Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 193 : Login 190: พงศาวดารแห่งเทวาสุรสงคราม (หลอกหลอน)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 136
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    11 ม.ค. 61

Login 190: พงศาวดารแห่งเทวาสุรสงคราม (หลอกหลอน)

 

            เมื่อกลับมาที่ชายหาด

            ตรงจุดที่พวกเขาก่อกองไฟไว้เหมือนเพิ่งโดนพายุถล่ม

            ข้าวของล้มระเนระนาดแถมกองไฟยังโดนทำลายจนไฟเกือบจะมอดอยู่แล้ว

            ตอนที่กลับมาก็ไม่พบพวกซีเซียมที่น่าจะเฝ้ากองไฟไว้หรือว่าบางที

            “เจ้าพวกนั้นเจออะไรเข้ารึไง”

            ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงคงจะมีศัตรูอยู่บนเกาะจริงๆ แล้วก็ร้ายกาจขนาดจัดการกับราชครูมนุษย์ต่างดาวถึงสามตนได้

            แต่แล้ว ความกังวลนั้นก็คลายออกเมื่อซีเซียมกับราชครูตนอื่นเดินกลับมาจากอีกฟากของชายหาด

            “พวกนายไปไหนมาไม่ได้เฝ้ากองไฟไว้เรอะ”

            ซีเซียมที่เดินมาถึงก่อนพอเห็นสภาพของกองไฟก็ตีสีหน้างุนงง

            “มันเกิดอะไรขึ้น”

            “นั่นน่ะทางนี้อยากจะถามมากว่าแล้วพวกนายไปไหนกันมา”

            “เห็นเงาน่าสงสัยอยู่ทางโน้นเลยไล่ตามไป”

            “แล้วปล่อยให้หนีไปได้เรอะ”

            “มันหายไปตอนที่พวกเราไปถึงแค่พริบตาเดียวเองด้วย”

            ถึงกับหลบหนีจากการไล่ล่าของราชครูสามตนแถมหนึ่งในนั้นยังมีลิเธียมที่ว่ากันว่าว่องไวที่สุดในบรรดาราชครูทั้งหมดอยู่ด้วย

            “แล้วนายล่ะเจ้าหัวสตอร์เบอรี่เร็วๆ อย่างนายน่าจะไล่ตามไปคนแรกเลยใช่ไหม”

            ซีเซียมพยักหน้าและดูจะไม่มีปฏิกิริยากับการที่ถูกเขาเรียกว่าเจ้าหัวสตอร์เบอรี่

            “ใช่ ไปถึงคนก่อนพวกท่านลำดับที่สองกับสี่แต่ว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย แวบหนึ่งก่อนจะเข้าไปถึงเหมือนกับว่ามันสลายไปกลางอากาศเลย”

            “สลายไป หมายถึงหายตัวได้น่ะเหรอ”

            “ก็อาจจะใช่”

            ตอนนั้นเองโพแทสเซียมก็ยื่นหน้าเข้ามาสอดการสนทนา

            “แต่พอกระผมตามไปถึงก็ลองใช้สกิลตรวจสอบดูแล้วก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีใครอยู่ตรงนั้นมาก่อนเลยล่ะ น่ากลัวเอาเรื่องเลยนะเนี่ย”

            ระดับโพแทสเซียมที่เป็นสายอาชีพเดียวกันแถมยังมีความสามารถกลบเกลื่อนร่องรอยได้อย่างแนบเนียนจนเขายังหาไม่พบถึงกับพูดว่าหาวี่แววไม่เจอ อีกฝ่ายร้ายกาจถึงขนาดนั้นเชียว

            แล้วทีนี้เมษาก็พูดเรื่องน่าขันออกมา

            “ไม่ใช่ว่าพวกนายตาฝาดกันหรอกนะ”

            มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอกตาฝาดพร้อมกันสามคนแถมยังเป็นมนุษย์ต่างดาวที่สมรรถนะร่างกายสูงมีสายตาที่ดีเยี่ยมมันไม่มีทางตาฝาดไปได้หรอก

            “ไม่หรอก มีคนอื่นอยู่ที่นี่จริงๆ บนเกาะนี้น่ะ”

            “งั้นคนร้ายก็อยู่ในหมู่พวกเราเหรอคะ”

            มีนาหัวเราะหลังจากพูดมุกตลกฝืดๆ ออกมา

            “ไม่ใช่เรื่องแนวสืบสวนแบบในนักสืบคอยนานซะหน่อย”

            “ก็แค่เปลี่ยนบรรยากาศไม่ให้น่ากลัวเกินไปน่ะค่ะแล้วตกลงว่ารู้รึยังว่าคนๆ นั้นเป็นใครกันล่ะคะ”

            อิงศรส่ายหน้า

            “ไม่รู้สิ แต่ว่า”

            แล้วหันไปทางซีเซียม

            “นายน่าน่าจะรู้ใช่ไหมก็คนเลือกสถานที่ลี้ภัยมาที่นี่มันคือนายนี่”

            แต่ซีเซียมก็ปฏิเสธ

            “จะไปรู้เรอะแค่สุ่มมาที่นี่เพราะมันโลเคชั่นดีเท่านั้นแหละหาอาหารง่ายพาเวลได้มีที่พักแถมห่างไกลจากความว่างเปล่าที่กำลังกัดกินโลกฉันก็แค่หาสถานที่ดีๆ แบบนั้นไม่ได้ง่ายๆ นี่หว่า”

            “งั้นก็ไม่รู้เรื่องที่มีศาลเล่นของตั้งอยู่ในป่าด้วยเหรอ”

            “ศาล? พูดเรื่องอะไรของแกวะ”

            สรุปก็คือแม้แต่หมอนี่ก็ไม่รู้เรื่อง

            “ช่างเถอะ ว่าแต่เห็นขวัญบ้างไหมเจ้านั่นหนีออกมาก่อนพวกเราจะมาน่ะ”

            “รากเหง้าของแบเรียมน่ะเหรอเห็นหลังแวบๆ ตอนที่ไล่ตามเงาปริศนาน่ะคงจะกลับที่พักไปแล้วมั้ง”

            อิงศรลองตรวจสอบจากหน้าจอติดตามก็ขึ้นสัญญาณของมิ่งขวัญกำลังกลับเข้ารีสอร์ทไป ถ้าอย่างนั้นก็วางใจได้ อยากจะพูดแบบนั้นอยู่หรอกแต่สภาพของมิ่งขวัญไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย

            มีนาพูด

            “ว่าแต่อะไรทำให้กองไฟกับเตาย่างล้มระเนระนาดได้ขนาดนี้กันล่ะคะเนี่ย”

            เมษาแหงนหน้ามองท้องฟ้าแล้วพูดว่า

            “อาจจะโดนลมพัดก็ได้มั้ง ลมเริ่มพัดแรงขึ้นแล้วนี่พรุ่งนี้ฝนตกแหง”

            จริงอย่างที่ว่าลมบริเวณเริ่มพัดแรงขึ้น ถึงจะไม่แรงมากแต่เตาย่างก็มีทรงขาตั้งที่ไม่ได้สมดุลนักแล้วกองไฟก็ก่อด้วยทรายล้อมรอบจะโดนพัดจนเละก็ไม่แปลก แต่ว่า

            “นี่พวกนายเอาเนื้อดิบที่เตรียมไว้ไปย่างหมดแล้วเหรอ”

            มีนาตอบคำถามด้วยใบหน้าสงสัยเช่นกัน

            “ไม่นะคะ ก่อนออกไปยังตั้งไว้ข้างๆ เตาอยู่เลยค่ะ”

            “ไม่ใช่ว่าโดนทรายกลบหรอกเหรอ”

            “แต่หาไม่เจอเลยนะคะ หรือว่าที่เตาล้มกับกองไฟเละนี่จะไม่ใช่เพราะลมแต่เป็นสัตว์เทวะพวกมันอาจจะหลงมาที่นี่แล้วเอาไปก็ได้”

            คำพูดของมีนามันก็ฟังดูมีเหตุผลดีอยู่หรอกแต่ที่นี่คือโลกหลังการล่มสลาย

            โลกที่กลายเป็นเกม

            สัตว์ธรรมดากลายเป็นสัตว์เทวะ ดังนั้นเหตุผลทางสามัญสำนึกแบบนั้นจึงใช้ไม่ได้

            “ไอ้ที่ว่าหลุดอาณาเขตมามันก็มีอยู่หรอกแต่สัตว์เทวะน่ะมันไม่กินไม่ดื่มไม่ใช่เหรอ”

            “ถ้างั้นจะบอกว่าใครเอาไปอย่างนั้นเหรอคะ”

            “แล้วฉันจะไปรู้เรอะ”

            แต่แล้วโพแทสเซียมก็เอ่ยขึ้นมา

            “เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะไหนๆ แล้วถือโอกาสนี้เก็บของเข้านอนกันดีกว่าครับนี่ก็ดึกมากแล้วแถมลมแรงแบบนี้อีกซักพักฝนคงตกแน่ๆ”

            ก็จริงอย่างที่ว่า มันก็ดึกมากแล้วจริงๆ นั่นแหละ

            เริ่มรู้สึกง่วงขึ้นมานิดหน่อย

            “งั้นก็เก็บของกันเถอะฉันเริ่มเป็นห่วงขวัญแล้วด้วย”

            พวกเขาเลือกจะเก็บความสงสัยเอาไว้แล้วเก็บกวาดทุกอย่างบนชายหาดก่อนจะตรงกลับเข้าไปในรีสอร์ททันทีเพราะฝนเริ่มลงเม็ด

 

            เวลาเที่ยงคืนพอดี

            แล้วพายุฝนก็โถมลงมาบนเกาะแห่งนี้

            อิงศรเปิดประตูห้องพักของตัวเองแล้วเดินเข้าไป ภายในห้องมืดสนิท แต่มีการเดินไฟในรีสอร์ทด้วยผลงานของเขากับซีเซียมทำให้มีไฟฟ้าใช้ในส่วนที่พักดังนั้นสวิตซ์ไฟในห้องจึงสามารถทำงานได้

            อิงศรคลำมือหาสวิตซ์ที่ข้างผนังห้องจนเจอแล้วเปิดไฟ

            ผนังห้องสีเทาอ่อนๆ ปรากฏขึ้นจากความมืด ภายในห้องมีเตียงเล็กอยู่สองเตียงกับโต๊ะวางโคมไฟกั้นระหว่างกัน

            บนเตียงหลังหนึ่งมีคนนอนรออยู่ก่อนแล้ว

            มิ่งขวัญนั่นเอง นอนห่มผ้าคลุมโปงอยู่บนเตียง

            ก่อนหน้านี้ตอนที่เลือกแบ่งห้องภายในรีสอร์ทเขากับมิ่งขวัญก็ถูกจับให้มาอยู่ห้องเดียวกันตามความเห็นของทุกคนในกลุ่มโดยให้เหตุผลเลี่ยนๆ อย่าง ‘ให้พี่น้องที่แยกจากกันมานานได้ทำความสนิทสนมกัน’ กับ ‘คนที่จะคุมมิ่งขวัญที่ตอนนี้แข็งแรงระดับมนุษย์ต่างดาวได้ก็มีแต่อิงศรเท่านั้น’

            ด้วยเหตุผลสองข้อที่ว่าทำให้เขากับมิ่งขวัญมานอนห้องเดียวกัน

            อิงศรปิดประตูห้องแบบไม่ระวังจึงเกิดเสียงกระทบดังปัง เขาใช้โอกาสนี้สังเกตว่ามิ่งขวัญมีปฏิกิริยาหรือไม่

            แต่น้องชายที่คลุมโปงอยู่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะขยับ

            “ขวัญ ตื่นอยู่รึเปล่า”

            เขาลองถามออกไป

            “….”

            “ทำไมถึงกลับมาก่อนล่ะ”

            พอถามเซ้าซี้อีกมิ่งขวัญที่นอนคลุมโปงอยู่ก็ตอบกลับมา

            “รู้สึกไม่ค่อยดีเลยกลับมาพักน่ะ”

            น้ำเสียงนั้นค่อนข้างจะแหบพร่าเหมือนคนไม่มีแรง คงจะอ่อนเพลียอย่างที่บอกจริงๆ

            “งั้นเหรอคงเหนื่อยเพราะไปหาเสบียงล่ะมั้ง แต่ว่าพรุ่งนี้ถ้ายังไม่หายลองไปให้นรินทร์ดูอาการหน่อยก็ดีนะ”

            “อืม”

            ถึงจะดูแปลกๆ ไปบ้างแต่เสียงนั้นก็เป็นขวัญจริงๆ เพื่อความแน่ใจจึงคิดจะลองเข้าไปเลิกผ้าห่มขึ้นมาดู

            แต่พอถอดรองเท้าแล้วก้าวเท้าเข้าไปในห้องก็รู้สึกว่าพื้นห้องมันสากๆ

            มีทรายตกเป็นทางไปจนถึงเตียงของมิ่งขวัญ

            “นี่นายไม่ได้เช็ดเท้าให้ดีๆ ก่อนเข้าห้องเลยเรอะ”

            “…”

            ไม่มีการตอบกลับ

            พอจ้องไปที่เตียงของมิ่งขวัญซักพักเขาก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าทั้งชุดรบที่ได้จากซีลอร์ดกับชุดไปรเวทที่เป็นเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นก็ยังแขวนเอาไว้บนที่แขวนติดผนังเหนือเตียงนอน

            “ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อก็นอนเลยเรอะ”

            ด้วยความสงสัยอิงศรวางรองเท้าพิงกับผนังห้องไว้แล้วเดินเข้าไปเลิกผ้าห่มขึ้นมาเล็กน้อย

            มิ่งขวัญนอนหนุนหมอนอยู่ข้างใต้ผ้าห่มนั่น...โดยที่ไม่ได้เปลี่ยนชุดจากกางเกงว่ายน้ำเลย

            จึงคิดจะปลุกขึ้นมาตักเตือนแต่พอเห็นใบหน้าที่หลับเคลิ้มอย่างสบายแบบนั้นบวกกับวันนี้ก็รบกวนให้ไปหาเสบียงมาจัดงานเลี้ยงทั้งวันแล้วจึงคิดว่าจะปล่อยให้สักวันหนึ่ง

            อิงศรห่มผ้าให้น้องชายอย่างหนาแน่เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นหวัดแล้วแยกไปเปลี่ยนเป็นชุดไปรเวทที่หาได้จากร้านค้าที่ถูกทิ้งร้างอยู่ในรีสอร์ทแห่งนี้ซึ่งชุดของมิ่งขวัญกับคนอื่นก็หามาจากที่นั่นเพราะนอกจากชุดรบที่ได้มาจากซีลอร์ดแล้วก็ไม่ได้เตรียมชุดอื่นๆ มาด้วยเลย

            อิงศรเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อยืดสีขาวกางเกงผ้านิ่มขาสั้นสีน้ำตาลที่ใส่สบายตัวจากนั้นจึงปิดไฟแล้วปีนขึ้นเตียงนอน

            พอร่างกายได้สัมผัสกับความอบอุ่นจากผ้าห่มและเตียงนุ่มๆ ความง่วงก็เข้าจู่โจมอย่างรุนแรง

            อิงศรผล็อยหลับไปในตอนนั้น...

 

            เวลาตีสาม...

            บรรยากาศค่อนข้างเงียบสงัด แม้แต่เสียงฝนข้างนอกก็ยังหายไป ดูเหมือนจะหยุดตกมาได้ซักพักหนึ่งแล้ว

            ท่ามกลางความเงียบนั่นเอง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงกระทืบเท้า

            ปึง ปึง ปึง

            เสียงกระทืบเท้าเหมือนมีใครเดินอยู่ในห้อง

            เมื่ออิงศรปรือตาที่เต็มไปด้วยความง่วงงุนออกก็มองเห็นลางๆ ว่ามีเงาใครบางคนกำลังเดินไปที่ประตู

            เพราะความง่วงทำให้สัญชาตญาณไม่ค่อยจะตื่นตัวนักแต่เขาก็เหลือบไปมองที่เตียงของน้องชาย

            ที่นั่นไม่มีใครนอนอยู่

            “จะไปไหนน่ะขวัญ”

            “....”

            “ห้องน้ำเหรอ”

            “…”

            อิงศรรู้สึกแปลกใจที่น้องชายไม่ยอมตอบ แต่ว่าตัวเขาเองก็พูดด้วยเสียงที่เบาเอามากๆ บางทีขวัญอาจจะไม่ได้ยิน

            จึงพยายามเร่งเสียงขึ้นอีก

            “ขวัญ...”

            แต่เสียงก็ยังดังออกไปไม่มากอยู่ดี แล้วพอยิ่งคิดว่าจะต้องส่งเสียงให้มากขึ้นก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมา

            เขาพยายามจะลุกขึ้นแต่ร่างกายกลับหนักอึ้งคล้ายกับถูกอะไรบางอย่างกดทับไว้ที่หน้าอก

            สันหลังเย็นวาบขึ้นมาทันที มันกำลังเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่

            จากมุมมองของสายตาในสภาพที่นอนหงายอยู่นี่ทำให้มองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ได้ยินเสียงเปิดประตูห้อง เสียงประตูลากไปกับพื้นและเสียงปิดประตู

            หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงกระทืบเท้าเหมือนคนเดินขึ้นมาอีก แต่เสียงกลับห่างไกลออกไปจนกระทั่งเสียงเงียบลง

            ความง่วงเข้าจู่โจมอย่างรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ

            อิงศรรู้สึกสู้กับความง่วงนั้นไม่ได้ทั้งที่ตอนนี้ตัวเองกำลังเป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับมิ่งขวัญรึเปล่าและอยากจะลุกออกจาเตียงแต่ร่างกายกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรง

            “….”

            อิงศรผล็อยหลับไปอีกครั้ง

 

            เสียงหมาหอนดังระงม

            แต่ที่นี่คือโลกหลังการล่มสลายที่สัตว์ธรรมดากลายเป็นสัตว์เทวะ

            ถ้าอย่างนั้นตัวอะไรล่ะที่หอน?

            แล้วท่ามกลางเสียงหอนอย่างโหยหวนชวนสยองนั่นก็....

            แกร๊ก เสียงลูกบิดประตูถูกบิด ตามด้วยเสียงลากประตูไปกับพื้นและจบด้วยเสียงปิดดังปัง

            ดูเหมือนจะมีใครเข้ามาในห้อง

            อิงศรได้สติอีกครั้งหลังจากหลับไปตื่นหนึ่ง

            “ขวัญเหรอ”

            เขาสะดุ้งตัวลุกขึ้นมานั่งทันที คราวนี้ทำได้อย่างไม่มีปัญหา   ไม่รู้สึกหนักเหมือนมีอะไรกดทับอีก

            สายตาของอิงศรจ้องตรงไปยังประตูซึ่งตอนนี้ปิดสนิทไปแล้วจึงหันเหไปทางเตียงของน้องชายก็เห็นว่ามีคนมุดเข้าไปใต้ผ่าห่ม

            ส่วนหัวที่ลอดผ่านขึ้นมาถึงหมอนนั้นคือมิ่งขวัญที่จ้องมองมาทางนี้

            ...และยิ้มกว้าง

            “ไปไหนของนายมาน่ะ”

            “…”

            “ยิ้มทำไมฟะ”

            แต่มิ่งขวัญก็ไม่ตอบกลับเอาแต่มองมาที่เขาแล้วยิ้มเล็กยิ้มน้อย

            ชักไม่ดีแล้ว...ตอนที่คิดแบบนั้นก็เตรียมจะเรียกหน้าจอแชทไปหานรินทร์ให้มาช่วยดูอาการน้องชาย

            แต่ทว่า...

            “อะ...”

            อิงศรลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งบนเตียงของตัวเอง

            แผ่นหลังชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นๆ หัวใจเต้นแรง รู้สึกอ่อนเพลียเหมือนเพิ่งวิ่งมาราธอนมาอย่างไรอย่างนั้น

            “ขวัญ”

            เขาหันไปทางเตียงของน้องชาย

            ขวัญอยู่ที่นั่น นอนหลับสนิทไม่ได้ยิ้มหรือเปิดดวงตาจ้องมองมา

            นี่มันกี่โมงแล้ว...

            อิงศรเรียกหน้าจอระบบขึ้นมาดู นาฬิกาบอกเวลาตีสี่

            ผ่านมาสี่ชั่วโมงหลังจากเริ่มนอนและหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่มิ่งขวัญออกไปข้างนอก

            มิ่งขวัญกลับมาแล้วก็เอาแต่จ้องมองเขาพร้อมกับยิ้มน่ากลัวไปด้วย

            แถมยังมีเสียงหมาหอนที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ดังระงมในตอนนั้น

            “หรือว่าฝันไปงั้นเหรอ”

            อิงศรได้แต่สรุปแบบนั้นและตั้งสติไว้ตลอดจนกระทั่งเช้า

            แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #194 raigeki (จากตอนที่ 193)
    วันที่ 12 มกราคม 2561 / 07:29
    นักสืบคอยนาน...
    #194
    1
    • #194-1 R@ji(จากตอนที่ 193)
      12 มกราคม 2561 / 12:05
      มันเคยปรากฏชื่อในตอนที่ 2 ที่ไปหาของในร้านหนังสือมาอ่านแก้เซ็งและเป็นหนึ่งในเรื่องที่อิงศรติดหนึบด้วยล่ะงับ 555+
      #194-1