Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 156 : Login 153: เหตุผลในการมีชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 251
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    21 ก.ย. 60

Login 153: เหตุผลในการมีชีวิต

 

            “เพราะงั้นผมจะคืนชีพให้กับร่างทรงของวิศนุโดยไม่เกี่ยงเรื่องคำตอบของเธอ”

            ซีลอร์ดพูดมาแบบนั้นแล้วดีดนิ้วเหมือนที่ทำตอนทดสอบอิงศร

            “…”

            ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            นรินทร์ยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ที่เดิม

            แต่ซีบอร์ดก็ยืนยันย้ำมาอีก

            “เขากลับมาหายใจแล้วนะ”

            ทันทีที่ได้ยินอิงศรก็พุ่งตัวออกไปเป็นคนแรก แม้แต่กวินทร์ที่อยู่ใกล้กับร่างของนรินทร์ที่สุดยังมาถึงเป็นคนที่สอง

            พอมาถึงอิงศรก็ก้มตัวลงนั่งยองข้างๆ คว้ามือนรินทร์ขึ้นมาจับชีพจรก่อน ตามด้วยแนบหูลงบนหน้าอกที่เปลือยเปล่าเพราะเครื่องแบบขาดรุ่งริ่งไปแล้วตอนที่กลายร่างเป็นนารายณ์

            เสียงหัวใจเต้นดังตึกตัก ท้องกับหน้าอกขยับขึ้นลงเป็นสัญญาณว่าปอดเริ่มทำงานอีกครั้ง

            คนอื่นๆ ตามมาถึงทีหลังก็พากันยิงคำถาม

            “เป็นยังไงบ้างพี่ศร พี่รินน่ะ”

            มิกซ์พูด

            “พี่รินฟื้นแล้วใช่ไหม”

            ฟูพูด

            “พี่ศร!”

            กวินทร์เร่งเร้าให้เขารีบบอกอาการด้วยหน้าตาตื่นตูม

            แล้วก็ยังมีคำถามของคนอื่นๆ ยิงมาไม่ขาดจนตอบไม่หมด

            ดังนั้นอิงศรจึงยกหูออกจากที่แนบกับหน้าอกนรินทร์แล้วหันกลับมาแจ้งข่าวดีด้วยใบหน้าที่เขาเอวก็ไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังทำหน้าแบบไหนอยู่

            แต่ความสุขมันเอ่อล้นขึ้นมา

            รู้สึกว่าหัวใจพองโตจนควบคุมริมฝีปากให้หุบยิ้มไม่ได้

            “นรินทร์…ฟื้นแล้ว…ตอนนี้หลับอยู่”

            น้ำเสียงของเขาไม่ค่อยจะมั่นคงนัก รู้สึกได้ว่ายังรับมือกับความรู้สึกแบบนี้ไม่ถูก

            ทั้งที่เคยผ่านมันมาถึงสองครั้งแล้ว

            ทั้งตอนที่ได้เจอมิ่งขวัญที่คิดว่าตายไปแล้ว

            ทั้งตอนที่ได้พวกครอบครัวอย่างฟู มิกซ์ พลอย เน็กส์ นิว กลับคืนมา

            แต่ความรู้สึกในตอนนี้มันยิ่งไปกว่านั้น

            ทุกคนเองก็คงรู้สึกเช่นเดียวกันเพราะต่างก็พากันหลั่งน้ำตา

            ไม่มีใครทนเก็บอารมณ์กันอยู่ได้ซักคน

            “…”

            หลังจากที่ได้รับข่าวดีแล้วก็ยังไม่มีใครพูดอะไรออกมาจนน่าแปลกใจ

            แต่เพราะทั้งฟู ทั้งมิกซ์ ที่ร้องไห้โอเวอร์เกินไปจนไม่รู้จะพูดยังไงดีล่ะมั้ง ถึงได้ไม่มีใครนึกอยากพูดอะไรอีก

            แล้วจู่ๆ ซีลอร์ดก็พูดว่า

            จากนั้นบุตรผู้ไถ่บาปก็ฟื้นกลับมาเป็นจากตาย”

            คำพูดนั่นรู้สึกจะเคยได้ยินมาก่อน

            อิงศรพูดโต้ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองเล็กน้อย

            อย่ามาเล่นมุกจากไบเบิลได้ป่ะนายเนี่ยไม่กลัวตก...”

            อิงศรกลืนคำว่า ‘นรก’ ลงคอไปเพราะฉุกคิดขึ้นมาได้

            ในโลกแบบนี้

            โลกที่มนุษย์ถูกตัดสินว่าเป็นวัชพืชคงจะไม่มีสวรรค์หรือนรกหรอกมั้ง

            แต่ถ้าจะมีแล้วล่ะก็ ทุกที่ก็คือนรกสำหรับมนุษย์นั่นแหละ

            เออ ช่างเหอะ”

            อิงศรตัดใจที่จะสนทนาต่อ ตอนนี้เขาเป็นห่วงนรินทร์มากกว่า

            แต่ซีลอร์ดก็ยังชวนสนทนาต่อโดยเริ่มพูดเรื่องเกี่ยวกับพวกทูตสวรรค์และธุวดารกะในอดีต

            หลังจากที่ยฮวฮตกลงมายังสวนแห่งนี้ก็ได้เริ่มหลอกลวงมนุษย์คอยสร้างศรัทธาเพื่อเพิ่มพลังให้ตัวเองจนถึงกับก่อตั้งอาณาจักรพันปีที่อยู่ในเรื่องเล่าของธุวดารกะขึ้นมาแต่ก็ถูกขัดขวางจากโดโกบาร์ที่ถูกส่งตัวมาที่นี่ อาณาจักรพันปีได้ล่มสลายลงถึงอย่างนั้นแล้วก็ยังมีลูกสมุนของยฮวฮที่แตกกระจัดกระจายกันไปอีกพวกมันก่อเรื่องในประวัติศาสตร์ของมนุษย์จนเกิดสงครามและความแตกแยกนับไม่ถ้วนเพราะต้องการจะชักเชิดบงการมนุษย์เพื่อหวังฟื้นคืนอำนาจของยฮวฮกลับมา รวมถึงกรณียอร์นคนนั้นก็ด้วย”

            เรื่องทั้งหมดเป็นสิ่งที่พอจะรู้อยู่แล้วจากข้อมูลที่หามาได้เอง

            การฟังคำพูดของซีลอร์ดก็เป็นแค่การยืนยันสมมติฐานเท่านั้น

            ดังนั้นอิงศรจึงทำหูทวนลมและปล่อยให้พวกพ้องคนอื่นๆ ฟังกันอย่างตื่นเต้นไป

            เพราะพวกกลุ่มเด็กกำพร้านี้ไม่รู้เรื่องของธุวดารกะ

            เพราะกวินทร์ถูกพาตัวเข้ามาในห้องประชุมของธุวดารกะเมื่อวานอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถรวบรวมข้อมูลที่สะพัดกันขนาดนั้นได้

            เพราะเมษางี่เง่าเกินไปก็เลยไม่ค่อยรู้เรื่องภูมิหลังครอบครัวตัวเองแล้วหมอนี่ก็ยังเป็นพวกถูกทิ้งเหมือนมีนาเพราะฉะนั้นจะไม่รู้อะไรเลยก็คงไม่แปลก

            “…”

            พอคิดว่าจะให้นรินทร์นอนอยู่บนพื้นเย็นๆ แบบนี้คงไม่ดีนักอิงศรจึงนั่งลงไปบนพื้นแล้วจัดให้นรินทร์นอนหนุนหน้าตักเขาแทน

            แสงแดดยามเช้าทอดตัวลงมาจากรูบนเพดานเจดีย์

            ตอนนี้คงซักหกโมงกว่าๆ แล้ว

            เสียงเล่าของซีลอร์ดยังคงดังอยู่

            ตอนนี้เนื้อหาออกมาเกินกว่าที่เคยรวบรวมข้อมูลมาดังนั้นหูที่ทำทวนลมไปแต่ก็ฟังจับใจความอยู่ จึงเปลี่ยนมาเป็นตั้งใจฟังอย่างเต็มที่

            ตอนนี้กำลังพูดถึงเรื่องของอดัม

            นี่ก็อยู่ในไบเบิลเหมือนกัน…

            อิงศรได้แต่นึกสงสัยว่าตกลงแล้วไบเบิลที่มนุษย์เขียนนั่นมันแค่บังเอิญหรือว่าประวัติความเป็นมาของโลกทางฝั่งนั้นดำเนินตามไบเบิล มันเป็นอย่างไหนกันแน่นะ

            ซีลอร์ดพูด

            ยฮวฮพยายามบิดเบือนมนุษย์โดยสรรหากลุ่มผู้ที่สามารถเขื่อมต่อกับอาคาบิกเรคคอร์ดได้และระลึกเรื่องราวในอดีตจากการนั้นแต่มนุษย์ก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ยฮวฮได้อาศัยช่องว่างจากความสงสัยของมนุษย์เพื่อสร้างเรื่องที่จะทำให้ผู้คนมอบศรัทธาให้จนเกิดเป็นสิ่งที่พวกเธอเรียกกันว่าศาสนาอย่างทุกวันนี้ถ้าจะให้ผมยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่ถูกบิดเบือนไปก็คงเป็นอดัมล่ะมั้ง”

            หมอนั่นหันมาทางนี้

            “…”

            ราวกับต้องการจะสื่ออะไรบางอย่างให้เขา คำพูดนั้นคือ

            อดัม…

            อย่างนั้นหรือ?

            ไม่รู้ทำไม แต่พอได้ยินคำๆ นั้นก็ทำให้นึกถึงตอนที่รูบิเดียมราชครูลำดับที่สามเรียกเขาว่า อดาเมียม

            อดัมที่นายพูดถึงน่ะหมายถึงอดาเมียมรึเปล่า”

            อิงศรลองถามดู

            ซีลอร์ดที่ได้ยินก็เลิกคิ้วขึ้นสูงเหมือนตกใจ

            อดาเมียมเนี่ยเป็นมนุษย์ต่างดาวเหรอ”

            เพราะชื่อที่คล้ายกับพวกมนุษย์ต่างดาวทำให้เขาลองตั้งสมมติฐานแบบนั้น

            ซีลอร์ดกลับมาทำหน้าตายเหมือนเดิมแล้วพูดตอบคำถามที่ค้างไว้เมื่อครู่

            ถ้าจะให้พูดในแบบของพวกเธอแล้วมนุษย์ทุกคนก็ถือว่าสืบเชื้อสายจากมนุษย์ต่างดาวนั่นแหละนะ”

            คำตอบนั้นคงจะต้องตีความกันซักหน่อย

            คำตอบบอกว่าอดาเมียมเป็นมนุษย์ต่างดาว ถ้ายึดเอาจากที่เคยคุยกับหมอนี่มานานนมแล้วมนุษย์ต่างดาวในภาษาของพวกเราก็คือมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนสวนอีเด็น

            ดังนั้นมนุษย์กับมนุษย์ต่างดาวก็คงไม่ต่างกันนอกจากสถานที่กำเนิด

            คำตอบนั้นบอกว่ามนุษย์เกิดต่อจากมนุษย์ต่างดาว แต่โดโกบาร์ที่เป็นเครือ่งทำสวนเหมือนกันกลับบอกว่ามนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมาก่อนจากนั้นมนุษย์ต่างดาวก็ถือกำเนิดจากเงาของมนุษย์อีกที

            ตรงจุดนี้นี่เองที่เป็นใจความหลักของคำตอบ มันเป็นคำตอบเพื่อให้เขาถามกลับไป

            แต่คนอื่นที่ฟังแล้วตีความไม่ได้ก็แค่ทำหน้าตกใจแล้วพูดเหมือนกับว่าเป็นเรื่องล้อเล่น

            มนุษย์คือลูกหลานของมนุษย์ต่างดาวงั้นเหรอ ล้อเล่นกันป่าวเนี่ย”

            เมษาพูด

            นั่นดิไม่งั้นก็ต้องเรียกขวัญว่าคุณปู่ทวดแล้ว”

            ฟูแกล้งพูดติดตลกพลางเหล่สายตาหยอกใส่มิ่งขวัญ

            ใครปู่ทวดแกกันวะ”

            มิ่งขวัญตอบโต้กลับไปแล้วทังเคู่ก็เริ่มจะวางมวยเหมือนที่ทำกันเป็นประจำ

            แต่แล้ว กวินทร์ก็เอ่ยคำพูดที่ส่อวี่แววความเฉลียวฉลาดแทรกเข้ามา

            นี่ผมสงสัยมาซักพักแล้วล่ะคุณซีลอร์ดตั้งใจจะบอกว่าพี่ศรคือ อดัมกลับชาติมาเกิดเหรอครับรู้สึกว่าเน้นคำว่าอดัมจังเลยตอนที่คุบกับพี่ศรเนี่ย”

            คำพูดนั้นทำให้อิงศรและซีลอร์ดจ้องมองไปที่เด็กหนุ่มซึ่งตีหน้าซื่อแต่พูดเรื่องน่าเหลือเชื่อขึ้นมา

            แล้วตกลงว่าเป็นแบบนั้นเหรอ”

            อิงศรหันไปถามซีลอร์ด

            คิดว่าคงจะไม่ถึงขนาดกลับชาติมาเกิดได้หรอกนะอดัมน่ะตอนที่ลงจากสวนแห่งแรกมายังที่นี่วิญญาณก็ได้แตกสลายเพื่อกลับไปเริ่มวิวัฒนาการตามกฏของสวนแห่งที่สองนี้ไปแล้วอัตตาของเขาไม่มีอยู่อีกแล้วล่ะ”

            ระหว่างที่ซีลอร์ดพูดอยู่นั้น ก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่เมอร์คาบาห์ซึ่งยังไม่หายไปหลังจากที่การต่อสู้จบลงไปแล้วถึงได้ลอยเข้ามาร่วมกลุ่มสนทนาด้วย

            “…”

            ซีลอร์ดเองก็จ้องไปที่เมอร์คาบาห์ของเขาอย่างมีเลศนัย

            แล้วพูดว่า

            แต่ผมคิดว่าที่อิงศรมักจะควบคุมปีศาจไม่ค่อยได้อาจจะเพราะอดัมเกี่ยวข้องอะไรบางอย่างกับเธอก็ได้”

            “…”

            อิงศรพยักหน้าอย่างเข้าใจ

            ความเกี่ยวข้องที่ว่าอาจจะหมายถึงเมอร์คาบาห์ ถ้าตั้งสมมติฐานแบบนั้นมันก็สมเหตุสมผลอยู่ เพราะว่าเขาคือผู้ที่อัญเชิญเมอร์คาบาห์ที่เป็นที่หมายตาของผู้บงการที่ยังไม่รู้ตัวจริงแน่ชัดแต่คาดเดาไว้ว่าอาจจะเป็นแฟรนเซียมราชครูมนุษย์ต่างดาวลำดับที่หนึ่งซึ่งปกครองมนุษย์ต่างดาวทั้งหมด

            แล้วซีลอร์ดก็เป็นอดีตราชครูที่ตอนนี่อยู่ลำดับที่ศูนย์เหมือนลำดับเครื่องทำสวนของตัวเอง ด้วยเหตุนั้นหมอนี่จึงใช้ชื่อแฝงที่ตีความเป็น ‘ซีโร่ลอร์ด’ ไปด้วย

            ซีลอร์ดยังคงพูดต่อไปว่า

            อาจจะเหมือนกับเหล่ามนุษย์ที่ผ่านๆ มาก็ได้ในประวัติศาสตร์ของพวกเธอก็มีกลุ่มคนที่เชื่อมต่อกับอาคาชิกเรคคอร์ดได้โดยบังเอิญอยู่เธอเองก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้น

            กลุ่มคนที่ว่านั่นก็คือพวกบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดศาสนาสินะ

            แต่ก็ยังมีเรื่องคาใจอยู่

            อาคาชิกเรคคอร์ดมันคืออะไรกันแน่ทำไมแค่เชื่อมต่อกับมันได้ก็กลายเป็นคนพิเศษแล้วล่ะ

            อิงศรนึกสงสัยแบบนั้นมาตลอด

            ที่ผ่านมาก็พอจะเข้าใจแค่ว่าอาคาชิกเรคคอร์ดคือมิติที่ตั้งของรูนรูมแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่

            จำได้ว่ามันถูกเรียกว่ารากเท่านั้นเอง

            ถ้าอย่างนั้นอาคาชิกเรคคอร์ดที่ซีลอร์ดพูดถึงนั้นหมายถึงสิ่งใดกันล่ะ

            อาคาชิกเรคคอร์ดนั้นมีรากบางทีอาจจะมีโครงสร้างแบบต้นไม้หรือว่าที่พูดถึงก็คือ

            ลำต้น

            ใบ

            ผล

            ถ้าหากว่ามีผลและผลนั้นคือผลแห่งปัญญาอาจจะเข้าเค้ากับที่เคยคุยกันเรื่องอาคานาร์ก็ได้

            เรื่องที่มนุษย์ได้รับเอาผลแห่งปัญญาจนเปลี่ยนรูปแบบชะตากรรมเป็น 22 รูปแบบอะไรนั่นอาจจะเป็นการเปรียบเปรยมาตั้งแต่แรก

            ตอนนั้นเองซีลอร์ดก็ตอบมาว่า

            อาคาชิกเรคคอร์ด นั้นถ้าเรียกในภาษาของพวกเธออาจจะเรียกกันว่า บันทึกแห่งอากาศิกกันล่ะมั้ง

            เรียกว่าอะไรนะ

            อิงศรเบ้หน้าให้กับคำอธิบายที่ตีความไม่ออก

            แน่นอนว่าถ้าขนาดเขายังไม่รู้คนอื่นๆ ที่ฟังจนงงเป้นไก่ตาแตกกันหมดแล้วก็คงไม่รู้เรื่องไปด้วย

            แล้วในตอนนั้นเอง...

            คือสมมติฐานในความเชื่อที่เกี่ยวกับตัวตนของทุกสรรพสิ่งในจักรวาลเป็นข้อมูลที่เข้ารหัสไว้ในรากอาคาชาน่ะ

            นรินทร์ซึ่งนอนหนุนตักเขาก็เปิดดวงตาแล้วพูดมาแบบนั้น

            ฟื้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันน่ะ

            อิงศรถามขณะที่คนอื่นๆ ยังตกใจที่จู่ๆ นรินทร์ก็พูดขึ้นมา

            ได้ซักพักแล้วล่ะพอได้สติก็ได้ยินเรื่องที่คุยกันอยู่น่ะ

            นรินทร์พยายามจะลุกจากพื้น แต่ก็ชะงักไปเมื่อลุกขึ้นมาได้ครึ่งตัวและส่งเสียงครางโอดโอย

            อูย

            นรินทร์จับที่บริเวณไหล่ข้างขวาซึ่งเป็นข้างเดียวกับที่ร่างนารายณ์ยันตัวไว้ไม่ให้ล้มตอนที่สู้กัน

            อย่าเพิ่งฝืนสินายเพิ่งจะฟื้นเองนะ

            อิงศรพูดอย่างเป็นห่วง

            แต่พอพูดไปแบบนั้นก็ทำให้นรินทร์หน้าถอดสีขึ้นมา

            นี่ผม...ตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ

            เออ เล่นเอาวุ่นวายเลยแหละกว่าจะทำให้นายกลับมาได้

            ยิ่งได้ยินแบบนั้นใบหน้าของนรินทร์ก็ยิ่งขาวซีด เด็กหนุ่มหันมาจ้องหน้า

            สายตานั้นจดจ้องอิงศรตั้งแต่ใบหน้าลงไปจนหมดทั้งเนื้อตัวที่มีแค่เศษผ้าขี้ริ้วอดีตเสื้อเครื่องแบบของเมตไตรย ห้อยติดอยู่นิดหน่อย

            จะว่าไปแล้วเนื้อตัวเขาก็มียังรอยฟกช้ำและบาดแผลที่ยังสมานไม่ดีจนมีเลือดซึมออกมาทำให้เจ็บแสบอยู่บ้าง

            พอนรินทร์เห็นแบบนั้นเข้าใบหน้าที่ซ๊ดเผือดก็เบ้หน้า

            ทำไมถึงพาผมกลับมาล่ะ

            แล้วยิงคำถามมาแบบนั้น

            “...”

            นรินทร์มองสำรวจตัวทุกคนจนครบ คงกำลังมองหาว่ามีใครที่บาดเจ็บเพราะพยายามเอาตัวเองกลับมาจากความตาย แต่คนอื่นนอกจากเขาก็ไม่มีใครบาดเจ็บเพิ่มเติมเพราะซีลอร์ดช่วยเอาไว้

            หมอนั่นเลือกเงื่อนไขที่ปราณีที่สุดให้กับเขาถึงจะบอกไม่ได้ว่าโดนฆ่าไปสิบสองครั้งแล้วก็เถอะ

            นรินทร์ก้มหน้าแล้วเริ่มพูดเหมือนกับพึมพำอยู่คนเดียว

            “ผมน่ะพอความทรงจำกลับมาก็เลยจำได้...ว่าตัวเองพยายามมาตลอดเพื่อให้ได้ตาย

            คำพูดของนรินทร์ทำให้คนอื่นๆ พากันสูดลมหายใจดัง เพราะค่อนข้างเหลือเชื่อกับความคิดอันผิดแปลกนั่น

            ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนรินทร์ถึงได้คิดแบบนั้น

            ถึงได้ปฏิเสธน้ำใจของพวกเขา แต่ใบหน้าที่รู้สึกผิดและกล้ำกลืนคำพูดก็เพียงพอจะหยุดไม่ให้ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ระเบิดโมโหออกมา

            เพราะต่างก็เชื่อใจว่านรินทร์จะต้องมีเหตุผลที่ปรารถนาความตาย

            แล้วมันเป็นเรื่องแบบไหนกันล่ะ

            อิงศรเพียงแค่นึกอยู่ในใจแต่นรินทร์ก็พูดตอบคำถามนั้นมาให้อย่างไม่ตั้งใจ

            “ผมน่ะไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว ผมไม่มีความปรารถนาหรือความต้องการอะไรอีกแล้วทั้งที่เป็นแบบนั้น ทุกคนก็ยัง...

            ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว... คำพูดแบบนั้น

            หรือจะเป็นเพราะสูญเสียสิ่งสำคัญไป อีกฝ่ายเคยพูดตอนที่ได้ความทรงจำคืนมา ตอนที่อยู่ในร่างนารายณ์ว่าแบบนี้

            มนุษย์ฆ่าพ่อกับแม่ผมไปเพราะละโมบโลภมากในพลังยังไงล่ะเพราะสูญสิ้นธรรมมะไปหมดแล้ว

            แล้วนรินทร์ตอนที่ยังไม่ได้ความทรงจำคืนมาก็เคยบอกว่าตัวเองหลับเป็นเจ้าชายนิทราจนกระทั่งตื่นมาพบกับโลกที่ล่มสลาย ถ้าหากว่าอาการเจ้าชายนิทรานั่นเกิดจากอุบัติเหตุพ่อแม่ของนรินทร์คงจะเสียในอุบัติเหตุนั้น

            แต่อีกฝ่ายกลับบอกว่ามนุษย์เป็นคนฆ่าพ่อกับแม่เพราะโลภในอำนาจพลัง

            หรือว่าเรื่องนี้จะมีเงื่อนงำมากไปกว่านี้

            นรินทร์กับพญาครุฑที่น่าจะเป็นหัวหน้าระดับสูงของอารย-สนธยามีความเกี่ยวข้องกันถ้าอย่างนั้นพ่อแม่ของนรินทร์อาจจะเกี่ยวข้องกับอารย-สนธยา...

            เสียงของซีลอร์ดดังขัดจังหวะความคิดที่กำลังแล่นอยู่

            ร่างทรงของวิศนุ...นรินทร์นั้นคือลูกชายคนเดียวของผู้ก่อตั้งอารย-สนธยา ถ้าพูดแบบนี้จะช่วยให้กระจ่างขึ้นมารึเปล่าล่ะ

            หมอนั่นพูดคำตอบออกมา คำตอบที่ต้องอ่านใจได้ถึงจะรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

            อะ...พะ พูดล้อเล่นอะไรอีกล่ะเนี่ย

            กวินทร์เบ้หน้าใส่ซีลอร์ด

            แต่เขารู้ว่าที่พูดมานั้นไม่ได้ล้อกันเล่น สายตาของซีลอร์ดที่ประสานกับสายตาของเขาบอกแบบนั้น แล้วถ้าตั้งสมมติฐานด้วยหัวเรื่องที่ว่านรินทร์เป็นลูกชายของผู้ก่อตั้งอารย-สนธยา ทุกอย่างก็จะลงตัว

            ทั้งเรื่องที่พญาครุฑยึดติดกับนรนิทร์ขนาดนั้น

            ทั้งเรื่องที่นรินทร์กลายร่างเป็นนารายณ์และเคียดแค้นมนุษย์ซึ่งมนุษย์ที่ว่านั่นอาจจะหมายถึงคนที่รอดชีวิตอยู่ในโลกที่ล่มสลายแห่งนี้

            หากไม่ใช่เมตไตรยที่รู้เรื่องของเกมโลกาวินาศก็ไม่มีทางอยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้แน่

            ถ้าอย่างนั้นศัตรูที่ฆ่าพ่อและแม่ของนรินทร์ก็คือ เมตไตรย

            นี่นายโกรธแค้นที่ถูกองค์กรหลอกใช้มาโดยตลอดอย่างนั้นเหรอ

            อิงศรถาม แต่นรินทร์กลับส่ายหน้าปฏิเสธ

            มันก็จริงที่รู้สึกโกรธอยู่บ้างแต่ว่า...ผมโกรธตัวเองมากกว่า

            นรินทร์กำมือแน่นในตอนที่พูด กำไว้แน่นมากเสียจนมีเลือดไหลซึมออกมา

            ที่พ่อต้องตายก็เพราะช่วยผมเอาไว้แต่ผมกลับต้องหลับไปตลอดไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อพ่อได้ ไหนจะแม่อีกผมทำให้แม่ต้องทรมาน

            แต่มันไม่น่าจะเป็นแบบนั้นได้...อิงศรคิด

            ถ้าหากว่านรินทร์กลายเป็นเจ้าชายนิทราก็ไม่น่าจะมีความทรงจำในช่วงหลังจากนั้นหรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแม่ของนรินทร์ก่อนหน้านั้นกัน

            บางทีคงถูกทำอะไรกับความทรงจำเข้าล่ะมั้ง แต่ว่าเรื่องที่เธอรู้อยู่ตอนนี้น่ะเป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์เมตไตรย ไม่สิสิงห์ธุวดารกะเป็นคนฆ่าแม่ของนรินทร์

            ซีลอร์ดจุ้นเข้ามาด้วยคำอธิบายสั้นๆ ที่แทบไม่ช่วยอะไรนอกจากสร้างคำถามมากขึ้นไปอีก

            เมษาเป็นคนที่ร้อนตัวกับคำพูดนั้นที่สุด

            พี่สิงห์น่ะนะ...ฆ่าคน!”

            ไม่รู้ทำไมหมอนี่ถึงคิดว่าคนอย่างสิงห์จะไม่ทำเรื่องแบบนั้น

            ระหว่างที่เมษากับซีลอร์ดกำลังถกเถียงกันเรื่องของสิงห์ นรินทร์ก็พูดต่อจากที่ค้างไว้

            ด้วยความทรงจำที่ได้รับมาเด็กหนุ่มเริ่มโทษตัวเอง

            เพราะอยากจะทำให้ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งคุณแม่เลย...

            นรินทร์หยุดคำพูดของตัวเองไว้แล้วก้มหน้าลง พยายามหลบหน้าจากทุกคน

            ถ้าตอนนั้นผมตายๆ ไปซะก็คงไม่ต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นหรอก อิงศรแล้วก็ทุกคนจะได้ไม่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย ผมน่ะไม่มีเหตุที่จะมีชีวิตต่อไปจริงๆ นั่นแหละ

            “…”

            อิงศรมองดูนรินทร์ที่โทษตัวเองแบบนั้นแล้วก็คิดว่า...

            เหมือนกันไม่มีผิด เมื่อสิ่งที่อยู่ต่อหน้าถูกทำลายไปแล้วตัวเองทำอะไรไม่ได้เลยถึงจะโทษใครไปก็ยังไม่ช่วยบรรเทาทกับการโทษตัวเอง

            แต่ว่าแบบนั้นน่ะ...

            มันเป็นทางเลือกที่ผิดนะ

            คำพูดของอิงศรทำให้นรินทร์เงยหน้าขึ้นฟัง

            นายน่ะยังไม่เริ่มก้าวเดินออกไปจากที่เดิมเลยเพราะงั้นอย่าเพิ่งเลือกทางที่ผิดเลยดีกว่า

            ไม่รู้ทำไมถึงได้เลือกคำพูดนี้มาใช้กับนรินทร์ เป็นคำพูดที่รังแต่จะสร้างความสับสนให้ใครต่อใคร

            เพราะคนที่รู้ความหมายก็น่าจะมีแต่เขาที่เผชิญหน้ากับการบีบบังคับให้เลือกทางเดินเพื่อก้าวต่อไป

            อย่างไรก็ตาม สำหรับตัวเขาเองกลับคิดว่าถ้าเป็นนรินทร์จะต้องเข้าใจความหมายของคำพูดนี้อย่างแน่นอน

            เป็นห่วงตัวเองให้มากกว่านี้หน่อย นายน่ะเคยพูดแบบนั้นกับฉันมาแล้วนี่

            คำพูดของนรินทร์ที่ตักเตือนเขาหลังจากที่ตัดแขนเพื่อช่วยมีนาจากสัตว์เทวะมังกรเมื่อตอนนั้นถูกนำมาใช้ปลอมประโลมเจ้าของคำพูด

            แค่มีชีวิตอยู่ก็เป็นการต่อสู้แล้วล่ะ ถึงอยากจะหนีจากความทรมานขนาดไหนสุดท้ายมันก็แค่การต่อสู้ที่ทำให้ตัวเองทรมานมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าใครซักวันก็ต้องตาย ต่างกันแค่รู้ตัวเองหรือเปล่าว่ากำลังต่อสู้กับความตาย

            คำพูดนี้ช่างน่าแปลก มันไม่เพียงปลอบโยนนรินทร์แต่ยังเล้าโลมหัวใจที่ต้องการให้ใครซักคนมาพูดแบบนี้กับตัวเองด้วย

            ถ้าอย่างนั้นนี่ก็คงไม่ใช่คำพูดที่ตัวเขาคิดขึ้นมาเอง ไม่มีทางที่มนุษย์จะปลอบประโลมตัวเองด้วยคำพูดที่ตัวเองเป็นคนคิดได้ แต่คำพูดที่เล้าโลมหัวใจนั้นก็ยังคงหลั่งไหลเข้ามา

            จากที่ไหนกันนะ

            แต่การต่อสู้ที่ไม่รู้ตัวเองนั้นมันอาจจะเหงาและดูไร้ความหมาย

            เขายังคงปล่อยคำพูดที่ไหลเข้ามาในสมองออกไปโดยพยายามจับความรู้สึกว่าคำพูดเหล่านั้นส่งมาจากที่ไหน คลื่นความนึกคิดของผู้ส่งนั้นมาจาก....

            อิงศรเงยหน้าขึ้น เหม่อมองตรงออกไป สายตาไปหยุดที่เมอร์คาบาหืซึ่งยืนถัดออกไปจากร่างของนรินทร์

            แล้วมโนภาพก็แจ่มชัดขึ้นมาในสมอง

            บนเนินทุ่งหญ้าของสวนอันเขียวขจีที่เคยเห็นมาก่อนหน้านี้

            ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางความเขียวขจีนั่น

            ทั้งที่ไม่รู้จัก แต่กลับคุ้นเคยจนบอกไม่ถูก

            ฉันเองก็ไม่รู้คำตอบที่แท้จริงหรอกแต่นรินท์...

            “นายน่ะครั้งหนึ่งถึงจะแค่ตัวคนเดียวแต่ก็รับรู้และเผชิญหน้ากับความกลัวในการมีชีวิตดังนั้นเหตุผลที่จะอยู่ต่อไปน่ะมันมีอยู่แล้วล่ะฉันเองก็จะพยายามมีชีวิตต่อไปแล้วนายเองก็มามีชีวิตไปพร้อมกับฉันแบบนั้นก็พอแล้วนี่

            คำพูดนั้นถึงจะพูดกับนรินทร์แต่ก็รู้สึกได้ว่ามันกำลังสื่อให้กับใครอีกซักคน

            ใครคนนั้นกำลังหลับตาฟังมันอย่างเคลิบเคลิ้มราวกับรับรู้ได้ว่าตัวตนที่ส่งคำพูดมาให้เขาตั้งใจที่จะส่งต่อให้...

            ซีลอร์ด...

            กว่าจะรู้สึกตัวว่ามโนภาพในสมองได้หายไปแล้วเขาก็หลุดคำพูดที่ค่อนข้างจะหวานเลี่ยนเกินไปออกมา

            ฉันจำเป็นต้องมีนายนะ พออยู่กับนายแล้วฉันก็รู้สึกว่าจะทำได้ทุกอย่างเลยล่ะ

            ....นรินทร์ เขาคิดว่าจะต่อท้ายชื่อของผู้รับสารเข้าไปแต่ก็กลืนลงคอไปเสียก่อน

            มันเกือบจะเป็นคำสารภาพรักกลายๆ อยู่แล้ว

            รู้สึกได้ว่าใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย

            รู้สึกได้ถึงสายตาของทุกคนที่จับจ้องมองมา

            แล้วเมื่อเขาลองก้มหน้าดูนรินทร์ที่รับฟังคำพูดนั้น

            “….”

            ใบหน้าของเด็กหนุ่มกำลังขึ้นสีแดงระเรื่อ

            อะ...เหวอ!”

            ไม่รู้ทำไม แต่สัญชาตญาณสั่งให้ร้องสะดุ้ง นรินทร์เองก็ตกใจจนสะดุ้งโหยงตัวลอยขึ้นเหมือนกัน แล้วพวกเขาก็มาหยุดอยู่ในสภาพที่จดๆ จ้องๆ กัน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

            โชคชะตานี่ก็น่ากลัวนะมันเลือกผู้เดินแล้วควบคุมให้เป็นดั่งใจนึกนี่สินะที่เขาเรียกกันว่าชะตาฟ้าลิขิต เอ หรือจะเป็นชะตาฟ้ากำหนดกันนะ

            ซีลอร์ดพูดราวกับจงใจจะสื่ออะไรบางอย่าง แต่ก็หมอนี่ไม่ใช่รึไงที่เหมือนจะเป็นปลายทางของสารที่เมอร์คาบาห์ฝากส่งผ่านปากของเขา ถึงจะไม่รู้จริงๆ ก็เถอะว่าความรู้สึกที่คิดนั้นจะถูกต้องรึเปล่า

            ชะตาไหนก็ช่างมันเหอะ ตั้งแต่มีนายมาอยู่ใกล้ๆ เนี่ยเหมือนฉันจะพลอยเพี้ยนไปด้วยเลยแหะ

            เขากล่าวแก้เขินออกไปแบบนั้นแต่ใบหน้ายังคงแดงก่ำอยู่ ต้องพยายามอยู่นานกว่าจะสงบใจที่เต้นตูมตามลงไปได้และทำให้หน้าหายแดง

            จากนั้นนรินทร์ก็พูดถามมาว่า

            เอ่อ...คือที่พูดมาเมื่อกี้น่ะ

            ใบหน้าของนรินทร์ยังคงออกสีแดงอยู่เล็กน้อย คงเขินอายที่จะนึกถึงมันแต่ก็หวังว่าจะไม่เข้าใจผิดในเรื่องของความหมายล่ะนะ อย่างน้อยๆ คำพูดปลอบประโลมนั่นเขาก้ตั้งใจพูดเพื่อให้กำลังใจนรินทร์ที่คิดอยากตาย

            อิงศรจึงออกตัวพูดขัดไว้ก่อน

            เป็นฉันไม่ได้เหรอ เหตุผลที่นายจะมีชีวิตอยู่น่ะถึงตอนนี้จะยังไม่รู้แต่ว่าขอแค่อยู่ต่อไปซักวันนายจะต้องหาเหตุผลนั้นเจออย่างแน่นอนจนกว่าจะถึงตอนนั้น...

            เขารีบร้อนพูดจนถูกนรินทร์ยกมือปรามเอาไว้

            “…”

            ใช้เวลาทำใจอยู่ซักพักนรินทร์ก็สงบใจลงและหายหน้าแดงจากนั้นก็ให้คำตอบ

            ขอบใจนะที่ช่วยผมไว้

            เขาถูกนรินทร์พูดใส่อย่างนั้น แล้วเจ้าตัวก็เริ่มหันไปพูดขอบคุณกับคนอื่นที่ละคนๆ

            จากนั้นก็หันมาพูดกับอิงศรอีกครั้ง

            ผมจะลองเชื่อคำพูดนั้นดูนะ จนกว่าจะถึงตอนนั้นก็ฝากตัวด้วยล่ะ

            พอโดนพูดใส่แบบนั้นเข้าก็ไม่รู้แล้วว่าที่ว่าฝากตัวนั่น หมายถึงอย่างไหน

            หวังว่าคงไม่ใช่ให้เริ่มความสัมพันธ์ใหม่หรอกนะ

            อะ...เออ

            เขาตอบรับด้วยยิ้มแห้งๆ แต่ถึงจะสงสัยไปก็คงถามไม่ได้อยู่ดี คำถามพรรคนี้น่ะ...

            แต่จู่ๆ เจ้าซีลอร์ดก็พูดขึ้นมาว่า

            เอาล่ะ ทีนี้จะตอบผมได้รึยังล่ะอิงศร

            จะว่าไปแล้วก็ลืมไปเลยว่ายังไม่ได้ให้คำตอบ

            อิงศรดีดตัวลุกขึ้นมา ยืดหลังตรงพลางเรียบเรียงคำพูดอยู่ในใจ แต่ยังไม่ทันจะได้บอกออกไปก็ถูกซีลอร์ดปรามเอาไว้ด้วยการยกมือขึ้น

            แต่ก่อนหน้านั้นผมอยากจะให้ทุกคนที่นี่ยืนยันสถานะตัวเองกันก่อนเพราะด้วยสายสัมพันธ์ที่กระท่อนกระแท่นแบบนั้นน่ะถึงจะแสดงพลังของมันโค่นผมมาแล้วก็เถอะแต่ไม่มีทางฟันฝ่าบททดสอบหลังจากนี้ไปได้แน่

            อิงศรจ้องหน้าซีลอร์ดเขม็ง

            หมอนี่อยากจะพูดอะไรกันแน่?

            แล้วมันก็เริ่มพูดเรื่องที่ชวนให้สังหรณ์ไม่ค่อยดีนัก

            “ถึงพวกเธอต่อหน้าจะบอกว่าเป็นพวกพ้องบ้างเป็นครอบครัวบ้างแต่ก็มีคนที่ไม่ได้คิดแบบนั้นอยู่นะ

            แล้วหันใบหน้าไปทางที่เมษายืนอยู่

            เธอน่ะกำลังหมายหัวอิงศรอยู่สินะ กำลังจ้องจะหาโอกาสตลบหลังใช่ไหมล่ะ

            กวินทร์แย้งคำพูดนั้นทันที

            เฮ้ ล้อเล่นกันแรงไปรึเปล่าน่ะ อย่างพี่เมษาน่ะเหรอ

            แต่ก็ถูกพูดขัดเสียก่อน

            เธอน่ะโดนสั่งให้มาเอาหัวอิงศรไปแลกกับพี่สาวตัวเองแต่ก็ยังไม่ได้บอกเรื่องนั้นเลยไม่ใช่เหรอ

            “หา?”

            คำพูดนั้นทำให้กวินทร์กลืนน้ำลายตัวเอง

            อิงศรเบนสายตาตามไปบ้าง ใบหน้าของเมษาตอนนี้...

            ใบหน้าของคนที่ถูกเปิดโปงความจริง

            เมษาเบ้ปากแล้วพูดว่า

            ชิ ความแตกเพราะโดนอ่านใจก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ

            อันนั้นเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง อยู่ต่อหน้าซีลอร์ดแล้วก็เหมือนตัวเปลือยเปล่า ปกปิดความลับอะไรไม่ได้เลย แต่กรณีของเมษาก็พอจะเดาได้อยู่ เพราะคนอย่างกุมภานั้นถึงเขาจะเพิ่งเคยเจอแต่ก็ไม่คิดว่าจะทำอะไรหละหลวมอย่างการปล่อยเมษามาที่นี่ดังนั้นมันจะต้องมีเงื่อนไขหรืออะไรแอบแฝงแล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

            เมษาเล่าว่า

            พี่กุมภาคิดจะเอามีนาไปใช้ในการทดลองฟันเฟืองน่ะ

            เดี๋ยว! เมื่อกี้บอกว่าเฟืองงั้นเหรอ

            เมษาพยักหน้าให้กับคำถามนั่น

            แต่ว่า...ทำไมล่ะ ทำไมธุวดารกะถึงได้วิจัยฟันเฟืองกับมีนาหรือว่ายัยนั่นก็...

            แวบหนึ่งที่ความคิดของเขากำลังจะสรุปว่ามีนาก็มีฟันเฟืองแต่ซีลอร์ดก็พูดขัดความคิดนั้นไว้ก่อน

            เธอคนนั้นไม่ได้ถูกฟันเฟืองเลือกหรอกนะเดิมทีมันเป็นการทดลองที่สิงห์ทำอยู่ทดลองว่าจะสามารถสร้างฟันเฟืองเพื่อควบคุมเครื่องทำสวนได้รึเปล่า

            ถ้างั้นการทดลองนั่นก็คงถูกยึดไปทำต่อ แต่ว่าหมอนั่นใช้ร่างน้องสาวตัวเองทำการทดลองเนี่ยนะ

            ไหนจะยังเรื่องที่คิดจะสร้างฟันเฟืองเพื่อควบคุมเครื่องทำสวนอีกนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

            คำถามผุดขึ้นมาเต็มไปหมด

            แล้วเมษาก็พูดต่อจากนั้นว่า

            ถ้าการทดลองคราวนี้เริ่มขึ้นมีนาก็จะต้องตาย ถ้าอยากให้หยุดพี่เขาบอกว่าให้ฉันมาเอาหัวของนายไปแลก แต่ว่าฉันน่ะ....ไม่อยากจะใช้วิธีสกปรกอย่างการลอบกัดเพราะงั้น…”

            ถึงจะเว้นคำพูดเอาไว้แล้วเบือนหน้าหลบสายตาแต่อิงศรก็เข้าใจเรื่องที่เมษาอยากจะพูด

            อยากจะท้าทายกันตรงๆ โดยไม่ต้องหลบต้องซ่อนนั่นเอง หมอนี่มักจะเป็นแบบนี้เสมอตรงไปตรงมาจนดูออกได้ง่ายแล้วก็เดาต่อได้เลยว่าต้องมีการดักฟังหรือทำอะไรเพื่อเป็นหลักประกันไม่ให้ทำนอกคำสั่งติดตัวมาด้วย เพราะไม่อย่างนั้นคงพูดเรื่องนี้ออกมานานแล้ว

            “…”

            ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ บรรยากาศอืมครึมขึ้นมาทันที ทั้งที่พระอาทิตย์ก็ขึ้นสูงจนทิวทัศน์รอบๆ สว่างไปหมด

            ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลยในสถานการณ์แบบนี้

            แต่ถึงอยากพูดก็คงพูดไม่ออกอยู่ดีนั่นแหละ

            อิงศรจึงกล่าวเพื่อทำลายความเงียบนี้พร้อมกับตัดสินใจไปด้วย

            เขาเองถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะช่วยมีนาเพราะหล่อนก็เป็นพวกพ้องที่แสนสำคัญคนหนึ่งยังไงก็ต้องช่วยให้ได้ แต่จะไม่เอาหัวตัวเองไปแลกเด็ดขาดเพราะถึงทำแบบนั้นไปก็ไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่ากุมภาจะยอมปล่อยตัวมีนาให้ เมษามาที่นี่ด้วยข้อต่อรองที่เสียเปรียบที่สุด

            ถึงพูดอะไรไปนายก็คงไม่ยอมฟังอยู่ดีสินะ

            “…”

            อีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไรกลับมา

            “…”

            ดังนั้นน่าจะต้องคิดถึงกรณีเลวร้ายที่สุดก็คือในตัวของเมษามีเครื่องดักฟังหรือวิธีอะไรบางอย่างที่ทำให้ทางเมตไตรยล่วงรู้ความเคลื่อนไหวได้

            ถ้าอย่างนั้นก็มีแต่ต้องตอบรับคำท้านี้

            อิงศรดึงเครื่องแบบที่โทรมเป้นผ้าขี้ริ้วทิ้งแล้วเดินเข้าไปหาเมษา

            เอางั้นก็ได้ แต่ฉันจะอัดนายให้ยับแล้วจากนั้นจะลากนายไปด้วยไปช่วยมีนาออกมา

            และต้องทำให้เร็วที่สุด ล้มเมษาลงที่นี่แล้วให้คำตอบกับซีลอร์ดจากนั้นก็ไปช่วยมีนา จะต้องทำทั้งหมดนั่นให้เร็วที่สุด

            ที่เขาทิ้งไปไม่ใช่แค่เศษผ้าขี้ริ้วเท่านั้นแต่วางอาวุธทั้งหมดทิ้งไว้ตรงนั้นแล้วเดินมาเผชิญหน้าด้วยมือเปล่า

            “…”

            เมษาก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วพูดเหมือนกับกลั้นสะอื้นอยู่

            ขอบใจ....นายมาก

            จากนั้นทั้งเขา ทั้งเมษาก็ตั้งท่าจะเหวี่ยงกำปั้นใส่กัน

            โดยที่ไม่มีใครเข้ามาห้าม

            ไม่มีใครกล้าขัดเข้ามา

            เว้นเสียแต่...

            โทษทีที่ต้องขัดจังหวะนะ

            ซีลอร์ดเอ่ยขัดขึ้นมา

            แต่คงไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นแล้วล่ะเพราะเด็กที่ชื่อมีนาคนนั้นน่ะตอนนี้ไปอยู่ที่สนามรบเรียบร้อยแล้ว

            หมัดของเขาสวนกับของเมษาไปแต่หยุดอยู่ที่ปลายจมูกพอดี ส่วนหมัดของเมษาก็บี้โหนกแก้มเข้ามานิดหน่อย แต่สรุปก็คือ

            พวกเขาหยุดมือกันได้ทันแบบฉิวเฉียดแล้วรอฟังซีลอร์ดที่ตอนนี้เปิดหน้าจอระบบขึ้นมาทั้งที่ค้างกันอยู่อย่างนั้น

            ซีลอร์ดหมุนหน้าจอนั้นให้ดู

            บนหน้าจอฉายภาพสถานที่ซึ่งคล้ายกับ ค๊อกพิท(ห้องควบคุมยานพาหนะ) ของเครื่องทำสวน

            มีนาอยู่ข้างในค๊อกพิทนั่นโดยที่มีเฟืองงอกจากหลังเสียงลงไปในสลักขับเคลื่อน

 

***และแล้วพระเอกก็สารภาพรักกับนางเอกของเรื่องครับ หลังจากบอกใบ้ไปแล้วว่านางเอกนั้นออกใน Login 8: The Twin Stars ซึ่งก็คือนรินทร์คุงคนนี้นี่เอง!!!!!!!.... ซะที่ไหนล่ะเฟ้ยยย!!!

มุกนะครับมุกเฉยๆ เรื่องนี้ไม่ได้โฟกัสที่ความรักโรแมนติกอะไรแต่อย่างใดเพราะงั้นเราคงไม่มีนางเอกที่ชัดเจนเป็นตัวเป็นตนในแง่คนที่พระเอกรักชอบพอใจให้หรอกครับ คงไม่หวานแบบ SAO อะไรแบบนั้นที่นี่มีแต่ความบัดซบที่จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีรออยู่ในภาคสามมมมมม แล้วเจอกันใหม่วันพุธหน้านะคร้าบบ****

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #176 raigeki (จากตอนที่ 156)
    วันที่ 22 กันยายน 2560 / 08:34
    วัฎฟรรค อย่าเหลืองนะเว้ย
    #176
    1
    • #176-1 R@ji(จากตอนที่ 156)
      30 กันยายน 2560 / 01:36
      ไม่เหลืองๆ แค่มุกน่าท่าน (ต้องอย่าลืมว่านรินทร์นั้นเป็นหนุ่มสวยนะเอ้อ)
      #176-1
  2. #175 อสูรไร้ลักษณ์ (จากตอนที่ 156)
    วันที่ 21 กันยายน 2560 / 22:46
    จิ้นวายๆๆ
    #175
    0