Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 159 : Login 156: คำพูดอันเปลือยเปล่า 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 233
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    3 ต.ค. 60

Login 156: คำพูดอันเปลือยเปล่า 1

 

            อิงศรจ้องซีลอร์ดเขม็ง

            เมื่อครู่หมอนี่เพิ่งจะบอกเหตุผลจริงๆ ที่เมอร์คาบาห์ของตนเป็นที่ต้องการ

            เพราะมันใช้เพื่อเปิดทางไปเข้าพบแอดมินิสเทรเตอร์ที่ควบคุมความเป็นไปของโลกได้นั่นเอง

            “เอาล่ะผมได้รับคำตอบจากเธอแล้ว หากว่าปรารถนาจะพูดคุยกับแอดมินิสเทรเตอร์ หากความต้องการของเธอคือขอโอกาสแก้ตัวอีกครั้งผมก็จะช่วยสนับสนุนเธอเอง”

            ซีลอร์ดกล่าวพร้อมกับดีดนิ้วเปาะ

            ทันใดนั้น ตรงบริเวณทางออกของพระเจดีย์แส้ใบมีดก็ลวงพื้นขึ้นมา แส้จู่โจมใส่ซากเพดานที่ถล่มลงมากองอยู่แถวนั้นแล้วลากบางสิ่งที่แอบซ่อนอยู่ใต้กองซากปรักออกมา

            ก๊าซ!!

            เสียงคำรามแหบต่ำของสัตว์ดังกึกก้องโถงเจดีย์ที่ไร้ซึ่งหลังคาเสียงจึงลอยขึ้นไปข้างบนหมด แต่แค่นั้นก็ทำให้รู้สึกใจฟ่อขึ้นมาแล้ว

            พวกอิงศรหันเหสายตาไปยังสิ่งที่ถูกลากออกมาจากที่ซ่อน

            “เควตซัลโกอัตล์!”

            แล้วถลึงตาใส่อสรพิษยักษ์ที่กำลังกระพือปีกออกแรงขัดขืนต่อแส้ที่มัดดึงร่างของมัน

            “จะขอบอกเอาไว้ก่อนก็แล้วกันที่พวกเธอพังกรงของผมเข้ามาได้สาเหตุไม่ได้มีแค่ความเผอเรอของผมเองเท่านั้นหรอกนะแต่เพราะแบ่งพลังครึ่งหนึ่งเพื่อปิดล้อมพวกผู้ชมของอารย-สนธยาไม่ให้หนีไปได้หรอก”

            พอซีลอร์ดพูดแบบนั้น สายตาก็เริ่มสังเกตเห็นบางอย่างที่ข้างนอก

            สิ่งที่มองไม่เห็นเพราะท้องฟ้าที่ยังสว่างไม่เต็มที่จนกระทั่งถึงตอนนี้ที่พระอาทิตย์ขึ้นจนสว่างแล้ว

            มองเห็นเงาลางๆ แต่เป็นแนวลูกกรงที่ล้อมรอบอาณาเขตทั้งหมดของวัดอารย-สนธยา ถ้าอย่างนั้นที่หมอนี่พูดก็เพื่อจะแก้ความเข้าใจผิดเรื่องความแตกต่างของพลังอย่างนั้นหรือ?

            อยากจะบอกว่าพวกเขาในตอนนี้ยังอ่อนหัด?

            ไม่สิ หมอนี่จงใจพูดว่า ‘พวกผู้ชมของอารย-สนธยา’ นั่นอาจจะหมายถึงเควตซัลโกอัตล์ที่ตัวจริงคือวิเชียรมาศแล้วก็อาจจะมีคนอื่นอยู่อีก

            ตอนนี้เขารู้แล้วว่าสิงห์คือผู้ที่บงการอารย-สนธยา ดังนั้นคำตอบเรื่องที่วิเชียรมาศซึ่งภักดีต่อสิงห์ถึงขนาดนั้นแต่กลับเป็นพวกอารย-สนธยาเหมือนกับข้าวหลามก็เพราะเหตุนี้

            “นายบอกว่ามีคนอื่นอยู่ด้วยสินะ งั้นเจ้าข้าวหลามล่ะเจ้านั่นกับอนันตาก็น่าจะยังไม่ได้ออกไปไหนด้วยใช่ไหม”

            ถ้าจับตัวข้าวหลามมาได้ก็จะกลายเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญ ต่อให้หมอนั่นจะปากแข็งแค่ไหนแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าซีลอร์ดที่สามารถอ่านใจสิ่งมีชีวิตได้หมอนั่นก็เหมือนตัวเปลือยๆ ไม่มีอะไรให้ปิดบัง

            ต่อให้จะเป็นเดโมนอยด์ หรือ ดิวินิแดดอะไรนั่นก็ตาม

            แต่ซีลอร์ดก็พูดว่า

            “เสียใจด้วยนะคนที่ยังอยู่ที่นี่เหลือแค่ผู้หญิงคนนี้กับพวกลิ่วล้อเท่านั้นเองแล้วก็ดูเหมือนจะชิงฆ่าตัวตายกันหมดแล้วด้วยน่ะ”

            แสดงว่าหมอนี่ก็รู้เรื่องตัวจริงของเควตซัลโกอัตล์

            ลิ่วล้อคนอื่นๆ ที่ฆ่าตัวตายหนีการรีดความลับพวกนั้นก็คงจะเป็นคนที่สิงห์ส่งมาเหมือนกัน เพราะวิธีการตัดสินใจแบบนั้นเหมือนที่สิงห์เคยอบรมให้เมื่อตอนยังเด็ก

            “ยอมตายดีกว่าให้ความลับรั่วไหลงั้นสิ”

            อิงศรพึมพำแล้วหันไปบอกกับซีลอร์ด

            “งูตัวนั้นทำให้มันคืนร่างได้ไหมแล้วจับเอาไว้ น่าจะลองรีดข้อมูลดูฉันอยากรู้ว่าสิงห์ตั้งใจทำอะไรกันแน่”

            “ถ้าเรื่องนั้นถามผมเอาก็ได้นี่”

            “แล้วคิดว่าสิงห์จะบอกข้อมูลจริงให้นายหมดรึไง”

            ซีลอร์ดชั่งใจอยู่พักหนึ่งจึงค่อยตอบเขามา

            “นั่นสินะผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันงั้นเราจะจับเธอคนนี้มารีดข้อมูลว่าแต่มั่นใจเหรอว่าจะทำให้หล่อนพูดได้น่ะ”

            “แกก็อ่านใจเอาสิฟะ”

            “ล้วงลึกจิตใจผู้หญิงแบบนั้นมันโรคจิตนะ”

            “ไม่ใช่มนุษย์เพราะงั้นไม่นับ”

            “งั้นเธอที่บังคับให้ผมทำก็เป็นคนโรคจิตสินะ”

            “…”

            อิงศรเหม่อมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของคนที่หลอกด่าเขาว่าเป็นไอ้โรคจิตแล้วจึงพูดว่า

            “ไม่ต้องเล่นบทยัยมีนาก็ได้แค่นี้ก็ร้อนรนกันจะแย่อยู่แล้ว”

            “หึหึหึ นั่นสินะ”

            อีกฝ่ายตอบรับด้วยอารมณ์ขันทั้งที่ยิ้มหน้าตาย จากนั้นก็ให้แส้ที่จับปีศาจงูดึงมันฟาดลงกับพื้นจนเกิดแรงสะเทือนไปทั้งเจดีย์

            ปีศาจงูขัดขืนอยู่สองครั้งแต่ก็ถูกจับฟาดกับพื้นจนนอนแน่นิ่งไป ร่างใหญ่ยักษ์ค่อยๆ หดตัวลงและกลายเป็นหญิงสาวในที่สุด

            วิเชียรมาศผู้ติดตามคนสำคัญของสิงห์ หล่อนจะต้องมีข้อมูลที่สำคัญอยู่บ้างถึงอาจจะไม่เท่ากับจับตัวข้าวหลามที่เป็นหัวโจกถูกส่งมาคุมฝั่งอารย-สนธยาก็เถอะ

            อิงศรเดินเข้าไปเพื่อจะเช็คว่าหล่อนหมดสติไปรึยัง แต่ทันทีที่เริ่มก้าวเท้าวิเชียรมาศก็ชันตัวขึ้นมา

            ไม่รู้ว่าเพราะตอนที่โดนจับฟาดนั่นส่งผลกระทบมารึเปล่าผมเผ้าของหล่อนถึงได้ยุ่งเหยิงไปหมด ใบหน้ามีเส้นผมลงมาปรกจนเกือบมิด แต่ก็ยังบังสายตาเย็นยะเยือกที่จ้องเขม็งออกมาไม่ได้อยู่ดี

            “...”

            อิงศรก็จ้องมองหล่อนเช่นกัน

            เรื่องนั้นน่ะไว้ไปช่วยนรินทร์ ระจินดาได้เมื่อไหร่เธอก็จะรู้เอง

            หล่อนเคยพูดเอาไว้แบบนี้ตอนที่โดนเขาถามเรื่องที่ว่าทำไมหล่อนถึงเป็นพวกของอารย-สนธยา แล้วก็ได้รู้จริงๆ พอเขาช่วยนรินทร์ได้แล้วก็เลยรู้ว่าสิงห์คือมนุษย์ต่างดาว คือราชครูลำดับที่หนึ่งแฟรนเซียมที่มีเป้าหมายคือการสร้างโลกใหม่แล้วปกครองมัน

            “คราวนี้ก็มาคอยตามสังเกตการณ์อีกสินะแล้วเป็นไงล่ะหนนี้หนีไม่ได้แล้วล่ะผมจะรีดข้อมูลจากคุณ”

            พอพูดไปแบบนั้นก็กลับถูกสาวเจ้าหัวเราะใส่

            “หึหึหึ เสียใจด้วยนะแต่ฉันไม่มีข้อมูลมากไปกว่าที่เธอรู้อีกแล้วล่ะฉันมาที่นี่ก็เพื่อส่งข้อความเท่านั้น”

            “ข้อความอะไร”

            “ท่านสิงห์ฝากมาให้บอกว่าเมื่อได้เมอร์คาบาห์มาแล้วก็จงมาให้ความร่วมมือซะถ้าคิดจะปฏิเสธฉันจะฆ่าทุกคนที่อยู่ที่นี่”

            “…”

            อิงศรเหม่อมองใบหน้าที่เรียบนิ่งแต่งดงามซึ่งซ่อนอยู่หลังเส้นผมนั่นพ่นคำพูดเพ้อเจ้อมา

            สถานการณ์ในตอนนี้ไม่มีทางที่คำพูดขู่ของหล่อนจะสั่นคลอนอะไรได้

            คำพูดของคนที่อ่อนแอกว่าเป็นได้เพียงคำพูดเพ้อเจ้อเท่านั้น ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองเข้าใจความหมายนั้นในอีกมุมหนึ่งขึ้นมาเลยทีเดียว ในมุมของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า

            “แล้วรู้เรื่องที่สิงห์เป็นมนุษย์ต่างดาวด้วยเหรอ”

            อิงศรลองถามหยั่งเชิงไป แต่หล่อนไม่ยอมตอบ

            “…”

            “กุมภา ธุวดารกะก็เป็นมนุษย์ต่างดาวด้วยนั่นก็รู้งั้นสิ”

            “…”

            ไม่ไหว ไม่ได้ผลอย่างที่คิด พอพูดเรื่องที่อยากพูดหมดหล่อนก็ปิดปากเงียบสนิท เขาจึงต้องหันไปทางซีลอร์ด

            “เธอพูดความจริง ทุกอย่างที่เธอรู้ก็คือฟังมาจากบทสนทนาของพวกเราเมื่อครู่นั่นแหละแต่น่าตกใจนะขนาดที่เพิ่งรู้ว่าตัวจริงของเจ้านายเป็นยังไงจิตใจภักดีก็ยังไม่ยอมสั่นคลอนเลยซักนิด”

            ก็คงอย่างนั้น สิงห์ฝึกคนให้เชื่องได้เหมือนหมาเหมือนแมวกระทั่งตัวเขาที่ปฏิเสธอย่างเต็มที่มาโดยตลอดก็ยังเคยมีความภักดีให้

            ทั้งตอนที่เกิดเรดบอสเลเวลสี่สิบที่ค่ายกรุงเทพตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่รู้สึกถึงความคาดหวังของสิงห์ที่มีต่อตัวเอง เขารู้สึกว่ามันน่าภาคภูมิที่ได้รับความไว้วางใจจากสิงห์ เพราะถึงจะไม่ชอบแต่ลึกๆ แล้วเขาก็ยังมีความนับถือในตัวสิงห์ที่เป็นคนมากความสามารถถึงขนาดนั้น

            ดูเหมือนว่าที่ไหนซักแห่งในหัวใจอาจจะมีความรู้สึกที่เห็นด้วยกับโลกที่สิงห์ต้องการจะสร้าง บนโลกแบบนั้นความถูกต้องจะดำเนินอย่างตรงไปตรงมา

            เป็นโลกแบบคุณธรรมนิยมที่มีแต่อุดมคติซึ่งไม่สามารถเป็นไปได้ในโลกใบเก่า

            เป็นโลกที่มนุษย์จะก้าวเดินไปในทางของตัวเองเป็นยุคสมัยของมนุษย์ที่ไม่มีเทพหรอปีศาจมาข้องเกี่ยว

            แต่โลกแบบนั้นไม่มีทางจะคงอยู่ได้อย่างแน่นอนเพราะมันเป็นโลกที่ละทิ้งความอ่อนแอไปโดยสมบูรณ์ มนุษย์จำเป็นต้องมีความอ่อนแอไม่อย่างนั้นก็จะไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป

            บางทีสิงห์คงเข้าใจถึงเหตุผลข้อนั้นถึงเลิกเป็นมนุษย์

            บางทีแผนการนั่นอาจจำเป็นต้องทำให้มนุษย์ทั้งหมดเลิกเป็นมนุษย์ไปด้วยจึงจะสำเร็จ

            ถ้าอย่างนั้นสิงห์เลือกทางไหนกันล่ะ

            เปลี่ยนมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ต่างดาวหรือว่า…อสุรา

            ข้อมูลใหม่ที่ได้มาจากซีลอร์ดเมื่อมนุษย์ปรับตัวกับอมฤตได้อย่างสมบูรณ์แล้วก็จะกลายเป็นอสุรา บางทีสภาพของเกมในตอนนี้คงใกล้เคียงกับสภาพอสุราที่ว่า

            มนุษย์ที่มีพลังของสเตตัสในเกมจึงแข็งแกร่งเหมือนปีศาจก็คือ ’อสุรา’

            แล้วมนุษย์ต่างดาวก็ใช้อสุราติดตั้งลงในอาวุธเหมือนที่มนุษย์ทำกับปีศาจ

            หรือว่าในโลกใบใหม่นั้นสิงห์ตั้งใจจะทำให้คนไร้ความสามารถกลายเป็นอาวุธของผู้มีความสามารถซึ่งจะกลายเป็นมนุษย์ต่างดาวใต้อาณัติของตนเองกัน

            ถ้าหากว่านั่นคือหนทางที่จะสร้างโลกในอุดมคติจริงๆ แล้วล่ะก็…

            อิงศรหันไปเผชิญหน้ากับวิเชียรมาศแล้วให้คำตอบในเรื่องที่หล่อนถามเอาไว้

            “ฉันไม่คิดจะร่วมมือกับสิงห์หรอกนะโลกแบบที่หมอนั่นต้องการมันไม่ถูกต้อง”

            แต่หล่อนก็แย้งกลับมา

            “แล้วโลกในตอนนี้มันถูกต้องแล้วเหรอ”

            “…”

            หล่อนยังพูดต่อไปอีกว่า

            “ถึงย้อนกลับไปแล้วแก้ไขความผิดพลาดได้จนโลกไม่ต้องล่มสลายแต่มนุษย์ก็จะทำผิดซ้ำซากอีกอยู่ดี”

            ดูเหมือนว่าหล่อนจะได้ยินคำตอบที่เขาบอกกับซีลอร์ด

            “เพราะมนุษย์คือความผิดพลาด ยังไงก็ต้องก้าวเดินผิดในอีกซักวันเพราะงั้นท่านสิงห์ถึงอยากจะช่วยแก้ไขมันยังไงล่ะ”

            “พูดมากเหมือนกันนะเธอเนี่ย”

            อิงศรพูด ดังนั้นหล่อนก็เลยหยุดแล้วเริ่มหัวเราะในลำคอ

            ปกติแล้วเขามักจะเห็นวิเชียรมาศอยู่ในท่าทีสงบแทบจะไม่พูดเลยหากว่าไม่จำเป็นแต่ตอนนี้หลับไม่เป็นแบบนั้น

            ”สบายใจได้อีกเดี๋ยวก็จะไม่ได้ยินเสียงของฉันแล้วล่ะ”

            หมายความว่าที่พูดมากเป็นพิเศษนี่ก็คือคำพูดสุดท้ายก่อนตายสินะ

            หล่อนจะฆ่าตัวตายถึงจะไม่มีข้อมูลให้รีดแล้วก็ตามแต่ถ้าพูดถึงเรื่องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดล่ะก็จำเป็นจะต้องจับหล่อนไว้เป็นตัวประกัน

            เพื่อให้มีเบี้ยต่อรอง หากจะสู้กับสิงห์ก็จำเป็นต้องทำแบบนั้น

            แล้วก็แบบนั้นแหละ เพราะมันเป็นพื้นฐานทางยุทธวิธีที่เขาได้รับการอบรมมาจากสิงห์

            หลักสูตรนอกเวลาเรียนของเมตไตรยทำให้คาดเดาได้ว่าวิเชียรมาศจะทำแบบนั้น

            หล่อนคิดจะฆ่าตัวตายเพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นตัวประกัน

            “จับตัวเธอไว้!”

            อิงศรตะโกน ขณะนั้นเองวิเชียรมาศก็ถก กระโปรงขึ้นดึงมีดที่เหน็บอยู่ตรงขาอ่อนออกมาหวังจะใช้มันแทงตัวตายแต่แส้ใบมีดของซีลอร์ดก็ตวัดใส่มีดเล่มนั้นจนหลุดกระเด็นแล้วเข้ามัดแขนขาของหล่อน ยกขึ้นตรึงไว้กลางอากาศ

            ซีลอร์ดตอบสนองได้ดีกว่าที่คิดถึงได้จับตรึงให้อยู่ในสภาพที่ทำอะไรไม่ได้เลย

            เพียงแต่ว่า…

            หลักสูตรของสิงห์มันไม่ได้อ่อนหัดแบบนั้น

            “ถ้าคิดจะใช้ยาพิษที่ซ่อนไว้ในปากฆ่าตัวตายล่ะก็เชิญเลย”

            อิงศรพูดออกไปแบบนั้น คำพูดของเขาทำให้หล่อนชะงักฟันตัวเองไว้เล็กน้อย คาดว่าอีกเพียงเล็กน้อยนั่นแคปซูลยาในปากคงได้แตกแล้วทำให้พลังชีวิตกลายเป็นศูนย์ในทันที ดังนั้นจะต้องรีบพูดข่มขู่ให้หล่อนหยุดคิดทำเรื่องแบบนั้น

            “ถ้าถึงตอนที่จะใช้เธอต่อรองกับสิงห์แค่ชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว คงรู้สินะว่าทางเรามีคนที่ทำแบบนั้นได้อยู่”

            คำพูดของเขาได้ผลหล่อนหยุดเคลื่อนไหวปาก ค้างอยู่ในท่านั้นและเริ่มครุ่นคิด

            เขาจึงพูดต่อไป พยายามข่มขู่โดยแสร้งตีหน้าชั่วไปด้วย

            “ถ้าเธอตายมันซะตอนนี้ก็สบายฉันเลยล่ะมีตัวประกันสะดวกใช้ที่ล้วงข้อมูลอะไรจากพวกฉันไม่ได้แถมพอฟื้นขึ้นมาก็ไม่รู้เหนือรู้ใต้ได้แต่เป็นของให้พวกฉันเอาไปต่อรองกับสิงห์เท่านั้นถ้ายังคิดว่านี่เป็นคำขู่ล่ะก็ลองเลยสิ”

            เขาเปลี่ยนน้ำเสียงนิดหน่อยลองแสร้งตะคอกดูเผื่อจะช่วยให้สมจริงยิ่งขึ้น

            ถึงไม่รู้ว่าซีบอร์ดจะยอมชุบชีวิตหล่อนให้ใช้เป็นเครื่องมือต่อรองด้วยรึเปล่าก็เถอะแต่ตอนนี้ต้องขู่ไปก่อน

            “กัดยานั่นเลยสิแล้วก็ตายไปซะ! พอเธอตื่นมาก็จะกลายเป็นตัวถ่วงแข้งถ่วงขาที่สุดของสิงห์ยังไงล่ะ แล้วก็ก่อนจะเอาร่างเน่าๆ ของเธอไปใช้ประโยชน์ฉันจะย่ำยีมันไม่ให้มีดีเหลือเลยถ้าอยากตื่นมาแล้วกลายเป็นขยะแบบนั้นก็เอาเลย!”

            รู้สึกตะขิดตะขวงเล็กน้อยที่ต้องเล่นบทแบบนี้

            มันกลับกันโดยสิ้นเชิงจากปกติที่มักจะเป็นตัวเขาเองที่โดนข่มขู่แล้วมันก็ได้ผลการแสดงขอวเขาทำให้หล่อนอ้าปากค้าง

            อิงศรใช้ความไวพุ่งเข้าไปฉวยเอายาออกจากปากหล่อนทิ้งลงบนพื้นแล้วเหยียบให้แหลกเพื่อไม่ให้เก็บขึ้นมาใช้ได้อีกถึงสภาพหล่อนตอนนี้จะขยับตัวไม่ได้ก็ตาม

            “สารเลวที่สุด”

            เขาถูกเธอต่อว่าแบบนั้น

            “เออ ก็เลวน่ะสิแล้วสิงห์ที่สอนวิธีนี้ให้ฉันก็เลวยิ่งกว่านี้เยอะ”

            พูดจบอิงศรก็หันหลังให้หล่อนโดยคาดหวังว่าจะได้ยินคำก่นด่าหรือต่อว่ามาอีก

            “…”

            แต่หล่อนกลับสงบเสงี่ยมหรือจะรู้ตัวเองอยู่แล้วว่าถึงดึงดันพูดไปมันก็เท่านั้น ทั้งเขาทั้งหล่อนต่างก็เหมือนกัน เพราะได้รับการอบรมจากสิงห์จึงไม่เลือกที่จะทำเรื่องเสียเปล่า แต่ดูเหมือนว่าหล่อนจะทำได้ดีกว่ามาก

            หากเป็นตัวเองที่ตอนนี้โดนจับได้และยังโดนพูดข่มขู่จนทำอะไรไม่ได้เลยก็คงจะด่าอีกฝ่ายให้เจ็บไปซักฉอด เขาไม่ได้เยือกเย็นขนาดนั้น

            “กวินทร์นายมาช่วยฉันมัดยัยนี่ที”

            อิงศรพูดพร้อมกับเปิดหน้าจอคลังขึ้นมาหยิบเอาเชือกม้วนใหญ่ออกมา

            แต่ซีลอร์ดก็ขัดเอาไว้เสียก่อน

            “ผมมีวิธีที่ดีกว่านั้นนะ”

            พอหันไปจะถามว่าวิธีอะไร แต่ตรงจุดเดิมที่หมอนั่นยืนก็ดันไม่มีอะไรไปเสียแล้ว

            ได้ยินเสียงกระแทกดังปึกจากทางด้านหลังที่วิเชียรมาศอยู่

            ซีลอร์ดอ้อมไปอยู่ด้านหลังหล่อนโดยที่ไม่มีใครรู้ตัวแล้วสับสันมือลงไปที่หลังต้นคอทำให้ผู้หญิงหมดสติไปแล้วเปลี่ยนให้แส้ใบมีดขยับเข้าไปมัดตัวหล่อนจากนั้นจึงวางลงบนพื้น

            “ผมปรับให้แส้ไม่คมแล้วคงจะไม่บาดเนื้อเอาหรอก อีกอย่างถ้าเธอแปลงร่างเป็นปีศาจอีกเชือกคงเอาไม่อยู่จริงไหม”

            อิงศรฟังคำแนะนำนั้นแล้วก็ผงกหัวให้เบาๆ ก่อนจะเก็บเชือกลงไป

            “แล้วก็เธอในสภาพเปลือยท่อนบนพูดจาแบบนั้นมันทำให้ดูเถื่อนเอามากๆ เลยล่ะ”

            “…”

            อิงศรไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายพยายามจะสื่อความหมายอะไรกันแน่ แต่ก็เข้าใจขึ้นมาได้เองตอนที่รู้สึกถึงสายตาจากพวกพ้อง

            ทุกคนทำหน้าอิหลักอิเหลื่อกันหมดแม้แต่กวินทร์ที่เขาเรียกให้มาช่วยเมื่อครู่แต่ยังไม่มาก็เพราะช็อกอยู่นั่นเอง

            เมษาแกล้งกระแอ่มไอขึ้นมา

            “อะแฮ่ม หื่นว่ะศร”

            แล้วดัดเสียงพูดสั้นๆ พลางหลบสายตาไปด้วย

            พอโดนทำแบบนั้นเข้าก็เริ่มจะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อย

            “ขอทีเหอะอย่าแดกดันกันได้ไหมฟระขืนไม่ทำแบบนี้ก็ได้เห็นคนตายโชว์ต่อหน้ากันพอดี”

            “ถึงตายไปก็จะให้ผมคืนชีพให้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

            ซีลอร์ดที่อยู่ข้างหลังพูดแทรกมาอย่างนั้น

            สรุปแล้วหมอนี่จะยอมช่วยชุบชีวิตใฟ้อย่างเสียของถึงขนาดนั้นเลยหรือยังไง

            “เอาเป็นว่ายังไงก็ได้เรื่องไปคุยต่อรองกับพลเอกสิงห์ก็ถือว่าดีแล้วใช่ไหมล่ะครับ”

            กวินทร์พยายามจะพูดแก้สถานการณ์ถึงจะทำท่าสะท้านไปกับการแสดงของเขาแต่ก็ยังเข้าใจถึงความจำเป็นของการมีตัวประกันต่างจากคนอื่นๆ เพราะว่าเคยเป็นทหารของเมตไตรยเหมือนกัน เพียงแต่…

            ตัวประกันไม่มีทางใช้กับสิงห์ได้ ต่อให้เอายัยนี่ไปต่อรองก็คงโดนเมินอยู่ดีสิงห์เป็นคนแบบนั้น อีกฝ่ายเป็นจอมดื้อด้านและเลือดเย็นไม่ยอมจำนนต่ออุปสรรคแค่นี้หรอก

            ทีนี้ก็…

            “ทุกคนเตรียมตัวออกเดินทางเราจะไปช่วยมีนากัน”

            อิงศรออกคำสั่งแต่ก็โดนซีลอร์ดพูดขัด

            “แล้วจะเดินไปเหรอ”

            “ค่อยไปหาขโมยรถขับเอาตามทางก็ได้”

            ที่อารย-สนธยาคงจะมีจอดอยู่บ้างถ้ากวินทร์ขับรถใหญ่เป็นแค่หารถตู้คันเดียวคงพอไปกันได้หมดไม่อย่างนั้นก็ต้องแบ่งกันเป็นสองคัน

            อิงศรกะเอาไว้แบบนั้นแต่ก็ถูกซีลอร์ดขัดจังหวะอีก

            “ด้วยสภาพเปลือยๆ แบบนั้นน่ะเหรอ”

            “…”

            แล้วคิดว่ามันเพราะใครกันเล่าที่ทำให้ต้องมาอยู่ในสภาพนี้

            อันที่จริงก็ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวเมษาก็เหมือนจะทำเสื้อหายไปตอนที่สู้กับพวกซีเซียม คนอื่นๆ มอมแมนเลอะฝุ่นเลอะโคลนเต็มไปหมดราวกับเพิ่งไปเข้าค่ายกันมา

            “ผมว่าพวกเธอเปลี่ยนชุดกันซักหน่อยดีกว่านะ”

            ซีลอร์ดพูดแล้วดีดนิ้วเปาะ วินาทีถัดมาก็เสื้อผ้าเข้ากันเป็นชุดตกลงมาอยู่ในอ้อมกอดของทุกคน

            “เพื่อป้องกันการสับสนระหว่างฝ่ายตอนที่ไปถึงสนามรบเลยออกแบบไว้เป็นสีน้ำเงิน ชุดนี้ผมเป็นคนคราฟขึ้นมาเองมีพลังป้องกันและความทนทานกว่าเครื่องแบบของเมตไตรยและชุดธรรมดาๆ ที่พวกเธอใส่กันอยู่ผมขอแนะนำว่าควรจะใส่มันไว้เพื่อให้มีข้อได้เปรียบมาทัดเทียมกับที่เสียเปรียบเรื่องจำนวนจะดีกว่า”

            อิงศรจ้องตาอีกฝ่ายเขม็ง เขาค่อนข้างเป็นห่วงเกี่ยวกับชุดพวกนี้

            ไม่ใช่แค่เรื่องของความน่าไว้วางใจเพียงอย่างเดียวแต่เซนสอย่างหมอนี่ขุดมันคงไม่ออกมาพิลึกพิลั่นหรอกเหรอ

            แค่ลองแง้มดูชุดที่อยู่ในมือตอนนี้ก็พอจะเดาเค้าลางบางอย่างออก

            แต่เขาเองก็ไม่มีชุดจะเปลี่ยนแล้วเหมือนกัน เรื่องการแบ่งฝ่ายให้ชัดเจนก็จำเป็นต้องทำหากอยู่สนามรบแล้วพวกเขาที่ใส่เครื่องแบบของเมตไตรยเอาไว้จนกลมกลืนจะทำให้แยกออกได้ยาก

            “เข้าใจแล้วพวกฉันจะเปลี่ยนชุดตามที่ว่าแล้วออกเดินทางกันเลย”

            ดังนั้นจึงตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนแล้วไปหารถมาขับ แต่ซีลอร์ดก็แย้งมาว่า

            “ไม่จำเป็นหรอกอีกเดี๋ยวก็จะมีคนมารับแล้ว”

            “มารับ? ใครกันน่ะ”

            “พอมาถึงเดี๋ยวเธอก็รู้เอง”

            “…”

            ไม่มีประโยชน์ที่จะเซ้าซี้ต่อยังไงตอนนี้หมอนี่ก็เป็นพรรคพวกของเขาไปแล้วคงได้แต่เชื่อใจเท่านั้น อิงศรหันไปพูดกับทุกคนว่า

            “แถวนี้น่าจะยังมีห้องน้ำไปเปลี่ยนชุดที่นั่นก็แล้วกัน”


***ตอนที่กำลังลำบากใจเรื่องชื่อตอนก็รู้สึกตัวขึ้นมาว่าใช้คำว่า 'เปลือย' เยอะไปหรือเปล่าเนี่ย อีกนิดคงจะกลายเป็นคนโรคจิตไปจริงๆ แน่เลยเอามาตั้งเป็นชื่อตอนมันซะเลย(แน่นอนว่ามีเลข 1 ต่อท้ายเท่ากับว่าตอนหน้าเราก็จะเปลือยกันอีกตอน วะฮ่าๆๆๆ) ก็ว่าไปน่าน(ยังไม่ถึงเลย) จากที่ไรท์พยายามหั่นให้ลงตัวแล้วคิดว่าต้องจบอาทิตย์นี้จริงๆ แล้วสำหรับภาคสองและสาเหตุที่ไรท์จะงดลงอาทิตย์หน้าก็เพื่อปั้นโมเดลเสื้อผ้าใหม่ของอิงศรยกทีมนั่นเองครับ (TwT) พอดีเลยอาทิตย์เป็นสัปดาห์สองตอนเท่ากับคุณผู้อ่านทุกท่านจะไม่ขาดทุนมากเกินไปนะครับ เจอกันอีกที วันพฤหัสเน่อ***

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #181 raigeki (จากตอนที่ 159)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2560 / 17:49
    เอาจิงๆผมว่าวาดเป็น2dน่าจะสวยกว่านะ ใช้saiก็ได้ หรือไรต์ถนัดเเบบ3dมากกว่า?
    #181
    1
    • #181-1 R@ji(จากตอนที่ 159)
      3 ตุลาคม 2560 / 18:34
      2d ไรท์วาดไม่ได้น่ะงิ TwT 3D ปัจจุบันใช้โปรแกรมเจนแล้วเอามาตัดต่ออีกทีงับ
      #181-1