Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 176 : Login 173: ทางแห่งวัชพืช

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 175
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    22 พ.ย. 60

Login 173: ทางแห่งวัชพืช

 

            ติดกับเข้าจังหนับ…ไม่คิดเลยว่าจะมีวันที่ตัวเองต้องโดนคำพูดแบบนั้นตอกย้ำเข้าให้

            อิงศรตอกย้ำตัวเองที่เสียท่าให้กับการหลอกล่อของเครื่องทำสวนออร์ทิเกสซาร์ แถมยังเป็นกับดักตื้นๆ ที่มองออกได้อย่างง่ายดาย

            ทำไมกันนะ ทำไมถึงได้โดนหลอก

            อิงศรครุ่นคิดขณะที่ลำแสงสีแดงชาดทอประกายเจิดจ้าลงมาบนร่างของตน

            มันกะทันหันเกินไป เจ้าเครื่องทำสวนไม่เสียเวลาในการรวมพลังยิงลำแสงเลยแม้แต่วินาทีเดียวราวกับมันสะสมพลังเอาไว้ก่อนแล้วหรือไม่ก็เพียงแค่ยิงโดยที่ละขั้นตอนสะสมไปเพราะคิดว่าพลังไม่ต้องเต็มพิกัดก็สามารถปลิดชีพเขาได้

            เท้าไม่ยอมขยับแม้สมองจะสั่งการลงไปแล้ว แต่ช่วงเวลาแค่เสี้ยววินาทีเดียวคำสั่งยังไปไม่ถึงร่างกาย ยังค้างอยู่ที่เส้นกั้นของความนึกคิดและจิตใต้สำนึก

            ทว่า

            วินาทีที่ลำแสงเกือบจะบดขยี้ร่างอยู่แล้วนั่นเอง ราชครูมนุษย์ต่างดาวลิเธียมกับโพแทสเซียมก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าพร้อมกับใช้อาวุธต้านยันลำแสงเอาไว้โดยที่มันไม่ระเบิดเสียก่อน

            น…หนักน่าดูเลยแฮะ”

            โพแทสเซียมกล่าวขณะพยายามดันคันธนูทำจากโลหะเงินขนาดใหญ่เท่าตัวเองผลัก

            อีกสามวินาทีต้องรีบเบี่ยงวิถีแล้วครับท่านลำดับสี่”

            ลิเธียมพูดอย่างยากลำบาก แล้วทั้งสองก็ผลักอาวุธของตัวเองเบี่ยงวิถีของลำแสงออกไปทางซ้ายได้สำเร็จ

            ลำแสงพุ่งกระทบพื้นชายหาดแล้วระเบิดออก

            ตูม เสียงระเบิดดังกึกก้อง อิงศรรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างพุ่งผ่านตัวเองไปถึงสองอย่าง

            พวกราชครูที่เข้ามากันให้ไม่มีอยู่ตรงเบื้องหน้าอีกแล้ว เจ้าพวกนั้นถูกแรงสะท้อนผลักจนร่างลอยละลิ่วกลิ้งไปหลายตลบ แถบพลังชีวิตบนหัวของเจ้าพวกนั้นหายไปครึ่งหนึ่งมนพริบตาเดียว

 

Lithium LV. 144

[/////14804:39698…..]

 

Potassium LV. 144

[/////33333:66666…..]

 

            โพแทสเซียมยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเข่าแล้วพูดด้วยรอยยิ้มนึกสนุก

            ขนาดบล็อกเอาไว้นะเนี่ยยังล่อไปซะครึ่งหลอดแน่ะ”

            ลิเธียมลุกขึ้นมาบ้าง แว่นตาประหลาดที่สวมเอาไว้พังไม่มีชิ้นดีจนต้องโยนทิ้งทำให้ใบหน้าที่ปกติมักจะซ่อนไว้ใต้แว่นตาเผยออกมา

            ใบหน้าเหมือนเมษาราวกับเป็นฝาแฝด

            ลิเธียมใช้มือปาดคราบเลือดสีแดงที่ปากออกแล้วกล่าวราวกับตัดพ้อ

            พลังไม่ธรรมดาเลยนี่น่ะเหรอเครื่องทำสวนศักดิ์สิทธิ์”

            โพแทสเซียมหันมาส่งข้อความให้กับเขาที่ยังยืนขาแข็งอยู่ที่เดิม

            ซุงอิงก็เข้าใจอยู่หรอกนะว่าเพราะเคยอยู่กับท่านแฟรนเซียมมาก่อนแต่ว่าถ้าขาดความเยือกเย็นไปจะตายเอาได้น้า~”

            พอได้ฟังแบบนั้นอิงศรก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำจนระเบิดความโกรธออกมาเล็กน้อย

            ชิ รู้แล้วน่า!”

            เขาเดาะลิ้นอย่างไม่พอใจ ต้องมาโดนมนุษย์ต่างดาวมาสั่งสอนเรื่องพื้นฐานนี่เขาเป็นอะไรไปกันแน่

            เพราะเรื่องของมีนางั้นเหรอ

            เพราะยัยนั่นตกอยู่ในภาวะเป็นตายเราถึงได้ร้อนรนอย่างนั้นเหรอ

            ถึงแฟนสาวจะโดนจับตัวไปแต่ก็ต้องเยือกเย็นเข้าไว้นะ”

            โพแทสเซียมส่งเสียงมาอีก คงเพราะเขากำลังทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ล่ะมั้ง

            “...”

            อ้าวไม่รับมุกแฮะ”

            เวลาแบบนี้ยังจะมีอารมณ์มาเล่นมุกอีกเหรอครับท่านลำดับสี่”

            ลิเธียมพูดแล้วจับดาบปักลงบนพื้นใช้เป็นหลักยันขึ้นมา ขาของราครูลำดับที่ห้าสั่นเล็กน้อย ดูเหมือนความเสียหายจะหนักถึงขั้นทำกระดูกขาหักเอาได้

            โพแทสเซียมหัวเราะ

            ฮะ ฮะ ฮะ อารมณ์ขันน่ะสำคัญที่สุดเลยนะซุงลี่โดยเฉพาะเวลาที่มีคนหัวร้อนอยู่ในทีมเนี่ย”

            แล้วยันตัวลุกขึ้นอย่างสบายๆ ราวกับความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องโกหก

            นั่นน่ะถูกต้องแล้ว”

            เสียงของออร์ทิเกสซาร์ดึงให้ราชครูทั้งสองหันไป

            มันเริ่มพูดสนับสนุนคำพูดทีเล่นทีจริงของโพแทสเซียมแต่ก็ไม่ลืมที่จะสอดแทรกความวิปริตของมันลงไปด้วย

            อารมณ์ขันนี่แหละสำคัญที่สุดโดยเฉพาะตอนที่ได้เห็นวัชพืชกระเสือกกระสนกับความหวังตรงหน้าจนลืมดูทางแล้วดิ่งสู่ความสิ้นหวังนี่แหละ”

            บัดนี้อิงศรเข้าใจดีแล้วว่าเครื่องทำสวนเครื่องนี้บิดเบี้ยวขนาดไหน

            โพแทสเซียมกล่าว

            หวา นิสัยเสียจังเลยนะครับแอบฟังเรื่องคนอื่นเนี่ย”

            ทั้งเจ้านี่ทั้งโพแทสเซียมต่างก็ทำตัวเป็นตัวตลกทั้งคู่ อิงศรคิดอย่างนั้นแล้วก็รู้สึกว่าต้องใจเย็นลงให้มากกว่านี้ ถึงจะไม่อยากยอมรับนักแต่ที่โพแทสเซียมพูดมามันก็ถูกเขาควรจะต้องเยือกเย็นเข้าไว้

            สีหน้าดีขึ้นแล้วนี่อิงศรหัวเย็นลงบ้างแล้วสินะว่าไงล่ะจะลองคิดเรื่องข้อเสนอของฉันอีกซักครั้งไหม”

            แฟรนเซียมพูด

            ”…”

            แน่นอนว่าคำตอบของเขายังคงเดิมแต่ยังไม่ทันจะตอบกลับไป

            แฟรนเซียมก็พูดต่อ

            ถึงจะร่วมมือกันก็ยังทำลายเจ้านี่ไม่ได้เรื่องนั้นเป็นความจริงซะยิ่งกว่าจริงอีกแต่มีนาที่อยู่ข้างในนั้นไม่ใช่”

            หมายความว่าไงน่ะ”

            อิงศรถาม

            การขับเคลื่อนเครื่องทำสวนอย่างมันต้องใช้พลังมหาศาลแล้วมีนาที่เป็นเหมือนทางผ่านของพลังขนาดนั้นคงอยู่รอดได้ไม่นานหรอกเดิมทีฉันก็กะแค่จะทดสอบพลังของมันแค่ไม่กี่นาทีแต่ไม่นึกว่าจะเป็นแบบนี้และถึงเจ้านั่นมันจะพูดเองก็เถอะว่าฟันเฟืองที่สร้างขึ้นมาสมบูรณ์แบบจนแทบจะมีความสามารถยื้อชีวิตที่ใกล้ตายของเจ้าของได้เหมือนที่นายมี…”

            อยากจะพูดอะไรกันแน่”

            ก็นะพอมาลองคิดๆ ดูแล้วนายเองก็ไม่ได้เป็นอมตะไม่ใช่เหรออิงศร นั่นหมายความว่ามันมีจำกัดเวลาอยู่ไงล่ะหรือก็คือเวลาชีวิตของมีนาที่อยู่ในนั้นคือลมหายใจของเจ้าเครื่องทำสวนนี่ถ้าจะหยุดมันก็ขึ้นกับว่าเราจะถ่วงเวลาได้นานขนาดไหน แค่ยืนอยู่เฉยก็สิ้นเปลืองงานน่าดูแล้วแถมยังอาละวาดไปซะขนาดนั้นดูจากที่การโจมตีเริ่มจะแผ่วปลายเอาแสดงว่ามันเองก็เจียนอยู่เจียนไปเต็มที่แล้วเหมือนกัน”

            คำพูดของแฟรนเซียมทำให้อิงศรถลึงตามองไปที่ออร์ทิเกสซาร์ เจ้าตัวตลกนั่นไม่คิดจะแทรกขัดคำพูดที่เอาแต่คิดเข้าข้างตัวเองนั่นเลย

            หรือว่าจะเป็นเรื่องจริง?

            แต่ควรจะเชื่อคำพูดของแฟรนเซียมทั้งหมดจริงๆ น่ะหรือ

            อิงศรรู้สึกสับสน ความเยือกเย็นเหมือนจะไร้ความหมายท่ามกลางสนามรบที่ดำเนินไปทั้งการต่อสู้และการข่าวสารแทบจะพร้อมๆ กัน

             แฟรนเซียมยังกล่าวมาอีกว่า

            “เลิกงี่เง่าได้แล้วน่า ถ้าไม่ตอบรับข้อเสนอของฉันพวกพ้องที่แกหวงนักหนาก็จะตายไปด้วยนะ”

            ไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นมั่นใจแล้วว่าเขาหมดหนทางหรือกำลังร้อนรนอยู่กันแน่แต่ว่าคำพูดนั่นก็ทำให้แน่ใจได้อย่างหนึ่ง

            “ก่อนหน้านี้นายบอกเองนะว่าไม่สนพวกพ้อง แล้วอยู่ๆ พูดยกขึ้นมาแบบนั้นฉันก็ไม่คิดจะเชื่อนายอีกแล้วล่ะ”

            อิงศรขจัดความสับสนออกไปได้

            ตอนนี้ชัดเจนเรื่องหนึ่งแล้วว่าแฟรนเซียมจำเป็นต้องมีเขาเพื่อหยุดออร์ทิเกสซาร์

            ถ้าอย่างนั้นมันคืออะไรกัน นั่นเป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบให้เร็วที่สุดเพื่อช่วยมีนา

            ตอนนั้นเอง เครื่องทำสวนโดโกบาร์ที่หลังจากลงมาบนพื้นแล้วก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ก็เริ่มเคลื่อนไหว

            มันที่ยืนคร่อมหัวพวกพ้องของเขาที่ยืนอยู่ข้างหลังย่อตัวลงเล็กน้อย

            ล้อที่เท้าหมุนครืดขับเคลื่อนตัวมันไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วปืนที่แบกอยู่บนไหล่ทั้งสองข้างยิงกระสุนแสงกราดขึ้นไปข้างบนที่แฟรนเซียมพยุงเครื่องทำสวนไว้

            แต่แฟรนเซียมบังคับมันหลบหลีกลูกกระสุนทั้งหมดแล้วปล่อยการโจมตีสวนกลับด้วยลำแสงสีแดงจากดวงตา แต่โดโกบาร์หลบมันได้

            “วัชพืช!!”

            เสียงกู่ร้องของมิ่งขวัญดังก้องออกมาจากตัวโดโกบาร์ แต่ว่า...

            “ตั้งสติหน่อยผู้ถูกฟันเฟืองเลือก”

            เสียงของมิ่งขวัญพูดเช่นนั้นอีก แม้จะเป็นเสียงเดียวกันแต่ฟังจากคำพูดแล้วคงเป็นโดโกบาร์ที่ใช้เสียงของมิ่งขวัญพูด พอเป็นแบบนั้นแล้วการเคลื่อนไหวที่บุ่มบ่ามของโดโกบาร์ก็เริ่มหายไป

            จังหวะหักหลบการโจมตีที่แฟรนเซียมปล่อยออกมาทำได้เฉียบคมขึ้นแถมยังปล่อยการโจมตีสวนกลับไปได้อย่างเหนือชั้นกว่า

            “…”

            ในทีแรกอิงศรกลัวว่าน้องชายอาจจะควบคุมโดโกบาร์ไม่ได้และอาละวาดแต่พอเห็นการต่อสู้ที่สูสีหรืออาจจะเหนือแฟรนเซียมแล้วคิดว่าโดโกบาร์คงเป็นคนควบคุมการต่อสู้เองถ้าอย่างนั้น…

            ทางด้านของมิ่งขวัญคงไม่เป็นไรปล่อยให้จัดการแฟรนเซียมไป

 

            ตอนที่คิดจะละความสนใจเพื่อกลับมาจัดการกับออร์ทิเกสซาร์และเมอร์คาบาห์ที่เขาทิ้งให้ประดาบกับรูบิเดียม ทันใดนั้นเองก็มีเสียงตะโกนโหวกเหวกมาจากทางพวกฟู

            “เฮ้ หมอนั่นมันขึ้นไปบนรถแล้วนะ!”

            ฟูพูด อิงศรจึงหันไป

            บนรถจิ๊ปที่พวกเขาจอดทิ้งไว้ ข้าวหลาม ทหารคนสนิทของสิงห์หรือในตอนนี้คือแฟรนเซียมได้ตัววิเชียรมาศที่พวกเขาจับไว้เป็นตัวประกันไปแล้ว

            ข้าวหลามใช้มือเปล่าดึงโซ่ที่มัดตัวหล่อน โซ่ที่ซีลอร์ดเป็นคนสร้าง

            ตอนนี้หมอนั่นเป็นมนุษย์ครึ่งปีศาจ ‘ดิวินิแดด’ หากเป็นโซ่ธรรมดาคงจะขาดไปแล้วแต่หมอนั่นก็ทำได้เพียงแค่คลายมันออกเพียงเล็กน้อย

            แต่แค่นั้นก็พอจะทำให้วิเชียรมาศที่ได้สติแล้วสลัดตัวหลุดออกมาได้

            ปัง!

            มิกซ์ลั่นไกปืนยิงกระสุนออกไปเพื่อหยุดพวกนั้น แต่ข้าวหลามก็เปลี่ยนผิวหนังที่แขนเป็นเกล็ดงูสีแดงก่ำแล้วปัดลูกกระสุนทั้งหมด

            ปลอดภัยแล้วใช่ไหมวิเชียรมาศ”

            เสียงของแฟรนเซียมดังมา เครื่องทำสวนที่หมอนั่นขับบินผ่านด้านบนสองคนนั่นโดยที่ม้วนตัวไปจังหวะหนึ่งเพื่อหลบกระสุนแสงจากโดโกบาร์

            โซเดียราโอ!”

            แฟรนเซียมปล่อยลำแสงออกจากดวงตาของเครื่องทำสวน โดโกบาร์ที่เป็นเป้านั้นไม่ได้เคลื่อนตัวหลบแต่กลับวิ่งตรงเข้าหาโดยที่เล็งปืนใหญ่ไว้ราวกับคิดจะแลกหมัด

            ตรงนั้นเองที่คาดไม่ถึง เพราะคันชั่งบนหลังของโดโกบาร์เริ่มหมุนเหวี่ยงจานชั่งให้ลอยขึ้นเหมือนใบพัดเฮลิคอปเตอร์ จานชั่งสร้างกำแพงแสงรูปวงกลมขึ้นมาทับไว้แล้วเมือ่มันถูกเหวี่ยงอยู่จึงกลายเป็นบาเรียที่ช่วยปัดป้องการโจมตีออกไป

            ลำแสงของแฟรนเซียมถูกบาเรียสะท้อนไปตกที่ทะเล เกิดระเบิดที่ทำให้น้ำพวยพุ่งขึ้นไปถึงท้องฟ้า

            ในวินาทีนั้นเองที่กระบอกปืนใหญ่ของโดโกบาร์คำรามลั่น

            ตูม! ตูม!

            เครื่องทำสวนของแฟรนเซียมโดนเข้าไปสองนัดจากสี่ ที่ขากับลำตัวถึงจะไม่บุบสลายไปมากแต่เครื่องก็เสียการทรงตัวและร่อนลงไปที่ชายทะเล

            แผ่นดินถึงกับสั่นสะเทือนเมื่อวัตถุมวลมหาศาลตกลงบนหาด หยาดน้ำสาดกระเซ็นไปทั่วอาณาบริเวณ เครื่องของแฟรนเซียมหัวทิ่มลงไปกองแน่นิ่งอยู่บนพื้นหาด

            สิงห์!”

            “ท่านสิงห์!”

            ข้าวหลามกับวิเชียรมาศพูดขึ้นพร้อมกัน ทั้งสองกระโดดลงจากรถมุ่งหน้าตรงไปที่เครื่องทำสวนโดยไม่แยแสว่าตรงนั้นจะมี

            โดโกบาร์ที่กำลังรอจะเผด็จศึก

            ข้างหน้ามีอิงศรกับพรรคพวกขวางไว้

            ออร์ทิเกสซาร์ที่ดูไม่ออกว่ากำลังคิดจะทำอะไรแต่ก็ยืนอยู่ในเส้นทางที่ต้องผ่านเพื่อไปให้ถึงจุดที่เครื่องของแฟรนเซียมตกลงมา

            สองคนนั้นจงรักภัคดีถึงขนาดนี้แต่แฟรนเซียมหรือสิงห์กลับบอกว่าไม่มีพวกพ้อง นั่นมันยังไงกันแน่นะ

            สิงห์...

            อิงศรจับจ้องไปที่เครื่องทำสวนซึ่งหัวทิ่มอย่างไม่วางตาเช่นเดียวกัน

            แวบหนึ่ง เพียงแค่แวบเดียวจริงๆ ที่เขานึกเป็นห่วงสิงห์ที่ขับอยู่ข้างในนั้น

            ถึงจะเป็นศัตรูกันแต่ก็ถูกเลี้ยงดูมาโดยคนๆ นั้นมันทำให้สับสนขึ้นมาว่าควรจะทำตัวอย่างไร

            หากคนที่เลี้ยงดูเขามาไม่ใช่คนอย่างสิงห์แล้วล่ะก็ตอนนี้เขาเองก็คงจะเป็นหนึ่งในคนที่วิ่งตรงไปหาอย่างไม่คิดชีวิตเหมือนสองคนนั่น

            อิงศรและพวกพ้องไม่ได้ขัดขวางข้าวหลามกับวิเชียรมาศและปล่อยให้ผ่านไป แต่ออร์ทิเกสซาร์ไม่ใช่มันสร้างฝูงสัตว์เทวะห้าตัวขึ้นจากอนุภาคทองคำที่ล่องลอยอยู่รอบตัวขึ้นแล้วส่งไปล้อมทั้งสองเอาไว้

            ความสิ้นหวังแบบนั้นแหละแสดงให้ดูอีกสิวัชพืชเอ๋ย หึ ฮะฮะฮะ

            เครื่องทำสวนหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของมันมีเสียงครืดๆ เหมือนฟันเฟืองกระทบกันดังติดมาด้วย

            ข้าวหลามสบถคำรามอย่างหัวเสีย

            ชิ เล่นกันแบบนี้เรอะ

            แล้วเปลี่ยนเป็นตะโกนเรียกให้คนอื่นไปช่วยแทน

            อนันตาช่วยที!”

            เบื้องหน้าเครื่องทำสวนของแฟรนเซียม พญานาคผุดหัวของมันขึ้นมาพร้อมกันหลายสิบหัวพร้อมกับพ่นเมือกพิษใส่โดโกบาร์

            อนิจจาแม้จะเป็นพิษของราชาแห่งนาคาก็ไม่อาจทะลุบาเรียใบพัดเข้าไปได้

            โดโกบาร์ยิงกระสุนแสง หัวของอนันตามทยอยระเบิดไปทีละหัว เสียงแตกดังโผละราวกับทุบแจกันเศษเนื้อกับน้ำเลือดสาดกระจายไปทั่วทั้งหาด อาบย้อมทรายสีขาวให้แดงก่ำราวกับก้นบึ้งนรก

            ถึงเศียรของอนันตาจะมีมากมายจนแทบนับไม่ถ้วนแต่ด้วยความเร็วของการยิงที่รัวเป็นปืนกลเช่นนั้นคงจะถ่วงเวลาได้ไม่นานนัก ข้าวหลามกับวิเชียรมาศจึงสาละวนอยู่กับการทำลายสัตว์เทวะเพื่อฝ่าออกไป

            ด้วยเหตุนั้นเองทำให้กลุ่มของเขาถูกเมินไปโดยปริยาย

            ...ก็ไม่ถึงขนาดจะวางใจได้ยังเหลือรูบิเดียมอยู่อีกคน ตอนที่อิงศรหันกลับไปดูเมอร์คาบาห์ ก็เห็นหล่อนเรียกลูกไฟยูนิทที่ลอยค้างฟ้าอยู่ที่อีกฟากของหาดให้มาเรียงอยู่รอบๆ ดาบผลึก

            จ่ายหนึ่งยูนิท บัลลิสต้าพันนิชเชอร์

            สิ้นคำและเมื่อยูนิทสีซีดขาวแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนซึมเข้าไปในดาบ หล่อนก็โยนดาบผลึกขึ้นไป ดาบเปล่งแสงและระเบิดออก

            มิติอวกาศแผ่ขยายออกมาจากรอบๆ จุดที่เกิดระเบิดครอบคลุมทั้งสนามรบเอาไว้ รถยิงธนูยักษ์เหมือนกับท่าที่เขาเคยใช้โผล่ขึ้นมาท่ามกลางท้องฟ้าที่ว่างเปล่าความแตกต่างนั้นมีเพียงสองข้อ

            หนึ่งคือไม่มีเครื่องทำสวนม้าที่ลากรถวิ่งออกมาก่อนและสองคือรถทั้งคันไม่ได้เป็นโลหะสีเงินมันวาวเหมือนต้นฉบับแต่เป็นผลึกชนิดเดียวกับดาบที่หล่อนโยนขึ้นไป

            ถ้าอย่างนั้น....

            อิงศรคิดพร้อมกับจ้องไปยังคันรถที่เล็งเป้ามาที่ตน

            ร่างกายขยับไม่ได้แม้แต่ในส่วนของการหยุดการเคลื่อนไหวก็ยังเหมือนกับของจริง

            ป่านนี้พวกพ้องของเขาคงกำลังหวาดวิตกกันว่าเขาจะถูกฆ่าตายด้วยท่าไม้ตายนี้

            แต่จากปากคำของซีเซียมก่อนที่จะแยกกันมาที่นี่ เจ้านั่นได้บอกเรื่องความสารถของอาวุธติดตั้งอสุราที่รูบิเดียมมีไว้กับเขาแล้ว ทั้งเรื่องที่สามารถใช้ท่าไม้ตายได้ทุกท่าในเกมรวมถึงเงื่อนไขที่ต้องใช้ดินแดนผลึกกับยูนิทสีเฉพาะแล้วจึงคิดวิธีรับมือเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซต์ที่มิ่งขวัญขับมาตลอดทาง

            โชคยังดีที่ในมิติท่าไม้ตายนั้นปากยังขยับได้อยู่ ยังสามารถออกเสียงสั่งการได้

            เมอร์คาบาห์ดูดยูนิทของยัยนั่นมาแล้วใช้เมสไซอาร์บัสเตอร์ผ่ามันทิ้งไปเลย

            เขาพูดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ออกไป

            คำพูดนั้นทำให้รูบิเดียมกระพริบตา

            คำพูดที่เหมือนกับเพ้อฝันแต่กำลังจะกลายเป็นจริงเมื่อเมอร์คาบาห์เริ่มเคลื่อนไหวท่ามกลางมิติท่าไม้ตายที่กาลเวลาหยุดนิ่งเหมือนกับที่เครื่องทำสวนศักดิ์สิทธิ์ทำ

            ไหนยังจะคำพูดที่ว่าให้ไปดูดยูนิทของศัตรูมาใช้อีก เมอร์คาบาห์บินขึ้นไปหากลุ่มยูนิทที่ลอยวนไปวนมาแล้วคว้ามาลูกหนึ่ง ดูดซึมมันเข้าไปในร่างกายผ่านทางมือนั่นแล้วหมุนตัวควงใบมีดที่แขนให้ประกอบเข้าด้วยกันจากนั้นจึงปล่อยออกไป

            ใบมีดที่กลายเป็นดาบพระจันทร์เสี้ยวพุ่งตัดรถยิงธนูผลึกขาดเป็นสองท่อนได้อย่างน่าอัศจรรย์

            สาเหตุที่เป็นแบบนั้นมีสองข้อด้วยกัน

            อย่างแรกคือสกิลท่าไม้ตายที่รูบิเดียมเป็นการใช้ผ่านสกิลของอาวุธติดตั้งอสุราซึ่งทำให้มันมีข้อแตกต่างตรงที่จะอัญเชิญผลึกที่ถือว่าเป็นวัตถุพิเศษในเกมออกมาใช้ท่าไม้ตายและเมสไซอาร์บัสเตอร์ของเมอร์คาบาห์ก็มีพลังในการลบล้างสิ่งนั้น แล้วเมอร์คาบาห์ก็ยังมีความสามารถ ‘Counter Ultimate’ ที่มีในสกิลท่าไม้ตายบางท่าทำให้ใช้สวนท่าไม้ตายของอีกฝ่ายได้เป็นความสามารถติดตัว ด้วยเหตุนั้นเองเมอร์คาบาร์จึงขยับตัวท่ามกลางมิติที่กาลเวลาหยุดนิ่งได้

            มิติท่าไม้ตายหายไปพร้อมรถยิงธนู รูบิเดียมรับเอาเศษเสี้ยวของผลึกที่ตกลงมาแล้วคืนสภาพมันกลับเป็นดาบผลึกอีกครั้ง

            หล่อนยังไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้นแต่กลับร่ายท่าไม้ตายใหม่อีกท่า

            งั้นถ้าแบบนี้ล่ะ! เวพ่อนไนท์ โกลดกาแลนต์!”

            หล่อนโยนดาบขึ้นไปอัญเชิญเครื่องทำสวนมังกรแต่ร่างเป็นผลึกออกมา

            เมสไซอาร์บัสเตอร์!”

            อิงศรสั่งอีกครั้ง เหตุการณ์แบบเดิมๆ เกิดขึ้นซ้ำสอง เมอร์คาบาห์เหาะไปขโมยยูนิทที่มีอยู่เป็นกระบุงของหล่อนมาใช้ได้ง่ายๆ แล้วขว้างดาบพระจันทร์เสี้ยวผ่าเครื่องทำสวนเก๊นั่นทิ้งก่อนที่มันจะทันมอบพลังของอัศวินทองคำให้กับรูบิเดียม

            พลังของเมอร์คาบาห์ทำให้หล่อนต้องสะอึก

            อึก มีปีศาจที่ทำแบบนี้ได้ด้วยงั้นเรอะ

            อันที่จริงแล้วก็ค่อนข้างน่าแปลกอยู่ที่เมอร์คาบาห์ฮันเซลัชช่านั้นมีความสามารถที่เป็นปฏิปักษ์กับกลยุทธ์สู้ด้วยท่าไม้ตายล้วนๆ ของหล่อน แต่หากคิดจากที่อดัมหรือจะอะไรก็ตามที่พยายามจะสื่อสารผ่านเมอร์คาบาห์ของเขาตอนที่ประดาบกับรูบิเดียม ได้เรียกหล่อนว่า อีฟส์ ถ้าคิดด้วยเหตุผลเรื่องความเชื่อมโยงแล้วเรื่องนี้ก็คงจะดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันทีแม้จะเป็นเรื่องบังเอิญที่น่าตกใจอย่างเหลือเชื่อก็ตาม

            เมื่อกลยุทธ์หลักเพียงหนึ่งเดียวไมได้ผลรูบิเดียมจึงเปลี่ยนมาต่อสู้ด้วยพลังกายของตัวเองล้วนๆ หล่อนจับดาบผลึกเข้าฟาดฟันกับเมอร์คาบาห์ด้วยความเร็วชนิดที่เขาเองก็ไล่ตามไม่ทัน

            เมอร์คาบาห์ยังพอโต้ตอบด้วยการบินหนีขึ้นไปให้สูงพ้นจากระยะกระโดดของหล่อนได้แต่แล้ว รูบิเดียมก็เปลี่ยนเป้าโจมตีมาที่เขาแทน

            ดาบผลึกเงื้อขึ้น อิงศรมองเห็นเพียงแค่นั้น ที่เหลือเร็วเกินระดับความสามารถของเขาที่จะไล่ตามให้ทันแล้ว

            แกร๊ง! เสียงใสดังกังวาน เสียงกระทบระหว่างหินกับโลหะส่งเสียงอันแปลกประหลาดออกมา

            ดาบของรูบิเดียมถูกขัดเอาไว้ด้วยดาบที่ลิเธียมยื่นเข้ามา ไม่อย่างนั้นแล้วดาบผลึกคงได้เข้าสู่ลำคอของตนเป็นแน่

            แต่ลิเธียมเองก็ต้านรับไว้ไม่ไหว ดาบเหล็กถูกดันเข้ามา

            อิงศรคิดจะขยับถอยออกแต่ดาบผลึกกลับดันเข้ามาเร็วขึ้น

            เคร้ง~ เสียงโลหะกระทบกัน คันธนูของโพแทสเซียมแทรกเข้ามาขัดดาบผลึกอีกแรง

            ราชครูมนุษย์ต่างดาวลำดับสี่กับหกกำลังต้านยันราชครูลำดับสามทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่ดาบผลึกไม่มีทีท่าจะขยับถอยกลับไปเลย

            ลิเธียม โพแทสเซียม คิดบ้าอะไรอยู่ทำไมถึงได้ช่วยชาวโลกหา!”

            รูบิเดียมตะหวาดอย่างโกรธเกรี้ยว

            โพแทสเซียมตอบน้ำเสียงติดตลกไปว่า

            ก็ทางนี้น่าสนุกกว่านี่นา~ ซุงลูลู่เองก็เถอะคิดจะเอาจริงเอาจังกับแผนของท่านแฟรนเซียมจริงๆ อย่างนั้นเหรอ

            พอได้ยินแบบนั้นรูบิเดียมก็ยิงฟันแยกเขี้ยวอย่างเกรี้ยวดกราดราวกับไม่ใช่ตัวหล่อนเอง

            หุบปากแล้วตายไปซะ!”

            ดาบผลึกผลักอาวุธของราชครูทั้งสองกระเด็นไปพร้อมกับเจ้าของรวมถึงอิงศรก็ถูกสองตนนั่นชนติดร่างแหปลิวไปด้วยกัน

            อิงศรพลิกตัวกลางอากาศ เหยียบลงพื้นแล้วง้างธนูแผลงศรสวนออกไปทันที

            เขายิงต่อเนื่องไปด้วยกันถึงสี่นัด แต่รูบิเดียมปัดทิ้งและหลบได้หมด

            ก่อนที่รูบิเดียมจะเคลื่อนที่ออกจากจุดล่าสุดที่หล่อนปัดลูกธนูของเขาทิ้งไปนั้นอิงศรก็ชิงลงมือก่อน

            มหาเขตแดนตรวนผนึกหมาป่าไกรนิลพ์!”

            ทันใดนั้นเองจุดที่ลูกถูกปัดตกไปก็เกิดวงเวทย์ขึ้น โซ่แสงพุ่งออกจากวงเวทย์ทั้งหมดมัดตรวนราชินีมนุษย์ต่างดาว ดึงร่างอันสูงศักดิ์ของหล่อนลงสู่ดินทราย

            นั่นคงตรึงหล่อนไว้ได้ซักพักรวมถึงเป็นเวลาสำหรับเรียบเรียงสิ่งที่ต้องทำก่อนหลัง

            มีนา...

            อิงศรหันเหสายตาไปที่ออร์ทิเกสซาร์ซึ่งยังเพลิดเพลินกับการถ่วงเวลาพวกข้าวหลาม

            เวลานี้ควรจะต้องช่วยมีนาออกมาก่อนเพราะถ้าเป็นอย่างที่แฟรนเซียมพูดขึ้นมา หากปล่อยไว้นานมีนาจะเป็นอันตราย

            แต่ว่าเขาไม่มีพลังพอจะทำอะไรแบบนั้นได้ ถึงข้อเท็จจริงนี้จะแจ่มแจ้งเพียงใดก็ยังน่ากังขาด้วยการกระทำของแฟรนเซียมที่พยายามชักจูงเขาให้ร่วมมือกันหยุดออร์ทิเกสซาร์

            ...

            ไม่ไหว อิงศรยอมแพ้ให้กับความคิดที่จะเดาว่าอะไรที่แฟรนเซียมต้องการจะใช้จากเขาเพื่อหยุดออร์ทิเกสซาร์และต่อให้ลองคาดเดาก็คงมีแต่วิธีฆ่ามีนาไปพร้อมกับหยุดออร์ทิเกสซาร์อยู่ดี

            มีแต่ต้องใช้ไอ้นั่นสินะ

            อิงศรพูดเปรยกับตัวเองแล้วหันหน้าออกไปที่ทะเล

            อันที่จริงแล้ว...

            ตั้งแต่ตอนที่เข้ามาในสนามรบนอกจากเสียงของออร์ทิเกสซาร์ที่หลุดเข้ามาในหัวตอนที่หลอกเขาเรื่องมีนายังอาจจะมีสติหลงเหลืออยู่ก็ยังมีอีกเสียงหนึ่งที่คอยกวนใจมาตลอด

            เสียงเรียกและสายตาที่จ้องมองมาจากทะเล

            สายตาแบบเดียวกับที่รู้สึกตอนอยู่ที่ค่ายกรุงเทพ สายตาของดีเซมแมร์ที่จ้องมองเขาออกมาจากอุกกาบาต

            ความรู้สึกบอกว่าสายตานั่นถูกส่งมาจากใต้ทะเลตรงกับจุดที่เคยว่ายผ่านกันตอนพามีนาไปทำเควสเปลี่ยนอาชีพเทคนิคัล นั่นคงจะเป็นสายตาของเครื่องทำสวนอีกเครื่องที่หลับใหลอยู่ข้างล่าง

            เจ้า ก้อนหินที่อยู่ใต้ทะเลตอนนั้นคงจะเป็นหินอุกกาบาต

            สาเหตุที่พวกสัตว์เทวะปลาไหลพยายามจะลากเขาลงไปบางทีอาจจะเป็นเพราะพลังของเครื่องทำสวนที่หลับใหลอยู่ในอุกกาบาตนั่นเองที่ต้องการให้เข้าไปขับเคลื่อนมันเพราะว่ามีฟันเฟืองอยู่ในตัวของเขา

            อิงศรลองตั้งสมมติฐานแบบนั้นแล้วก็มาถึงจุดที่น่าหนักใจที่สุด

            ควรจะลองเดิมพันกับมันดีหรือเปล่า?

            เดิมพันว่าจะควบคุมเครื่องทำสวนนั่นแล้วต่อสู้กับออร์ทิเกสซาร์ ถ้าทำแบบนั้นก็จะมีพลังที่สูสีกันและอาจจะหยุดออร์ทิเกสซาร์พร้อมกับช่วยมีนาได้

            แต่ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันเช่นเดียวกัน มีแต่ความเสี่ยงเต็มไปหมด

            ความเสี่ยงที่จะควบคุมไม่ได้และกลายเป็นทำลายพวกเดียวกัน

            ความเสี่ยงที่อาจจะทำมีนาตายได้เพราะการต่อสู้ตรงๆ กับออร์ทิเกสซาร์ ไม่ว่าจะด้านพลังทำลายของเครื่องทำสวนหรือว่าด้านการดึงพลังออกมาใช้ของออร์ทิเกสซาร์ที่จะทำร้ายมีนามากขึ้นไปกว่าเดิม

            อิงศรหันมองสนามรบแล้วตัดสินใจ

            แต่ถ้าไม่ทำตอนนี้ก็ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนอยู่ดี

            เด็กหนุ่มสรุปลงไปว่าจะต้องทำ จะต้องควบคุมเครื่องทำสวนศักดิ์สิทธิ์ให้ได้

            ที่คือทางเลือกเพื่อจะกระเสือกกระสนให้ถึงที่สุด

            คือทางของวัชพืช

            คือการก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

            

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น