Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 218 : Login 215: มหาเทพแห่งแสงสว่างและความมืด 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 139
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    22 มี.ค. 61

Login 215: มหาเทพแห่งแสงสว่างและความมืด 2

 

            ยิ่งดีเซมแมร์เคลื่อนที่เข้ามาใกล้ก็ยิ่งมองเห็นความว่างเปล่าเบื้องหลังชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

            แฟรนเซียมคิดหาทางหนีจากสถานการณ์นี้

            สถานการณ์ซึ่งโดนประกบจากเครื่องทำสวนสองเครื่องด้วยกัน

            แต่คิดเท่าไหร่ก็ไม่มีคำตอบ มีแต่ความตายของตัวเองที่เด่นชัดมากขึ้นเท่านั้น

            จบกันแค่นี้สินะ”

            ถึงจะตัดพ้อแบบนั้นแต่ก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจหรอก เพราะได้ทำไปหมดทุกอย่างแล้ว

            ทั้งดิ้นรนในฐานะมนุษย์

            ทั้งชี้นำยุคสมัยที่ตัวเองเห็นชอบ

            ทั้งหมดในชีวิตคือความทะเยอทะยาน คือความปรารถนาที่เติมเต็มความละโมบอันยิ่งใหญ่

            แต่ความทะเยอทะยานเหล่านั้นไม่ได้รับการตอบรับแถมยังถูกต่อต้านโดยคนที่ตัวเองชุบเลี้ยงมา

            นี่คงจะเป็นบทลงโทษที่เหมาะสมกับตัวเองอย่างนั้นสินะ

            เมื่อคิดได้ดังนั้นแฟรนเซียมก็หยุดต่อต้านแล้วยืนนิ่งรอรับชะตากรรม

            เมื่อ อาซี ดาฮากา ดาเอว่า ที่สู้ถ่วงเวลาเอพบูรอาร์ถูกจัดการจนคืนสภาพเป็นดาบ ดาบก็ร่วงลงปักคาพื้นอยู่อย่างนั้น แต่เขาไม่คิดจะกลับไปเก็บมาอีกแล้ว

            ตอนนี้แค่รอก็พอ…

            แฟรนเซียมหลับตาลง แม้ว่าเครื่องทำสวนทั้งสองจะประกบเข้ามาจากข้างหน้าและข้างหลัง

            เพียงแค่รอเท่านั้น

            รอให้โชคชะตาที่วิ่งไล่ตามมาโดยตลอดบดขยี้ร่างนี้แล้วทุกอย่างก็จบ…

            อ้าวๆ กลายเป็นของที่พังไปซะแล้วอย่างนั้นเรอะ”

            มีเสียงดังขึ้นมาแบบนั้น เสียงนั้นราวกับจะรับรู้ความนึกคิดในเวลานี้

            วินาทีที่เสียงนั่นเข้ามาในโสตประสาท…

            จงรับรู้ความสิ้นหวังจากก้นบึ้งแล้วปรากฏโฉมขึ้นด้วยความสิ้นหวังที่ล้ำลึกยิ่งกว่า

            ความมืดที่เคยสัมผัสก็พองตัวขึ้นมา

            ในโลกก่อนหน้านี้...

            มันเป็นคำพูดที่ได้ยินในตอนที่ความมืดมิดปกคลุมท้องฟ้าจนน่าสิ้นหวัง

            แต่ความหวังที่เปล่งประกายก็พลอยเบ่งบานขึ้นมาด้วย

            เพียงแค่น้ำเสียงก็สามารถเปลี่ยนแปลงอารมณ์ของผู้สดับรับฟังได้ น้ำเสียงแบบที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่เขาจากมา

            ใช่แล้ว เป็นเสียงของคนที่ทำให้ตัวเองมายืนอยู่ที่นี่ในฐานะแฟรนเซียม

            “…”

            แฟรนเซียมปรือตา

            เขาไม่ได้ลืมตามารับรู้ตัวตนของเจ้าของเสียงนั่นหรอก อันที่จริงแล้วเขารู้สึกว่ามันนานเกินไปแล้วที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งที่ก่อนจะปิดตาเครื่องทำสวนก็เข้ามาใกล้เนินที่เขายืนชนิดแทบจะหายใจรดได้

            แต่ถึงกระนั้น...

            ตัวเองยังไม่ตาย ยังไม่บาดเจ็บ ยังไม่พิการ

            ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะมีคนมาขวางไว้ แต่คนๆ นั้นไม่ใช่เจ้าของเสียงเมื่อครู่

            คนๆ นั้นเป็นชายมีอายุดูจากที่บนศีรษะมีเส้นผมสีขาวหงอกแซมเป็นหย่อมๆ แต่ร่างกายสูงกำยำดูแข็งแกร่ง แววตายามที่เหลือบมองมาที่เขานั้นเป็นสายตาที่คมกล้าราวกับจะบาดลึกเข้าไปในใจของผู้ถูกมอง เป็นสายตาที่มองทะลุทุกคนในองค์กรและอ่านคนได้อย่างเด็ดขาด ถึงขนาดที่ว่ารูบิเดียมที่รับหน้าที่แทรกซึมเมตไตรยให้ถึงส่วนลึกจำต้องใช้การปลอมตัวเป็นตัวเองซ้ำอีกรอบเพื่อไม่ให้โดนอ่านออกในช่วงที่แทรกซึมอยู่

            แล้วชุดที่ชายคนนั้นสวมก็เป็นเครื่องแบบของเมตไตรยแต่ไม่ใช่เครื่องแบบธรรมดา เป็นชุดเครื่องแบบสีดำคล้ายกับของพลเอกที่เขาเคยสวมแต่มีเสื้อคลุมชั้นนอกที่แตกต่างกัน

            เครื่องแบบของจอมพลสูงสุด…

            มกร!”

            พ่อของสิงห์นั่นเอง…ให้ถูกกว่านั้นก็เป็นแค่พ่อในฐานะธุวดารกะ พวกเขาไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันในทางสายเลือดเลยแม้แต่น้อยทั้งตัวสิงห์คนก่อนหรือแม้แต่ตัวเองที่มาจากอีกโลก

            โลกใบเดียวกับที่ มกร ธุวดารกะ มีตัวตนแล้วก็เป็นคนอื่นที่แฟรนเซียมไม่รู้จัก

            เป็นโลกในอีกมิติ

            มิติในโลกที่ดำเนินบทบาทคล้ายคลึงกับโลกใบนี้แต่ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว

            ในโลกใบนั้น....

            ไม่มีมนุษย์ต่างดาว

            ไม่มีเมตไตรย

            มีธุวดารกะ...แต่ไม่ได้เป็นตระกูลที่วิจัยพัฒนาเกี่ยวกับปีศาจโดยตรงเป็นเพียงแค่ตระกูลเก่าแก่ที่มีพลังเพียงผิวเผินแต่ใช้พลังอันกระจ้อยร่อยแค่นั้นดูแลความสงบจากเหตุเหนือธรรมชาติมาหลายยุคสมัย

            แล้วก็มีอารย-สนธยาที่ดำเนินการโปรเจคเมอร์คาบาห์และทำให้โลกล่มสลาย

            โชคชะตาในโลกใบนั้นคือการทำสงครามกับอารย-สนธยาเป็นหลัก

            แต่ธุวดารกะไม่มีพลังพอจะต่อกรกับอารย-สนธยาได้เหมือนอย่างในโลกใบนี้

            เพราะว่าไม่มีพลังที่แฟรนเซียมนำติดตัวจากโลกก่อนหน้ามาใช้พัฒนาขุมกำลัง แล้วก็ไม่ใช่เพียงแค่นั้น แต่ยังไม่มี มกร ที่สื่อสารกับเทวทูตได้มาก่อตั้งธุวดารกะอย่างในตอนนี้ด้วย

            ดังนั้นตระกูลผู้เฝ้าสังเกตการณ์ภัยเหนือธรรมชาติถึงได้มีพลังไม่พอต่อต้านอารย-สนธยา

            ในโลกที่ว่า กลุ่มที่ต่อต้านอารย-สนธยาจึงไม่มีองค์กรขนาดใหญ่เหมือนอย่างเมตไตรย

            ที่มีก็แค่กลุ่มของผู้รอดชีวิตเพียงหยิบมือที่ต่อต้านมัน

            เขากับพวกพี่น้องธุวดารกะบางส่วนร่วมมือกับอิงศรที่ไม่ได้ถูกเขาชุบเลี้ยง

            ทำไม…”

            แฟรนเซียมตั้งคำถามยามที่ได้เห็น มกร ธุวดารกะ ซึ่งควรจะตายไปแล้วเพราะถูกอนันตาสังหารไปตามแผนการผลักดันอิงศรให้ปลุกเมอร์คาบาห์ แต่เจ้านั่นก็ยังมาอยู่ต่อหน้า

            “…”

            แม้แต่ในโลกใบนั้นอิงศรก็เป็นตัวดำเนินเรื่องและเป็นจุดศูนย์กลางของเหตุการณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างหมุนรอบตัวหมอนั่นอย่างมีนัยยะสำคัญ

            แล้วก็โหดร้ายกับหมอนั่นจนถึงที่สุด

            อิงศรในโลกใบนั้นเป็นคนที่แตกต่างจากโลกใบนี้อย่างสิ้นเชิง

            โชคชะตาของหมอนั่นคือการที่ไม่สามารถช่วยใครไว้ได้เลย

            กลุ่มต่อต้านอารย-สนธยาเข้าต่อสู้ในศึกครั้งใหญ่และพ่ายแพ้ สูญเสียพวกพ้องไปมากมาย สูญเสียอย่างสูญเปล่า

            อิงศรในโลกนั้นได้จมอยู่กับความเศร้าและเป็นคนที่เย็นชากว่าในตอนนี้

            แต่สิ่งที่เหมือนกันคือหมอนั่นเป็นคนโง่พอที่จะเลือกหนทางเสียสละตัวเองซึ่งเป็นวิธีแก้ปัญหาในตอนนั้นเพียงวิธีเดียว

            ในตอนสุดท้ายที่กลุ่มต่อต้านสามารถโค่นอารย-สนธยาลงได้นั่นเอง

            ทุกอย่างกลับสายเกินแก้

            พวกเขาเอาแต่ทำสงครามกับมนุษย์ด้วยกันจนหลงลืมและไม่ได้สังเกตว่าโลกยังคงฟอนเฟะต่อไปแม้จะไม่มีอารย-สนธยาแล้วก็ตาม

            กว่าจะรู้ก็ตอนที่พวกมันปรากฏขึ้นมา ตัวตนที่จะกวาดล้างทุกอย่าง

            เครื่องทำสวนนั่นเอง

            ทั้งสิบสองเครื่องและรวมถึงออร์ฟิอูคูมันนาร์ เครื่องทำสวนไร้ลำดับก็เข้าร่วมในการทำลายนี้

            แล้วประวัติศาสตร์ก็กำลังจะซ้ำรอยอีกครั้งจนกระทั่ง มกร ปรากฏตัวขึ้นมา

            นั่นทำให้เหตุการณ์เปลี่ยนไป

            ทำไม”

            แฟรนเซียมกล่าว แต่พูดออกไปไม่หมด

            ทำไมแกถึงยังมีชีวิตอยู่…ไม่สามารถถามออกไปได้ มกรถูกเขาฆ่าตามแผนการที่ตัวเองวางไว้แต่กลับมายืนอยู่ต่อหน้าแล้วไหนจะเสียงพูดที่ดังแว่วมาก่อนที่มกรจะปรากฏตัวนั่นอีก จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นตัวเจ้าของเสียงที่ว่า

            ถ้าหากว่าเจ้านั่นอยู่ที่นี่แล้วถาม มกร ว่าทำไมยังมีชีวิตอยู่ ตนคงจะโดนฆ่าในทันที

            โดนฆ่าโทษฐานที่ทำนอกลู่นอกทาง ถึงตอนนี้จะไม่ได้อาลัยอาวรณ์ชีวิตตัวเองแล้วก็ตามแต่จะตายไปโดยที่ยังไม่รู้อะไรเลยแบบนั้นมันไม่ค่อยสบอารมณ์นัก

            น่าแปลก…แฟรนเซียมคิด พอเจ้าของเสียงนั่นโผล่ออกมาความอยากมีชีวิต อยากก้าวเดินต่อไปข้างหน้าก็เหมือนจะถูกสตาร์ทเครื่องขึ้นมา

            ทั้งที่ตอนแรกนั้นในหัวนั้นว่างเปล่าไปหมดแต่ตอนนี้กลับคิดถึงแต่

            เรื่องของหมอนั่น

            เรื่องของโลกเก่าที่จากมา

            เหตุผลก็เป็นเพราะตัวเขาเองยังไม่เคยได้รู้เลยว่าทำไมถึงโดนส่งมาที่นี่ เจ้าผู้บงการนั่นต้องการอะไร ไม่เคยรู้เลยจริงๆ

            ที่รู้ก็มีแค่หมอนั่นเป็นคนกุมบังเหียนองค์กรที่คอยสนับสนุนทั้งเมตไตรยและอารย-สนธยา อย่างลับๆ มาโดยตลอดซึ่งข้อมูลที่ว่าก็ยังเป็นข้อมูลที่เขากับรูบิเดียม สืบหามาเองแต่ก็ยังหาได้เพียงหยิบมือ

            ที่พอจะรู้อีกเรื่องก็คือ มกร ถูกส่งมาโดยหมอนั่นเหมือนกับเขาที่ถูกส่งมาแทนที่สิงห์ของโลกนี้ซึ่งตายไปเมื่อสิบสองปีก่อนแต่กรณีของ มกร เจ้านั่นน่าจะโดนส่งตัวมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อนแล้วก็ไม่แก่ชราเลยทั้งที่ในวันที่มาถึงเขาใช้ร่างและอายุร่วมกับสิงห์ของโลกนี้และยังคงเติบโตตามปกติ

            ดูเหมือนการปรากฏตัวของ มกร จะทำให้เครื่องทำสวนชะงักไปก็จริง คงเพราะกำลังวิเคราะห์ว่า มกร ที่แทรกแซงเข้ามานั้นเป็นอะไรกันแน่

            ไม่นานนักดีเซมแมร์ก็เปิดฉากโจมตี คงรู้แล้วว่ามกรเองก็ไม่ต่างไปจากเขาที่อยู่ตรงนี้

            เป็นเพียงแค่วัชพืชเท่านั้น

            ลำแสงสีแดงพุ่งออกจากดวงตาของดีเซมแมร์กำลังมุ่งตรงมาที่นี่ แต่มกรกลับยื่นมือออกไปและต้านรับมันไว้โดยสร้างกำแพงโปร่งใสหรืออะไรซํกอย่างที่มองไม่เห็นขึ้นมากำบัง

            แต่ว่า...

            ต้านไม่ไหวหรอก

            พลังของเครื่องทำสวนไม่ใช่ระดับที่จะต่อกรด้วยได้ แม้จะเป็นพลังของ มกร ก็ตาม ถ้าว่ากันตามหลักการแล้วเขาที่เป็นราชามนุษย์ต่างดาวน่าจะแข็งแกร่งกว่าหลายขุมยังไม่คิดจะรับการโจมตีของเครื่องทำสวนโดยตรงเลยด้วยซ้ำ

            ไม่ทันไรลำแสงก็ทะลุผ่านปราการป้องกันที่ มกร สร้างเข้ามา

            ลำแสงตกกระทบลงพื้นแล้วระเบิด แรงระเบิดเป่าแฟรนเซียมกระเด็นแต่ มกร กลับถูกลำแสงบดขยี้ไปทั้งอย่างนั้น

            แฟรนเซียมกลิ้งไถลลงไปจากเนินขี้เถ้า จนกระทั่งมาหยุดตรงหน้าดาบมังกรเทวะที่ปักคาพื้นอยู่

            มือเอื้อมออกไปโดยอัตโนมัติทั้งที่ไม่คิดว่าจะรอด แต่สัญชาตญาณบอกให้คว้าอาวุธมา

            อย่างน้อยก็ขอสู้ก่อนตาย...

            ไม่ดีเลยนะ

            แต่กลับมีเสียงดังขึ้นมาแบบนั้นแล้วเจ้าของเสียงก็เอาร่างพุ่งออกมาจากกองไฟที่ลุกไหม้เพราะลำแสงของดีเซมแมร์ กระโดดลงมายืนใกล้กับจุดที่ดาบปักอยู่พลางแย่งไปต่อหน้าเขา

            จะรีบสิ้นหวังตั้งแต่ตอนนี้ไปทำไมในเมื่อพลังที่ข้าให้ไปก็ยังอยู่ครบถ้วนดีนี่

            ชายที่แย่งดาบไป ใช้นิ้วแตะตรงปลายเหมือนจะทดสอบความแหลมคม แล้วพลิกดาบไปมา พินิจมันอย่างถี่ถ้วน

            เก็บเลเวลมาพอสมควรเลยนี่

            น้ำเสียงนั่น เป็นเสียงเดียวกับที่ได้ยินก่อนที่ มกร จะปรากฏตัว เสียงของผู้กุมบังเหียน ฟาวเดชั่นอี ที่สนับสนุนเงินทุนให้กับทั้งเมตไตรย และ อารย-สนธยา

            ในโลกเก่านั้น ในตอนที่เครื่องทำสวนจะทำการกวาดล้างครั้งสุดท้ายเสียงที่ว่าก็ดังขึ้นพร้อมกันนั้นโลกก็ตกอยู่ในความมืดมิด

            คราสปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า

            สรวงสวรรค์มืดมน อนธกาล ไปขณะหนึ่งยามที่เจ้านั่นปรากฏตัว

            มันเป็นเทพหรือปีศาจหรือพระเจ้า เขาตอบตัวเองในเรื่องนั้นไม่ได้เพราะไม่รู้เลยว่ามันปรากฏตัวขึ้นโดยต้องการสิ่งใด แต่มันส่งเขาข้ามมิติมาที่นี่และมอบวิญญาณเครื่องทำสวนของออร์ทิเกสซาร์ที่ผนึกไว้ในรูปของแอพพลิเคชั่นปีศาจ

            แต่เจ้าของเสียงมายืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ทั้งเจ้านั่นแล้วก็ไม่ใช่ มกร ด้วย แต่กลับเป็นเพียงชายหนุ่มที่ดูอ่อนเยาว์กว่า

            เป็นชายหนุ่มอายุราว 20 ผิวเข้ม มีผมยาวหยิกม้วนคล้ายพวกเร็กเก้

            ชุดที่ใส่เป็นเสื้อยืดคอวีกับกางเกงยีนส์ที่หาได้ทั่วไป แต่มีจุดสังเกตเด่นชัดที่ทำให้รู้สึกขัดตาคือสวมผ้ากันเปื้อนสีเขียวน้ำตาลและมีลายโลโก้ร้านกาแฟอยู่บนนั้น

            ได้กลิ่นกาแฟจางๆ ลอยออกมา เป็นกลิ่นที่คุ้นเคยเพราะข้าวหลามมักจะไปดื่มกาแฟแบบที่ว่าบ่อยๆ ชื่อของร้านนั่น...

            อีคริปส์

            พอหลุดปากไปแบบนั้น ชายผิวสีซึ่งน่าจะเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ข้าวหลามไปเป็นลูกค้าประจำคนนั้นก็ปรายยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า

            ครับ มาอุดหนุนร้านเราเป็นครั้งแรกสินะครับ ไม่สิ

            ชายผิวเข้มหมุนดาบมังกรเทวะไปมาราวกับเล่นสนุก

            คุณลูกค้าท่านแรกที่หายหน้าหายตาไปซะนานวันนี้จะรับอีคริปส์เบรนด์ไหมครับ เอาเถอะเรื่องนั้นไว้ทีหลัง ร่างของมกร หมดสภาพไปแล้วยิ่งกว่าตอนโดนอนันตาเล่นงานเอาเสียอีก แบบนั้นคงเอามาใช้ไม่ได้อีกแล้วโชคดีไปนะที่มีดาบนี่อยู่เพราะว่าในตอนนี้ข้ายังร่างแท้จริงไม่ได้ไม่อย่างนั้นคงลำบากแย่

            แล้วโยนดาบขึ้นไป ดาบมังกรเทวะหมุนควงลอยขึ้นไป

            ลอยสูงเป็นอย่างมาก น่าจะซักสองถึงสามเมตร

            ชายผิวเข้มกางแขนออกราวกับเล่นละคร

            ตื่นได้แล้ว และจงอาบย้อมสวรรค์ให้มืดมิดอนธกาล มังกรสัมบูรณ์กาล อาซี-ดาฮาคา-อหุราคา

            ดูเหมือนดาบมังกรเทวะจะรับฟังคำพูดนั้น มันระเบิดตัวเอง ของเหลวสีดำมะเมื่อมไหลทะลักกลางอากาศบดบังแสงแดดจากพวกเขา

            ราวกับดวงตะวันถูก คราสกินเข้าไป

            เหมือนดั่งเช่นในวันนั้น

            ในอีกโลกที่แตกต่างจากที่นี่

            มันทำให้แฟรนเซียมนึกถึงคำพูดในวันนั้นขึ้นมา

            คำพูดที่ผู้สร้าง คราส ขึ้นมาปกคลุมท้องฟ้าและกลืนกินเครื่องทำสวนทั้งหมด สำแดงพลังอำนาจอันเกินจินตนาการ บอกนามเรียกขานตัวมันเองว่า

            มหาเทพราหู ราหูราริส (Rahularis)


***และแล้ว...ก็เปิดตัวบอสออกมาแล้วครับนั่นหมายความเรื่องนี้ใกล้จะจบเต็มทีแล้ว เหลือแค่ Act สุดท้ายแล้วครับ คาดว่าจะอวสานในสิ้นเดือนหน้าถ้าไม่ติดขัดอะไรล่ะนะครับ ที่จริงก็แอบใบ้เอาไว้หลายรอบเหมือนกันรวมถึงตอนย้อนอดีตนรินทร์ด้วยเรื่องกลิ่นกาแฟ และในสองภาคที่ผ่านมาเจ้าของร้านก็มักจะมีบทมาเล่าตำนานเกี่ยวกับ คราส อยู่บ่อยๆ แต่ในภาคสามไม่โผล่เลยเพราะเมืองมันโดนออร์ทิเกสซาร์บึ้มไปตอนต้นเรื่องก็มาโผล่เอาตรงนี้นี่เองครับ***

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #314 ซะงั้น (จากตอนที่ 218)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 12:38

    นั่นง่ะ ก็คิดไว้ว่าเจ้าของร้านกาแฟเป็นตัวละครสำคัญอะไรซักอย่าง โป๊ะเชะ โชะเด๊ะ ผ่ามพ้าม

    #314
    0