Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 221 : Login 218: การเดินทางครั้งสุดท้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 129
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    1 เม.ย. 61

Login 218: การเดินทางครั้งสุดท้าย

 

            ย้อนกลับมายังช่วงเวลาปัจจุบัน

            อิงศรและพวกพ้องได้รับข้อมูลของ ฟาวเดชั่นอีองค์กรผู้อยู่เบื้องหลัง เมตไตรยและอารย-สนธยาจากปากของราชครูมนุษย์ต่างดาวลำดับที่สามรูบิเดียม

            แล้วก็...

            สิงห์ ธุวดารกะ ได้ตายไปตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ 12 ปีก่อนที่มีการทดลองแอพพลิเคชั่นปีศาจที่จัดขึ้นโดยพวกเทวทูตที่บงการเมตไตรย

            ส่วนราชามนุษย์ต่างดาวแฟรนเซียมก็เป็น สิงห์ ธุวดารกะ ในโลกอนาคต โลกในอีกความเป็นไปได้หนึ่งที่มนุษย์กลายเป็นมนุษย์ต่างดาว   นั่นคือข้อมูลทั้งหมดที่อิงศรสรุปออกมาได้

            รูบิเดียมพูด

            เดิมทีที่พวกเราเรียกตัวเองว่ามนุษย์ต่างดาวก็เป็นสิ่งที่กำหนดมาจากฟาวเดชั่นอีเหมือนกันเจ้าพวกนั้นเป็นคนหนุนหลังมาโดยตลอดเป็นองค์กรที่มีปริศนาทั้งจำนวนสมาชิกที่ไม่รู้ว่ามีกันอยู่กี่คน ขนาดขององค์กรใหญ่แค่ไหน ไม่มีใครรู้เลย แต่ที่แน่ๆ แฟรนเซียมมาจากองค์กรนั่นเพราะว่าสิงห์ ธุวดารกะน่ะตายไปแล้วตั้งแต่ตอนที่มีการทดลองเดม่อนแอพรุ่นทดลองแล้วเกิดผิดพลาด

            อิงศรพูด

            พูดซะอย่างกะจะโบ้ยความผิดทั้งหมดให้เจ้าพวกนั้นเลยรึไง

            ถ้าเป็นแบบนั้นพวกนายก็คงทำใจร่วมมือกับฉันได้ง่ายกว่าจริงไหมล่ะ

            ”…”

            อิงศรจ้องอีกฝ่ายเขม็ง

            ไม่รู้ว่าที่พูดเมื่อกี้พูดจริงหรือพูดเล่น หล่อนเป็นคนช่างประชดประชันหากดูจากวิธีการพูดตอนที่เป็นกุมภา ธุวดารกะและตอนที่เป็นรูบิเดียมนี่ก็เหมือนกันไม่มีผิด

            ถ้าอย่างนั้นลองซักต่ออีกซักคำถามก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเชื่ออีกฝ่ายแล้วรับข้อเสนออีกที

            แต่อิงศรรู้ว่านั่นมันเป็นไปไม่ได้

            จนถึงตอนนี้รอบเกาะถูกปิดล้อมด้วยกองยานที่รูบิเดียมนำมา

            ฟังจากเสียงเครื่องยนต์ที่ดังแว่วมาแล้วคงมีไม่ต่ำกว่าสิบ ถึงทางนี้จะมีซีเซียมที่อันดับสูงกว่าอีกฝ่ายแต่ถ้าต้องปะทะกันยังไงก็ต้องมีคนตาย

            ตัวเขาในตอนนี้ไม่อยากจะสูญเสียพวกพ้องไปแม้แต่คนเดียวนับเป็นความอ่อนแอที่ทำให้อำนาจต่อรองหมดไปโดยสิ้นเชิง แล้วถึงจะแกล้งทำเป็นว่าตัวเองสามารถยอมเสียได้ทุกอย่างแล้วทำตัวมีอำนาจต่อรองกับอีกฝ่ายก็คงจะถูกมองออกในทันที        

            แต่ว่าฟาวเดชั่นอีคงไม่ใช่ปัญหาเพราะเป้าหมายเดิมของพวกนายคือการย้อนกลับไปใช่ไหมล่ะถ้าอย่างนั้นการแก้ไขปัญหาก็คงจะรวมถึงการใช้พลังของแอดมินิสเทรเตอร์เขียนแก้กลไกของโลกไม่ให้เดินกลับมาทางนี้อีกถ้าเป็นแบบนั้นฟาวเดชั่นอีก็น่าจะหายไปตามกลไกการแก้ไขของพวกนาย สำหรับฉันน่ะขอแค่โลกไม่หายไปก็พอแล้ว

            รูบิเดียมกล่าว

            หล่อนรู้เป้าหมายของพวกเขาแล้วยังรู้กระทั่งวิธีการทั้งที่ตัวเขาเองยังไม่รู้ โดยที่ตั้งใจว่าจะถามซีลอร์ดอีกทีเลยด้วยซ้ำ

            ซีลอร์ดเล่าให้ฟังกระทั่งเรื่องแบบนั้นด้วยเรอะ

            แค่บอกมาว่านายตั้งใจจะย้อนกลับไป แค่นั้นก็คาดเดาความคิดแบบเด็กๆ ของนายออกแล้วล่ะ เราอยู่ด้วยกันตั้งเป็นเดือนๆ เลยนี่เมื่อสามปีก่อนน่ะ

            เรื่องที่เป็นกังวลมันไม่ใช่ระวังตัวแจเกินเหตุจริงๆ นั่นแหละ

            รูบิเดียมอ่านพวกเขาออกหมดแถมยังรู้วิธีการมากกว่าพวกเขาเสียอีก

            ความทรงจำของสีดาในหัวฉันน่ะมันเน่าหายไปหมดแล้วล่ะฉันเลิกเล่นเป็นพระรามแล้ว

            พอพูดไปแบบนั้นรูบิเดียมก็ชี้ข้ามไหล่เขาไปยังพวกพ้องที่อยู่ด้านหลัง

            อิงศรรับรู้ได้ถึงอารมณ์อันคุกรุ่นที่แผ่ลงบนแผ่นหลัง

            แต่ดูเหมือนพวกข้างหลังนั่นจะยังลืมกันไม่ลงนะ

            พอเหลือบสายตาไปตามที่รูบิเดียมว่าก็มองเห็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ

            พวกเด็กกำพร้าทั้งห้าคนกำลังแสดงสีหน้าไปต่างๆ นานา แต่โดยรวมก็คือฟูที่ทำหน้ามุ่ยข่มความโกรธอยู่นั่นแหละเข้าใจได้ง่ายที่สุด

            พี่สีดาน่ะเป็นแค่เรื่องโกหกสินะ

            น้ำเสียงของฟูสั่นกลั้วไปด้วยความเสียใจ เสียใจที่โดนหักหลัง

            การที่รูบิเดียมยกเรื่องนั้นขึ้นมาพูดมันทำให้การเจรจามีแต่จะแย่ขึ้นจนไม่รู้แล้วว่าหล่อนตั้งใจจะมาทำอะไรกันแน่

            ดังนั้นคงต้องตักเตือนอีกฝ่ายรวมถึงจะเป็นการช่วยดึงสติพวกพ้องกลับมาไปในตัว

            ถ้าตั้งใจจะมาญาติดีก็อย่าหาเรื่องทะเลาะสิเฟ้ย

            โทษทีละกันมันติดเป็นนิสัยน่ะ

            อีกฝ่ายยักไหล่ไปด้วยท่าทางแบบนั้นมันจะยิ่งทำให้แย่ลงไปอีกไม่ใช่เหรอ ขืนคุยกันต่อไปแบบนี้คงมีแต่พังเท่านั้น

            ตอนนั้นเอง มีนาก็

            แหมๆๆ พอเห็นเด็กหนุ่มหัวฟัดหัวเหวี่ยงแล้วมันรู้สึกกระชุ่มกระชวยดีสินะคะพี่กุมภาก็เห็นชอบแหย่เมษาเล่นบ่อยๆ นิสัยฉันเองก็ติดมาจากใครก็ไม่รู้เน้อ อะฮะฮะ

            หล่อนพูดเสียงหวานแล้วหัวเราะปิดท้ายอย่างน่าหมันไส้

            “…”

            ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแต่รูบิเดียมถึงกับหยุดต่อล้อต่อเถียงทันที

            ไอ้การพูดล้อเล่นแบบนั้นใช้ได้ผลกับยัยนี่ด้วยเรอะ

            แล้วตกลงว่ายังไง

            ดูเหมือนจะถามว่าพวกเขาจะรับข้อเสนอรึเปล่า

            รูบิเดียมยังคงน่าสงสัยเกินไปจริงๆ แต่ว่า

            อิงศรหันกลับไปมองทุกคน จากอารมณ์ของพวกพ้องในตอนนี้ไม่คิดว่าจะมีใครตอบรับคำเชิญชวนของรูบิเดียมหรอก แต่หล่อนเป็นหนทางเดียวที่จะไปสู่เป้าหมายของพวกเขาได้อย่างไรก็ต้องร่วมมือกับหล่อนถึงแม้จะเป็นกับดักก็ตาม

            ดังนั้นอิงศรจึงยืนยันกับทุกคนอีกครั้ง

            ทุกคนฟังฉันหน่อย

            สายตาของพวกพ้องจับจ้องมา มันพูดยากจริงๆ ที่จะขอความร่วมมือ

            ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าที่ผ่านๆ มาเมื่อเขาพูดหรือเสนออะไรทุกคนจะทำตามอย่างสมัครใจแต่ว่านั่นเพราะเป็นเรื่องที่ต้องทำ เพราะเกี่ยวเนื่องกับชีวิตในสถานการณ์ที่คับขันแต่คราวนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของตัวเองว่าการร่วมมือกับรูบิเดียมคือหนทางที่เร็วที่สุดที่จะช่วยโลกใบนี้ได้

            แต่ว่ามันยังมีทางเลือกอื่นที่ไม่ต้องฝืนใจทุกคนเพื่อไปกับรูบิเดียมถ้าเจ้าพวกนี้เลือกทางแบบนั้นเขาก็พร้อมจะติดตามทุกคนไปเหมือนกัน จะให้ซีเซียมช่วยถ่วงเวลาแล้วก็หนีไปด้วยกันทั้งหมด

            แผนน่ะมีอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะทำให้เรื่องมันง่ายเอาไว้ก่อน

            เคยถามไปแล้วก็จริงแต่จะขอถามอีกครั้งนะ ตอนนี้ทั้งเมตไตรย ทั้งอารย-สนธยา ก็ไม่มีอีกแล้วถึงจะเหมือนทำตัวสูงส่งเป็นฮีโร่ไปหน่อยแต่ไม่มีใครอื่นจะช่วยโลกได้นอกจากพวกเราแล้วล่ะ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดเพราะไม่รู้ว่าจะต้องใบ้เวลานานแค่ไหนดังนั้นถ้าจะร่วมมือกับรูบิเดียมพวกนายคิดกันอย่างไงบ้างล่ะ

            ความเงียบบังเกิดขึ้นในทันทีและถึงจะยังไม่มีใครเอ่ย ปาก ปรึกษากันเขาก็

            ถ้าใครไม่อยากมาด้วยก็ให้บอกออกมา ไม่ต้องห่วงฉันไม่ทิ้งไว้หรอกจะพาไปด้วยกันนี่แหละแต่จุดที่ต้องเสี่ยงอันตรายถึงจะมีแค่ฉันคนเดียวก็จะเข้าไปเองเพราะงั้นถ้าไม่อยากล่ะก็ให้…”

            แต่มีนาก็พูดขัดขึ้นมา

            แหม คำถามแบบนี้ยังต้องถามอีกเหรอคะไม่ตามคุณอิงศรไปโลกก็แตกอยู่ดีคงต้องเลยตามเลยแล้วล่ะค่ะ

            จากนั้นนรินทร์ก็เสริมมาว่า

            ผมก็จะไปด้วย ก็ตัดสินใจแล้วว่าจากนี้ไปเหตุผลที่จะมีชีวิตคืออิงศรนี่นาแล้วก็เพื่อแก้ไขไม่ให้อารย-สนธยาเดินทางผิดด้วย

            จากนั้น ฟู มิกซ์ พลอย นิว เน็กส์ก็

            พวกเราก็จะไปด้วย

            กวินทร์พูด

            ไม่เกี่ยงอยู่แล้วครับถ้าพี่ศรว่าดียังไงก็ว่าตาม

            เมษาพูด

            ก็นะ พี่กุมภาคนนั้นลงทุนมาขอร้องเองไม่ตอบรับคงไม่ได้

            แล้วยิ้มเยาะใส่รูบิเดียม แต่เจ้าหล่อนก็ทำเป็นเมินๆ ไป

            อิงศรมองไปที่พวกราชครูโดยที่ไม่ต้องออกปาก โพแทสเซียมก็จับมือลิเธียมแล้วตอบกลับมาทันที

            ยังไงก็ต้องกระเต็งกันไปอยู่แล้วนี่เน้อ~ ถึงซุงลูลู่จะน่าสงสัยก็เถอะแต่โดนล้อมแบบนี้คงหนีไปไหนไม่ได้อยู่ดี

            งั้นซีเซียมนายล่ะจะว่ายังไง

            ราชครูผู้มีใบหน้าเหมือนตัวเองหลบสายตาชักสีหน้าเล็กน้อยแต่ก็ตอบตกลง

            ก็เป็นคำขอร้องจากไฮโดรเจนด้วยว่าให้ช่วยพวกนายนี่นะแล้วก็...

            ซีเซียมเปลี่ยนสีหน้าพร้อมกับยิ้มอย่างอวดดี

            ฉันเป็นฮีโร่เพราะงั้นก็ต้องทำตัวเป็นฮีโร่อยู่แล้วจริงไหมล่ะ

            นั่นคือคำตอบว่าจะไปด้วยอย่างนั้นสินะ

            ตอนนี้คนเดียวที่ยังไม่ออกความเห็น

            อิงศรมองไปยังน้องชายที่นิ่งเงียบมาได้ซักพักแล้ว

            “…”

            มิ่งขวัญไม่ได้ตอบอะไรแค่พยักหน้า แค่นั้นก็รู้เรื่องแล้ว

            ดูเหมือนว่าความต้องการที่จะตอบสนองเขาจะมีมากกว่าความรู้โกรธแค้นเคืองรูบิเดียมหรือไม่ก็แม้แต่การตัดสินใจในตอนนี้ เส้นทางนี้คือทางเลือกที่ดีที่สุดซึ่งทุกคนคิดเป็นอย่างเดียวกัน

            โลกเหลือเวลาไม่มากแล้วอีกแค่ยี่สิบวันเท่านั้นถ้ามัวแต่เอ้อระเหยก็จะสายเกินแก้

            อิงศรหันกลับไปพูดกับรูบิเดียม

            ถ้างั้นก็มาสรุปเรื่องที่เราต้องทำเพื่อช่วยโลกกันก่อนเลยเถอะ

            ขอบใจที่ได้ยินนายพูดแบบนั้นนะ ถ้างั้นไปขึ้นยานก่อนเราจะคุยกันที่นั่น

 

            ครู่ต่อมาก็มียานบินลำหนึ่งขนาดพอๆ กับรถบรรทุกเห็นจะได้บินข้ามหัวพวกเขาไปลงจอดที่ชายหาด

            รูบิเดียมเดินนำพวกเขามาจนถึงยานรูปทรงสามเหลี่ยมสีดำทั้งลำยื่นขาตั้งโลหะออกมาจากมุมทั้งสามใต้ท้องยาน

            พวกเขาถูกสั่งให้รอก่อนแล้วรูบิเดียวก็เขยิบเข้าไปใกล้กับตัวยาน ทำท่าเหมือนส่งสัญญาณมือ แล้วใต้ท้องยานก็แหวกออกมีแท่นบันไดยื่นลงมา

            หล่อนหันกลับมาเรียกพวกเขา

            ขึ้นมาสิอาจจะคับแคบไปหน่อยแต่เราจะไปเปลี่ยนเครื่องกันที่ดอนเมืองอีกที

            แล้วก้าวขึ้นแท่นบันไดเข้าในยาน

            อิงศรกับพวกพ้องเดินตามขึ้นไป ทันทีที่เข้ามาข้างใน

            ก้นับเป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามาเห็นภายในยานของพวกมนุษย์ต่างดาว

            รอบด้านกลายเป็นมืดสนิทเพราะผนังห้องสีดำท่านั้นที่ไม่มีการตกแต่งใดๆ

            เป็นเพียงสีดำเรียบๆ เท่านั้น

            มีเพียงแสงไฟดวงเล็กๆ บนเพดานที่คอยให้ความสว่างจนพอมองเห็นภายในตัวยาน

            เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม ห้องเครื่องอยู่ใกล้กับห้องโดยสารพอสมควรคงเพราะไม่ได้เป็นยานลำเลียงโดยเฉพาะภายในจึงมีพื้นที่ค่อนข้างคับแคบ เป็นทางเดินที่มีเก้าอี้ติดตั้งไว้เพียงฝั่งเดียวทอดยาวไปจนสุดผนังด้านใน แล้วด้านบนสุดก็มีกระจกหน้าต่างที่มองเห็นห้องนักบิน มีมนุษย์ต่างดาวตนหนึ่งเป็นผู้ควบคุม

            แล้วบนเก้าอี้ติดผนังก็มีผู้โดยสารนั่งรออยู่ก่อนแล้วถึงสามคน

            คนหนึ่งคอกรกฎ ธุวดารกะ อีกสองคนเป็นเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิง

            เด็กชายคนนั้นสวมเครื่องแบบกองกำลังแซดเหมือนที่พวกเขาสวมและมีหูสุนัข

            อิงศรเรียกเด็กคนนั้น

            โดโกบาร์...

            พวกพ้องที่ตามขึ้นมากันหมดแล้วพอได้ยินเสียงเขาก็กุลีกุจอกันเบียดตัวแทรกเข้ามาดูว่าเขากำลังคุยกับใคร

            โดโกบาร์หันมาแล้วพูด

            มีอะไรมนุษย์ผู้ถูกฟันเฟืองเลือก

            ไม่ได้ถูกเรียกแบบนั้นมานานแค่ไหนกันแล้วนะ

            แต่ว่าการที่โดโกบาร์มาอยู่ที่นี่ก็แสดงว่ารูบิเดียมไม่ได้โกหก เรื่องที่จะร่วมมือกับพวกเขา

            ไหนบอกว่าการหาที่ตั้งของบาเบลเป็นบททดสอบของพวกฉันไงหรือเปลี่ยนใจแล้ว

            สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว

            สถานการณ์หมายความว่ายังไง

            ท่าทางจะมีเรื่องมากกว่าที่คิดเอาไว้ซะอีก บางทีการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาซึ่งติดเกาะมาห้าวันอาจจะเป็นเรื่องร้ายแรงถึงกับทำให้รูบิเดียมยอมมาช่วยเหลือแบบนี้จะเป็นเรื่องอะไรกันนะ

            โดโกบาร์พูดต่อ

            เมื่อสี่วันก่อนมันหายไปน่ะสิ

            อะไรหาย

            แต่แล้วเด็กผู้หญิงซึ่งแต่งกายด้วยเครื่องแบบของมนุษย์ต่างดาวและนั่งอยู่เคียงข้างโดโกบาร์ก็พูดแทรกมา

            ก็เครื่องทำสวนน่ะซี้

            อิงศรจ้องเขม็งไปที่เด็กหญิงแล้วพิจารณา

            เธอสวมเครื่องแบบมนุษย์ต่างดาวชั้นศิษย์ก็จริงแต่เส้นผมกลับดูเหมือนสีเทามากกว่าจะเป็นสีเงินแบบพวกมนุษย์ต่างดาวทั่วไปแล้วก็ไม่มีหน้าจอแสดงพลังชีวิตกับชื่อด้วย

            ยิ่งไปกว่านั้นที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นมนุษย์ต่างดาวอายุน้อยขนาดนี้มาก่อนเธอดูเด็กกว่านิวที่เด็กที่สุดในกลุ่มพวกเขา ดูจะอ่อนปีกว่าโดโกบาร์ที่อยู่ในร่างเด็กเสียด้วยซ้ำ

            ดังนั้นจึงสรุปว่าไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวแต่แค่เอาเครื่องแบบมาสวมเท่านั้นแล้วการที่หล่อนมาอยู่กับโดโกบาร์ก็เป็นไปได้ว่า...

            นั่นใครน่ะ

            อิงศรถามแล้วชี้ไปที่เด็กหญิง

            ผู้กัดแทะวัชพืชแห่งสวนศักดิ์สิทธิ์ จูเนอร์มินาร์ (Junerminar)

            อย่างที่คิดไว้เลย เธอก็เป็นเครื่องทำสวนด้วย

            จูเนอร์มินาร์พูดต่อจากที่ค้างไว้

            หายวับไปเลยล่ะแถมยังหายกันต่อเนื่องเลยด้วยยังกับมีตัวอะไรไล่ล่าพวกเราอยู่


***ลงเลทไปสองวันเต็มๆ เลยรอบนี้ TwT พอดีติดเชงเม้ง เลยไม่ได้ปั่นรัวๆ เลยฮะ แล้วก็อาทิตย์หน้างดหนึ่งอาทิตย์นะครับ เนื่องจากจะวางเนมไปจนถึงตอนอวสานเลย อย่างที่ได้บอกไปว่าเรื่องนี้จะจบลงในเดือนเมษาครับ(ไม่ได้เอพริลฟูลเดย์เน่อ) เท่ากับว่าเราได้เดินทางมาถึงจุดสุดท้ายของเรื่องกันแล้วจะเป้นยังไงก็ติดตามกันต่อไปนะครับ***

           

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น