Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 17 : Login 15 : I want level up for you

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,545
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    17 ต.ค. 59

Login 15 : I want level up for you

 

            เวลาผ่านมาได้อาทิตย์หนึ่งหลังจากการตายของพิพัฒน์

            อิงศรถูกสอบสวนในเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งเขาให้การไปตามตรงและถูกวินิจฉัยว่าบริสุทธิ์จากข้อกล่าวหาที่อาจจะเป็นคนฆ่าพิพัฒน์ซะเองเพราะมีการตรวจสอบเจอศพของพวกเด็กที่มีความเกี่ยวข้องกับลัทธิอารย-สนธยา ที่จนบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่ที่แน่ๆ คงจะเป็นองค์กรที่มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้เมตไตรยเพราะสิงห์ก็ดูจะสนอกสนใจกับเรื่องนี้อยู่พอสมควร

            แน่นอนว่าเขาไม่ได้เล่าเรื่องที่แอพปีศาจเอลิกอร์ทำให้คลั่งไปด้วย

            จากการตรึกตรองของอิงศรการชี้แจงเรื่องนี้อาจนำภัยมาสู่ตัวได้ถึงการไม่ขี้แจงจะให้ผลลัพธ์แบบเดียวกันก็ตามแต่การเปิดช่องว่างให้สิงห์ก็ดูจะไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดนัก

 

            "คงต้องตามน้ำไปก่อน"

            อิงศรสรุปอย่างนั้นขณะเดินอยู่บนทางเท้าที่สองข้างทางห้อมล้อมไปด้วยตึกหอพักท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดงในชุดเครื่องแบบทหารฝึกหัด ตั้งแต่เข้ารับการอบรมกับกิลด์ขับไล่ผู้รุกรานเซเวียมาจนบัดนี้ชุดทหารเต็มยศที่ได้รับมาก็ใช้แค่ตอนเข้าประชุมอบรมเท่านั้นเวลางานนอกเหนือจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นชุดทหารฝึกหัด

            เมื่ออิงศรเดินมาถึงลานใต้อาคารหอพักชายซึ่งมีลักษณะเป็นลานพื้นซีเมนต์มีเสาค้ำอาคารหลายต้นปักสลับกันไป ตอนนั้นก็มีกลุ่มนักเรียนทหารวิ่งจ๊อกกิ๊งสวนออกไปจากลาน

 

            ที่ใต้อาคารนี้เป็นแหล่งสันทนาการที่ใช้ทั้งรวมตัวกันไปออกกำลังกายหรือใช้จัดกิจกรรมเป็นกลุ่มมีทั้งพวกที่มาซิทอัพวิดพื้นเสริมสร้างร่างกายไปจนถึงพวกที่มาใช้เวลายามว่างในการทำกิจกรรมผ่อนคลายอย่างเช่น การเต้นที่เรียกว่าเบรกแดนซ์ อิงศรมองไปที่กลุ่มเต้นนั่นอย่างสนอกสนใจ ไม่ใช่ว่าเขาชื่นชอบมันหรืออยากจะลองของ แต่ว่าที่นั่นในกลุ่มเต้นมีกวินทร์รวมกลุ่มอยู่ด้วย

 

            กลุ่มเต้นประกอบไปด้วยเด็กหนุ่มรูปร่างทะมัดทะแมงสี่คน ทุกคนใส่กางเกงยีนส์ขาสามส่วนที่เหมือนจะทำเป็นชุดของกลุ่มเพราะมีปักลวดลายเป็นตัวอักษรย่อ 'VR' เอาไว้ และไม่ได้ใส่เสื้อแต่มีเสื้อยืดสีดำที่ปักลวดลายแบบเดียวกันวางกองรวมกันไว้ข้างลำโพงที่ต่อเข้ากับเครื่องเล่นไฟล์เสียง เพลงที่เปิดเป็นเพลงฮิปฮอปซึ่งเปิดเสียงดังกันพอสมควรแต่เพราะหันลำโพงออกไปทางด้านนอกอาคารและตัวลำโพงก็ตั้งอยู่บริเวณริมๆ ทำให้เสียงดังออกไปด้านนอกไม่สะท้อนเข้ามาจนก้องไปหมดเพราะไม่อย่างนั้นแล้วมันจะเป็นการรบกวนคนอื่น

 

            ตอนนี้สามคนในกลุ่มยืนดูกวินทร์เด็กหนุ่มผู้คาดผ้าโพกหัวสีส้มกำลังวาดลวดลายการเต้นอย่างออกรสออกชาติจนไม่ทันสังเกตเห็นอิงศร

            กวินทร์ที่เหงื่อท่วมหมุนตัวโดยใช้แค่สองมือสลับกันค้ำพื้นเอาไว้ระหว่างที่เหวี่ยงขาไปรอบๆ ด้วยใบหน้าสนุกสนาน ต้องผ่านการฝึกฝนจนชำนาญและมีร่างกายที่เพรียบพร้อมขนาดไหนถึงจะทำอย่างนั้นได้ กวินทร์คงชอบการเต้นมากอย่างไม่ต้องสงสัย

            พอเห็นแบบนั้นอิงศรก็ไม่ได้เข้าไปทักเพราะไม่อยากไปขวางความสุขของเจ้าตัวจึงเดินผ่านไปที่บันไดขึ้นหอในทันที

            "เร่าร้อนกันจริงนะ"

            พึมพำกับตัวเองพลางคิดไปว่าโลกที่ล่มสลายไปแล้วก็ยังคงมีชีวิตชีวาเทียบกับตัวเขาที่ว่างเปล่า มันช่างกลับตาลปัตรสิ้นดี อิงศรเก็บความขุ่นเคืองใจเอาไว้ก่อนจะเข้าห้องของตัวเองไป

 

            ภายในห้องนอน ตู้เสื้อผ้าสองตู้ เตียงสองชั้น โต๊ะเก้าอี้สองชุด ทั้งหมดถูกใช้แค่ครึ่งเดียวเพราะห้องคู่นี้อิงศรพักอยู่คนเดียว เด็กหนุ่มถอดชุดฝึกกองทิ้งไว้หน้าตู้เสื้อผ้าเหลือแค่เสื้อซับในคอวีสีเขียวแล้วเดินตรงไปยังเก้าอี้ล้มตัวลงนั่งหน้าโต๊ะที่กองสุมไปด้วยกระดาษเอกสารและคอมพิวเตอร์โน๊ตบุคที่มีไว้ใช้ทำรายงานพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่

            "ต้องเขียนรายงานส่งที่ประชุมวันพรุ่งนี้"

            เขาพึมพำออกมาจากนั้นก็เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เตรียมทำรายงาน หน้าจอเครื่องกำลังบูท ตัวอักษรมากมายปรากฏขึ้นบนหน้าจอ และในระหว่างที่รอให้เครื่องบูทเสร็จ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นฮาร์โมนิก้าที่วางทับอยู่บนกองเอกสารข้างโต๊ะ มันเป็นฮาร์โมนิก้าที่สิงห์ให้มาเป็นของขวัญต้อนรับเข้ากิลด์

            เขาหยิบฮาร์โมนิก้าขึ้นมาพลิกดูสองสามทีก่อนจะวางลงที่เดิม

 

            "ขวัญ..."

            แล้วพึมพำโดยไม่ได้ตั้งใจ พอรู้สึกตัวว่ากำลังคิดถึงอดีตเด็กหนุ่มก็ส่ายหัวแรงๆ ไล่ความคิดฟุ้งซ่านนั่นออกไปจนกระทั่งรู้สึกว่างเปล่าตอนนั้นคอมพิวเตอร์ก็บูทเสร็จพอดีหน้าจอเปลี่ยนเข้าสู่เดสท็อป แต่เขากลับไม่มีอารมณ์จะทำงาน อย่างไรก็ดีรายงานแผนจัดทีมจะต้องส่งในเร็ววัน กระนั้นแล้วเขาก็ยังไม่รู้จักทุกคนในทีมดีพอจึงไม่สามารถวางแผนว่าจะให้แต่ละคนทำหน้าที่อะไรได้

            ดังนั้นหากเปิดไฟล์ข้อมูลของทุกคนในทีมขึ้นมาอ่านก่อนอาจจะพอช่วยให้มีไอเดียอะไรบ้างว่าแล้วก็เริ่มจากไฟล์ของกวินทร์ที่เพิ่งเจอตัวมาก่อนใครเพื่อน เมื่อเริ่มอ่านไปได้ซักพักอิงศรก็พึมพำออกมาอีก

 

            "กวินทร์ให้เป็นไชนิ่งเอ็นฟอร์สเซอร์ดีไหมนะแล้วบิลด์สกิลแบบนี้..."

            พูดพลางลงมือพิมพ์ตามไปด้วย รู้สึกตัวอีกทีเขาก็วางแผนการอัพสกิลให้กวินทร์เสร็จสรรพแต่ทว่า...

            ทุกอย่างนั้นเป็นแผนการอัพสกิลแบบเดียวกับที่เขาเคยวางให้มิ่งขวัญ

            "ทำบ้าอะไรของเราล่ะเนี่ย"

            เขาพูดพร้อมกับกดลบที่เขียนทิ้งไปแล้วเริ่มต้นคิดใหม่อีกครั้ง โดยเอาตัวเองเป็นพื้นในการคิดแผนคราวนี้

 

            อิงศรเป็นเรนเจอร์อาชีพเชี่ยวชาญพิสัยไกลอาวุธถนัดคือธนูซึ่งมีจุดเด่นต่างจากปืนตรงที่ถึงจะยิงช้าแต่ปรับแต่งลูกเล่นพลิกแพลงได้มากกว่าสามารถประยุกต์กับการใช้ระเบิดชนิดต่างๆ ได้แล้วบิลด์สกิลในตอนนี้ก็เป็นคลาสฮันเตอร์ (Hunter) ซึ่งเป็นสายสนับสนุนมากกว่าต่อสู้โดยตรง ถ้าหากว่าปรับไปใช้ปืนที่มีพลังทำลายสูงกว่าและรวดเร็วกว่าก็จะกลายตัวโจมตีของทีมได้เช่นกันแต่จะเสียจุดเด่นไป พอคิดแบบนั้นก็พักอาชีพของตัวเองแล้วเริ่มอ่านข้อมูลของคนอื่นเพื่อเอามาประมวลผล

 

            กวินทร์เด็กหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดในทีมเป็นรุ่นน้องของพวกเขาอยู่สองปี กวินทร์มีอาชีพเวพ่อนเอ็นแชนเตอร์แล้วบิลด์สกิลไปสายเอเลเมนทัลเอ็นแชนเตอร์ (Elemental Enchanter) ที่เชี่ยวชาญการโจมตีพลิกแพลงด้วยสกิลธาตุต่างๆ เหมาะจะเป็นตัวโจมตีของทีม

 

            เมษาเพื่อนร่วมทีมที่อายุเท่ากันถึงจะเจอหน้ากันหลายหนแล้วที่ห้องประชุมพลแต่กลับไม่เคยได้คุยกันจริงๆ จังๆ จึงยังไม่รู้นิสัยใจคอแต่จากข้อมูลแล้วพื้นฐานทางร่างกายถือเป็นเลิศเรียกได้ว่าแข็งแรงที่สุดในกลุ่มอาจจะเหมาะเป็นตัวโจมตีอีกคน ด้านสายอาชีพก็เป็น โคลสเซอร์ อาชีพเชี่ยวชาญการต่อสู้ระยะประชิดตัวน่าจะต่อสู้ร่วมกับกวินทร์ได้สองคนนี้เหมาะจะอยู่แนวหน้า  แต่บิลด์สกิลของเมษานั้นยังไม่ค่อยรู้รายละเอียดซักเท่าไหร่

 

            'บิลด์คลาสวอยด์ (Void) เป็นสายที่มีสกิลจำพวกเสริมพลังกับปลดการป้องกันของคู่ต่อสู้จะจู่โจมโดยอาศัยสกิลพื้นฐานของโคลสเซอร์เป็นหลัก'

 

            ข้อมูลรายละเอียดเขียนเอาไว้อย่างนั้นเป็นรายละเอียดที่ยากจะนึกภาพตามอาจจำเป็นต้องดูให้เห็นกับตาอีกทีก่อนจึงจะตัดสินใจได้ แต่หากไปขอร้องตรงๆ คงโดนปฏิเสธเป็นแน่เพราะเมษาเหมือนจะไม่ชอบหน้าเขาซักเท่าไหร่ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น

            "เปลี่ยนไปท้าต่อยเอาน่าจะง่ายกว่าล่ะมั้งเนี่ย"

            อิงศรบ่นอุบก่อนจะเปลี่ยนไปเปิดไฟล์ข้อมูลของคนสุดท้ายในทีมขึ้นมาอ่าน

 

            มีนาเพื่อนร่วมทีมอายุเท่ากันและเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว จากการได้ลองพูดคุยกันแล้วด้านนิสัยไม่ค่อยมีปัญหาน่าเป็นห่วงซักเท่าไหร่ติดก็ตรงที่ว่า...

            "ถ้าที่ยัยนั่นแสดงให้เห็นเป็นของจริงล่ะนะ"

            เธอคนนี้คอยจับตามองอิงศรตั้งแต่ย้ายไปเรียนห้องคิงแถมยังบอกว่าทำตามคำสั่งของสิงห์อีกด้วยยิ่งไปกว่านั้นทั้งเธอและเมษาก็เป็นพี่น้องกับสิงห์อีกเท่ากับเป็นคนของตระกูลธุวดารกะ ที่มีเส้นสายอำนาจในองค์กรเป็นไปได้ว่าทั้งคู่อาจจะเป็นคนที่สิงห์ส่งมาเพื่อจับตาดูเขาดังนั้นนิสัยใจคอที่แสดงให้เห็นตอนนี้ก็อาจจะเป็นแค่การแสดงอีกทั้งมีนายังมีอาชีพเป็นซัมมอนเนอร์ ซึ่งเขาเองก็เพิ่งรู้จักและได้ยินมาว่ามันเป็นอาชีพที่แต่เดิมระบบของเกมยังไม่เปิดให้ใช้งานแต่องค์กรก็หาทางแทรกแซงจนเอาออกมาใช้ได้ก่อนแถมยังพ่วงระบบแอพปีศาจเข้ามาด้วย

 

            อย่างไรก็ดีอิงศรไม่ได้คิดสนใจเรื่องหยุมหยิมพรรค์นั้นหากว่าสิงห์อยากจะจับตาดูเขาให้เข้มงวดขึ้นจะด้วยเหตุผลไหนมันก็เป็นเรื่องที่ชินชาไปแล้ว สิ่งที่เขาสนใจอยู่จริงๆ ในตอนนี้คือข้อมูลของมีนาที่ไม่ได้เขียนบอกอะไรเอาไว้เลยนอกจาก

 

            'ฉันถนัดต่อสู้ระยะกลางค่า~'

 

            มันเขียนเอาไว้เพียงเท่านั้นจริงๆ เพราะเหตุนี้อิงศรจึงพักเรื่องของมีนาไว้ท้ายสุดแล้วเอาแค่ข้อมูลของเขากับอีกสองคนมาวิเคราะห์จากนั้นจึงเริ่มลงมือทำแผนอีกครั้ง

            เขาเปิดโปรแกรมจำลองแผนรบแล้วใส่ข้อมูลของแต่ละคนเข้าไปตามแผนที่วางเอาไว้ หลังจากนั้นไม่นานผลการคำนวณก็ออกมา...

 

            จากแผนการรบที่ออกมาเขาจัดให้กวินทร์เป็นคนออกหน้าในการบุกเพื่อเปิดทาง

            ให้เมษาที่มีสมรรถนะทางกายสูงบวกกับที่ได้ยินจากมีนาว่าเคยชกมวยมาก่อนก็อาจจะเชี่ยวชาญการต่อสู้มากกว่าจึงจัดให้ทำหน้าที่เป็นหน่วยจู่โจมของทีมหรือก็คือคนที่จะตามกวินทร์ที่กรุยทางให้ไปจัดการปิดฉากศัตรูนั่นเอง ส่วนอิงศรหรือตัวเขาเองจะคอยสนับสนุนอยู่แนวหลังและรับหน้าที่ต่อต้านการโจมตีจากระยะไกลไปในตัว

            สำหรับมีนาที่ยังไม่รู้ความสามารถจึงจัดให้คอยสนับสนุนอยู่ตรงกลางระหว่างเขากับเมษาคอยคุ้มกันการโจมตีที่พวกเขาไม่ทันระวังได้

 

            แผนงานออกมาเป็นที่น่าพอใจแต่อิงศรกลับรู้สึกติดใจอยู่เรื่องหนึ่ง

            "ลงท้ายก็เอาเจ้ากวินทร์ไปลงตำแหน่งเดียวกับขวัญจนได้..."

            เขาบ่นกับตัวเองอย่างเข้าใจ

            เข้าใจว่ายังไม่อาจตัดใจจากอดีตได้ มันเป็นความอ่อนหัดที่คอยถ่วงแข้งถ่วงขาไม่ให้เขาก้าวเดินต่อไปข้างหน้าหรือบางที...

            "นี่เรากำลังหาตัวแทนขวัญอยู่รึไง"

            บางทีมันอาจจะเป็นอย่างที่พูดไปแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีใครแทนที่ใครได้

 

 

            ณ ห้องโถงกว้างแห่งหนึ่ง

            มันเป็นห้องในตึกธุรการมหาวิทยาลัยที่กลายเป็นค่ายทหารของเมตไตรย

            ในห้องมีอุปกรณ์ครบครันตั้งแต่จอโปรเจคเตอร์ โต๊ะประชุมแบบยาวที่นั่งหันหน้าเข้าหากันไปจนถึงมุมกาแฟและเครื่องดื่ม

            แต่เดิมมันเป็นห้องสำหรับประชุมคณะบริหารแต่ตอนนี้ถูกยึดมาใช้สำหรับจัดการประชุมระดับสูงที่มีแต่คนสำคัญๆ ของเมตไตรยเข้าร่วม แต่ถึงจะบอกว่าเป็นการประชุมสำคัญก็ตามภายในห้องที่กว้างขว้างโอ่อ่าเสียขนาดนี้กลับมีเพียง สิงห์ ธุวดารกะ อยู่เพียงผู้เดียวที่นั่งอยู่บนโต๊ะประชุมหันหน้าเข้าหาจอโปรเจคเตอร์

            ผู้เข้าร่วมที่เหลือนั้นปรากฏอยู่บนจอเล็กๆ หลายสิบอันที่ฉายกับโปรเจคเตอร์ท่ามกลางห้องที่ปิดไฟจนมีแต่แสงจากโปรเจคเตอร์ทำให้ห้องมืดสลัว

            บนจอเหล่านั้นเป็นภาพที่ส่งมาจากศูนย์ใหญ่ที่ชลบุรี แต่ละคนที่ปรากฏอยู่ในจอต่างก็เป็นผู้นำของกิลด์ต่างๆ ที่สังกัดกับองค์กรหรือไม่ก็เหล่าผู้มีอำนาจของรัฐบาลที่เป็นอดีตไปแล้ว

            ในบรรดาผู้เข้าร่วมการประชุมทั้งหมดนั้นสิงห์มีอำนาจอยู่ในระดับที่สูงกว่าใครหลายคน แต่ก็มีอายุน้อยที่สุดในกลุ่มเหล่านั้นถ้าจะมีคนที่อายุไล่เลี่ยหรือเท่ากันพวกนั้นก็คือเหล่าพี่น้องต่างมารดาในตระกูลธุวดารกะ

            การประชุมดำเนินไปโดยคนๆ หนึ่งที่ปรากฏอยู่ในกรอบหน้าจอตรงกลางของโปรเจคเตอร์ แต่ภาพในจอนั้นมืดจนมองไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายเพราะจงใจให้เป็นแบบนั้น  แต่สิงห์ก็รู้จักคนๆ นั้นเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

            คนๆ นั้นคือประธานของการประชุมผู้กุมอำนาจทั้งหมดขององค์กร มกร ธุวดารกะ ผู้นำตระกูลธุวดารกะคนปัจจุบันซึ่งเป็นบิดาของเขาเองรวมถึงมีนาและเมษาด้วย

            มกร ธุวะดารกะ ได้เอ่ยถามสิงห์ถึงผลลัพธ์ของการแยกไปตั้งค่ายฝึกกลางเมืองหลวงที่ล่มสลาย

            "ตกลงแล้วเรื่องที่ว่าจะไปจับหนูมาเพิ่มน่ะไปถึงไหนแล้ว"

            น้ำเสียงของบิดาเปี่ยมล้นไปด้วยอำนาจเป็นน้ำเสียงที่ไม่เปิดช่องว่างให้แทรกได้เลย สิงห์เอ่ยตอบคำถามของบิดากลับไปด้วยท่าทีนอบน้อม

            "เป็นไปด้วยดีครับท่านพ่อ"

            พูดด้วยสีหน้าที่เรียบนิ่งไร้อารมณ์แม้จะมีท่าทีนอบน้อมก็ตาม

            แล้วผู้เป็นบิดาก็เอ่ยว่า

            "งั้นรึ ก็ดี ถ้าอย่างนั้นเมื่อเป้าหมายบรรลุผลแล้วจงรีบกลับมาที่ศูนย์ใหญ่ด้วยล่ะหวังว่าคงรู้นะว่าวันนั้นกำลังจะมาถึง"

            "ครับท่านพ่อ"

            สิงห์รับคำอย่างนอบน้อมโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

            "ถ้าอย่างนั้นการประชุมหารือก็จบแค่นี้แยกย้ายได้"

            แล้วหน้าจอของบิดาก็ดับสนิท จากนั้นหน้าจอของผู้เข้าร่วมคนอื่นก็ทยอยดับลงจนไม่เหลือหน้าจอใดเปิดอยู่อีก

            "จะเปิดไฟนะคะ"

            มีเสียงดังแว่วมาจากทางด้านหลังเป็นเสียงของหญิงสาว

            สิงห์ตอบกลับไปสั้นๆ ว่า

            "อืม"

            แล้วหลอดไฟในห้องก็เปล่งแสงขึ้นพร้อมกัน เช่นเดียวกับประตูห้องประชุมที่เปิดออกโดยหญิงสาวผู้มีเรือนผมสีฟ้าครามมัดรวบปลายผมไว้สองข้างผู้เป็นเจ้าของเสียงเมื่อครู่

            จากประตูที่เปิดออกนั่นเองกลุ่มผู้เข้าร่วมการประชุมที่แท้จริงของวันนี้ต่างทยอยเดินเข้ามาภายในห้อง

            การประชุมที่จัดขึ้นเฉพาะในค่ายแห่งนี้เป็นเรื่องของทางนี้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับศูนย์ใหญ่

            ผู้เข้าร่วมทุกคนมีทั้งทหารและไม่ใช่ทหารแต่เป็นเหล่าบุคลากรที่มีความสำคัญกับการบริหารค่ายแห่งนี้ ซึ่งในกลุ่มนั้นมี ข้าวหลาม เพื่อนสมัยเด็กและรองหัวหน้ากิลด์เซเวียที่เปรียบเสมือนมือขวาของตนก็รวมอยู่ในนั้น

            ทุกคนที่เดินเข้ามาในห้องแล้วก็จะตรงไปยังที่นั่งของตนเองโดยที่ไม่รอให้สิงห์ ผู้เป็นประธานต้องอนุญาต พวกเขาทำเหมือนกับเป็นเรื่องปกติซึ่งนั่นก็เป็นไปตามที่สิงห์กำหนดเอาไว้เพราะในทุกครั้งที่จัดการประชุมที่ค่ายนี้เขาจะต้องรายงานไปยังศูนย์ใหญ่ในระหว่างนั้นห้ามคนอื่นเข้ามายุ่มย่ามในที่ประชุมเป็นอันขาดเว้นแต่หญิงสาวที่เปิดไฟและประตูห้องประชุมเมื่อครู่เพราะเธอเป็นเลขาส่วนตัวของเขา และเพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาการประชุมอันมีค่าไปกับพิธีรีตองอีกสิงห์จึงสั่งตัดขั้นตอนที่ว่าออกไป

            หลังจากผู้เข้าร่วมประชุมนั่งที่โต๊ะครบทุกคนสิงห์ก็สั่งให้หญิงสาวที่เป็นเลขาดำเนินการประชุม

            วิเชียรมาศ

            เขาเรียกชื่อเธอที่มายืนอยู่ข้างๆ

            ค่ะ

            หญิงสาวผงกหัวเล็กน้อยจากนั้นจึงยกเอกสารที่ถืออยู่ขึ้นมาอ่าน

            หัวข้อในวันนี้คือการหามาตรการรับมือเรดบอสเลเวลห้าสิบที่จะเกิดขึ้นที่ค่ายแห่งนี้ในอีกสิบห้าวันข้างหน้า

            มีข้อมูลของพวกมันรึเปล่า

            สิงห์ถาม

            มีค่ะ เรดนี้เคยเกิดขึ้นที่กรุงปักกิ่งเมื่อปีก่อนจากที่เราเก็บข้อมูลมาได้ เรดนี้จ่าฝูงสัตว์เทวะจะบุกเข้าโจมตพร้อมกันจากสี่ทิศทางทุกตัวมีเลเวลห้าสิบขึ้นไปแต่ละตัวมีธาตุสังกัดแตกต่างกันและเชื่อว่ามีที่มาจากตำนานสัตว์เทพพิทักษ์สี่ตัวได้แก่ ชิงหลง(Qing Long) จูเชว่(Zhu Que) ไป๋หวู่(Bai Hu) และ เสวียนอู่(Xuan Wu)

            ระหว่างที่วิเชียรมาศอ่านเอกสารการประชุมเพื่อตอบคำถามให้เขา จู่ๆ ก็มีคนพูดแทรกขึ้นมา

            เซย์ริว(Seiryu) สุซาคุ(Suzaku) เบียกโกะ(Byakko) เกนบุ(Genbu)”

            ทุกคนในที่ประชุมต่างหันไปมองเป็นทางเดียวกันทางที่เสียงพูดแทรกดังมา

            เจ้าของเสียงเมื่อครู่นั้นคือหญิงสาวอีกคนที่นั่งร่วมโต๊ะประชุมอยู่ฝั่งซ้ายมือของเขาห่างออกไปสามที่นั่ง เป็นสาวเรียบๆ คนหนึ่งที่ไม่ได้งามหยดย้อยนอกจากผมสีดำมันคลับปล่อยยาวกับชุดเสื้อกาวน์ของกลุ่มนักวิจัยแล้วก็ไม่มีอะไรโดดเด่นแต่ถ้าจะมีก็คงเป็นใบหน้าของหล่อนที่ออกไปทางชาวต่างชาติซะมากกว่า

            “ ที่บ้านเกิดฉันเขาเรียกกันแบบนั้นน่ะเรียงตามลำดับแบบที่เธอพูดมาเมื่อกี้เลยนะ

            หญิงสาวผู้นั้นกล่าวพลางกอดอกหลวมๆ แล้วยิ้มไปพลาง

            “…”

            วิเชียรมาศจ้องมองไปที่ใบหน้าของหล่อนราวกับมีอะไรติดอยู่แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ความจริงเธออาจจะไม่ได้รู้สึกโกรธที่โดนขัดจังหวะแต่อาจจะกำลังสับสนว่าทำไมจู่ๆ ถึงพูดขึ้นมาแบบนั้นมากกว่าตอนนั้นเองก็มีคนพูดแทรกข้ามมาจากอีกฝั่งของโต๊ะที่หญิงสาวนั่งอยู่

            หรือแปลไทยเป็นมังกรฟ้า หงส์แดง พยัคฆ์ขาว และ เต่าดำ สินะ

            คนที่พูดขึ้นมาคือข้าวหลามซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับหญิงสาวพอดิบพอดี

            จากนั้นข้าวหลามก็พูดต่อไปว่า...

            กะอีแค่สัตว์เทวะจะเรื่องมากกับที่มาทำไมนักหนาถ้ามันบุกมาก็อัดมันกลับไปซะก็สิ้นเรื่องเนอะ

            แล้วหันมาทางที่สิงห์นั่งอยู่พลางขยิบตาให้

            “…”

            สิงห์ไม่ได้หืมไม่ได้อืมกับทีท่าทำเป็นหยอกล้อของข้าวหลามที่จงใจยั่วโมโหใส่หญิงสาว แต่แล้วเธอกลับขึ้นเสียงมาว่า

            ต้องเรื่องมากสิยะ เพราะเป็นสัตว์เทวะนั่นแหละถึงจำเป็นต้องค้นคว้าที่มาของพวกมัน

            ดูเหมือนเธอจะโมโหตามคำยั่วยุของข้าวหลามขึ้นมาจริงๆ แล้วเธอก็พูดต่อไปว่า

            รู้รึเปล่าว่าสัตว์เทวะนั้นมีปริมาณพันธุกรรมแซดเพิ่มขึ้นจากตอนที่พวกมันยังไม่กลายร่างนะแล้วในตัวของสัตว์เทวะระดับจ่าฝูงที่ไม่ได้มาจากการกลายพันธุ์ก็อาจจะมีพันธุกรรมแซดทั้งตัวเลยก็ได้

            พันธุ...อะไรแซ่ดๆ นะ

            ข้าวหลามตีหน้ามึนหลังจากฟังการร่ายยาวของหญิงสาวที่ฟังดูเป็นเรื่องยากเกินกว่าสมองคนปกติจะทำความเข้าใจได้

            ไม่ใช่แซ่ดๆ พันธุกรรมแซดต่างหากมันเป็นพันธุกรรมที่มีการค้นพบว่ามีอยู่ในตัวของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเป็นการค้นพบก่อนที่โลกจะล่มสลายแล้วก็บางทีนะนี่เป็นแค่สิ่งที่ฉันคาดเดาเอาไว้ว่าพันธุกรรมแซดอาจจะเกี่ยวข้องกับแอพปีศาจด้วยเพราะปัจจุบันการเพิ่มจำนวนของแอพปีศาจจะได้มาจากการผนึกวิญญาณของสัตว์เทวะจ่าฝูงเท่านั้นถ้าหากว่าได้ตรวจสอบพวกระดับจ่าฝูงอย่างจริงๆ จังๆ แล้วล่ะก็จะต้องค้นพบเรื่องที่ยิ่งใหญ่แน่นอน

            หญิงสาวยังคงพล่ามรายละเอียดที่มีแต่เธอคนเดียวที่เข้าใจอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

            ข้าวหลามที่พยายามหาตัวช่วยก็หันมาที่สิงห์ทันทีแล้วยิงคำถามมาว่า

            ยัยนี่เป็นใครกันเนี่ย

            ซากิริ อามาเนะ เป็นหัวหน้ากิลด์ฝ่ายวิจัยสัตว์เทวะเป็นผู้สร้างฐานข้อมูลกับสเกาท์ติ้งสโคปที่ใช้อ่านข้อมูลของสัตว์เทวะรวมถึงข้อมูลของแอพปีศาจเธอมาจากศูนย์ใหญ่เพื่อขอเข้าร่วมการประชุมด้วยน่ะ

            สิงห์ตอบคำถามโดยรักษาท่าทีสงบนิ่งไว้แม้ว่าที่ประชุมกำลังจะแปรสภาพเป็นการโต้วาทีเรื่องสัตว์เทวะไปแล้วก็ตาม

            พอได้คำตอบแล้วข้าวหลามก็พูดว่า

            อ๋อ เป็นคุณด็อกเตอร์จากยุ่นปี่นี่เองแล้วมาทำอะไรที่นี่ล่ะเรามาประชุมยุทธวิธีนะไม่ใช่งานสันนิบาตคนรักสัตว์เทวะ

            แล้วบ่นต่อพลางทำปากยื่นด้วยความรำคาญ

            ซากิริพูดขัดคำพูดนั่นว่า...

            ผู้ช่วยศาสตราจารย์ต่างหากฉันยังเรียนไม่จบ ป.เอก หรอกนะเพราะโลกดันแตกซะก่อนระหว่างที่มาทำงานวิจัยที่ประเทศนี้

            ข้าวหลามจึงถามต่อไปด้วยน้ำเสียงยียวน

            แล้วตกลงคุณผู้ช่วยศาสตราจารย์มาทำอะไรที่นี่ไม่ทราบครับ

            พอถูกถามอย่างนั้นหล่อนก็ชายตามองมาที่สิงห์

            เพราะว่าฉันอยากจะขอเข้าร่วมสังเกตการณ์วันที่เกิดเรดบอสที่ว่าหน่อยน่ะเพราะที่ผ่านมาทางเราไม่เคยขอตัวอย่างจากกิลด์ขับไล่ผู้รุกรานได้เลย

            แล้วพูดเป้าหมายออกมาอย่างง่ายดาย

            แหงล่ะก็เราต้องเอาไปทำแอพปีศาจนี่ไม่มีเวลามาสนใจว่าพวกมันจะเป็นตัวอะไรมาจากไหนหรอกถ้าไม่ฆ่าก็ถูกฆ่าในสนามรบมันมีอยู่แค่นั้นแหละ

            สิงห์ยกมือขึ้นเพื่อปรามทั้งสองที่กำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือด

            เรื่องปะทะฝีปากนั่นเอาไว้ทีหลังวิเชียรมาศว่าต่อไปซิ

            แล้วสั่งให้เลขาดำเนินการประชุมต่อ

            ค่ะ สำหรับการประเมินจำนวนทรัพยากรกลยุทธ์ขอให้ผู้ที่รับผิดชอบแจ้งผลแก่ที่ประชุมด้วยค่ะ

            สิ้นเสียงชายในชุดทหารคนหนึ่งที่นั่งอยู่เก้าอี้ตัวถัดไปจากข้าวหลามก็ลุกขึ้นพูด

            จากการคาดการณ์พลังของสัตว์เทวะเทียบกับจำนวนทรัพยากรคนในค่ายแห่งนี้แล้วเรายังต้องการกำลังรบเลเวลหกสิบอีกสี่คนเป็นอย่างน้อยครับเพราะอาทิตย์ก่อนเราเสียกำลังรบไปกับเหตุการณ์ที่มนุษย์ต่างดาวโจมตีชั้นเรียนพิเศษ

            เหตุการณ์ที่ห้องคิงถูกโจมตีสร้างผลกระทบยิ่งใหญ่พอสมควรถึงอิงศรที่เขาส่งไปอยู่ห้องคิงในวันนั้นจะช่วยระงับไม่ให้เหตุการณ์บานปลายได้แต่พวกครูฝึกการต่อสู้ก็ตายหมด จึงไม่น่าแปลกที่จะขาดกำลังรบในตอนนี้

            ตอนนั้นข้าวหลามก็ถามขึ้นในที่ประชุมว่า...

            แล้วเรามีคนที่เลเวลใกล้เคียงกับหกสิบอยู่กี่คนกันแล้วล่ะส่งพวกนั้นไปเก็บเลเวลก่อนเลยน่าจะเร็วที่สุด

            ความคิดของข้าวหลามเป็นอะไรที่เข้าใจง่ายๆ แค่เลือกทางที่ง่ายที่สุดที่จะได้ผลลัพธ์ออกมาตามที่กำหนดแต่นั่นเป็นแนวคิดที่ตื้นเขินเกินไปหน่อย

            ชายผู้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวได้พูดขัดคำพูดของข้าวหลาม

            ทำแบบนั้นไปก็ไม่มีประโยชน์ครับถ้าเราไม่เพิ่มกำลังรบจากกลุ่มคนที่มีเลเวลเฉลี่ยนอยู่ที่สี่สิบต้นๆ ค่าสัมประสิทธิ์ของกำลังรบก็จะไม่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นครับ

            จากนั้นก็มีเสียงถกเถียงสับเปลี่ยนกันไปมาจากทั้งโต๊ะประชุม

            จากเลเวลสี่สิบกว่าเป็นหกสิบในสองสัปดาห์เนี่ยนะจะไปทันได้ยังไงเล่า

            ถ้าเปลี่ยนเป็นเก็บเลเวลของพวกกลุ่มเฉลี่ยสี่สิบให้ขึ้นไปถึงเลเวลห้าสิบก็น่าจะลดความเหลื่อมล้ำลงไปได้ไม่ใช่เหรอ

            ถ้าเลเวลแค่ห้าสิบน่ะไม่พอหรอกครับเราต้องการเลเวลหกสิบเพราะต้องการกำลังรบที่สามารถจู่โจมหนักหน่วงได้การจะทำแบบนั้นได้ก็มีแต่ต้องเรียนสกิลไม้ตายที่เรียนได้ตอนเลเวลหกสิบขึ้นไปเท่านั้น

            แบบนั้นไม่ไหวหรอกมั้งต้องเก็บเลเวลหามรุ่งหามค่ำกันต่อให้ทันเวลาก็เถอะแต่คนเก็บคงหมดแรงไปสู้แล้วล่ะตอนนั้นน่ะ

            ถ้าอย่างนั้นจะให้ทำยังไงล่ะ

            อย่ามาถามทางนี้สินั่นน่ะเป็นเรื่องที่ฝ่ายกลยุทธ์ต้องไปคิดไม่ใช่เหรอ

            อย่ามาโยนกันอย่างนี้สิใช่ว่าทุกอย่างมันจะเปลี่ยนเอาดื้อๆ ได้ซักหน่อยของมันไม่พอก็คือไม่พอไงหัดคิดถึงความเป็นจริงกันบ้างเซ่

            หลังจากถกเถียงกันมาซักพักคำพูดในที่ประชุมก็เริ่มเปลี่ยนเป็นการโต้เถียงและโทษกันไปมาเหล่าคนธรรมดาไร้ความสามารถที่ไม่อาจจะคิดหาทางด้วยตัวเองได้เหล่านี้มารวมตัวกันเพื่อหาทางออกเป็นเรื่องที่เปล่าประโยชน์สิงห์คิดเช่นนั้น

            เขาถอนหายใจ อย่างไรเสียก็คาดคิดเอาไว้แล้วว่าผลลัพธ์จะต้องออกมาแบบนี้จึงไม่ได้คาดหวังกับการประชุมนี้ตั้งแต่แรก เขามองเลเวลเหนือศีรษะของคนธรรมดาที่อยู่กันเกลื่อนโต๊ะประชุมด้วยสายตาเอือมระอา

            นอกจากเขากับข้าวหลามที่มีเลเวลเก้าสิบกันอยู่สองคนแล้วที่เหลือก็เป็นพวกดาดๆ ที่มีเลเวลแค่สี่สิบถึงห้าสิบแต่เลเวลพวกนี้ก็แค่เก็บกันมาช่วงก่อตั้งค่ายพอมาจนถึงป่านนี้แล้วเจ้าพวกนั้นก็เอาแต่ทำงานบริหารไปวันๆ จนฝีมือต่อสู้ฝืดกันไปหมดแถมยังไม่ได้เตรียมใจจะออกไปรบด้วยตัวเองอีกแล้ว ฝีมือในตอนนี้เทียบกับพวกนักเรียนในห้องคิงยังไม่ได้ด้วยซ้ำ

            ดังนั้นเพื่อจบการประชุมที่ไร้สาระพรรค์นี้สิงห์จึงทุบมือลงกับโต๊ะเพื่อให้ที่ประชุมหยุดโต้เถียงกัน

            ....

            ความเงียบก่อตัวขึ้นปกคลุมบรรยากาศของที่ประชุม ทุกคนต่างหันมาที่เขาโดยพร้อมเพรียง

            ทำให้เลเวลสี่สิบเป็นหกสิบให้ได้สี่คนสินะเดี๋ยวชั้นจะจัดการเองไปเตรียมการตามแผนมาให้พร้อมซะ

            ที่ประชุมเกือบทั้งหมดแทบจะไม่เชื่อคำพูดของเขา เพราะมันเป็นไปไม่ได้แต่ก็ไม่มีใครกล้าคัดค้านเพราะกลัวหรือไม่ก็อยากจะดูว่าพลเอกอายุน้อยผู้นี้จะทำตามที่ลั่นวาจาได้หรือไม่จะอย่างไหนสิงห์ก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับมันอยู่ดี

            จากนั้นการประชุมก็ดำเนินต่อไปในขั้นของแผนการ

            และยังคงดำเนินไปจนกระทั่งจบการประชุมโดยที่ไม่มีใครพูดถึงเรื่องของสิงห์อีก

 

 

            บ่ายวันหนึ่ง...

            ในที่ประชุมอบรมของกิลด์เซเวีย...

            ก่อนที่การอบรมจะเริ่มขึ้นสิงห์ซึ่งยืนอยู่หน้าห้องก็ได้ประกาศผ่านไมค์ว่า

            ทีมอิงศร

            แล้วจ้องไปยังกลุ่มของอิงศร กวินทร์ มีนาและเมษา ที่นั่งกระจุกกันอยู่ในแถวที่นั่งโต๊ะเรียน

            อิงศรที่เป็นหัวหน้าลุกขึ้นยืนเอามือไปไขว้ไว้ข้างหลังในท่าระเบียบพักและรอคำสั่งอยู่

            พรุ่งนี้เป็นต้นไปไม่ต้องมาประชุมอบรมอีก ให้พาทีมออกไปเก็บเลเวลจนกว่าจะเลเวลหกสิบทุกคน ชั้นให้เวลาสิบสามวัน

            คำสั่งของสิงห์ไม่เพียงสะกดกลุ่มของผู้ถูกสั่งแต่ทุกคนที่เข้ารับการอบรมต่างก็พากันตกตะลึงกับเนื้อหาของคำสั่งที่ยากจะทำตามได้

            ไม่ไหวหรอกกลุ่มพวกเราเลเวลแค่สี่สิบกว่าๆ เองให้เก็บเพิ่มสิบกว่าเลเวลในสองอาทิตย์มันเป็นไม่ได้หรอก!”

            เมษาเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นประท้วง

            จากนั้นมีนาก็พูดขึ้นว่า

            เป็นคำสั่งที่กะทันหันน่าดูเลยนะคะเนี่ย

            แล้วถามคำถามพลางส่งสายตาเจ้าเล่ห์

            หรือว่าท่านพลเอกมีแผนอะไรอย่างนั้นหรือคะ

            เธอเรียกพี่ชายว่า พลเอก' ในเวลาที่เป็นทางการ

            และในขณะที่ทุกคนกำลังอยากรู้เหตุผลของคำสั่ง กวินทร์กลับ...

            แผนที่ว่านี่หมายถึงวิธีช่วยเก็บเลเวลหรือเปล่าครับ

            ถามเอารายละเอียดคำถามของมีนาแทนซึ่งก็ไม่มีใครตอบมันกลับมาเขาจึงเงียบเสียงไปเอง

 

            “…”

            มีคนเดียวที่ยังไม่ได้ออกความคิดเห็นอะไรนั่นคืออิงศรเด็กหนุ่มกะจะรอดูทีท่าก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเคลื่อนไหวตอนนั้นเองสิงห์ก็ตอบกลับคำถามของมีนา

            อีกสิบสามวันจะเกิดเรดบอสเลเวลห้าสิบที่ค่ายนี่ กำลังรบของเราไม่เพียงพอจำเป็นต้องเพิ่มเลเวลหกสิบสี่คน

            สิงห์ตอบแบบเรียบเรียงเหตุและผลให้เสร็จสรรพแต่กลับไม่ได้พูดถึงวิธีการที่จะทำเป้าหมายให้บรรลุผลออกมาด้วย

            แต่ว่ามีวิธีที่จะทำให้เก็บเลเวลได้เร็วขนาดนั้นอยู่ใช่ไหมคะ

            ใบหน้าของมีนาเริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาแววตาเองก็ฉายแต่ความกังวล ดูเหมือนว่าหล่อนเริ่มจะคาดเดาสถานการณ์ที่แท้จริงได้เอง

            นั่นเป็นเรื่องที่หัวหน้าทีมต้องไปคิดเอาเอง

            สิงห์ตอบกลับมาเรียบๆ

            หมอนี่ทำไม่ได้หรอก

            เมษาแย้งในทันทีที่ได้ยินซึ่งสิงห์ก็ตอบกลับแบบไม่แยแสเช่นกันว่า

            ถ้ากลับมาโดยที่เลเวลไม่ถึงหกสิบทุกคนชั้นจะโยนพวกแกไปเป็นอาหารของสัตว์เทวะไม่ได้พูดเล่นด้วยนะ

            แววตาของสิงห์บอกว่าเอาจริงเขาจะทำตามอย่างที่พูดแน่นอนแม้ว่านั่นจะหมายถึงน้องสาวกับน้องชายของตนจะต้องตกเป็นเหยื่อของคำพูดนี้ด้วยก็ตาม

            ทั้งมีนา เมษา และกวินทร์ต่างก็พากันหน้าซีดไปตามกันความเครียดของทั้งสามคนนั้นแผ่ออกมาชนิดที่คนรอบข้างแค่มองก็เดาความรู้สึกได้

 

            ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ก็ยังมีคนที่หัวเราะอยู่อิงศรคือคนที่ว่าและกำลังหัวเราะขึ้นจมูก

            เฮอะอีหรอบนี้ไงๆ ก็จะเอาให้ได้สินะ

            เขาพูดอย่างชินชาราวกับว่าเคยถูกพูดขู่แบบนี้มาหลายครั้ง ซึ่งที่จริงแล้วอิงศรเข้าใจว่านั่นไม่ใช่คำขู่แต่เป็นสิงที่ลั่นวาจาแล้วทำตามจริงๆ ในชีวิตการฝึกฝนสามปีกับสิงห์นั้นไม่มีซักครั้งที่คนๆ นี้จะพูดขู่เล่นๆ เขาเคยทำพลาดจนถูกลงโทษตามที่ว่าแต่ก็ยังเอาชีวิตรอดกลับมาได้ด้วยการสังหารสัตว์เทวะที่จะจับเขากินซึ่งถ้าครั้งนี้ทำได้แบบนั้นก็คงจะไม่ต้องกังวลอะไรเพียงแต่...

            อิงศรจ้องมองไปที่ดวงตาของสิงห์ สาเหตุที่เขาเงียบไว้และไม่พูดอะไรเลยจนกระทั่งตอนนี้ก็เพราะเขาสังเกตได้ถึงความผิดแปลกไปจากทุกทีเขารู้สึกได้ว่าในครั้งสิงห์กำลังคาดหวังกับตัวเขาอยู่ถึงขนาดลากทั้งมีนาและเมษามาพัวพันด้วยราวกับจะบอกว่าครั้งนี้เดิมพันไม่ใช่แค่ชีวิตของเขาเท่านั้นแต่มันเกี่ยวพันกับอีกหลายชีวิตดังนั้นจะล้มเหลวไม่ได้เด็ดขาด

            ดังนั้นอิงศรจึงลองตอบรับความคาดหวังนั้นดูแม้จะยังไม่เข้าใจก็ตาม

            เอาเถอะจะหาทางดูก็แล้วกัน

            พอตอบไปแบบนั้นทุกคนก็พากันทำหน้าตาตื่นเหมือนกับจะถามว่า ทำได้ด้วยเหรอ?’

            แต่ที่น่าแปลกใจก็คือแม้แต่สิงห์ก็ยังถาม

            ทำได้ใช่ไหม

            นั่นแปลว่าการคาดเดาของเขาถูกต้อง...

            สิงห์วางเดิมพันเอาไว้กับเขาจริงๆ พอคิดแบบนั้นแล้วแทนที่จะรู้สึกเครียดหรือกังวลกลับกลายเป็นว่าเขารู้สึกดีใจขึ้นมานิดหน่อยทั้งที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

            อิงศรหัวเราะแล้วตอบกลับด้วยใบหน้าที่ดูสดใสเล็กน้อย

            ฮะฮะฮะ ก็ไม่เคยมีทางให้เลือกอยู่แล้วไม่ใช่รึไง

 

 

            คืนนั้น

            ที่ห้องของอิงศร

            เด็กหนุ่มพึ่งจะเสร็จจากการหาข้อมูลเพื่อเตรียมแผนเก็บเลเวล

            เพราะความเหนื่อยล้าจากการทำงานจึงเอนกายพิงหลังกับพนักเก้าอี้เพื่อผ่อนคลายและดื่มดำกับความสะดวกสบายเป็นคืนสุดท้ายก่อนที่วันพรุ่งนี้จะต้องออกไปตรากตรำเก็บเลเวลกันหลังขดหลังแข็ง พลางทอดสายตามองไปรอบโต๊ะข้างหน้า

            และแล้วสายตาก็จับจ้องไปยังฮาร์โมนิก้าที่สิงห์ให้มา

            เขาจ้องมันด้วยความรู้สึกลังเลในระหว่างนี้เองทำนองที่เคยสอนให้ขวัญก็บรรเลงขึ้นมาในหัว

            รู้สึกตัวอีกทีเขาก็กำลังฮัมเพลงด้วยทำนองที่ว่าอยู่

            ช่วยไม่ได้แฮะก็อุตส่าห์ให้มาทั้งที

            เขาพึมพำกับตัวเองแล้วยื่นมือไปคว้าเอาฮาร์โมนิก้ามาจากโต๊ะและเป่ามัน ขับขานมันออกมาเป็นทำนองที่สมบูรณ์แบบไม่มีเสียงเพี้ยนผิดคีย์

 

            ค่ำคืนนั้นทำนองเสียงของฮาร์โมนิก้าที่ลอยไปตามสายลม

            ทำนองเสียงจากสองสถานที่ราวกับจะเพรียกหากัน

            พวกมันจะล่องลอยจนมาบรรจบกันและจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน

            เมื่อถึงตอนนั้นแล้วโลกใบนี้จะยังคงอยู่ต่อไปหรือจะล่มสลายอย่างสิ้นซาก

            ทั้งความตั้งใจที่จะไม่ก้าวเดินต่อไปเพราะกลัวที่จะเปลี่ยนแปลงกลัวที่จะต้องสูญเสียที่อยู่แห่งสุดท้ายไปหากว่าตนเปลี่ยนแปลง

            ทั้งความตั้งใจที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าเพื่อแสวงหาการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างที่อยู่ของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง

            เมื่อถึงตอนนั้นทางเดินที่แตกต่างนี้จะแสดงคำตอบออกมาอย่างไร?

 

            ณ รูนรูม เด็กหนุ่มผู้ถูกลืมเลือนก็ยังคงอยู่ที่นั่น

            คอยจับตาดูละครที่มีชื่อว่าชะตากรรมแล้วเขาก็พูดขึ้นมาว่า

            ทั้งที่เป็นทำนองเดียวกันแต่กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

            พลางยิ้มแสยะด้วยความปลาบปลื้ม

            "เอาล่ะละครที่มีชื่อว่าชะตากรรมได้เบิกม่านขององค์ที่สองขึ้นมาแล้วจากนี้ไปการโหมโรงสู่ตอนจบกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้านี้เมื่อถึงตอนนั้นพวกเธอมนุษย์ทั้งหลายจะแสดงความตั้งใจแบบใดออกมากันนะ"


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  2. #157 ดิวดิ้ว (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 กันยายน 2560 / 23:30
    อย่ามาโมเม้น พี่ชายพาทีมไปบุกที่ไหนแล้วน้องรู้ว่าพี่มาก็เลยพยายามมาหา แล้วไปเห็นเด็กในทีมที่มาแทนตำแหน่งตัวเองแล้วเกิดน้อยใจขึ้นมาคิดว่าพี่หาคนมาแทนตนเองได้แล้ว เลยโกรธแล้วก็สู้กับพี่ อาจจะไม่ได้รอบเดียวแต่หลายรอบ คนพี่ก็พยายามหาทางอธิบายให้เข้าใจ ในใจก็ดีใจที่น้องยังไม่ตายถึงจะโดนปลูกฝั่ง DNA เอเลี่ยนแล้วก็ตาม ยังไงก็เป็นน้อยชายตนอยู่ดี ที่เหลือก็ขึ้นกับว่า คนแต่งจะทำไงให้พี่กับน้องกลับมาอยู่ด้วยกันอีก เนื้อเรื่องโคตร Owari no Seraph แล้วฝั่งมนุษย์ก็รู้วิธีทำให้สามารถทะลุ max lv ได้ก็จับเอลี่ยนมาแล้ว ปลูก DNA ลงไปในตัวมนุษย์บ้างจนเป็นมนุษย์พันธ์ใหม่ 55555 
    #157
    1
    • #157-1 R@ji(จากตอนที่ 17)
      6 กันยายน 2560 / 23:46
      ถ้าเซราฟแวมไพรคือมนุษย์มาก่อนแต่ของเรามนุษย์จะเป็นเอเลี่ยนมาก่อนสมัยอยู่ในสวนอีเดนล่ะครับ (อีกนัยนหนึ่งเอเลี่ยนในเรื่องนี้คือญินของศาสนาอิสลามนั่นเองเดี๋ยวจะมีเรื่องหน้าตาของเอเลี่ยนที่เหมือนกับมนุษย์บนโลกบางคนราวกับเป็นแฝดด้วยและจะอธิบายในภายหลัง ช่วงกลางๆภาคแรกไร?์เพ่งติดเซราฟเลยเขียนไปเขียนมาออกมาแบบนั้นซะแง้นว่าจะหาโอกาสรีไรท์ปรับเนื้อเรื่องเชื่อมต่อตรงนี้ใหม่อยุ่แต่ยังไม่ว่สงซะทีฮะแอ่วว ไว้จบก่อยค่อยมารีอีกที ถ้าอ่านถึงภาคสองเมื่อไหร่จะเริ่มเฉลยอะไรต่อมิอะไรที่น่าตกใจกว่าเวราฟออกมาอีกฮะ (เรียกว่ากลายเป้นคนละเรื่องกับก่นเหน้าเลยก็กว่าได้555)
      #157-1