Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 22 : Login 20 : ค่าตอบแทนของความเชื่อใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,102
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 56 ครั้ง
    1 ก.ย. 59

 Login 20 : ค่าตอบแทนของความเชื่อใจ


            เหตุการณ์ทั้งหมดสะท้อนบนกล้องส่องทางไกลของมีนา ที่อิงศรหยิบติดมือมาจากรถ

            ตอนนี้ยืนสังเกตการณ์อยู่บนสะพานข้ามแม่น้ำที่พาดผ่านสวนสาธารณะ


            "เสริมพลังด้วยพาสซีฟสกิลเป็นหลักไม่พึ่งพาอาวุธหรือเครื่องป้องกัน จู่โจมด้วยทักษะกายภาพแล้วใช้ทักษะเวทมนต์เสริม แถมยังใช้  ซุสนัคเคิลที่เป็นสกิลมือเปล่าของอาชีพเวพ่อนเอนแชนท์เตอร์ได้ด้วยอย่างนั้นสินะ บิลด์คลาสวอยด์เป็นงี้นี่เอง"

            อิงศรสรุปบิลด์คลาสของเมษาตามความเข้าใจหลังจากสังเกตการณ์อยู่นาน ก็ทำให้เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น

            "ท่าทางว่าที่วางเอาไว้ก่อนหน้านี้จะผิดหมดเลยนะนั่น"

            พลางคิดไปว่าแผนการจัดวางตำแหน่งในทีมต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่เกือบทั้งหมด

           เมื่อได้เห็นสกิลของมีนากับเมษาแล้ว แผนการใหม่ก็ผุดขึ้นมาไม่หยุด 

           เพราะทั้งสองต่างก็มีความสามารถที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน เอามาพลิกแพลงได้หลากหลาย แต่อย่างไรเสียถ้าทำให้เชื่อฟังไม่ได้ต่อให้แผนการณ์มีมากเท่าไหร่ก็ไร้ความหมาย

            ระหว่างที่ปล่อยให้ความคิดแล่นไปเรื่อยๆ ก็พลันนึกถึงคำเตือนของเมล์

            “แต่ก่อนจะคิดเรื่องทำให้เชื่องคงต้องหาทางขุนให้รอดก่อนสินะ

            พึมพำออกมาอย่างนั้นแล้วเปิดเมลล์ตัวจับเวลาตาย ดูรูปถ่ายยามสิ้นชีพของทั้งสามอีกครั้ง


            ....ในภาพทั้งสามคนนอนจมอยู่ในกองเลือดที่ดูมากเกินกว่าจะเป็นเลือดของคนสามคน อีกทั้งน้ำเลือดก็ดูใสไม่ข้นเหมือนอย่างที่เลือดควรจะเป็น มันเหมือนกับแอ่งน้ำที่เลือดไหลลงไปผสมเสียมากกว่า

             วิเคราะห์ได้ดังนั้น ก็ส่องกล้องมองหาพื้นที่ๆ น่าจะเข้าข่าย

            พื้นที่ชุ่มน้ำ แอ่งน้ำ สถานที่ที่มีน้ำขัง

           แต่ก็หาที่แบบนั้นในสวนสาธารณะไม่เจอ หรือบางทีทั้งสามคนอาจจะไม่ได้ตายในสวนแห่งนี้

            อย่างไรก็ตามเวลาที่เหลืออยู่ก่อนจะเป็นไปตามภาพเหลืออีกเพียงสิบห้านาที แต่ทั้งสามยังต่อสู้อยู่ ดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็นที่อื่นไปได้

 

            ตอนนั้นเองฟ้าก็ร้องดัง ครืนๆ

            อิงศรดึงกล้องส่องทางไกลออกแล้วแหงนหน้ามองท้องฟ้า

            มีเค้าของเมฆฝนตั้งมาแต่ไกล เมื่อประเมินจากแรงของลมแล้วคงจะถูกพัดมาตกที่นี่ในอีกไม่กี่นาที

            สภาพอากาศทำให้คิดถึงคำเหล่านี้

            ฝน...แอ่งน้ำ...น้ำขัง            

            “แอ่งน้ำขังเกิดจากฝนนี่เอง

            จากนั้นก็ใช้กล้องส่องหาสถานที่ที่จะเกิดแอ่งน้ำขังตามในรูปภาพ และหาเจอในที่สุด

            เป็นลานซีเมนต์ที่ยุบตัวลงไปเหมือนแอ่งก้นกระทะตั้งอยู่ในสวนเด็กเล่น รายล้อมไปด้วยเครื่องเล่นชนิดต่างๆ

            แต่เดิมคงเป็นบ่อเล่นทรายสำหรับเด็ก แต่ก็ขนทรายออกไปจนหมด ทำให้มองเห็นตะแกรงระบายน้ำติดอยู่ตรงก้นแอ่ง ดูแล้วน่าจะระบายน้ำได้ไม่ดี นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มันถูกยกเลิกการเป็นบ่อทราย เพราะทรายคงจะลอยน้ำจนไหลออกนอกบ่อ

            ถ้าเป็นที่นี่ก็จะเกิดเหตุการณ์ตามภาพได้แล้วก็มั่นใจยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อส่องกล้องเจอมนุษย์ต่างดาวชั้นศิษย์กระจายตัวกันอยู่ในแนวต้นไม้รอบๆ บริเวณนั้น เป็นไปได้มากว่าจะมีกับดักหรืออะไรบางอย่างวางเอาไว้

            อิงศรหันกล้องกลับไปดูพวกเมษา ซึ่งยังคงต่อสู้อยู่เหมือนเดิม รูปการณ์กำลังได้เปรียบศัตรู

            ความได้เปรียบนั้นเกิดขึ้นจากการที่มนุษย์ต่างดาวชั้นครูเพิกเฉยไม่ออกคำสั่งกับพวกลูกน้อง จนน่าสงสัย...

            น่าสงสัยว่าข้อสันนิษฐานของเขาจะถูก มีการวางกับดักที่บ่อทรายนั่นจริงๆ

            อิงศรเปิดหน้าจอ Inventory แล้วตรวจสอบของที่ใช้ติดตั้งกับดักพลางพึมพำไปว่า

            "ฝ่ายนั้นอาชีพสเปลเลอร์(Speller) สินะ..."

           

 

            สายฝนโปรยปรายลงมาทำให้พื้นดินชุ่มช่ำและแปรสภาพเป็นโคลน

            เมษาไล่ตามมนุษย์ต่างดาวชั้นครูที่จับเด็กเป็นตัวประกันหนีมาจนถึงลานกว้าง

            มีเครื่องเล่นกระจายตั้งอยู่ทั่วทั้งลานแห่งนั้น

            มนุษย์ต่างดาวยืนถัดไปทางด้านหลังของพื้นซีเมนต์ที่ยุบตัวเป็นแอ่งก้นกระทะ ภายในแอ่งเริ่มมีน้ำขังจากฝนที่ตกลงมา

            พุ่มไม้ด้านหลังสั่นไหว มีเสียงแหวกออก

            มีนากับกวินทร์นั่นเอง.. ทั้งสองไล่ตามมาหลังจากเกลี้ยกล่อมแม่ของเด็กได้แล้ว

            เมษาตะโกน

            "ไม่ต้องกลัวนะจะรีบไปช่วยเดี๋ยวนี้แหละ"

            “…”     

            ไม่มีการตอบกลับจากเด็กหญิง เธอถูกทำให้หมดสติไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ บางทีคงจะเป็นระหว่างที่วิ่งไล่ตามกัน มนุษย์ต่างดาวคงทำไปเพื่อให้สะดวกในการหลบหนี

            ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากช่วยเด็กกลับมาให้เร็วที่สุด

            เมษาคิดอย่างนั้นแล้ววิ่งนำออกไปทันที  โดยที่มีนากับกวินทร์วิ่งตามหลังมาติดๆ

            พวกเขาวิ่งข้ามแอ่งที่เคยเป็นบ่อทรายเก่า

            ทันทีที่ก้าวเท้าลงไปในแอ่ง...

 

            มนุษย์ต่างดาวก็แสยะยิ้ม

            "เสร็จข้าล่ะ มหาเวท พันธนาการแห่งอันโดรมิด้า (Andromeda) "

            การร่ายอาคมสัมฤทธิ์ผล พื้นที่พวกเมษายืนอยู่เปล่งแสง

            แสงวาดเป็นข่ายอาคมรูปดาวหกแฉก ปลดปล่อยแรงพันธนาการตรึงเท้าของผู้ที่เหยียบลงบนเขตแดน

 

            "แย่แล้วขยับเท้าไม่ได้เลย"

            กวินทร์พูดเสียงผวา

            "นี่มันผนึกเขตแดนของบิลด์คลาสควินท์เอสเซนท์ (Quintessence) นี่คะ!"

            มีนาพูด

            เขตแดนสำหรับจำกัดการเคลื่อนไหวด้วยพลังแห่งธาตุตั้งชื่อตามเจ้าหญิงในปกรณัมเทพที่ถูกนำไปมัดไว้บนก้อนหินเพื่อสังเวยแด่สัตว์ประหลาดทะเล

             โดยปกติแล้วสกิลนี้ต้องใช้เวลาเตรียมการจึงไม่ใช่ของที่ทำขึ้นมาอย่างปุบปับได้ สรุปก็คือ

            เมษาเดาะลิ้นแล้วพูดว่า

            "ชิ มันจงใจล่อให้พวกเราตามมาติดกับดักที่นี่ตั้งแต่แรกแล้วสิ"

            มนุษย์ต่างดาวได้ยินดังนั้นก็ลำพองในชัยชนะแล้วป่าวประกาศแผนการออกมา

            "ใช่แล้วเจ้าพวกชาวโลกหน้าโง่ ที่ให้พวกแกสู้กับชั้นศิษย์เมื่อกี้ทำให้เห็นรูปแบบการโจมตีหมดแล้วพวกแกน่ะไม่มีการโจมตีระยะไกลสินะ"

            แต่มีนากลับกระซิบขึ้นมาว่า

            "มีสิคะ สเตโกซอมบี้ของฉันโจมตีระยะไกลได้นะ"

            พลางอมยิ้ม เงื้อจอบหมายจะเรียกเนโครดราก้อนออกมา แต่ก็ถูกเมษาห้ามไว้เสียก่อน

            "ไม่ได้นะเดี๋ยวก็โดนเด็กไปด้วยหรอก!"

 

            มนุษย์ต่างดาวตะโกนเรียกพรรคพวกที่ซุ่มรออยู่

            "ออกมากันได้แล้วพวกเรา มาจัดการชาวโลกที่โง่เขลาเหล่านี้กัน"

            แล้วควงไม้เท้าร่ายอาคม

            "มหาพสุธา (Mahapasuta)"

            หินงอกผุดขึ้นมาจากพื้นตรงหน้าความสูงประมาณสิบเมตร จากนั้นหินก็แตกร้าวแล้วระเบิดไปทางด้านหน้า

            เศษหินมากมายกำลังพุ่งตรงเข้ามา

            มีทั้งชิ้นที่เล็กเท่าเข็มแต่ก็แหลมคมราวกับใบมีดพร้อมจะเชือดเฉือนเป้าหมาย

            ส่วนชิ้นที่ใหญ่ถึงจะไม่มีปลายคมกริบแต่หากถูกทุ่มด้วยน้ำหนักอันหาศาลนั่นก็คงจะสลบในทันทีหรือไม่ก็บี้แบนในพริบตา

            จะต้องตายอย่างแน่นอนหากรับเอาการโจมตีนี้เข้าไป

            เลือดจำนวนมากจะไหลหลั่งลงในแอ่งเพราะบาดแผลจากคมของเศษหิน

            กระดูกจะแหลกละเอียดเพราะ ถูกชน ถูกทับ ด้วยหินอันหนักหน่วง

            หนทางรอดมีแต่ต้องหลบเท่านั้น

            แต่เท้ากลับไม่สามารถขยับได้

 

            มาได้แค่นี้เรอะ...

            เมษาตัดสินใจออกมาในเสี้ยววินาที

            "พวกนายน่ะป้องกันหัวไว้แล้วมาหลบข้างหลังชั้นซะ"

            มีนาตกใจกับการตัดสินใจนั้น

            "แต่ว่าแบบนั้นมัน..."

            จากนั้นกวินทร์ก็พูดว่า

            "พี่เมษาก็โดนคนเดียวเลยน่ะสิครับ"

            ทั้งสองต่างมีสีหน้าตื่นตระหนก

            ...แต่ไม่มีเวลามามัวซาบซึ้งกับมิตรภาพเล็กน้อยอีกแล้ว

            เมษากอดคอทั้งสองคนแล้วกดให้หมอบลง

            "ช่างมันเถอะน่า! ชั้นเป็นคนลากพวกนายมาเพราะงั้นชั้นจะรับผิดชอบเอง"

            พลางเอาตัวกำบังร่างของทั้งสองไว้โดยทำใจที่จะตายเอาไว้แล้ว

            กวินทร์เรียกหน้าจอสำหรับติดต่อขึ้นมาแล้วกดเรียกไปที่อิงศร

            "พี่ศร.."

            แต่เมษากลับพูดแทรกขึ้นว่า

            "อย่าเรียกนะ!"

            แล้วหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตที่ตนประสบเจอมา

 

            ...เขากับมีนาได้เข้าประจำการในกิลด์ขับไล่ผู้รุกราน เซเวียมาหนหนึ่งแล้ว

            ได้ร่วมทีมกับหัวหน้าหน่วยที่ได้รับการไว้วางใจจากคนใหญ่คนโตในกองทัพ

            เป็นชายที่เฉลียวฉลาด มีประวัติเป็นที่กล่าวถึงว่าเป็นผู้รอดชีวิตจากการปะทะกับมนุษย์ต่างดาวชั้นราชครูมาก่อน 

           เป็นคนหนุ่มที่มีแววรุ่ง และได้รับการคาดหวังว่าจะไต่เต้าขึ้นไปได้เทียบเท่ากับ สิงห์ ธุวดารกะ ที่เป็นพลเอกอายุน้อยผู้ได้รับฉายาว่าอัจฉริยะคนนั้น

            แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นแค่เปลือก

            ชายคนนั้นแท้จริงแล้วเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก....

            เมษามารู้ทีหลังว่าที่ชายคนนั้นเคยรอดชีวิตจากการปะทะกับมนุษย์ต่างดาวชั้นราชครูได้ก็เพราะว่าหักหลังพวกพ้องและทิ้งให้ถ่วงเวลาเพื่อให้ตัวเองหนีรอดมา

            ความจริงทั้งหมดปรากฏขึ้นในตอนที่พวกเขาไปทำภารกิจช่วยเหลือมนุษย์ NPC ที่ถูกจับอยู่ในเขตของมนุษย์ต่างดาว

            โชคไม่ดีที่วันนั้นบังเอิญมีมนุษย์ต่างดาวชั้นราชครูอยู่ที่นั่นทำให้แผนการล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

            แล้วชายผู้เป็นหัวหน้าหน่วยก็ทำอย่างที่เคยทำเมื่อในอดีต

            เขาทิ้งพวกคนที่มาช่วย ทิ้งพวกพ้องร่วมรบ แล้วหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว

            แต่ชายคนนั้นก็ตายลงด้วยน้ำมือของมนุษย์ต่างดาวชั้นราชครู

            ราชครูมนุษย์ต่างดาวได้พูดเอาไว้

            “เจ้ามันช่างน่ารังเกียจเหลือเกินคิดจะสังเวยพวกพ้องเพื่อให้ตัวเองหนีรอดอีกแล้วอย่างนั้นสินะแต่ว่าคราวนี้อย่าได้หวังเลย

            คำพูดนั้นทำให้เมษาได้รู้ความจริง

            ความจริงที่ว่าเนื้อแท้ของคนที่เขาเคยนับถือมันเน่าเฟะถึงเพียงไหน

            ความรู้สึกนับถือของเขาถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ ในวันนั้น

            แล้วราชครูมนุษย์ต่างดาวก็ปล่อยให้พวกเขาที่ยังรอดชีวิตอยู่หนีมา

            “จงไปซะชาวโลก ถ้าพวกเธอล้มเลิกการช่วยเหลือเหล่า NPC ผมจะละเว้นชีวิตให้ พวกเธอไม่จำเป็นต้องมาตายเพราะการต่อสู้ที่น่ารังเกียจของเศษสวะพรรค์นั้นหรอก หรือถ้าหากเจ็บแค้นใจล่ะก็ จงไปฝึกฝนเพิ่มพูนฝีมือมาอีกเมื่อเวลานั้นมาถึงผมจะเป็นคู่ต่อสู้ให้เอง

            เขากับมีนาและคนที่ยังเหลือต้องทำตามอย่างเลี่ยงไม่ได้

            หนีหัวซุกหัวซุนกลับค่ายโดยแบกเอาความเจ็บแค้นและความละอายกลับไป

            โทษของการหนีทัพกลับมานับเป็นความผิดสูงสุดที่สามารถประหารได้ทันทีแต่เพราะเรื่องที่หัวหน้าทีมเป็นคนทอดทิ้งพวกเขาความผิดจึงลดลงเหลือแค่ลดขั้น

            ส่วนหน้าใหม่อย่างเขากับมีนาก็ถูกไล่กลับไปเรียนพื้นฐานใหม่ ทำให้ต้องกลับไปเป็นนักเรียนทหารฝึกหัดอีกครั้ง

 

            ด้วยประสบการณ์ในอดีตทำให้เมษาไม่อาจเชื่อใจ อิงศรที่สถานะคล้ายกันกับชายที่เคยหักหลังเขาได้

            “ถ้าบอกไปล่ะก็มันจะทิ้งพวกเราไว้แล้วหนีเอาตัวรอด...

            แต่ทว่า...

            “ใครจะหนีมิทราบ

            มีเสียงดังมาอย่างนั้น

            แล้วเจ้าของเสียงก็ปรากฏตัว เขายืนคั่นอยู่ตรงกลางระหว่างเศษก้อนหินกับพวกเมษา

            อิงศรนั่นเอง...

            เด็กหนุ่มจ้องมองพายุเศษหินที่กำลังพุ่งตรงเข้ามาด้วยสายตาเย็นชา แล้วดึงผ้าคลุมที่ติดอยู่บนไหล่โยนไปขวางทางมันเอาไว้

            อำนาจป้องกันของผ้าคลุมทำให้เศษหินที่พุ่งเข้ามาสะท้อนออกไป

            เมษาพูดว่า

            “ไม่ได้หรอกแค่ผ้าคลุมต้านไม่อยู่แน่!

            จริงตามที่ว่า ผ้าคลุมเริ่มฉีกขาด มีเศษหินแทรกตัวผ่านรอยที่ขาดเข้ามา แล้วแฉลบผ่านใบหน้าของอิงศรไป รู้สึกได้ว่าผิวกำลังปริแตก

            แต่เด็กหนุ่มยังคงรักษาท่าทีสุขุมเอาไว้แล้วกล่าวว่า

            “แค่นี้ก็เหลือเฟือแล้ว

            พร้อมกับเผยสวิตซ์ในมือแล้วกดมันลงไป

            “แทรปโฮล์ (Trap Hole)”

            พื้นซีเมนต์บริเวณรอบตัวที่พวกเมษาหมอบกันอยู่ เกิดทรุดตัวถล่มลงไปเป็นหลุมลึก ทั้งสามตกลงไปในนั้น

            อิงศรกระโดดตามลงไปในหลุม

            จากนั้นพายุเศษหินก็ฉีกผ้าคลุมที่ใช้คุ้มกันขาดเป็นชิ้นๆ แล้วพุ่งข้ามหลุมไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 56 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #159 ดิวดิ้ว (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 7 กันยายน 2560 / 00:32
    การ์ดกับดักทำงาน 
    #159
    0