Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 173 : Login 170: พลังของมนุษย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 172
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    14 พ.ย. 60

Login 170: พลังของมนุษย์

 

            ทันทีที่เมอร์คาบาห์ เทวทูตซึ่งมีใบหน้าเหมือนกับตนเองปรากฏตัวขึ้นบรรยากาศของสนามรบก็เปลี่ยนไป

            อิงศรสัมผัสได้แบบนั้น สัมผัสถึงสายตาของเครื่องทำสวนสิงโตที่จดจ้องมาแล้วก็…

            “สิงห์”

            สายตาของราชามนุษย์ต่างดาวที่ทิ่มแทงผ่านเครื่องทำสวนครึ่งคนครึ่งนก

            สายตาตื่นตระหนกที่บางอย่างไม่เป็นไปอย่างที่คาด

            ใช่แล้วเพราะว่าเมอร์คาบาห์ในตอนนี้ไม่ใข่เมอร์คาบาห์ที่สิงห์ ธุวดารกะ หรือ แฟรนเซียมต้องการ แต่เป็นเมอร์คาบาห์ที่วิวัฒนาการไปอีกขั้นหนึ่ง

            ไม่ใช่ราชรถสู่สวรรค์ที่ให้ชักจูงได้แต่เป็นสายลมแห่งยุคใหม่ที่จะพัดพามนุษย์ คอยผลักดันให้ก้าวเดินต่อไปข้างหน้า นั่นแหละคือเมอร์คาบาห์

            “เมอร์คาบาห์ ฮันเซลัชช่า”

            จากนั้นเมอร์คาบาห์ก็ช่วยจัดการพวกสัตว์เทวะที่เข้ามาล้อมไปได้

            แต่ไม่ได้จบแค่นั้น…ดูเหมือนจะสร้างความประหลาดใจให้กับเครื่องทำสวนสิงโตที่น่าจะเป็นผู้สร้างพวกมันขึ้นมา

            อิงศรคิดว่าสัตว์เทวะพวกนั้นคงจะเหมือนกับตอนที่ดีเซมแมร์สร้างสัตว์เทวะอัศวินแห่งจุดจบ

            แต่แล้ว

            “อะไรกันทำไมถึงไม่มีพลังส่งมาจากซัลฟูลเรี่ยนที่ถูกทำลาย เจ้าทำอะไรลงไปกันแน่วัชพืช”

            เครื่องทำสวนสิงโตกลับพูดมาอย่างนั้น มันแสดงออกว่ากำลังเป็นงงกับอะไรบางอย่างไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น

            อิงศรคิดว่าอาจจะเป็นเพราะคุณสมบัติทำลายสิ่งลวงหลอกของเมอร์คาบาห์ที่วิวัฒนาการแล้ว ความสามารถที่มีชื่อว่า ‘อิลลูชั่นเบรกเกอร์’ นั่นได้ทำลายความสามารถบางอย่างของสัตว์เทวะที่มันสร้างไปด้วย

            แต่ไม่ทันไรเครื่องทำสวนก็สร้างสัตว์เทวะขึ้นมาใหม่แล้วเข้าล้อมพวกเขาอีก

            โดนล้อมเข้าจนได้ ทั้งหมดนี่เป็นเพราะ…

            อิงศรเหลือสายตาไปยังน้องชายที่ตอนนี้หันหลังชนกับหลังของเขาอยู่

            “แย่ล่ะ โดนพวกมันล้อมแล้ว”

            มิ่งขวัญพูดในสิ่งที่เขาคิดว่างี่เง่าที่สุดออกมา

            อิงศรกัดฟันฝืนโดยตั้งใจแล้วว่าจะไม่พูด แต่ไม่รู้ทำไมพอนั่นเป็นเสียงของเจ้าน้องชายตัวแสบแล้วมันก็อดไม่ได้

            “ก็เพราะใครล่ะฟะ”

            อิงศรหันไปตะคอกใส่น้องชาย มิ่งขวัญได้ยินเช่นนั้นก็หันมาประจันหน้า

            “เอ้า ก็ศรบอกให้พุ่งเข้ามาเลยไม่ใช่เหรอ”

            “ฉันบอกว่าอย่า นายนั่นแหละฟังยังไงถึงได้พุ่งลงมากลางวงแบบนี้เล่าเจ้าบ้า”

            “อย่ามาว่าบ้านะ คนที่ว่าคนอื่นบ้านั่นแหละที่บ้า”

            “โตจนป่านนี้แล้วยังยอมรับไม่ได้อีกรึไงเจ้าบ้า บ้าๆๆ”

            “ศรนั่นแหละบ้า บ้าๆๆๆๆ”

            ทั้งที่เป็นสถานการณ์แบบนี้แต่เขากลับควบคุมตัวเองไม่ให้ทำตามอารมณ์ไม่ได้เลย

            ลงท้ายพวกเขาก็ยังทะเลาะกันเป็นเด็กเหมือนเดิม

            ตอนนั้นเองก็มีรถจิ๊ปสองคันพุ่งลงมาจากถนน ลงมาที่หาดนี่

            คนที่อยู่บนรถโจมตีมาด้วยกระสุนกับลำแสงเวทมนต์กวาดพวกสัตว์เทวะไปได้ก่อนที่พวกมันจะทันทำอะไร ซึ่งพลังชีวิตขอวสัตว์เทวะพวกนั้นก็มีแค่สองพันสามารถจัดการได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวอยู่แล้ว

            พวกกวินทร์กับโพแทสเซียมนั่นเอง

            พอตามมาสมทบแล้วกวินทร์ที่อยู่บนรถก็พูด

            “เวลาแบบนี้ยังมาทะเลาะกันลงอีกเหรอครับ”

            กวินทร์มองอิงศรกับน้องชายด้วยสายตาทึ่งๆ

            แต่พลอยที่นั่งอยู่ข้างหลังรถก็บอกว่า

            “ปกติของคู่นี้เขาล่ะนะ ช่วยกันไปบ่นกันไปนี่แหละ”

            ถึงจะเป็นเรื่องจริงแต่ตอนนี้อิงศรเลิกปะทะฝีปากกับมิ่งขวัญแล้วหันไปยังเครื่องทำสวนสิงโต

            “…”

            นั่นก็เพราะว่าตอนนี้เจ้าเครื่องนั่นกำลังเคลื่อนไหว

            แผงคอของมันกำลังหมุนอย่างรวดเร็วจนน่ากลัวว่าจะมีอะไรออกมารึเปล่า

            ก่อนหน้านี้ที่เมอร์คาบาห์เป็นคนทำลายสัตว์เทวะมันพูดว่าไม่มีพลังงานส่งกลับไป แต่เมื่อกี้คนที่ทำลายคือพวกกวินทร์ถ้าอย่างนั้นความสามารถนั่นก็คงทำงานไปแล้ว

            สิงโตพูด

            “เมินข้ากันได้ลงคอเลยนะพวกเจ้า”

            แล้วขยับตัวเหมือนพยายามเล็งให้ตำแหน่งของแผงคอกับปากอยู่ตรงกับพวกเขา

            อิงศรคิดจะสั่งให้ทุกคนกระจายกันหลบออกไปแต่ก็ยังไม่ทันได้พูด

            เครื่องทำสวนอีกเครื่องโฉบลงมาขวางกลางระหว่างเขากับสิงโต

            เสียงของสิงห์ ธุวดารกะ ดังออกมาจากเครื่องทำสวนครึ่งคนครึ่งนกนั้น

            “โทษทีนะแต่คงให้แกเข้ามายุ่งมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้วก็…”

            เสียงของสิงห์เริ่มพูดคุยกับพวกเขา

            “อิงศรทำไมถึงไม่ติดต่อมา วิเชียรมาศน่าจะไปหาแล้วนี่”

            สิงห์พูดมาอย่างนั้น

            สรุปก็คือยังไม่รู้เรื่องที่เขาไม่เอาด้วยกับแผนสร้างโลกใหม่

            “แล้วปีศาจนั่นมันอะไรกันใช่เมอร์คาบาห์ที่เป็นกุญแจรึเปล่าอธิบายมาเดี๋ยวนี้”

            แต่ยังไม่ทันจะตอบอะไรไปดวงตาของเครื่องทำสวนก็เหมือนจะเหลือบมาที่รถจิ๊ปซึ่งโพแทสเซียมขับอยู่

            ถ้าอย่างนั้นคงจะเห็นไปแล้ว

            เห็นร่างของวิเชียรมาศที่สลบอยู่บนรถในสภาพถูกมัดแบบนั้นก็น่าจะทำความเข้าใจสถานการณ์ได้ทันที

            “อ้อ นี่นายก็คิดจะหักหลังฉันด้วยงั้นสิ”

            “อึก”

            อิงศรกลืนน้ำลาย มันเป็นอย่างที่กังวลไว้เลย

            ทว่า

            “แต่เรื่องของนายเอาไว้ทีหลัง ฉันจะแยกส่วนเจ้านี่ออกเป็นชิ้นๆ ก่อนจากนั้นจะเป็นตาของพวกนายถ้ายังไม่อยากตายก็รีบช่วยจัดการเจ้านี่ซะแล้วฉันจะพิจารณาโทษที่คิดต่อต้านนั่นให้ใหม่”

            สิงห์กลับพูดมาแบบนั้น ยื่นขอเสนอให้อย่างไม่น่าจะเป็นไปได้

            คิดได้ไม่กี่อย่างหรอกแต่มีความเป็นไปได้ที่ว่าแค่รับมอกับเครื่องทำสวนสิงโตนั่นสิงห์ก็ตึงมือสุดๆแล้ว ดังนั้น…

            “พูดแบบนี้แสดงว่านายคือสิงห์จริงๆ สินะ ไม่สิ แฟรนเซียม !”

            อิงศรถามเพื่อยืนยันแล้วอีกฝ่ายก็ตอบมาแบบอ้อมๆ

            “เจ้าเครื่องทำสวนพังแล้วนั่นมันบอกแกหมดเลยสินะนึกแล้วเชียวมันต้องมีส่วนมาป่วนแผนของฉัน”

            สิงห์น่าจะกำลังหมายถึงซีลอร์ด นั่นหมายความว่าที่พวกเขารู้มาเป็นเรื่องจริง สิงห์ ธุวดารกะ ได้หันหลังให้กับมนุษย์ไปแล้ว

            “ถ้างั้นฉันก็ขอปฏิเสธที่จะช่วยนายทุกอย่าง”

            อิงศรตอบเรือ่งข้อเสนอก่อนหน้านี้

            “…”

            นี่เป็นครั้งแรกที่เขาปฏิเสธสิงห์อย่างตรงไปตรงมา

            อีกฝ่ายนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดาเหมือนไม่รู้สึกกังวลกับคำตอบของตัวเองเลย

            “งั้นเหรอ น่าเสียดายนะ จัดการเจ้าพวกนี้ได้เลยรูบิเดียม”

            แล้วออกคำสั่งพวกมนุษย์ต่างดาวที่อยู่อีกฟากพร้อมกับพาเครื่องทำสวนบินขึ้นไป

            พอเห็นแบบนั้นทุกคนก็เข้าใจสถานการณ์ได้เองโดยที่ไม่ต้องบอก แม้แต่มิ่งขวัญที่ทะเลาะด้วยเมื่อครู่ก็ย้ายไปยืนหน้ากวินทร์กับคนอื่นๆ ที่ลงจากรถเป็นแนวหน้าเผชิญกับกลุ่มมนุษย์ต่างดาวที่บุกเข้ามาอย่างรู้หน้าที่

            เหลือแต่พวกที่ไม่ใช่มนุษย์ปกติอย่างโดโกบาร์ โพแทสเซียมแล้วก็ลิเธียม

            อย่างน้อยพวกราชครูก็ยังรู้จักกาลเทศะมากกว่าเจ้าเครื่องทำสวนหูตูบ

            โพแทสเซียมกับลิเธียมตามมาสมทบกับเขาแทนที่จะไปช่วยพวกขวัญคงเพราะท่งนี้ต้องรับมือกับเครื่องทำสวนเพียงลำพัง

            “ก็อยากจะไปช่วยทางนั้นมากกว่าหรอกนะแต่ทางนี้ท่าทางสนุกกว่านะครับ”

            โพแทสเซียมพูดพลางแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ภายใต้ดวงตาที่หยีจนแทบจะปิดกันอยู่นั่นซ่อนแววตาแบบไหนไว้กันนะ…อิงศรไม่ค่อยเข้าใจราชครูตนนี้ซักเท่าไหร่ที่ทำเป็นเล่นได้ทุกสถานการณ์ แม้แต่ตอนนี้ที่หากพลาดไปเพียงนิดเดียวก็จะถูกศัตรูฆ่าทิ้งอย่างง่ายดาย

            สถานการณ์ที่ต้องเผชิญหน้ากับเครื่องทำสวนถึงสองเครื่องพร้อมกันแถมยังมีพวกมนุษย์ต่างดาวระดับสูงอยู่กันอีกเป็นพรวน พวกเขาที่ทำให้ตัวเองตกมาอยู่สถานการณ์แบบนี้คงจะเป็นบ้ากันไปหมดแล้วจริงๆ

            “โซเดียแมททีเรียลเกย์เซอร์โอเวอร์ไดรฟ์!”

            ในตอนนั้นเองเสียงคำรามของเครื่องทำสวนสิงโตก็ดังกึกก้องไปทั้งสนามรบ

            “คราวนี้อะไรอีกล่ะ”

            อิงศรหันกลับไปข้างหลังที่เครื่องทำสวนนั่นยืนอยู่ คนอื่นๆ ก็ด้วย ทุกคนต่างก็มีปฏิกิริยาตอบโต้กับเสียงคำรามนั่น

            ที่รอบๆ แผงคอของสิงโตนั่นตอนนี้มีวงแหวนเพลิงจำนวนห้าวงด้วยกันกำลังหมุนรอบตัวเองลอยอยู่ พริบตาจากนั้นบ่วงเพลิงก็พุ่งออกมาจากวงแหวน

            บ่วงเพลิงจำนวนมหาศาลร้อยเรียงกันเป็นแนวคลื่นพุ่งตรงมาที่นี่

            อิงศรเคลื่อนไหวตอบโต้เป็นคนแรก เค้นสมองหาทางป้องกันพวกพ้องจากคลื่นบ่วงเพลิงที่มีอำนาจทำลายกินวงกว้างมหาศาล แค่มองดูก็รู้ได้เลยว่าคนที่ทำให้ชายหาดกับเมืองกลายเป็นทะเลเพลิงก็คือเจ้านี่

            “จงมาเดธอาคานาร์ ยามาตะ โนะ โอโรจิ !”

            เขาทำให้อาคานาร์แห่งความตายปรากฏขึ้นในมือแล้วกำขยี้เพื่อปลดปล่อยพลังของปีศาจออกมาสร้างกำแพงแสงทั้งแปดต้านรับคลื่นบ่วงเพลิงเอาไว้แค่นั้นก็เกิดรอยปริร้าวไปทั่วทุกแผ่น ยังเทียบกับพลังของเครื่องทำสวนไม่ได้เลยจริงๆ นั่นแหละ

            “อวาแทรนซ์!!”

            อิงศรยื่นมือออกไป เขาต้องส่งพลังให้กับกำแพง แขนของตัวเองกำลังเปล่งแสงสัมผัสได้ว่าพลังงานในร่างกายกำลังระเหยออก มุ่งไปที่กำแพง

            “ไม่อยากจะเชื่อเลยวัชพืชสามารถต้านทานได้ถึงขนาดนี้เชียวรึ~”

            สิงโตพูดเหมือนมันเชื่อว่าเขาต้านทานเอาไว้ได้จริงๆ แต่น้ำเสียงกลับไม่เป็นอย่างนั้น

            เสียงของมันลิงโลดราวกับกำลังเพลิดเพลินเสียมากกว่า มันอ้าปากรวบรวมพลังจนเห็นแสงสีแดงเปล่งออกมาจากด้านใน

            ต้านไม่อยู่แน่แค่ตอนนี้ก็เต็มกลืนแล้วถึงจะเป็นโอโรจิที่เสริมพลังด้วยอวาแทรนซ์แล้วก็ตาม หากเป็นปกติการโจมตีทั้งหมดควรจะถูกดีดกระเด็นออกไปแต่พลังสะท้อนกลับไม่มีผลกับคลื่นบ่วงเพลิงพวกนี้เลย

            ตอนนั้นเองเสียงร่ายสกิลของกวินทร์ก็ดังขึ้น

            “ดราโกนิกจัดจ์เมนท์ !”

            กวินทร์พุ่งออกไปจากแถวด้านหน้าพร้อมกับตวัดดาบคู่ที่ฉาบเอาไว้ด้วยผลึกสีเขียวมรกต ต่อมาตัวดาบก็ลุกไหม้ด้วยไฟมรกตนั้น กวินทร์วิ่งไปจนถึงหน้ากำแพงแสงที่กำลังต้านคลื่นบ่วงเพลิงก็กวัดแกว่งดาบที่ลุกไหม้นั่น พยายามสะบัดเปลวเพลิงจากดาบข้ามกำแพงไปที่ไฟของศัตรู

 

[Dragonic Judgement Lv(1/1)

Element: Dragon

Attribute: Counter, Physical Attack, Technical

(Cast Condition) ร่ายสวนกลับเมื่อถูกร่ายสกิลใส่ตัวเอง ;

(Cast Cost) สละ Buffs ธาตุมังกรที่มีชื่อ Saber หรือ Blade , จ่ายพลังชีวิต 2000 ; พลังของมังกรตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วเสียยิ่งกว่าสายฟ้า ยกเลิกสกิลนั้นแล้วโจมตีสวนกลับด้วยเพลิงมังกร]

 

            พอไฟกับไฟปะทะกัน ไฟของกวินทร์ก็กลืนกินไฟของเครื่องทำสวน ดูเหมือนว่าถ้าสกิลไม่ได้เล็งเป้าไปที่เครื่องทำสวนจะสามารถมีผลได้แล้วความสามารถของสกิลที่กวินทร์ใช้ก็คือ ดราโกนิกจัดจ์เมนท์ ท่าที่มีพลังหักล้างสกิลได้นั่นเองโดยแลกกับพลังชีวิตสองพันหน่วยและสถานะเสริมพลังธาตุมังกรจากสกิลดราโกนิคเบลด

 

กวินทร์ Lv.75 [/////8200:10200///..]

 

[Dragonic Blade Lv(1/4)

Element: Dragon

Attribute: Blade, Buff, Technical

เสริมพลังให้อาวุธด้วยพลังของมังกร; ดาบของเจ้าจักกลายเป็นเขี้ยวมังกร]

 

            ปกติแล้วจะใช้ไฟบนดาบฟาดลงไปลบล้างพลังของสกิลแต่บ่วงเพลิงของเครื่องทำสวนไม่เพียงแค่ใหญ่และกว้างแต่เส้นทางที่มันพุ่งผ่านยังสร้างเสาเพลิงทิ้งเอาไว้จนไม่สามารถตะลุยเข้าไปตัดวงแหวนไฟที่เป็นต้นกำเนิดพลังตรงๆ ได้

            แต่แค่กวินทร์คนเดียวมันไม่พอหรอกถ้าจะหยุดพลังทำลายล้างขนาดนี้ได้บางทีคงมีแต่…

            อิงศรเหลือบสายตามองไปที่เมอร์คาบาห์

            “...เมสไซอาร์บัสเตอร์...เรอะ

            คงมีแต่ท่านั้นของเมอร์คาบาห์ที่เคยผ่าโล่ป้องกันอันแข็งแกร่งซึ่งซีลอร์ดบอกเอาไว้ว่ามีความหนาแน่นทัดเทียมกับโลกทั้งใบ ถ้าหากว่าหมอนั่นไม่ได้แค่อำกันเล่นล่ะก็อาจจะหักล้างท่าของศัตรูได้

            พี่นรินทร์ช่วยหน่อยครับ !”

            กวินทร์พูดขึ้นมาในตอนนั้น

            นรินทร์จึงวิ่งออกมาสมทบด้วยอีกคนแล้วเริ่มร่ายสกิล

            อาเคนไบนด์!”

            ทันใดนั้นเองก็ปรากฏวงแหวนแสงซึ่งจะพันธนาการเป้าหมายขึ้นแต่ทว่า เป้าที่นรินทร์เล็งไปกลับเป็นกวินทร์

            แต่รุ่นน้องก็ตอบโต้ด้วยการวางดาบไขว้ประสานกันแล้วร่ายสกิล

            ดราโกนิคเบลด!”

            ไฟมรกตที่ห่อหุ้มตัวดาบจึงกลับคืนสภาพเป็นผลึกหินอีกครั้ง วงแหวนแสงรัดแขนของกวินทร์จนแนบติดกับลำตัวและไม่สามารถขยับตัวได้

            ดราโกเบรฟ!”

            สิ้นคำดาบของกวินทร์กลับมาลุกโชนอีกครั้ง ไฟมรกตยืดตัวออกจนมีรูปร่างอย่างมังกรแล้วเคลื่อนที่ไปกัดกินวงแหวนแสงที่มัดร่างออก

 

[Dragobrave Lv(1/1)

Element: Dragon

Attribute: Counter, Clear, Technical

(Cast Condition) ร่ายสวนกลับเมื่อถูกพันธนาการ ;

(Cast Cost) สละ Buffs ธาตุมังกรที่มีชื่อ Saber หรือ Blade ; พลังแห่งมังกรไม่อาจควบคุมได้พันธนาการใดๆ ล้วนไร้ความหมายต่อหน้าเขี้ยวมรกตซึ่งลุกโชนด้วยธาตุแห่งธรรมชาตินี้! ยกเลิกสถานะพันธนาการทั้งหมดแล้วเสริมพลังลงอาวุธด้วยธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ]

 

            หลังจากไฟมังกรดับมอดลงพลังงานธาตุทั้งสี่ก็ลุกโชนขึ้นบนดาบคู่ของกวินทร์แทน ถึงตรงนี้อิงศรก็พอจะเดาได้แล้วว่ากวินทร์กำลังคิดอะไรอยู่ คงคิดจะใช้ท่าฟันสี่ธาตุสร้างกระแสสวนกลับไปแต่ถึงทำแบบนั้นพลังก็ไม่น่าจะพออยู่ดี

            ท่าฟันสี่ธาตุควอเต็ตแสลช!!”

            กวินทร์ทำอย่างที่เขาคิดจริงๆ หลังจากเสริมพลังธาตุลงในดาบครบสี่ก็ดีดตัวกระดอนขึ้นไปจนอยู่สูงกว่าแนวกำแพงแสงแล้วร่ายสกิลพร้อมกับรวมดาบเป็นเล่มเดียวแล้วกวัดแกว่งดาบ

            กวินทร์ตวัดดาบสองครั้งเป้นแนวกากบาทปลดปล่อยคลื่นพลังธาตุพุ่งลงปะทะกับคลื่นบ่วงเพลิง

            การโจมตีของกวินทร์ดันกลับไปได้เล็กน้อยแล้วตัดเสาเพลิงขาดไปสามต้นก่อนจะถูกดันกลับ

            แรงปะทะตอนที่คลื่นของศัตรูดันกลับมานั้นส่งผ่านมาถึงอิงศรด้วย

            “อึก

            เด็กหนุ่มกัดฟันคราง พยายามทนแรงปะทะที่เหมือนกับถูกม้าดีดลูกเตะใส่จนเกือบจะเสียหลักล้ม

            เวพ่อนไนซ์เท็งกะโกะเคน !”

            กวินทร์ร่ายสกิล สกิลซึ่งทำให้ขอยืมพลังของเครื่องทำสวนมาใช้ได้แล้วก็ยังเป้นเครื่องทำสวนเดียวกับเจ้าสิงโตที่กำลังพยายามฆ่าพวกเขา

            แล้วแบบนั้นสกิลยังจะทำงานได้อีกเหรอ

            อิงศรรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา แต่คำตอบก็ออกมาดีกว่าที่คาดเอาไว้

            ป้ายไม้รูปหน้าพยัคฆ์โผล่ออกมาตามบัญชาของกวินทร์

            ไม่นึกเลยแฮะว่าจะต้องมาหักล้างการโจมตีของตัวเองแบบนี้

            ป้ายไม้นั่น...รู้สึกว่าซีลอร์ดจะเรียกมันว่าออร์ทิเกสซาร์ ถ้าอย่างนั้นเจ้าสิงโตนั่นก็น่าจะเป็นตัวเดียวกันจริงๆ อย่างที่คำพูดของมันบอก

            ป้ายไม้อ้าปากขึ้นเล็กน้อย พริบตานั้นเองที่คลื่นบ่วงเพลิงและเปลวไฟทั้งหมดมลายหายไปในพริบตาราวกับเป็นเรื่องโกหก

            ไม่เพียงแต่เขาที่รู้สึกแปลกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นแต่คนที่น่าจะตกใจมากที่สุดคงไม่พ้นตัวเครื่องทำสวนสิงโต ตัวออร์ทิเกสซาร์เองนั่นแหละ

            อึก...พลังของข้า...บังอาจนักนะเจ้าพวกวัชพืช

            คำพูดของมันแสดงออกอย่างชัดเจนว่าตกใจ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น