Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 160 : Login 157: คำพูดอันเปลือยเปล่า 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 230
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    5 ต.ค. 60

Login 157: คำพูดอันเปลือยเปล่า 2

 

            พวกเขาตกลงกันว่าเปลี่ยนชุดเสร็จก็จะกลับมาเจอกันที่พระเจดีย์อีกครั้ง

            พอออกจากพระเจดีย์เดินหาห้องน้ำก็เจอเข้ากับห้องน้ำสาธารณะของวัดพอดี

            หลังจากตรวจสอบทั้งห้องน้ำชายและหญิงแล้วว่าไม่มีศัตรูซ่อนตัวอยู่ พลอยก็พานิวแยกไปเข้าห้องฝั่งผู้หญิง พวกเขาที่เหลือจึงเข้าไปเปลี่ยนชุดกันในห้องน้ำชาย

            ชุดที่ซีลอร์ดให้มาขนาดพอดีตัวกับทุกคนจนน่าคิดว่าที่เป็นแบบนี้เพราะระบบของเกมหรือเพราะหมอนั้นแอบมาวัดขนาดตัวเอาไว้ล่วงหน้ากันแน่

            ถึงขนาดเตรียมชุดเท่าจำนวนคนสิบเอ็ดคนที่ประกอบไปด้วย

            อิงศร กวินทร์ เมษา โดโกบาร์ นรินทร์

            มิ่งขวัญ

            ฟู มิกซ์ เน็กส์ พลอย นิว

            แต่ละคนมีขนาดตัวต่างกันออกไปไหนจะชุดของผู้หญิงกับผู้ชายอีกถ้าไม่รู้มาก่อนว่าสมาชิกเบ็ดเสร็จของกลุ่มจะมีอยู่กี่คนไม่มีทางเตรียมไว้ได้ขนาดนี้แน่

            “หมอนั่นใช้อาคาชิกเรคคอร์ดทำนายเอารึเปล่านะ”

            อิงศรพึมพำกับตัวเองขณะที่ดึงซิปกางเกงสีขาวที่ดูขัดตาไปจากทุกทีขึ้นแล้วจึงหยิบเสื้อขึ้นมามองอย่างพินิจพิเคราะห์

            ชุดพื้นฐานสีน้ำเงินคราม เสื้อนอกสีขาวติดผ้าคลุมห่มแค่ไหล่โทนสีเดียวกับชุดพื้นฐาน

            โทนสีน้ำเงินครามกับโทนสีขาวของชุดตัดกันอย่างบริสุทธิ์ราวกับเป็นนักรบศักดิ์สิทธิ์จากยุคกลางเลยทีเดียว

            “ไม่ใช่ว่าพวกฉันกลายเป็นนักรบครูเสดของหมอนั่นไปแล้วหรอกนะ”

            ถึงจะไม่ค่อยถูกใจดีไซน์ซักเท่าไหร่แต่ค่าพลังบนหน้าจอรายละเอียดของชุดที่แสดงออกมาก็ไม่ได้โกหกจากที่โม้เอาไว้นัก

            พลังป้องกันกับความทนทาน มากกว่าเครื่องแบบของเมตไตรยถึงสามเท่าแถมยังมีคุณสมบัติป้องกันครอบจักรวาลในอัตราที่ต่อต้านสภาวะผิดปกติสูงถึงหกสิบเปอร์เซ็นต์ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่มากกว่าเครื่องแบบเก่าถึงสองเท่า

            ทั้งที่ชุดเป็นเนื้อผ้าละเอียดดูแล้วบอบบางกว่าชุดทหารเสียอีก

            คราฟยังไงของมันกันนะ…อิงศรจ้องมองเสื้อผ้าแล้วคิดอย่างนั้น

            จากนั้นก็หันหน้าไปยังฟากที่มีห้องส้วมแบ่งด้วยฉากกั้นทำจากพลาสติกเรียงต่อกันไปเป็นทอดๆ

            ที่นั่นมิ่งขวัญ กวินทร์ เมษา และฟู กำลังเปลี่ยนชุดกันอยู่ในห้องหนึ่ง

            ทั้งสี่คนได้ชุดอีกแบบที่ต่างจากคนอื่นเป็นชุดที่สลับสีกับของพวกเขา คือชุดพื้นฐานสีขาว ไม่มีเสื้อนอกแต่มีเสื้อเกราะอ่อนสีน้ำเงินครามมาให้แทน รองเท้าก็เป็นแบบที่ต่างออกไปเป็นบูทหนังหรือทำด้วยวัสดุที่ดูคล้ายกันโทนสีน้ำเงินครามกับสีขาวตัดกันเหมือนกับสีเครื่องแบบ การสวมใส่จึงทำได้ยากกว่าไปด้วย คงเพราะมันเป็นชุดที่เตรียมไว้ให้คนที่อยู่แนวหน้าจึงสร้างออกมาให้ดูคล่องแคล่วไม่รุ่งริ่งและทนทานกว่า

            นี่ก็อีกเรื่องที่น่าสงสัยว่าซีลอร์ดจะคาดการณ์เอาไว้แต่แรกว่าทีมของเขาจะมีคนต่อสู้แนวหน้าอยู่กี่คนดีไม่ดีอาจจะทำเผื่อของมีนาไว้เหมือนกันหรือไม่เขาก็แค่คิดมากไป ไอเทมพวกนี้ก็เป็นของในเกมอาจจะแค่เสกมาเฉยๆ ก็ได้

            ตอนนี้ทั้งสี่คนนั่นเปลี่ยนกางเกงเสร็จหมดแล้วแต่ยังไม่สวมเสื้อและอัดกันอยู่ในห้องนั้น

            มิ่งขวัญนั่งอยู่บนโถชักโครกที่ปิดฝา ปล่อยให้กวินทร์กับเมษาใส่รองเท้าที่ค่อนข้างจะสวมยากนั่นให้โดยมีฟูยืนดูอยู่ข้างนอก

            “อันนี้มันผูกแบบนี้รึเปล่าครับเนี่ย”

            “เฮ้ยนั่นนายผูกสลับข้างกันแล้วนะกวินทร์”

            ดูท่าทางแล้วคงจะกินเวลาอีกนานกว่าใส่ท่อนล่างครบแล้วท่อนบนก็ยังต้องสวมเกราะอีก

            ตอนนั้นเองมิกซ์ก็เดินเข้ามาหา

            “เอ่อ พี่ศรครับ”

            “หืม”

            เด็กชายมีสีหน้าลังเล เดาว่าน่าจะมาถามเรื่องที่เกิดขึ้นในพระเจดีย์นั่นซึ่งเขาก็ยังไม่ได้อธิบายอะไรให้พวกพ้องฟังเลย

            “เรื่องที่พี่ศรพูดกับคนๆ นั้นน่ะครับ”

            มิกซ์พูดด้วยอาการประหม่า นั่นทำให้นรินทร์ที่แต่งตัวอยู่ข้างๆ หันมามองด้วย

            “ที่ว่าจะย้อนกลับไปนั่นน่ะหรือว่าพี่ศรจะให้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันไม่เคยเกิดขึ้นเลยหรือครับ”

            ไม่ใช่คำถามที่น่าตกใจอะไรนัก ตัวเขาเองก็คาดคิดเอาไว้แล้วว่าจะต้องมีคนที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่เข้าใจคำตอบที่ให้กับซีลอร์ดไป

            ที่มิกส์ต้องการก็คงจะเป็นคำตอบที่ว่าเขาได้ปฏิเสธช่วงเวลาหลังการล่มสลายไปทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งนั่นหมายถึงการปฏิเสธความผูกพันธ์ที่มีร่วมกันมาของทุกคนที่อยู่ที่นี่

            เรื่องที่เคยได้เป็นครอบครัวกัน ได้ต่อสู้ฟันฝ่าร่วมมาด้วยกันจะกลายเป็นว่าไม่มีมาแต่แรกไปด้วย ตัวเขานั้นได้เหมารวมเอาเรื่องพวกนี้เข้าไปในคำว่า ‘โลกที่ไม่ถูกต้อง’ ของตัวเองด้วยหรือเปล่า

            “นั่นสิถ้าย้อนกลับไปเลยแล้วทำให้โลกไม่ล่มสลายมันก็คงจะเป็นแบบนั้น”

            พอได้ยินคำตอบของเขาเด็กหนุ่มก็หน้าซีด

            แล้วนรินทร์ที่อยู่ข้างๆ ก็พูด

            “จะว่าไปถ้าย้อนกลับไปล่ะก็ผมก็ต้องเป็นเจ้าชายนิทราอีกครั้งน่ะสิ”

            ตอนนั้นเองเมษาที่อยู่อีกฟากก็พูดมา

            “มีนาก็จะต้องนอนป่วยไปตลอดชีวิตเหมือนกัน”

            เพราะถ้าโลกไม่ล่มสลายก็จะไม่มีอมฤตที่มาเยียวยารักษาโรคของหล่อนเหตุผลเสริมที่เหลือนั่นถูกละเอาไว้แต่เขาก็เข้าใจมัน

            เมษาคงจะได้ยินเรื่องที่ทางนี้กำลังคุยกันถึงได้พูดแบบนั้นเพราะเสียงในห้องน้ำสะท้อนกับผนังจนก้องไปทั่ว แค่เสียงพึมพำยังอาจจะได้ยินเลยด้วยซ้ำ

            กวินทร์เองก็พูดเรื่องของตัวเองเช่นกัน

            “ส่วนผมก็ต้องกลับไปเจอพ่อแย่ๆ นั่นอีกพี่สาวเองก็ต้องเจ็บปวดเรื่องโดนคุณลุงบังคับด้วย”

            รวมถึงเรื่องของไทเทเนียมหรือฟ้ากมลลูกพี่ลูกน้องซึ่งฆ่าไปเองกับมือ

            แล้วก่อนหน้านี้ก็เพิ่งจะรู้ว่ากวินทร์หนีออกจากบ้านเพราะทนอยู่กับครอบครัวตัวเองไม่ได้จากปากคำของซีลอร์ด

            “…”

            มิ่งขวัญเองก็จ้องมาทางเขาเช่นกันแต่พอสบตาด้วยก็หลบหน้า

            “…”

            นั่นสินะ ตัวเขาก่อนโลกจะล่มสลายก็ไม่ได้สนิทกับน้องชายเหมือนตอนนี้ เราต่างคนต่างอยู่ทั้งอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ถึงปัญหาของเขากับน้องชายจะเทียบไม่ได้กับคนอื่น

            แต่โลกในอดีตของทุกคนที่นี่ก็ล้วนแต่ปวดร้าวทั้งสิ้น

            ”…”

            เทียบกันแล้วโลกในตอนนี้ ช่วงเวลานี้ที่ทุกคนต่างสามัคคี ต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ต่างมอบความรักความสนิทชิดเชื้อให้กัน อาจจะดีกว่าโลกในอดีตเสียอีก

            แล้วก็มีความคิดอีกแบบหนึ่งแล่นขึ้นมา

            ”เพราะว่าพวกเราเริ่มก้าวเดินกันแล้วไม่ใช่รึไง”

            อิงศรพูดความคิดนั่นออกไป คำพูดนั้นทำให้ทุกคนหันมา กระทั่งโดโกบาร์ที่เปลี่ยนเสื้อเสร็จแล้วนั่งทอดหุ่ยไม่สนใจใครก็ยังหันมา

            “ที่มีตอนนี้ได้ก็เพราะพวกเราเริ่มก้าวเดินไปข้างหน้ากันแล้วเพราะถูกกระตุ้นให้ต้องเปลี่ยน พวกเราน่ะในโลกก่อนหน้านี้ไม่ยอมเปลี่ยน เลือกที่จะย่ำอยู่กับที่”

            อิงศรหยุดคำพูดเอาไว้แล้วหันไปมองนรินทร์

            “ยอมแพ้ให้กับการมีชีวิต”

            จากนั้นจึงหันไปสบตากับกวินทร์

            “ยอมแพ้ที่จะแสดงตัวตน”

            มองหน้าเมษา

            “ยอมแพ้ที่จะเข้าหาคนอื่น”

            มองไปที่มิกซ์แล้วจึงเลื่อนสายตาไปที่ฟูกับเน็กส์

            “ยอมแพ้ให้กับสังคม”

            จากนั้นสายตาก็ไปหยุดที่มิ่งขวัญซึ่งพยายามหลบหน้า

            “…”

            พอรู้สึกตัวว่าถูกจ้องอยู่น้องชายก็ค่อยๆ เคลื่อนใบหน้ากลับมาสบตาด้วย

            อิงศรกลั้นใจไว้ครู่หนึ่งแล้วผ่อนออก เขาคิดว่าตัวเองในตอนนี้พอจะยอมรับได้แล้วว่าตัวเองก็หยุดก้าวเดินในโลกเก่าเช่นกัน

            “ยอมแพ้ที่จะเข้าใจกันทั้งชั้นทั้งนาย…”

            เขาเว้นคำพูดไว้เพื่อจะสื่อถึงตัวเองกับน้องชายจากนั้นจึงสรุปสิ่งที่อยากจะพูด

            “พวกเราน่ะเคยยอมแพ้ไปแล้วเพราะคิดว่าไม่มีความหมาย เพราะคิดว่าทำไปก็ไร้ประโยชน์ถึงได้ย่ำอยู่กับที่จนกระทั่งตอนนี้พวกเราที่เลือกก้าวออกไปข้างหน้า เลือกจะมีชีวิต ต่อให้ต้องทำทุกวิถีทางก็พยายามจะอยู่รอดต่อไป แม้ว่าจะต้องเผยตัวตนออกมาก็ตาม ต่อให้ต้องพึ่งพาใครซักคน ต่อให้ต้องปรับตัวเพื่อเข้าสังคมยอมลบเลือนอดีตที่เจ็บปวดของตัวเองแล้วค้นหาที่อยู่ของตัวเองก็เพราะถูกกระตุ้นด้วยสัญชาตญาณ ถึงอย่างนั้นพวกเราก็ก้าวออกมาแล้วถึงได้มีพวกเราในตอนนี้ไม่ใช่เหรอ”

            คิดว่าคำพูดนี้คงจะเข้าไปถึงจิตใจของทุกคน

            เขาพยายามเลือกคำพูดที่จะไม่เจาะจงชัดเจนกับปัญหาของใครแต่เลือกจะให้ทุกคนรู้สึกถึงมันด้วยตัวเอง เพราะแบบนั้นถึงจะเข้าใจความหมายของการก้าวเดินไปข้างหน้าที่ซีลอร์ดพยายามเผยแพร่ราวกับเป็นคำสอนทางศาสนา

            แต่ว่าสิ่งนั้นแหละที่จะทำให้มนุษย์ได้มียุคสมัยเป็นของตัวเอง เป็นขุมพลังเดียวที่จะทำให้พระเจ้าหรือแอดมินิสเทรเตอร์ได้เห็นว่ามนุษย์สามารถเลือกทางที่ถูกต้องได้

            นับจากวันที่ทานผลแห่งปัญญาจากต้นไม้ต้องห้าม

            นับจากวันที่มนุษย์รู้จักดีชั่ว แต่มนุษย์ก็ไม่ได้เลือกเดินทางที่ผิดเสมอไป

            นี่คืออิสระเพียงหนึ่งเดียวสำหรับมนุษย์จำเป็นต้องแสดงสิ่งนั้นให้ชัดแจ้งออกมา

            “แต่ว่าทางที่พวกเรากำลังเดินกันอยู่ตอนนี้น่ะมันผิด พวกเราไม่ควรจะเริ่มก้าวเดินในตอนที่ทุกอย่างมันสายเกินแก้แบบนี้ ถ้าไม่ย้อนกลับไปยังทางที่ถูกก็ไม่มีวันไปถึงเป้าหมายได้ เราต้องเปลี่ยนตัวเองแต่ไม่ใช่โดยการถูกบังคับหรือไล่ต้อนแบบนี้ฉันคิดว่าพวกเราในตอนนี้มีพลังที่จะทำแบบนั้นอยู่นะถึงจะย้อนกลับไปพวกเราก็จะไม่ก้าวเดินผิดอีก”

            ณ ตอนนั้นเองสายตาของทุกคนก็เริ่มมีประกายอันสดใสแจ่มชัดขึ้นมา

            คิดว่าทุกคนคงจะเริ่มมองเห็นอนาคตที่ถูกต้องแบบเดียวกับที่เขาเห็นแล้ว

            แต่ทว่า…

            “ประทับใจมากเลยค่ะพี่ศร!”

            ตอนนั้นเองที่เสียงดังขึ้นพลอยกับนิวที่แต่วตัวเสร็จแล้วก็เดินเข้ามาในห้องน้ำชาย โดยที่นำ้ตาไหลพรากกันทั้งคู่อาจจะเป็นเพราะทราบซึ้งกับคำพูดเมื่อครู่มากเกินไปจนกระทั่งลืมตัวว่าที่นี่เป็นห้องน้ำชายแล้วพวกเขาก็ยังแต่งตัวกันไม่เสร็จ

            “ฮ…เฮ้ย! นี่เธอจะเข้ามาทำไมเนี่ย”

            ฟูหน้าแดงขณะที่พูดก็ยังพยายามมือปิดบังร่างกายท่อนบนทั้งที่ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม แต่สถานการณ์เริ่มจะวุ่นวายแล้ว

            พลอยเดินตรงเข้ามายังกลุ่มที่เขายืนกระจุกอยู่กับนรินทร์ มิกซ์ และเน็กส์ ราวกับไม่มีสติยั้งคิดเหลืออีกเลย

            “เดี๋ยว พลอยนี่มันห้องน้ำชายนะรู้สึกตัวซักทีเซ่”

            อิงศรตะโกนโดยหวังจะให้เด็กสาวรู้สึกตัวแต่ความพยายามนั้นดูจะไร้ผล ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกันนิวที่รออยู่ตรงหน้าประตูห้องน้ำเหมือนจะรู้สึกตัวแล้วเลยไม่เดินเข้ามาด้วย แต่พลอยในตอนนี้เหมือนจะมีเป้าหมายอยู่ไม่ได้ไร้สติแบบที่เห็นจริงๆ

            สายตานักล่าที่หล่อนแสดงให้เห็นตอนนี้มันบอกแบบนั้น

            หลังจากนั้นก็วุ่นวายกันยกใหญ่กว่าจะเรียกสติพลอยกลับมาแล้วส่งออกไปข้างนอกห้องโดยให้โดโกบาร์ไปเฝ้าไว้

            พอเขากับคนอื่นๆ ที่ชุดไม่ได้เป็นแบบแนวหน้าทั้งสี่คนแต่งตัวเสร็จก็ออกมารอข้างนอกกันก่อน

            และแล้ว

            พวกเขาทั้งหมดที่เปลี่ยนชุดใหม่เสร็จก็เดินกลับไปที่พระเจดีย์ซึ่งซีลอร์ดกำลังรอคอยให้คนที่จะมารับพวกเขาไปส่งที่สนามรบมาถึง

            พอโทนสีชุดของกลุ่มเปลี่ยนมาเป็นแบบเดียวกันหมดก็ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นทางการขึ้นเหมือนเป็นภาคีอัศวินอย่างไรอย่างนั้น

            ชุดของพลอยกับนิวที่เป็นผู้หญิงก็คล้ายกับของเขาที่เป็นชุดผ้าเบาๆ เพราะทั้งสองคนนั้นเป็นอาชีพสนับสนุนอยู่แถวหลังอยู่แล้วแต่เพราะเป็นชุดของผู้หญิงก็เลยเป็นกระโปรงแทนที่จะเป็นกางเกงทั้งที่แบบนั้นน่าจะทำให้คล่องตัวกว่า แต่เขาก็ไม่รู้หรอกว่าสำหรับผู้หญิงแล้วกระโปรงกับกางเกงอย่างไหนจะคล่องตัวกว่ากัน

            เมื่อเดินกลับเข้ามาในพระเจดีย์ก็มองเห็นซีลอร์ดยืนรออยู่ที่เดิม แหงนหน้ามองเพดานที่เป็นรูโหว่ราวกับรอคอยอะไรบางอย่าง

            หรือผู้มารับจะมาจากข้างบน

            หรือกำลังดูให้แน่ใจว่าโลกเหลือเวลาอีกแค่ไหนกัน บางทีเครื่องทำสวนอาจจะมองเห็นโลกใบนี้ไม่เหมือนกับที่ตาของพวกเขาเห็นก็ได้

            อิงศรเริ่มคำถามแรกที่ควรต้องถาม

            “ยังไม่มาอีกเหรอคนที่ว่าจะมารับน่ะ”

            “มากันแล้วล่ะ”

            ทันทีที่ซีลอร์ดตอบก็เริ่มจะได้ยินเสียง พั่บพั่บพั่บ เหมือนเสียงใบพัดดังแว่วมา

            แรงลมที่สาดลงมาจากเพดานพระเจดีย์ซึ่งปลิวไปแล้วทำให้ทุกคนเงยหน้ามองขึ้นไป

            เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งกำลังบินลงมาจอดผ่านทางเพดาน

            ลงมาจอดห่างไปจากตัวซีลอร์ดเพียงเล็กน้อยและทั้งที่ลมแรงขนาดนั้นแต่ซีลอร์ดก็ไม่สะทกสะท้านเลย

            เมื่อใบพัดเครื่องหยุดสนิทประตูห้องโดยสารก็เปิดออก ผู้ที่ขับมันมาเสนอหน้าเดินลงมาด้วยรอยยิ้มสดใส

            “ไฮ ฮ้าย ไม่เจอกันนานเลยแน่ะซุงอิง

            มนุษย์ต่างดาวผมสีเงินที่ลงมาจากเฮลิคอปเตอร์กำลังโบกมือให้

            โพแทสเซียม ตำแหน่งราชครูลำดับที่สี่คนที่ตัดแขนอิงศรไปเมื่อสามปีก่อน ตอนที่โดนโซเดียมคนเก่าไล่ต้อนหมอนี่ก็มาช่วยห้ามเอาไว้ แล้วตอนนี้ล่ะหมอนี่มาทำอะไรกันแน่

            ถึงไม่ต้องรู้ตัวเขาและพวกพ้องทุกคนก็พากันชักอาวุธออกมารอแล้ว

            พอเห็นแบบนั้นเข้าอีกฝ่ายก็ออกอาการ แสร้งทำเป็นว่าตกใจ แสร้งทำเป็นว่ากำลังหวาดผวา

            โอ๊ะโอ๋ นี่ผมมาช่วยพวกเธอนะเราเป็นพวกเดียวกันแล้วนี่เนอะ

            โพแทสเซียมพูดแล้วหันไปเนอะ กับซีลอร์ด

            ทว่า...

            ทำไมถึงได้โทรมแบบนั้นล่ะ

            ซีลอร์ดกลับถามนอกเรื่องแทน พอได้ยินเข้าอิงศรก็เริ่มสังเกตเห็น

            แขนเสื้อโพแทสเซียมขาดไปข้างหนึ่งแถมยังมีร่องรอยคราบน้ำแห้งเหมือนเพิ่งไปลุยน้ำมาทั้งที่ตั้งแต่เมื่อวานยังไม่มีฝนตก

            มันมีเรื่องนิดหน่อยก็เลยพลาดตกทะเลไปน่ะนะ

            โพแทสเซียมกล่าว

            ก็อยากไปเจอแฟรนเซียมเอาเองนี่นะ

            แหม โดนอ่านใจเอาจนได้แต่ว่าน้ากระผมน่ะอยากจะยืนยันให้แน่ใจก่อนว่าท่านลำดับศูนย์ไม่ได้อำกันเล่น

            ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังสนทนากันเหมือนลืมว่าพวกเขามีตัวตนไปแล้วอิงศรก็ถามแทรกด้วยความสงสัย

            หมอนี่คือคนที่นายเรียกมางั้นเรอะ

            เขาถามซีลอร์ด

            อืม ผมวานให้โพแทสเซียมคอยส่งข่าวน่ะ

            ตั้งแต่สามปีก่อนเลยเรอะ

            ถ้าเป็นอย่างนั้นการที่โพแทสเซียมโผล่หน้ามาด้วยแล้วทำให้เหล่าครอบครัวต้องพรากจากกันนั่นก็...

            อ้อ สบายใจได้น่าซุงอิงกระผมน่ะเพิ่งจะถูกวานได้เดือนกว่าๆ เองพอดีมีข้อมูลที่ทำเอาตกใจอยู่ไม่น้อยเลยล่ะก็เลยรับทำงานให้น่ะ

            ข้อมูลแบบไหนกันขอฉันรู้ด้วยได้รึเปล่าล่ะไม่งั้นก็ไว้ใจไม่ได้หรอก

            พอพูดไปแบบนั้นอีกฝ่ายก็แสยะยิ้ม

            ถึงรู้ไปมันก็ไม่มีประโยชน์กับตัวเธอหรอกนะเพราะว่านี่มันเป็นเรื่องของมนุษย์ต่างดาวอย่างพวกกระผมเท่านั้นแหละแต่ถ้าอยากจะรู้จริงๆ ล่ะก็พวกผมน่ะที่จริงแล้ว...

 

            ...ก่อนหน้านั้นราวสามชั่วโมง

            สถานที่คือเกาะร้างขนาดเล็กซึ่งห่างไปจากฝั่งที่เป็นฐานที่มั่นของเมตไตรยไม่มากนัก

            สิงห์ ธุวดารกะ หรือ แฟรนเซียมราชครูลำดับที่หนึ่งนำเครื่องทำสวนมาลงจอดใต้ทะเลใกล้กับเกาะแห่งนี้หลังจากที่กองทัพของมนุษย์ต่างดาวเปิดฉากทำสงครามกับเมตไตรยเต็มรูปแบบมาได้ซักพักแล้ว

            แฟรนเซียมยืนอยู่บนเส้นที่ตลอดแนวสองข้างทางห้อมล้อมไปด้วยพงไม้

            เกาะแห่งนี้เป็นสถานที่นัดพบกับพวกซีเซียมและรูบิเดียมจากนั้นก็จะเริ่มดำเนินการทดลองควบคุมเครื่องทำสวนต่อ

            ซีเซียมยังไม่มาอีกเหรอ

            เจ้าของเสียงเดินเข้ามาจากทางด้านหลังพร้อมกับเสียงกรอบแกรบของต้นหญ้าที่ถูกเหยียบ

            หล่อนเดินแหวกพงไม้ที่บดบังเส้นทางออกมาแล้วปัดเศษกิ่งไม้ที่ติดตามตัวออก

            ยังเลย แล้วทางนั้นล่ะ

            แฟรนเซียมพูด

            เอามีนาใส่ไว้ในออทิเกสซาร์แล้วแค่สั่งไปกริ๊กเดียวก็ได้เรื่องน่า

            ก็ดี…”

            แฟรนเซียมชะงักคำพูดไปเพราะมีเสียงย่ำเท้าดังกรอบแกรบแว่วออกมาจากพงไม้ข้างทาง

            พวกซีเซียมนั่นเอง

            แบเรียม รีเนียม ออสเมียม ลิเธียม รวมถึงโซเดียมที่เป็นคนใหม่มารับตำแหน่งก็ติดตมมาด้วยซึ่งผิดจากที่นัดกันไว้

            แฟรนเซียมจึงถามไปว่า

            พวกลูกน้องของนายก็ว่าไปอย่างแต่ทำไมถึงพาสองคนนั้นมาด้วย

            เขาหมายถึงลิเธียมกับโซเดียมที่เป็นราชครู

            การทดลองนี้ถูกเก็บเป็นความลับกันเฉพาะลำดับที่ 1 ถึง 3 เท่านั้น

            ตอนนั้นเองซีเซียมก็ชักปืนขึ้นมา

            หุบปากไปซะไอ้คนทรยศ ฮีโร่เวิร์ส!!”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #182 raigeki (จากตอนที่ 160)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2560 / 16:45
    Omaewa mou shindeiru

    Nani!!!!!!!!
    #182
    1
    • #182-1 R@ji(จากตอนที่ 160)
      6 ตุลาคม 2560 / 17:29
      ไรท์ : ... (ทำหน้าตกใจด้วยผมทรงโมฮ็อก)
      เสาร์นี้อวสานภาคสองแบ้วเลทเช่นเคยแน่นวล TwT จนตอนนี้เพิ่งเขียนไปได้สองบรรทัด โอเมก้าาา(โอ้มายก็อด)
      #182-1