดขัดคำพูดเขาเสียก่อน

            ไม่จำเป็นต้องมาเห็นใจหรอกที่อยู่ตรงนี้มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรมีมาตั้งแต่แรกแล้วยังงก้ต้องหายไปในตอนสุดท้ายอยู่ดี

            แต่แบบนั้นมัน...

            แทนที่จะมานั่งคิดเรื่องจะหาที่ลงยังไงเอาเวลาไปคิดเรื่องพรุ่งนี้เถอะฉันเองก็ไม่คิดว่าแผนคราวนี้จะสำรเจหรอกนะการเข้าใกล้ผู้ควบคุม เข้าใกล้แอดมินิสเทรเตอร์มันเป็นเรื่องที่บ้ามาก

            ซีเซียมกล่าวอย่างนั้นแล้วหันไปทางโดโกบาร์กับคู่ฝาแฝดจูเนอร์มินาร์

            พวกนั้นน่าจะรู้ดีกว่าใครเลยนี่ว่าถ้าไปท้าทายพระเจ้าจะเกิดอะไรขึ้น

            โดโกบาร์พยักหน้ารับแล้วให้คำตอบแก่ที่ประชุมทันที

            ถ้าพวกเจ้ามีความเป็นไปได้ที่จะโค่นล้มแอดมินิสเทรเตอร์ได้ล่ะก็ป่านนี้เราคงไม่ได้มานั่งคุยกันอยุ่ตรงนี้หรอก

            นั่นหมายความว่าพวกเขาจะตายกันทั้งมดนี่จริงๆ สินะ

            โดโกบาร์ยังคงพูดต่อไปอีก

            แต่เป้าหมายของผู้ถูกฟันเฟืองเลือกไม่ใช่การโค่นล้มถ้าจะเจรจาล่ะก็ไปแสดงพลังให้เห็นก็คงพอเป็นไปได้ที่จะพูดคุยกันแอดมินิสเทรเตอร์ไม่ได้ไร้เหตุผลขนาดนั้น

            ดูเหมือนจะมีความหวังอยู่บ้าง จากที่ฟังมาโดโกบาร์คงกำลังบอกให้พวกเขาทำเหมือนที่เคยทำตอนที่รับการทดสอบกับซีลอร์ด

            แสดงพลังให้เห็นเพื่อให้รู้ว่าคำพูดของพวกเขาไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ

            ลงท้ายแล้วก็ไม่มีใครตอบคำถามว่าจะทำอะไรหลังจากได้เริ่มใหม่ ดังนั้นเลยยืนยันได้ว่าทุกคนยังเป็นกังวลกับเรื่องพรุ่งนี้

            เมื่อการประชุมทำท่าจะจบลงโดยที่ไม่ได้อะไรซีเซียมก็ลุกจากที่

            ยังไงก็มีแต่พวกนายที่ขึ้นไปเผชิญหน้าพระเจ้าได้ถึงฉันจะอยู่นี่ไปก็ไม่มีความหมายอยู่ดีพวกนายก็ประชุมกันต่อไปก็แล้วกัน

            จากนั้นโพแทสเซียมก็กล่าวตามอย่างเห็นดีเห็นงาม

            ก็อย่างที่ท่านซีเซียมว่านั่นแหละงั้นก๊วนต่างดาวก็ขอตัวลาล่ะนะ

            แล้วพากันกับลิเธียมลุกออกจากวงล้อมไปพร้อมกัน ต่อจากนั้นก็เป็นพวกเครื่องทำสวนที่แยกตัวออกไป

            ตอนนี้จึงเหลือกันแค่กลุ่มของมนุษย์ที่ยังนั่งกันอยู่

            “...”

            ดูจากสภาพของทุกคนที่นี่แล้วไม่มีใครอยากจะถกกันอีกแล้ว ที่สำคัญมันก็ดึกมากแล้วด้วยพวกเขาเดินทางกันมาทั้งวันควรจะปล่อยไปพักผ่อนเลยจะดีกว่า

            ไม่มีประโยชน์ที่จะประชุมเรื่องแผนการต่อสู้หรือจัดฟอร์เมชั่นอะไรอีกของพวกนั้นทำกันมาตั้งแต่อยู่บนเกาะร้างกลางทะเลแล้ว

            ถ้างั้นก็แยกย้ายกันเถอะ

            แล้วทุกคนก็เริ่มลุกจากที่เตรียมจะกลับไป อิงศรเองก็จะลุกขึ้นเหมือนกัน

            ทว่า ตอนที่จะลุกขึ้นไปนั่นเองมิ่งขวัญที่นั่งอยู่เคียงข้างเขาก็ดึงแขนเสื้อเอาไว้ก่อน

            แฮปปี้เบิรธเดย์....

            พูดแบบนั้นแล้วยื่นแว่นตาที่หยิบมาตอนไหนก็ไม่รู้ส่งมา

            อิงศรรับมันไว้ด้วยท่าทางมึนงง

            นี่มันอะไรน่ะ

            ก็ของขวัญวันเกิดไงเมื่อก่อนตอนที่ศรไปหาฮาโมนิการ์มาให้ทำให้แว่นที่ใส่อยู่ประจำมันแตกใช่ไหมล่ะก็เลย...

            ก็เลยไปหามาคืนให้อย่างนั้นสินะ แต่ว่ามีเรื่องน่าทึ่งกว่าของขวัญวันเกิดนี่อีกเรื่องก็คือมิ่งขวัญยังจำวันเดือนปีได้อีกทั้งที่เขาเลิกจำมันไปแล้วตั้งแต่โลกล่มสลายลง

            อิงศรก้มลงมองดูแว่นตาที่ได้รับมา มันเป็นแว่นตาที่เลนส์ยังไม่ตัดเป็นเลนส์สายตาด้วยซ้ำดูแล้วเป็นแค่ของแสดงในร้านแว่นเท่านั้นเองแล้วสภาพก็ยังดูใหม่อยู่ทั้งที่โลกล่มสลายมานานถึงสี่ปีไม่มีทางที่จะมีของใหม่ขนาดนี้เหลือรอดมาได้

            ถ้าไม่ใช่ว่ามิ่งขวัญตั้งใจจะมอบสิ่งนี้ให้ตั้งแต่สามปีก่อนที่ยังอยู่ด้วยกันหลังจากที่เขาให้ฮาโมนิการ์ไปก็ไม่มีทางมีของแบบนี้อยู่กับตัวได้ มันคงจะถูกเก็บเอาไว้ในระบบคลังเก็บของอยู่หลายปีถึงได้ยังใหม่เอี่ยมอยู่

            มิ่งขวัญพูดโดยที่หลบสายตา ดูเหมือนใบแก้มจะขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยนิดหน่อย

            หลังจากพวกฟูมาอยู่ด้วยเลเวลก็เพิ่มขึ้นเลยพอจะสู้พวกสัตว์เทวะแถวนั้นได้เลยไปหามาน่ะตั้งใจว่าจะให้ตอนวันเกิดปีนั้นเลย

            แต่ว่าพวกเขาก็มาถูกแยกออกจากกันซะก่อนจนต้องใช้เวลาถึงสามปีเต็มกว่าจะมอบให้เขาได้

            “…”

            แว่นตานี่ถึงได้มาก็ใช้การไม่ได้เพราะไม่มีเลนส์สายตาแล้วถึงตอนนี้ดวงตาของเขาจะหายเป็นปกติจนไม่ต้องใช้ทั้งคอนแทกเลนส์หรือแว่นตาแล้วก็ตาม

            แต่ว่า หัวใจก็รู้สึกพองโตขึ้นมา

            อิงศรวางมือลงบนหัวน้องชาย ลูบไล้มันอย่างอ่อนโยน

            ขอบใจนะ

            เอ่อ แล้วก็…”

            มิ่งขวัญตั้งใจจะพูดอะไรซักอย่างจึงยังไม่ลุกจากที่แต่มองมาที่ดวงตาของเขา

            สื่อสารด้วยสายตาแล้วพูดตอบคำถามที่เขาถามไปในที่ประชุมเมื่อกี้

            ถ้ากลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้งจะสนิทกันให้เหมือนตอนนี้ขวัญจะไม่ลังเลอีกแล้ว

            ถ้าได้แบบนั้นฉันก็ดีใจนะ

            อิงศรยิ้มให้น้องชายแล้วนั่งลงอีกครั้งพลางก้มตัวต่ำให้ระดับสายตาเท่ากันก่อนจะพูดว่า

            ฉันเองก็เหมือนกันจะสนิทกันให้มากกว่าตอนนี้อีก

            แล้วยื่นนิ้วก้อยออกไป เป็นการทำเหมือนสมัยเด็กๆ เมื่อมีเรื่องที่ตกลงกันได้พวกเขาก็จะเกี่ยวก้อยสัญญากัน

            มิ่งขวัญก็ยื่นนิ้วก้อยมาเช่นกัน พวกเขาเกี่ยวก้อยสัญญากัน เป็นสัญญาที่มีต่ออนาคตข้างหน้า

            ผมเองก็จะไม่หนีอีกแล้วครับ

            จู่ๆ กวินทร์ก็พูดขึ้นมา นั่นทำให้เขากับน้องชายสังเกตเห็นว่าทุกคนยังไม่ได้แยกกันไปนอนแต่กลับยืนล้อมพวกเขาอยู่ห่างๆ

            กวินทร์พูดต่อไปว่า

            ผมจะไม่หนีออกจากบ้านแต่จะพูดกับพ่อตรงๆ ให้เลิกเป็นนักปิดปากครับแล้วก็ถ้าทำได้จะหาทางช่วยพี่ฟ้าไม่ให้ถูกคุณลุงรังแกด้วย

            นั่นคงจะเป็นตำตอบเรื่องในอนาคตที่จะทำหลังจากย้อนกลับไป กวินทร์เองก็คิดจะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าแล้ว

            จากนั้นทุกคนก็เริ่ทพูดเป้าหมายหลังจากย้อนกลับไปออกมา ดูเหมือนคำพูดของเขากับมิ่งขวัญจะไปกระตุ้นให้ทุกคนเริ่มมองเป้าหมายกันบ้างแล้ว

            มีนาพูด

            ถึงกลับไปแล้วจะร่างกายอ่อนแออีกแต่จะลองพยายามดูค่ะเมษาเองก็ช่วยใช่ไหมล่ะ

            เมษาพูด

            มันก็แหงอยู่แล้ว

            จากนั้นนรินทร์ก็พูดโดยโอบคอฟูกับมิกซ์ไว้

            ถ้าโลกที่เริ่มต้นใหม่อีกครั้งไม่มีอารย-สนะยาแล้วผมเองก็จะบอกให้พ่อเลิกยึดติดกับวัดแล้วทำเรื่องที่สมควรทำซักที

            ถ้าทำแบบนั้นได้พวกเด็กกำพร้าก็จะได้เป้นครอบครัวเดียวกับนรินทร์ ได้เป็นเด็กธรรมดาๆ ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับปีศาจและไม่กลายเป็นเดโมนอยด์

            ตอนนี้พวกเขามีเป้าหมายที่จะเอาชนะบททดสอบนี้แล้ว การมีเป้าหมายจะยิ่งทำให้หนทางข้างหน้าชัดเจนขึ้น การที่รู้ความต้องการของตัวเองย่อมดีกว่าการกระทำไปโดยที่ยังมีความลังเล

            อิงศรจึงลุกขึ้นพร้อมกับจูงมิ่งขวัญให้ลุกขึ้นด้วยแล้วพูดกับทุกคนที่นี่

            เกมโลกาวินาศนี่น่ะทำให้มันจบลงกันเถอะ พวกเรามาก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน พรุ่งนี้พวกเราจะจบเกมนี้ใช่ไหม!”

            ทุกคนต่างขานรับเป็นเสียงเดียวกัน

            โอ้!!”

            พรุ่งนี้....

            ในวันปีใหม่ซึ่งย่างเข้าปีที่ห้าหลังจากโลกล่มสลายลง

            ในวันคล้ายวันครบรอบการเปิดตัวของเกมโลกาวินาศ

            พวกเขาที่อยู่ตรงนี้จะจบเกม

 

            @@@

 

            แม้ว่าเสียงแห่งความพินาศจะดังก้องเพียงใด

            แม้ว่าโชคชะตาจะกีดกั้นสักแค่ไหน

            สายลมแห่งยุคใหม่จะกลายเป็นพายุ

            จะนำพายุคสมัยของมนุษย์มา

            พระเจ้าจะพินาศ มนุษย์จะก้าวไปข้างหน้า

            ท่ามกลางโลกที่บิดหมุนไปอย่างบ้าคลั่งนั่น ความหมายของ สวัสติกะ ที่ปรากฏขึ้นในยามที่สวรรค์มืดมน อนธกาล

            จะนำพาบทสรุปแบบใดมา...

 

            @@@

 

            เมื่อรุ่งสางของวันใหม่มาเยือน

            เกมโกงวันโลกาวินาศก็ย่างเข้าสู่ปีที่ 5

            ที่หน้าทางเข้าวิหารนั่นเองพวกเขาทั้งหมดได้มารวมตัวกันเพื่อเตรียมจะออกเดินทางสู่ บาเบล หอคอยซึ่งเชื่อมแผ่นดินกับสรวงสวรรค์

            บรรยากาศรอบๆ เต็มไปด้วยหมอกหนาจนแทบมองทางไม่เห็น

            อิงศรไม่เข้าใจว่าพวกเขาจะเดินทางในทะเลหมอกนี้ได้อย่างไร แต่ก็ตามรูบิเดียมมาแล้ว หล่อนบอกว่าให้รอจนกว่าจะมีแสง

            เวลาผ่านไปอีกพักหนึ่ง ก็มีแสงแดดส่องลงมา

            แสงแดดทาบทับบนแผ่นหมอกหนาแล้วทำให้ปรากฏเงาของหอคอยที่สูงเสียดฟ้าฉายขึ้นมา

            รูบิเดียมยกกล้องขึ้นมาถ่ายบันทึกวิดีโอไว้ก่อนที่เงานั่นจะหายไป เพราะเงาปรากกขึ้นแค่สิบวินาทีเท่านั้น

            หล่อนหันมาบอกกับพวกเขาที่กำลังสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้น

            วันนี้บาเบลจะปรากฏขึ้นที่เดียวกับเงานั่น

            อิงศรถาม

            งั้นบาเบลนั่นก็เคลื่อนที่ได้งั้นเหรอ

            ที่เคลื่อนที่คือเทอมินัลที่ใช้พาไปยังบาเบลน่ะ มันจะเปลี่ยนใหม่ทุกเช้าตรู่ของวันแล้วก็จะมองเห็นเงาของบาเบลที่สะท้อนออกมาจากเทอมินัลได้แค่ที่นี่เท่านั้นเพราะแบบนั้นถึงได้หาเจอลำบากไง

            หลังจากอธิบายจนจบพวกเขาก็ออกเดินทางโดยใช้วิดีโอที่บันทึกไว้เทียบระยะทางเพื่อหาเทอมินัลสำหรับไปยังบาเบล

            ตอนที่เดินออกจากวิหารมาหมอกก็เริ่มเบาบางลงจนมองเห็นทัศนวิสัยรอบๆ ได้ชัดเจนขึ้น

            เพราะเมื่อคืนตอนที่เดินทางมาถึงฟ้าก็มืดไปแล้วจึงมองไม่เห็นทิวทัศน์อันงดงามวิจิตรของหมู่บ้านแห่งนี้

            ภาพของท้องฟ้าที่ไร้เส้นขอบราวกับว่าเมืองแห่งนี้ตั้งอยู่บนก้อนเมฆ

            ราวกับสรวงสวรรค์

            ราวกับหลุดเข้าไปในเทพนิยาย

            แล้วก็ในเช้าวันนี้เอง...

            อิงศรเรียกน้องชายที่เดินอยู่เคียงข้างมา

            ขวัญแฮปปี้เบิร์ธเดย์นะ

            น้องชายหันมาส่งยิ้มให้เขา

            อืม

            ส่วนของขวัญวันเกิดนั้นจะต้องเป็นอนาคตที่พวกเขาจะก้าวไปอยู่แล้ว

            จะต้องเอาชนะบททดสอบไปให้ได้....อิงศรสาบานกับตัวเองไว้เช่นนั้น

 

***เนื่องจากอาทิตย์นี้ไรท์โดนงานเบียดเข้ามาเยอะมากจนทำให้ไม่มีเวลาปั่นต้นฉบับเลย เพราะงั้นขอรวบสองตอนลงบทเดียวไปเลยครับ อาทิตย์หน้าเดี๋ยวขอดูก่อนนะครับว่าจะลงได้สามตอนหรือจะลงได้แค่สองตอน อาทิตย์ต้องขอโทษจริงๆ ครับไรท์งานรัดตัวมากเพราะเปิดงานใหม่หลังจากหยุดสงกรานต์***

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น