Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 222 : Login 219: ความสูญสิ้นชั่วพริบตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 136
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    11 เม.ย. 61

Login 219: ความสูญสิ้นชั่วพริบตา

 

            เวลา 20.00 น.

            แม้แต่คืนนี้พระจันทร์ก็ยังขึ้นเต็มดวงอย่างผิดวิสัย

            สถานที่คือบนลานของสนามบินดอนเมือง

            อิงศรกับพวกพ้องทุกคนยืนกระจุกตัวกันอย่างหลวมๆ อยู่ที่นั่นรวมพวกราชครูซีเซียม โพแทสเซียม และ ลิเธียม

            โดนรูบิเดียมสั่งให้รออยู่ที่นี่เพื่อเตรียมพาหนะโดยสารสำหรับพวกเขาโดยเฉพาะ

            โดยที่ให้เหตุผลว่าระหว่างทางไม่รู้ว่าจะเจอสัตว์เทวะบนฟ้าบ้างรึเปล่า พวกรูปแบบบินบนฟ้าน่ากลัวกว่าบนพื้นโลกแล้วพวกเขาต่อสู้กันบนท้องฟ้าไม่ได้ดังนั้นการเตรียมพาหนะที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ

            รูบิเดียมบอกว่าจะคุยเรื่องเพิ่มขีดจำกัดเลเวลอีกทีตอนขึ้นยาน หล่อนบอกว่าบนนั้นมีเครื่องมือพร้อมไว้แล้ว

            ดังนั้นตอนนี้จึงได้แต่รอไปเรื่อยๆ

            เท่ากับเวลาหมดไปอีกหนึ่งวัน เท่านี้โลกก็เหลือเวลาก่อนจะหายไปอีกแค่ 19 วันเท่านั้น

            อิงศรมองสำรวจไปรอบๆ พื้นที่เพื่อฆ่าเวลารวมถึงหาทางหนีทีไล่ไว้ก่อนเผื่อเกิดฉุกเฉินขึ้นมา

            แต่บริเวณโดยรอบจะมืดสนิทจนมองไม่เห็นอะไรเลยถ้าหากไม่ได้ไฟจากยานบินของพวกมนุษย์ต่างดาวที่จอดล้อมสนามบินไว้ช่วยเปิดส่องทางให้ อีกเหตุผลของการส่องไฟคงจะทำเพื่อจับตาดูไม่ให้พวกเขาหนีออกไปแม้แต่คนเดียวด้วยกระมัง

            ถึงจะร่วมมือกันแล้วแต่สถานภาพโดยรวมก็เหมือนพวกเขาตกอยู่ในกำมือของรูบิเดียมและคอยทำตามที่หล่อนต้องการอยู่ดี

            หล่อนไม่อยากจะหายไปพร้อมกับโลกใบนี้ดังนั้นจึงพูดเรื่องร่วมมือกันแล้วหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้

            เท่านี้หนทางสำหรับเป้าหมายข้างหน้าก็สะดวกขึ้นแล้วแต่ยังมีอีกเรื่องที่คาใจอยู่

            “…”

            อิงศรเหลือบสายตามองไปยังจุดที่โดโกบาร์กับเด็กสาวผมสีเทาไว้ทรงผูกแกละที่อายุพอๆ กันกับร่างมนุษย์ของโดโกบาร์และสวมเครื่องแบบมนุษย์ต่างดาว

            จูเนอร์มินาร์ ผู้กัดแทะวัชพืชแห่งสวนศักดิ์สิทธิ์

            ดูเหมือนจะมีชื่อเรียกแบบนั้น ดังนั้นจึงเป็นเครื่องทำสวนเหมือนกับโดโกบาร์ไม่ผิดแน่

            ก่อนหน้านี้พวกเขาได้พูดคุยกันบนยานโดยสารระหว่างที่มุ่งหน้ามายังสนามบินดอนเมือง

            เรื่องที่ว่าเครื่องทำสวนศักดิ์สิทธิ์ทยอยหายไปราวสี่วันก่อน

            จากที่ว่ามานั้นดูเหมือนจะมีคนอื่นเริ่มเคลื่อนไหวเหมือนกันและถ้าขนาดพวกเครื่องทำสวนด้วยกันเองยังไม่รู้สาเหตุ เจ้าสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่คงจะต้องเป็นองค์กรหรือกลุ่มอำนาจที่ทรงพลังเอามากๆ ขนาดทำให้เครื่องสวนเป็นกังวลได้ขนาดนี้

            กลุ่มเงินทุนสวรรค์อนธการ ฟาวเดชั่นอี’ เป็นชื่อแรกๆ ที่พอจะนึกขึ้นมาได้จากรายการอำนาจระดับสูงที่สามารถยึดโลกในตอนนี้ได้ ซึ่งรูบิเดียมบอกว่าถ้าแผนการของเขาสำเร็จพวกนั้นก็ไม่ใช่ปัญหาที่ต้องกังวล นั่นหมายความว่าพวกมันยังไม่มีพลังที่พอจะเทียบเท่าผู้ควบคุมความเป็นไปของโลกอย่างนั้นสินะ

            แต่ว่าความมั่นใจของรูบิเดียมจะมาจากการคาดการณ์ของเธอเองหรือว่ารู้ปูมหลังอะไรขององค์กรมากไปกว่าที่บอก นั่นก็เป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา

            ดังนั้นก็เลยได้แต่รอเท่านั้น รอแล้วก็ขบคิดเรื่องที่ทำอะไรไม่ได้เพื่อฆ่าเวลา

            “…”

            ยังไม่ทันจะได้หายใจทิ้งขว้างเรื่อยเปื่อยตัวปัญหาก็แจ้นเข้ามาแล้ว

            มีนาทำหน้าแป้นแล้นเดินย่างสามขุนเข้ามาหา

            โลกจะโดนลบหายไปแม้แต่ดวงดาวบนท้องฟ้าเลยเหรอคะ”

            แล้วชี้ให้ดูท้องฟ้า

            ที่นั่นเป็นท้องฟ้าทางทิศเหนือ แต่ไม่มีดาวเหนือส่องสว่างให้เห็น....

            มีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้นที่เฉิดฉาย การกลืนกินใกล้จะลามมาถึงที่นี่แล้วเหมือนกัน

            อิงศรพูด

            แต่ยังเห็นพระจันทร์ชัดอยู่นะ”

            พระจันทร์ขึ้นเต็มดวงอย่างผิดวิสัยมาหลายวันแล้ว

            พอลองนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่ได้เผชิญหน้ากับแอดมินิสเทรเตอร์เป็นครั้งแรกที่สนามรบนั่น ลูนาริส ปรากฏโฉมด้วยรูปลักษณ์แบบดวงจันทร์ ก็เลยคิดว่ามันราวกับถูก ‘ลูนาริส’ จับตามองอยู่อย่างไรอย่างนั้น

            จู่ๆ มีนาก็พูดเรื่องไร้สาระขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

            บนนั้นจะมีกระต่ายไหมคะ”

            พูดเป็นนิทานไปได้นะเธอเนี่ยจะไปมีได้ไงกันเล่า”

            แต่มีนาหันมาจ้องหน้าเขา

            งั้นที่ไม่อยู่บนดวงจันทร์เพราะว่ายืนอยู่ตรงนี้แล้วตัวหนึ่งสินะคะ”

            พูดพร้อมส่งสายตาเจ้าเล่ห์มา

            “…”

            พระจันทร์สวยขนาดนี้คุณกระต่ายคงจะหมายตาเอาไว้”

            คิดจะพูดอะไรของเธอกันแน่”

            มีนายกนิ้วชี้มาชูต่อหน้า ปลายนิ้วชี้ไปที่พระจันทร์เหมือนจะอ้างอิงถึงเรื่องนั้น

            ก็นั่นไงคะภาษาญี่ปุ่นพระจันทร์เขาเรียกว่า ทซึกิ แล้วตอนนี้คุณอิงศรเริ่มจะพระจันทร์ฉันบ้างไหมล่ะคะ”

            อิงศรได้แต่ปั้นหน้าเป็นงง แต่ความจริงเขารู้แล้วว่าจุดประสงค์ของมีนาคืออะไร

            ถ้าไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ที่ต้องร่วมงานกับซากิริบ่อยๆ ก็เลยไปค้นคว้าคำศัพท์แสลงประเทศบ้านเกิดที่หล่อนชอบพ่นออกมาคงไม่เข้าใจว่า ‘พระจันทร์’ มันพ้องเสียงกับคำว่า ‘ชอบ’

            แต่ทำไมช่วงนี้หล่อนถึงเอาแต่พูดเรื่องนี้กับเขากันล่ะ มันไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรที่จะต้องรีบสารภาพรักเลยนี่แล้วก่อนหน้านี้หล่อนก็ไม่เคยแสดงออกในแนวนั้นมาก่อนเลย

            หรือไม่นี่ก็เป็นแค่การแกล้งกันเล่นอย่างหนึ่งเหมือนทุกที

            นี่เธอพิศมัยอะไรในตัวฉันกันแน่”

            เขาลองถามไปแบบนั้น ลองแหย่เท้าเข้าในจุดที่คิดว่าเป็นกับดักแกล้งที่เด็กสาววางล่อ

แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิด

            ใบหน้าของมีนาแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อย หล่อนทำท่าทีลุกลี้ลุกลนชนนิ้วชี้สองมือเข้าด้วยกันเหมือนพยายามนึกหาคำพูด

            คือว่า…ก็แบบว่า”

            เอาจริงดินี่เธอชอ…”

            ชู่ว!”

            มีนายื่นมือมาปิดปากเขาไว้ก่อนจะทันพูดตบประโยคแล้วทำท่าเป่านิ้วเป็นนัยว่าเสียงดังเกินไปแล้ว

            แต่ก็ไม่มีใครทันสังเกตหรือหันมา ที่จริงแล้วพวกเขาก็ไม่ได้สนทนากันดังขนาดนั้นอยู่แล้ว ออกจะเบาจนเหมือนพูดกระซิบกันด้วยซ้ำ

            อิงศรดึงมือเจ้าหล่อนออกแล้วถามด้วยเสียงที่เบา

            นี่ ถ้าจะแกล้งกันล่ะก็ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาเลยนะเว้ย”

            นี่ฉันพูดจริงจังอยู่นะคะ”

            แต่อิงศรทำหน้าเชื่อคำพูดนั้นไม่ลง

            ทว่า…

            มีนาก้มหน้าหลบสายตาแล้วพูดด้วยความเขินอาย

            ก็คุณอิงศรช่วยชีวิตฉันเอาไว้หลายครั้งแล้ว”

            พอเห็นแววตาของมีนาแล้วอิงศรก็เปลี่ยนความคิดใหม่

            ก่อนโลกจะล่มสลาย มีนา เป็นคนป่วยที่ต้องนอนอยู่แต่ห้องมาตลอดบางทีเธออาจจะแค่ตื่นตัวกับการมีรักแรกพบหรืออะไรพวกนั้น

            ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะได้รับการช่วยเหลือมันก็แค่ความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเท่านั้นจะเอาเรื่องแบบนั้นมาพูดว่าเป็นความรักไม่ได้ ไม่อย่างนั้นมันก็เหมือนเอาตัวเข้าแลกเป็นการทดแทนคุณเลยไม่ใช่หรือ

            มันก็แค่อารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น

            ถ้าอย่างนั้นเขาก็ไม่ต้องการมัน ความรักควรจะเป็นสิ่งที่เจ้าตัวสมัครใจด้วยตัวเองโดยที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรมาข้องเกี่ยว

            นั่นคือรูปแบบของความรักในอุดมคติที่อิงศรคิดให้เป็น

            เขาพยายามทำตัวว่าเข้าใจความรัก ทั้งที่ตัวเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์มา

            แต่ลึกๆ ในหัวใจมันกลับรู้สึกสดใสกับการที่เธอมาบอกชอบอยู่นิดหน่อย

            “…”

            เขาพยายามปฏิเสธตัวเองที่รู้สึกแบบนั้น พร่ำบอกตัวเองว่ามันก็แค่อารมณ์ชั่ววูบ เป็นแค่สัญชาตญาณของเพศผู้เท่านั้น

            แต่เมื่อเห็นความตั้งใจจริงของมีนาแล้วก็รู้สึกว่าจะหนีต่อไปไม่ได้

            ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าเขาทำร้ายความรู้สึกเธอทางอ้อม

            “…”

            เขาไม่อยากจะทำร้ายพวกพ้องไม่ว่าจะด้วยทางใดก็ตาม

            โอเค…เข้าใจแล้วถ้างั้นฉันจะตอบความรู้สึกของตัวเองให้ฟัง”

            อิงศรพยายามเรียบเรียงคำพูดอยู่ในหัว

            ถึงจะเป็นมีนาจอมแก่นคนนั้นแต่เรื่องหน้าตาแล้วถือว่าเป็นผู้หญิงที่สวยน่ารักคนหนึ่งเลยทีเดียว

            หล่อนเป็นคนเฉลียวฉลาดและมีความสามารถถ้าให้พูดโดยไม่อคติแล้วมีนาก็เป็นคนที่อยากจะให้มาอยู่เคียงข้าง

            แต่ว่า…

            นั่นจะนับเป็นความรักหรือเปล่านะ

            ความรู้สึกนี้น่าจะเรียกว่าความนับถือมากกว่าความรักหรือเปล่า

            ความคิดว่าไม่ควรจะสานต่อความสัมพันธ์ที่จะก่อให้เกิดปัญหานั้นผุดขึ้นมา

            แล้ว

            เหตุผล

            ข้ออ้าง

            ความกลัวที่จะเสี่ยง…

            สิ่งเหล่านั้นพองตัวขึ้นมา

            อีกเดี๋ยวก็จะต้องเข้าสู่การต่อสู้ครั้งสุดท้าย

            ใช่…นี่คงจะเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อการเผชิญหน้ากับแอดมินิสเทรเตอร์เริ่มขึ้นทุกอย่างก็จะถูกตัดสิน

            เป็นเพราะกำลังกังวลเรื่องนั้นเลยทำให้ตัดสินใจทำในสิ่งที่เก็บซ่อนเอาไว้ภายในออกมาแต่นั่นย่อมไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริง ไม่มีทางเป็นความรักไปได้

            มันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบที่เกิดจากการถูกบีบคั้นเท่านั้นเอง

            คือว่า…”

            อิงศรตั้งใจจะตอบปฏิเสธออกไปให้ชัดเจน แต่กลับพูดไม่ออก

            เขาอ้าปากพะงาบๆ อยู่แบบนั้น กลืนคำพูดที่จะปฏิเสธการสานสัมพันธ์ลงไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

            แล้วก็พูดไม่ออกอยู่อย่างนั้น

            แต่มีนาก็ยังรอ รอโดยไม่ติติงหรือต่อว่า

            แบบนั้น…

            มันยิ่งทำให้รู้สึกหลงใหลในตัวเธอขึ้นมา

            ยัยนี่ก็มีด้านที่สมหญิงกว่าที่คิดซะอีก…เขาคิดลอยๆ แต่นั่นคงจะเป็นความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง

            ถ้างั้นก็ไม่ควรโกหกตัวเอง

            คือ…”

            ทว่า ในตอนนั้นเองก็มีเสียงเตือนว่ามีเมล์เข้าดังขึ้นมา

            ไม่ได้ดังแค่ของเขาคนเดียวแต่ทุกคนที่อยู่ตรงนี้รวมถึงพวกมนุษย์ต่างดาวทุกคนได้รับเมล์พร้อมๆ กันอย่างไม่น่าเป็นไปได้

            หน้าจอเมล์เปิดขึ้นเองอัตโนมัติและแจ้งประกาศสำคัญ มันเป็นรูปแบบเวลาที่มีการอัพเดทสำคัญของเกมเกิดขึ้น

            เมล์ฉบับนั้นแจ้งว่าเกมได้ถูกอัพเดทใหม่และมีใจความสำคัญสั้นๆ แค่

 

            สัตว์เทวะจะไม่ดรอปไอเทมอีกต่อไป’

            กับอีกบรรทัดหนึ่ง…

            โลกจะถูกลบหายไปในอีก 19 วัน’

 

            มันเขียนไว้สั้นๆ เพียงแค่นั้น ซึ่งผิดวิสัยของซีลอร์ดเป็นอย่างมาก

            คนที่ประกาศอัพเดทเกมได้น่าจะมีแค่ซีลอร์ดคนเดียวแล้วที่หัวเมล์ก็จ่าหน้าชื่อผู้ส่งเป็น ‘GM’ ถ้าอย่างนั้นก็มีแต่หมอนั่นเท่านั้นแหละ

            แต่ประกาศนี้มันช่างโหดร้ายเสียเหลือเกิน เป็นการมอบความสิ้นหวังอันยิ่งใหญ่ให้กับมนุษย์เลยก็ว่าได้

            ในทุกวันนี้การดำรงชีพปัจจัยหลักที่จะขาดไม่ได้เลยคืออาหารจากสัตว์เทวะ แต่จากประกาศเมื่อครู่เท่ากับว่าพวกเขาถูกตัดเสบียงเสียแล้ว

            รอบตัวกำลังวุ่นวาย ทุกคนพุ่งเป้าความสนใจไปที่ประกาศอัพเดทจนวางมือนากสิ่งที่ทำอยู่กันหมด

            แม้แต่มีนาก็ด้วย

            หล่อนยกเรื่องของเมล์ขึ้นมาถาม

            คุณอิงศรคะแบบนี้มัน…”

            เขาพยักหน้าให้คำถามที่เธอพูดไม่หมด

            งานนี้ชักช้าไม่ได้อีกแล้วล่ะ”

            ถึงจะมีเสบียงตุนเอาไว้บ้าง แต่ก็อยู่ได้ไม่ถึงสิบวัน ถ้าไม่รีบจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จก่อนเสบียงจะหมดพวกเขาคงไม่มีเรี่ยวแรงเหลือพอจะต่อกรกับแอดมินิสเทรเตอร์

            แล้วมันก็ยังน่าแปลก...

            การมอบความสิ้นหวังให้ถึงขนาดนี้ไม่น่าจะเป็นการตัดสินใจของซีลอร์ด ต่อให้จะเป็นการทำเพื่อเร่งรัดบททดสอบก็ตามทีมันก็ยังหักดิบเกินไป

            หมอนั่นเองน่าจะรู้ เมื่ออาหารกำลังจะขาดแคลนมนุษย์ในตอนนั้นจะเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด แล้วยิ่งได้รับรู้ว่าตัวเองจะถูกทำลายไปในตอนสุดท้าย ความสิ้นหวังจะเกิดขึ้นมากมายขนาดไหนกัน

            พูดได้ว่ามนุษยชาติคงจบสิ้นแล้ว

            ถ้าอย่างนั้นนี่ก็เป็นคำสั่งของแอดมินิสเทรเตอร์

            เป็นสารท้ารบจากพระเจ้าอย่างนั้นสินะ

            พระเจ้าคงกำลังตรัสว่า

            ...มาสิมนุษย์เอ๋ย มนุษย์แสนเหิมเกริม

            ขึ้นมาบนบัลลังก์แห่งนี้แล้วจะฆ่าพวกเจ้าเสีย...

 

            @@@

 

            และนั่นก็คือทางเดินที่แสงสว่างซึ่งมองเพียงความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวเลือกเดินกลับกันความมืดมองเห็นความเป็นไปได้มากมาย…”

            เจ้าของคำพูดนั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีขาวหันหน้าเข้าหาโต๊ะพลาสติกสีขาวเช่นกัน

            ชายผมยาวหยิกหยอย เรือนผมสีดำ ผิวเข้ม ริมฝีปากหนาแบบชาวต่างชาติ

            อีคริปส์ เจ้าของร้านกาแฟนั่นเอง ตัวจริงของเขาคือมหาเทพที่ชักนำผู้คนจากโลกต่างความเป็นไปได้มาร่วมในสงครามระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าในยุคสมัยนี้

            เวลาดังกล่าวผ่านมาจากวันที่ประกาศอัพเดทตัดเสบียงมาได้สามวัน

            โลกถูกกัดกินไปมากจนไม่หลงเหลือเป็นแผ่นทวีปอีกต่อไป เป็นเหมือนหมู่เกาะที่รอวันจมลงสู่ก้นทะเลแห่งความว่างเปล่า

            ราวกับน้ำท่วมโลกอีกครา

            แต่ไม่มีผู้ที่ได้รับโองการจากพระเจ้าให้ออกมาต่อเรือแล้วกวาดต้อนสิ่งมีชีวิตอย่างละคู่ขึ้นเรือเหมือนในตำนาน

            น้ำที่จะท่วมก็ไม่ใช่น้ำแต่เป็นความว่างเปล่าที่ไม่อาจะต่อต้านและไม่มีเรือใดจะลอยลำเหนือ มฤตยูดำอันเคว้งคว้างนี่ได้

            รวมถึงความล้มเหลวด้วย”

            มหาเทพกำลังคนกาแฟในถ้วยที่เตรียมเอาไว้บนโต๊ะ ข้างๆ นั้นมีแก้วใส่นมสำหรับผสมวางอยู่อีกแก้ว

            เขาทอดสายตาไปยังอีกฟาก ในสถานที่ที่ความว่างเปล่ายังคืบคลานไปไม่ถึง

            ท่ามกลางซากปรักหักพังของเมืองซึ่งไม่รู้ว่าเป็นที่ไหนแล้วเพราะโลกถูกความว่างเปล่ากลืนกินไปมากจนแผ่นดินเปลี่ยนรูปร่างไปจากเดิม

            แฟรนเซียมยืนอยู่ที่นั่นและกำลังดูดกลืนเครื่องทำสวนสามเครื่องด้วยกัน

            อสรพิษจักรกลซึ่งมีครีบและเหงือกดั่งมัจฉา ผู้ไหลเวียนแห่งสวนศักดิ์สิทธิ์ เวโนมาชาร์ (Venomarchar)

            จักรกลรูปแพะมีเขายายโง้งวนไปข้างหลัง มีปุยเมฆสีขาวบริสุทธิ์ห่อหุ้มลำตัวคล้ายขนแกะ ผู้ขับกล่อมแห่งสวนศักดิ์สิทธิ์ เอกาพริลุสซาร์ ( Aegaprilusar)

            จักรกลรูปร่างเหมือนวัว แต่มีโหนกหน้าผากกับเขายาวโง้งเหมือนกระทิง ผู้เหยียบย่ำวัชพืช เมยอกซาร์ (Mayoxar)

 

            ทั้งสามเครื่องออกอาละวาดจากสถานที่ซึ่งอยู่ห่างกันหลายพันกิโลเมตรจนกระทั่งมาบรรจบกันที่นี่ ระหว่างทางกวาดล้างมนุษย์ไปมากมายแล้วก็มาเจอแฟรนเซียมที่กำลังออกล่าเครื่องทำสวนศักดิ์สิทธิ์

            การกลืนกินในครั้งนี้ทำให้มีเครื่องทำสวน 6 เครื่องที่ถูกกลืนกินเข้าไปซึ่งถ้ารวมกับอีก 3 เครื่องที่พังไปก่อนแต่เขาใส่พลังในส่วนของสามเครื่องนั้นไปให้ตอนที่ทำให้ อาซีดาฮากา กลายเป็น อหุราคา แล้วเท่ากับว่า แฟรนเซียมจะมีพลังเทียบเท่าเครื่องทำสวน 9 เครื่องด้วยกัน

            จุดที่มหาเทพตั้งโต๊ะชงกาแฟนั้นอยู่ห่างออกมาโดยมีความว่างเปล่าเป็นเส้นแบ่งกั้นราวกับแม่น้ำสายใหญ่ เป็นแผ่นดินเพียงส่วนน้อยที่กว้างพอแค่ขยับตัวไปมาบนเก้าอี้เท่านั้นและทางก็ทอดยาวไปอีกเล็กน้อย

            ที่นั่นมีเด็กสาวคนหนึ่งนั่งทรุดเข่าอยู่กับพื้น

            เด็กสาวเนื้อตัวมอมแมมและหิวโหยจดจ้องมาทางนี้ด้วยสายตาวิงวอนเหมือนอยากจะขอความช่วยเหลือ เพราะการอัพเดทของเกมโลกาวินาศในครั้งที่ผ่านมาได้ตัดเสบียงของมนุษย์ไปจนหมด

            ดังนั้นเด็กสาวจึงต้องผ่านช่วงเวลาอันโหดร้ายของการแก่งแย่งเสบียงที่เหลืออยู่จากฝูงมนุษย์ที่เคยอยู่ร่วมกันมา

            ทุกคนพุ่งใส่กันด้วยความโมโห ปล้นฆ่าและแย่งชิงของกิน

            ฆ่ากระทั่งคนที่เคยช่วยเหลือกันมาตลอดเวลาสี่ปีที่โลกล่มสลายได้อย่างง่ายดาย

            ถึงขั้นกินกันเองก็มี เธอรอดจากช่วงเวลานั้นมาได้ด้วยการซ่อนตัวจนกระทั่งเครื่องทำสวนมาถึงที่แห่งนี้และนำความว่างเปล่ามา

            ไม่มีใครเหลือรอดอีก เหลือเพียงแค่เธอคนเดียว

            นั่นคืออดีตของเด็กสาวที่มองเห็นได้จากการจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเธอ ด้วยอำนาจแห่งเทพที่เขามีจึงรับรู้ได้จนถึงต้นกำเนิด

            มองทะลุไปถึงอดีตของเธอ

            เด็กสาวผู้น่าสงสารที่ในโลกก่อนการล่มสลายต้องพิการดวงตา

            เธอเฝ้าภาวนาอยากจะมองเห็นแสงสว่างอีกครั้ง ปรารถนาจะมองเห็นโลกอันเน่าเฟะที่เธอคิดว่ามันงดงามด้วยความเดียงสา

            ข้าจะทำให้เจ้าสมปรารถนา”

            มหาเทพพูดกับตัวตนในอดีตของเด็กสาว

            เขียนทับอดีตของเด็กสาวจากปัจจุบัน ทำให้เธอระลึกความด้วยเนื้อเรื่องที่ถูกเขียนทับลงไปใหม่

            อะ...

            เด็กสาวครางแล้วเม้มริมฝีปากแน่น

            เธอได้รับสัญญาที่จะทำให้ดวงตากลับมามองเห็นอีกครั้ง ซึ่งเธอได้พรตามนั้นเพราะอมฤตที่ตกลงมาได้เยียวยาความพิการของเธอแล้วก็...

            ไม่...ไม่ใช่แบบนี้”

            เด็กสาวพยายามจะกรีดร้องแต่ไม่เรี่ยวแรงพอเธอได้แต่กุมขมับอย่างทรมาน

            ทรมานเพราะความนึกคิดเป็นพิษ

            ทรมานเพราะคิดว่าที่โลกล่มสลาย ผู้คนมากมายต้องตายเป็นเพราะความเอาแต่ใจของเธอ

            มหาเทพมองดูเหยื่อที่ดิ้นรนทรมานเพราะความรู้สึกผิดบาปแล้วยิ้มกระหยิ่ม

            ใช่ ความปรารถนาของเจ้าทำให้สวนแห่งนี้งดงาม”

            พอพูดออกไปแบบนั้น

            เด็กสาวที่ได้ยินเช่นนั้นก็เค้นแรงทั้งหมดที่มีเหลืออยู่ในร่างออกมาเพื่อระบายความผิดบาปที่รับไม่ไหวออกไป เพราะหวังจะได้ลดทอนความทรมานของตัวเอง

            ม่ายย!!!”

            เด็กสาวกรีดร้องพร้อมกับเดินถอยห่างออกไป เธอไม่ได้ระวังว่าข้างหลังมีอะไรอยู่แล้วก้าวเท้าจมลงไปในความมืดอันว่างเปล่าที่กำลังกัดกินโลก

            ฉ....ฉัน”

            ความว่างเปล่ายึดจับขาของเด็กสาวแล้วเริ่มกลืนกิน

            ตัวตน ความทรงจำ ประวัติศาสตร์

            การมีอยู่ของเธอถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่า ไม่มีใครที่จดจำเด็กสาวคนนี้ได้อีกทั้งในปัจจุบันและอนาคตจากนี้ไป

            ฉันเป็นใครกัน”

            รวมถึงตัวเธอเองก็จะลืมไปด้วยเช่นกัน ลืมเลือนไปว่าเคยมีตัวตนอยู่บนสวนแห่งนี้ ความว่างเปล่ากลืนเด็กสาวเข้าไปจนหมดแล้วคืบคลานต่อไป

            มหาเทพสูดลมหายใจแล้วผ่อนออก ความรู้สึกเมื่อครู่นั้นชวนให้ระทึกใจไม่น้อย

            ยามที่มนุษย์รับเอาความหวังและความสิ้นหวังไว้ในตัวจนกระทั่งถูกกลืนกินโดยความว่างเปล่านั้น

            เป็นความรื่นรมย์

            เป็นนโยบาย

            เป็นกฎของโลกที่สร้างขึ้นมา

            มหาเทพยกถ้วยกาแฟที่คนอยู่จนถึงเมื่อครู่เทใส่อีกแก้วที่รินนมไว้ครึ่งหนึ่ง เป็นการทำสลับกันอย่างจงใจ จากที่ควรจะเทนมใส่กาแฟ นั่นเพราะอยากได้ความรู้สึกที่พิเศษ

            ความรู้สึกที่เหมือนกับความมืดกำลังกลืนกินแสงสว่าง ความหวังเปลี่ยนเป้นความสิ้นหวัง

            และกลายเป็นความว่างเปล่าในตอนสุดท้าย

            กาแฟสีดำค่อยๆ อาบย้อมน้ำนมสีขาว จากนั้นก็ใส่ช้อนลงไปคนจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว

            เขายกมันขึ้นมาสูดดมกลิ่นคาเฟอีนที่ลอยโชยขึ้นมา

            กลิ่นหอมหวานที่ช่วยกระตุ้นให้ประสาททำงานดีขึ้น

            กลิ่นแห่งความพินาศที่รอจะอาบย้อมทุกสรรพสิ่ง

            แล้วกระดกแก้วดื่มจนหมด

            หอมหวานจริงๆ ความว่างเปล่าเอ๋ย เจ้ายังคงเป็นเบลนด์ที่ถูกใจข้าอยู่เช่นเคย”

 

***อาทิตย์นี้ลงสองตอนนะครับ เท่ากับมีอีกตอนวันศุกร์นี้ ตอนแรกว่าจะลงสามตอนแหละแต่เวลากระชั้นชิดเกินตอนที่เขียนพล็อตเสร็จก็ล่วงมาวันจันทร์เข้าไปแล้วยังไม่ได้ปั่นต้นฉบับเลย TwT แอ่ววว***

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น