Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 217 : Login 214: มหาเทพแห่งแสงสว่างและความมืด 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 119
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    20 มี.ค. 61

Login 214: มหาเทพแห่งแสงสว่างและความมืด 1

 

            ย้อนกลับไปราวสองวันก่อน

            นับเป็นวันที่สามที่พวกอิงศรพักอยู่บนเกาะและเป็นวันที่มีนาหายจากอัลไซเมอร์

            ขณะเดียวกันแฟรนเซียมที่ออกจากเกาะตั้งแต่วันแรกที่ไปถึงก็ย้อนกลับมาที่สนามรบชายหาดโดยใช้เวลาเดินทางถึงสามวัน

            ที่จริงแล้วด้วยพลังของราชามนุษย์ต่างดาวจะมุ่งหน้าตรงมาที่นี่ในวันเดียวเลยก็ยังได้ แต่เพราะตลอดทางที่ผ่านมาต้องหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าหน้ากับเครื่องทำสวนที่เริ่มทำงานขึ้นมาเองพร้อมกันทั่วทั้งโลก

            ที่รู้ว่าเป็นเครื่องทำสวนทั้งหมดบนโลกก็เพราะในบรรดาเครื่องทำสวนที่เจอระหว่างทางนั้นมีเครื่องทำสวนที่ไม่ได้อยู่ที่ประเทศนี้ตั้งแต่แรกข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงที่นี่พร้อมกับนำ ‘ความว่างเปล่า’ มากวาดล้างผืนแผ่นดินที่ยังหลงเหลืออยู่ซึ่งน่าจะเหลือแค่ประเทศนี้กับจีนตอนบนอีกส่วนน้อย ความว่างเปล่ากำลังไล่ต้อนมนุษยชาติด้วยเวลาที่เหลือไม่ถึงสามสัปดาห์

            แล้วเพราะเหตุนั้นก็เลยเสียเวลาเพิ่มไปอีกสองวันและกลับมาถึงสนามรบ

            เขามาถึงในช่วงบ่ายของวันพอดี ดวงตะวันกำลังเปล่งแสงแดดอย่างแรงกล้าจนรู้สึกร้อน

            ในอกของเขาเองก็ร้อนลุ่มไม่แพ้กัน ถ้ากลับไปแล้วยังจะเจออะไรอีก จะยังเหลืออะไรอยู่บ้าง แฟรนเซียมเอาแต่คิดแบบนั้นซ้ำไปซ้ำมาจนเหมือนกับตัวเองกำลังภาวนา

            “…”

            มองเห็นชายหาดที่ว่า

            แต่ลักษณะทางภูมิศาสตร์กลับเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ไม่หลงเหลือเค้าเดิมของมันอีก

            ซากเมืองที่เคยเกลื่อนอยู่บนชายหาด

            แนวสันเขาที่โอบล้อมเป็นปราการ

            เกาะเล็กเกาะน้อยที่ตั้งอยู่บนน่านน้ำใกล้เคียง

            รวมถึงน้ำทะเลก็เหือดหายไปเช่นกัน อันที่จริงเขาเดินบนทรายมาซักพักแล้ว ตั้งแต่ก้าวเท้าเหยียบเข้ามาในน่านน้ำนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็มีแต่ทราย…

            ไม่สิ ไม่ใช่ทราย เม็ดของมันมีสีขาวและเนื้อละเอียดจนโดนลมพัดปลิวได้โดยง่ายดูแล้วเหมือนกับขี้เถ้ามากกว่า แต่กลับมีสีขาวบริสุทธิ์ นี่คือสิ่งที่หลงเหลือจากไฟชำระของพระเจ้า

            แฟรนเซียมยังคงจำเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้นได้ดีราวกับเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวาน

            ลูนาริสลงมาที่โลกแล้วปล่อยไฟชำระลงมาแผดเผาแผ่นดินนี้จนเหลือแต่ขี้เถ้าขาวปกคลุม

            เขาเองก็ควรจะเป็นหนึ่งในขี้เถ้าเหล่านี้แต่เพราะข้าวหลามกับวิเชียรมาศช่วยเอาไว้ ตัวเองจึงได้หลบหนีไปพร้อมกับพวกอิงศร ไปยังเกาะแห่งนั้น

            แฟรนเซียมเหยียดเท้าลงไปบนขี้เถ้าที่สุมกองอยู่บนเนินอันว่างเปล่ากินพื้นที่หลายพันตารางกิโลเมตร

            ทอดสายตามองไปทางไหนก็แลเห็นแต่ขี้เถ้าสุดลูกหูลูกตาจรดกับเส้นแบ่งที่เห็นเป็นเมืองอยู่ลิบๆ ซึ่งไฟชำระคงจะไปหยุดเอาตรงนั้นพอดี

            ขี้เถ้า

            ขี้เถ้า

            กระทั่งขี้เถ้าที่ตนเองกำลังเหยียบอยู่ก็อาจจะเคยเป็นวิเชียรมาศหรือข้าวหลาม หรือพวกทหารเมตไตรยที่ยังเหลือรอดในตอนนั้น

            ทุกอย่างหายไปหมด กลายเป็นขี้เถ้าไปหมดสิ้น

            ทั้งกองกำลัง

            ทั้งพวกพ้อง

            กระทั่งเครื่องทำสวน...พลังที่ตนใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตสั่งสมมา ก็มลายหายไปเพราะออร์ทิเกสซาร์หักหลัง เจ้านั่นวางแผนเอาไว้แต่แรกว่าจะให้พระเจ้าทำลายทั้งหมด ถึงแม้ตัวมันเองจะต้องพินาศไปด้วยก็ตาม

            “…”

            ถ้าให้พูดก็คือตัวเองในตอนนี้เหมือนได้ตายไปแล้ว

            การคงอยู่ไม่มีความหมายอีก เมื่อไร้แผนการโลกจะไม่มีทางอยู่รอดได้ทุกอย่างจะถูกลบหายไปในความว่างเปล่า

            แม้แต่ตอนนี้เมื่อหันหบังกลับไปก็จะมองเห็นความว่างเปล่ากำลังกัดกินท้องฟ้าไล่หลังมาติดๆ

            “…”

            ทั้งที่ยืนตากแดดอยู่บนเนินขี้เถ้า แสงแดดแรงกล้าแต่กลับรู้สึกว่าโลกมันมืดมน

            แฟรนเซียมจมอยู่กับสิ้นหวังจนละทิ้งสัมผัสต่อสิ่งรอบข้าง การตอบสนองจึงช้าลง

            กว่าจะรู้ตัวว่าจุดที่ยืนอยู่มันมืดลงจริงๆ

            มืดเพราะมีเงาขนาดใหญ่ทาบทับลงมา

            อะไร…”

            แฟรนเซียมแหงนหน้ามองสิ่งที่มาบดบังแสงแดด พอเห็นสิ่งนั้นดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจและหวั่นเกรง

            เสียงจักรกลกำลังทำงาน เสียงหมุนของฟันเฟืองดังเอี้ยดอ้าด

            ตัวตนนั้นใหญ่โตขนาดบดบังท้องฟ้าได้ คลื่นพลังหรืออะไรที่มันใช้ลอยตัวทำให้เกิดลมกรรโชกเสมือนมีลมพายุก่อตัวขึ้นมาหอบพัดเอาขี้เถ้าปลิวว่อนไปหมด

            ร่างกายเป็นโลหะไม่ทราบชนิดผิวสะท้อนแสงมันวาวมีรูปลักษณ์ดั่งรูปสลักวานรทรงปัญญากำลังนั่งขัดสมาธิและพนมมือ อย่างผู้ทรงศีลเหนือไหล่ทั้งสองมีคนโทบรรจุน้ำลอยอยู่ น้ำในนั้นเอ่อล้นไหลออกมาตลอดเวลา

            เครื่องทำสวน…เอพบูรอาร์ (Apebruar)”

            เครื่องทำสวนลำดับสอง “ผู้รดน้ำแห่งสวนศักดิ์สิทธิ์” …ยามที่แฟรนเซียมนึกถึงรายละเอียดพวกนั้นเครื่องทำสวนก็ปล่อยการโจมตีออกมา

            วัชพืชเอ๋ย…วัชพืชซึ่งรุกล้ำสวนอันศักดิ์สิทธิ์จะต้องถอนรากถอนโคนให้สิ้น จงเฉาตายไปเสียวัชพืชน่ารังเกียจ”

            คนโทบนไหล่โน้นตัวลงทำมุมสี่สิบห้าองศาโดยหันปากมาทางนี้ ตลอดเวลานั่นน้ำที่บรรจุอยู่ในภาชนะก็ไหลกราดเทกราดลงมาทะเลขี้เถ้า

            สิ่งที่สัมผัสโดนน้ำนั่นกลายเป็นน้ำแข็งในพริบตา คนโทพ่นน้ำออกมาราวกับปืนใหญ่ยิงลูกกระสุน

            มวลน้ำทรงกลมเกลี้ยงพุ่งมาด้วยความเร็วสูง หากไม่ได้เป็นราชามนุษย์ต่างดาวคงมองไม่เห็นลูกกระสุนวารีอันงดงามนั่น

            ชิ”

             แฟรนเซียมถีบพื้นกระดอนตัวเพื่อหลบ ลูกกระสุนจึงตกลงบนขี้เถ้า ไอเย็นพวยพุ่งออกมาจากหระแสน้ำที่ไหลกระจัดกระจายไปทั่วแล้วบันดาล ลานสเก็ตน้ำแข็งขึ้นมาในอึดใจเดียว

            โซเดียมิราจ จงมาสาวกแห่งข้า บรรจุภัณฑ์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งโอบอุ้มพระพิโรธที่จะลงทัณฑ์วัชพืช!

            เสียงของเครื่องทำสวนดังกระหึ่ม เสียงของมันชักนำละอองอนุภาคสีทองที่รายล้อมมันให้กลั่นตัวเป็นรูปเป็นร่าง ขันทองคำเจ็ดใบปรากฏขึ้นล้อมรอบเครื่องทำสวนสะท้อนแสงเป็นประกายดั่งรัศมี

            ขันแต่ละใบมีแถบพลังชีวิตแสดงขึ้นมา นั่นหมายความว่าพวกมันเป็นสัตว์เทวะอย่างนั้นหรือ ?

            แฟรนเซียมคิดขณะที่จ้องมองขันเหล่านั้น

 

Primus Phialam Lv. 70 [/////7000:7000/////]

Secundus Phialam Lv. 70 [/////7000:7000/////]

Terrius Phialam Lv. 70 [/////7000:7000/////]

Quartus Phialam Lv. 70 [/////7000:7000/////]

Quintus Phialam Lv. 70 [/////7000:7000/////]

Sextus Phialam Lv. 70 [/////7000:7000/////]

Septimus Phialam Lv. 70 [/////7000:7000/////]

 

            ขันน้ำทุกใบมีเลเวลเจ็ดสิบและมีพลังชีวิตเจ็ดพันเท่ากันทั้งหมด แต่ละใบบรรจุของเหลวสีแดงก่ำดั่งเลือดอยู่เต็มปริ่ม ขยับเพียงนิดเดียวของเหลวข้างในคงจะหกรดลงมา

            ถ้าต้องปะทะตรงๆ กับเครื่องทำสวนไม่มีทางเอาชนะได้แน่ ตัวเองในตอนนี้ก็ไม่มีฟันเฟืองแล้ว

            ถ้าอย่างนั้นก็ต้องหนี

            อาซี ซาฮาค!”

            แฟรนเซียมกรีดข้อมือ เลือดดำไหลทะลัก

            นี่คือเลือดของเทวะซึ่งมีความแตกต่างกับอสูรที่ ฟาวเดชั่นอี สั่งให้ อารย-สนธยาพัฒนา มันเป็นเลือดพิเศษที่มีคุณสมบัติต่างออกไป

            เลือดที่ไหลออกมาไม่ได้ร่วงลงพื้นแต่ก่อตัวขึ้นรูปเป็นดาบ ดาบเทวะแห่งจุดจบ อาซีซาฮาค

            แฟรนเซียมตวัดดาบนั่น ใบดาบแยกตัวออกภายในเชื่อมกันด้วยโซ่ที่ทำจากวัสดุเดียวกัน ดาบจึงเลื้อยตวัดดั่งแส้

            ซอร์ดอายส์!”

            ปรากฏดวงลายดวงตาขึ้นบนใบดาบแต่ละท่อน แล้วเมื่อดวงตาทั้งหมดเบิกออกโดยสมบูรณ์ แฟรนเซียมก็ฟาดมันใส่ขันที่มีชื่อว่า ‘Septimus Phialam’ นั่นเป็นภาษาละตินที่หมายถึงขันน้ำลำดับที่เจ็ด

            ขันถูกแส้ดาบรัดแล้วกระชากจนขาดเป็นสองเสี่ยง การกระชากนั่นมีพลังของสกิลที่ทำให้ใบดาบลุกไหม้เป็นไฟและมีสายฟ้าสถิตผสมอยู่ด้วย พลังจาก ซอร์ดอายส์ สกิลเฉพาะตัวของดาบเทวะเล่มนี้ทำให้ใช้สกิลที่มีคุณลักษณะของ ดาบได้ทั้งหมด

             พลังชีวิตของขันน้ำเหือดหายไปในบัลดล ส่วนของเหลวสีแดงที่บรรจุอยู่ก็ร่วงหล่นสู่พื้น

            วินาทีถัดมาของเหลวเหล่านั้นก็ลุกไหม้ ลุกโชนด้วยเปลวไฟสีคราม

            ขันใบอื่นลอยตามมา พวกมันเล็งที่จะเทรดของเหลวสีแดงใส่เขานั่นเอง

            ชิ

            แฟรนเซียมเดาะลิ้นแล้วตวัดแส้ดาบอีกครั้ง ขันแต่ละใบมีพลังป้องกันไม่มากนักเพียงแค่สัมผัสถูกดาบที่อาบด้วยพลังจากสกิลอันหลากหลายที่ผสมอยู่ในการโจมตี ขันน้ำถูกฟันสะบั้นเป็นสองเสี่ยงครบทั้งหกใบ

            แต่นั่นดูจะอยู่ในการคำนวณของเครื่องทำสวนมาตั้งแต่แรก คนโทน้ำบนไหล่กำลังเล็งมาที่นี่แล้วพ่นน้ำมาเป็นลำ

            หลบไม่พ้น...

            กรอด

            แฟรนเซียมขบกรามเบ่งพลังให้แขนส่งเลือดไปให้ดาบมากขึ้น

            เอาเลือดไปให้หมดแต่อย่าข้าตายแล้วลืมตาตื่นขึ้นมา

            ซอร์ดเซอร์ไว...จำเป็นต้องผ่านขั้นที่สอง ดาบมังกรเทวะแห่งจุดจบ ก่อนจึงไปยังขั้นสุดท้ายได้

            แต่เวลามีไม่พอ ถ้าต้องเปลี่ยนเป็นขั้นที่สองแล้วค่อยประกาศขั้นที่สามป่านนั้นร่างกายคงจะโดนกระแสน้ำฉีกเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว ความสั่นไหวของอากาศที่สัมผัสได้จากรอบๆ ลำน้ำบ่งบอกความรุนแรงของมันจนแทบไม่ต้องสัมผัสโดนก็รู้สึกเหมือนผิวจะปริแตกจากกันเพราะแรงสะเทือน

            ถ้าจะรอดชีวิตไปให้ได้จำเป็นต้องก้าวข้ามขั้นของ ดาบมังกรเทวะ ไปสู่ขั้น อสูรมังกรเทวะ ในทันทีเท่านั้น

            ไม่รู้จะทำได้รึเปล่า

            ไม่รู้ด้วยว่าหลังจากเอาชีวิตรอดไปได้แล้วจากนั้นจะทำอย่างไรต่อ

            ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรจะเสียให้กับเดิมพันคราวนี้แล้ว

            คิดได้ดังนั้นแฟรนเซียมก็หัวเราะ

            ฮะฮะฮะ แบบนั้นก็น่าสนุกดี

            แล้วชูดาบในมือขึ้น

            ซอร์ดไดรฟ์!”

            เสี่ยงเดิมพันร่ายขั้นสุดท้ายของดาบออกมาโดยไม่ทำตามขั้นตอน

            อสูรมังกรเทวะ อาซี ดาฮากา ดาเอว่า!”

            ดาบสูบเอาเลือดออกไปจากร่างกายจนแทบจะหมดทั้งที่สั่งไว้ว่าอย่าให้ถึงตาย แต่การข้ามขั้นตอนทำให้ดาบต้องใช้เลือดเป็นจำนวนมากเพื่อกระโดดจากพลังขั้นพื้นฐานไปสู่จุดสูงสุดในครั้งเดียว

            ผิวหนังเริ่มซีดขาวเพราะเลือดในตัวกำลังจะหมดลง ดวงตาพร่ามัว มองเห็นโลกหมุนเหวี่ยงไปมา

            กำลังจะหมดสติ

            แฟรนเซียมก้มหน้าลง

            อึก

            ทรุดเข่าลงข้างหนึ่งแต่ยังพยายามชูดาบเอาไว้ ถึงจะมองไม่เห็นเพราะไม่มีแรงพอจะเงยหน้าแล้วก็ตามแต่สัมผัสความสั่นไหวจากมือข้างที่ถือดาบได้ ดาบได้รับเลือดไปมากพอและกำลังเปลี่ยนรูปร่าง

            เลือดในตัวไม่โดนสูบออกไปอีกและกำลังฟื้นตัว ต้องขอบคุณความสามารถในการฟื้นตัวอันสูงส่งของร่างราชามนุษย์ต่างดาวไม่อย่างนั้นคงจะสลบไปทันทีที่โดนดึงเลือดจำนวนมากออกไปจากร่างหรืออาจจะตายเลยก็ได้

            แฟรนเซียมแหงนหน้าขึ้นมอง

            ดาบกำลังขยายตัว บวมเป่งและเต้นตุบๆ เหมือนก้อนเนื้อ กำแพงก้อนเนื้อรับกระแสน้ำแล้วเบี่ยงมันออกไป จะรับตรงๆ ไม่ได้ไม่อย่างนั้นถึงเป็นปราการอันแข็งแกร่งนี้ก็อาจจะถูกฉีกไปพร้อมกับเจ้าของ

            ก้อนเนื้อรู้ถึงเรื่องนั้นโดยไม่ต้องพึ่งพาคำสั่ง นั่นก็เพราะในร่างสุดท้ายมันได้กลายเป็นสิ่งที่สามารถคิดด้วยตัวเองได้

            ก้อนเนื้อกลายเป็นมังกร ทำให้บรรยากาศรอบๆ เกิดการบิดเบี้ยว มิติถูกเจาะเป็นโพรงให้หัวของมังกรอีกนับไม่ถ้วนโผล่ออกมาจากที่ต่างๆ

            แม้จะมีจำนวนที่มากกว่าแต่หากนับเรื่องกำลังรบเป็นหลักแล้วทางนี้ยังตามเครื่องทำสวนอยู่อีกหลายเท่าตัว แต่ยังพอใช้ถ่วงเวลาเพื่อหนีได้

            เท่านี้ก็หนีรอดสินะ

            แต่แฟรนเซียมไม่รู้สึกดีใจกับโชคชะตาดังกล่าวนัก

            มันควรจะจบลงที่ตรงนี้ให้มันจบสิ้นไปเสียที ถึงอยู่ต่อไปก็ก้าวไปข้าวงหน้าไม่ได้ ตนเองไม่ใช่คนของโลกนี้ ต่อให้ก้าวเดินต่อไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน

            แต่ก็รอดมาแล้ว คงต้องอยู่ต่อไปไม่อย่างนั้นความพยายามมันก็สูญเปล่าแล้วเขาก็ไม่ชอบเรื่องที่สูญเปล่าด้วย

            แฟรนเซียมสรุปความคิดเช่นนั้นแล้วรอจนเรี่ยวแรงกลับมาจึงดึงตัวองออกให้ห่างจากการต่อสู้ระหว่างมังกรกับเครื่องทำสวน

            ทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือด มังกรล้อมโจมตีขากทุกทิศทางแต่เครื่องทำสวนก็เรียกขันทั้งเจ็ดใบออกมาแล้วยิงต่อต้าน สามารถต้านรับการโจมตีได้ทั้งหมดแล้วยังสวนกลับได้อย่างสบายๆ

            นี่คือพลังของเครื่องทำสวนที่ตื่นขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาฟันเฟือง

            ทั้งพลังขับเคลื่อน การเคลื่อนไหวต่างก็สมบูรณ์กว่าแบบที่มีมนุษย์เข้าไปยุ่งเกี่ยวแทบทั้งสิ้น

            นั่นคือพลังดั้งเดิมที่มีในผู้ถอนวัชพืชแล้วโลกก็จะต้องถูกลบหายไปอย่างแน่นอน

            แฟรนเซียมพาตัวเองข้ามเนินขี้เถ้าไปได้สามลูกก็หยุดเท้า

            ไม่ใช่ว่าเขาเหนื่อยหรืออยากจะหยุดพักแต่เป็นเพราะมีอะไรบางอย่างกำลังมุ่งตรงมาที่นี่

            เบื้องหลังของอะไรบางอย่างนั่นมีความว่างเปล่าไล่ตามหลังมาด้วย

            สถานที่ที่มันเหยียบย่างผ่านไป...

            จะเมือง

            จะป่า

            จะภูเขา

            ทุกอย่างที่มองเห็นอยู่ลิบๆ ต่างก็พากันแหลกสลายเมื่อสิ่งนั้นวิ่งผ่าน แล้วถูกความว่างเปล่าที่ไล่ตามมากลืนเข้าไปสิ้น

            นั่นมัน...ม้า...

            สิ่งที่เห็นอย่างเด่นชัดที่สุดจากรูปลักษณ์ของสิ่งนั้นคือหัวที่คล้ายกับม้า

            ร่างจักรกล... เครื่องทำสวนศักดิ์สิทธิ์

            แฟรนเซียมคำรามสบถ

            ดีเซมแมร์!”

            ผู้เล็มกินวัชพืชแห่งสวนศักดิ์สิทธิ์ เครื่องทำสวนที่มีพลังในการกวาดล้างวัชพืชมากที่สุดในหมู่เครื่องทำสวนทั้งสิบสอง ถึงจะเป็นรองซีลอร์ด แต่ความสามารถของมันที่แผ่ขยายความว่างเปล่าได้ดั่งใจทำให้การมีตัวตนของมันจะยิ่งเร่งเวลาแห่ง การล่มสลายโดยสมบูรณ์ให้เร็วกว่ากำหนดวันที่คาดการกันไว้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น