Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 137 : Login 134: เหตุแห่งผู้รุกราน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 261
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    1 ส.ค. 60

Login 134: เหตุแห่งผู้รุกราน

 

            เมื่ออิงศรเรียกประชุมทุกคนก็มารวมตัวล้อมวงกันอีกครั้ง

            กวินทร์เปิดหน้าจอระบบขึ้นมา นาฬิกาบนหน้าจอบอกเวลาห้าทุ่มพอดี

            “จะวันหนึ่งแล้วเหรอเนี่ยเป็นวันที่มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายเลยนะครับ”

            นั่นทำเพื่อยืนยันเวลาเริ่มประชุมแผน

            แต่วันนี้ก็ผ่านเรื่องราวมามากจริงๆ นั่นแหละทำให้มีคำถามไร้คำตอบเพิ่มพูนขึ้นมามากมายแล้วหนึ่งในคำถามเหล่านั้น…

            “ถ้างั้นก็เริ่มที่นายก่อนเลยไปทำอีท่าไหนมาถึงได้มาเป็นคนที่โดนฟันเฟืองเลือก”

            พออิงศรถาม กวินทร์ก็เบ้หน้าแล้วพูดว่า

            “ไหงมาเปิดที่ผมซะงั้นล่ะครับเนี่ย”

            “…”

            อิงศรจ้องเขม็ง ดังนั้นกวินทร์จึงจำยอมแล้วเริ่มพูด

            “เอาก็เอา...คือว่าที่จริงผมก็เพิ่งจะรู้จากคนที่ชื่อผู้ถูกลืมเลือน...เอ่อที่พี่ศรเรียกเขาว่าซีลอร์ดบอกนั่นแหละครับ”

            “นี่ไปเจอเจ้าหมอนั่นมาแล้วเหรอ”

            กวินทร์พยักหน้า

            “ครับ แล้วก็ได้รู้เรื่องที่ว่ามีเฟืองตกลงมาจากท้องฟ้าในวันที่โลกล่มสลายนั่นแหละครับ”

            ฟังแล้วน่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เฟืองวิ่งมาหาเขากับมิ่งขวัญด้วย

            “ถ้างั้นตอนวันปีใหม่นั่นนายก็อยู่แถวๆ ห้างสินะ”

            “อยู่ตึกฝั่งตรงข้ามครับ”

            สรุปว่ากวินทร์เจอมาเหมือนที่เขากับน้องชายเจอ ถ้าอยู่แถวนั้นจะต้องได้เห็นสัตว์เทวะจ่าฝูงตนแรกที่ซีลอร์ดเรียกมันว่า ซาตานอย่างแน่นอน

            “งั้นเรื่องต่อไป”

            อิงศรเปิดหน้าจอคลังแล้วหยิบปึกเอกสารที่เจอในห้องทดลองใต้ดินของอารย-สนธยาออกมา

            เพื่อให้ได้คำตอบหรือข้อมูลเพิ่มเติมแม้เพียงเล็กน้อยก็ควรจะต้องแชร์ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้กับทุกคนที่อยู่ตรงนี้

            เขาถือปึกเอกสารเอาไว้ไม่ส่งให้ใครดูเพียงแต่เปิดพลิกทีละหน้าแล้วอธิบาย

            “นี่คือเอกสารที่ฉันเจอมาตอนไปสำรวจฐานแห่งหนึ่งของอารย-สนธยา”

            ทีนี้ราชครูมนุษย์ต่างดาวก็ทำหน้าสนใจขึ้นมาทันที

            “....”

            อิงศรพูดต่อไปว่า

            “ข้างในนี้บอกว่าพวกอารย-สนธยาทำการทดลองบางอย่างที่เรียกว่าเมอร์คาบาห์แล้วฉันกับขวัญก็คือตัวทดลองที่จะถูกส่งมอบให้ตามที่ระบุไว้คนที่เขียนมันติดต่อซื้อตัวอย่างทดลองซึ่งก็คือฉันกับขวัญจากพ่อ”

            มิ่งขวัญทำหน้าตกตะลึง

            เขากับน้องชายถูกขายนั่นเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้แล้วก็ไม่อยากให้รู้ด้วยแต่สถานการณ์ตอนนี้ควรจะเปิดเผยข้อมูลเพื่อหาทางไปต่อ

            โซเดียมพูดขึ้นมา

            “นี่เมอร์คาบาห์เนี่ยมันชื่อของปีศาจที่เธอเรียกออกมาไม่ใช่รึไงหมายความว่าพวกอารย-สนธยาทำสำเร็จแล้วงั้นสินี่ดิฉันนั่งอยู่กลางดงคนทรยศของฝ่ายพันธมิตรงั้นเหรอ”

            ก็คงจะอย่างนั้นเพราะที่นี่ก็มีคนที่สังกัดกับอารย-สนธยาอยู่ตั้งห้าคนแถมความพยายามที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ก็เป็นไปตามแผนที่ใครบางคนวางไว้จนกระทั่งสำเร็จออกมาเป็นเมอร์คาบาห์แล้ว

            เจ้าคนที่บงการก็คงจะเป็นคนที่รู้เรื่องที่เขียนอยู่ในเอกสารนี้อย่างแน่นอน

            ตัวเขาที่ยินดีไปกับเมอร์คาบาห์ พลังใหม่ที่ใช้ช่วยพวกพ้องที่อยู่ตรงนี้กลายเป็นตัวตลกไปในทันที

            เป็นคนทรยศฝ่ายพันธมิตรไปโดยไม่รู้ตัว

            ความพยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลังที่ผ่านมาเหมือนสูญเปล่า

            แต่ว่าไม่ยอมหรอก

            เรื่องอะไรจะยอมเดินตามแผนแบบนั้นไปตลอด

            “เปล่า ถ้าพวกเราเป็นพวกอารย-สนธยาจริงคงไม่มานั่งขุดคุ้ยเรื่ององค์กรตัวเองต่อหน้าศัตรูหรอกจริงไหมล่ะ”

            ยังไงก็ไม่ยอมให้ความพยายามสูญเปล่าแน่พวกเขาที่อยู่ตรงนี้ถูกแยกกันไปเมื่อสามปีก่อนด้วยน้ำมือของคนที่อยู่เบื้องหลังซึ่งมีทั้งมนุษย์ต่างดาว เมตไตรย อารย-สนธยา เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นจะกระชากหน้ากากแล้วดึงตัวมันออกมาข้างหน้าให้จงได้

            เขาตั้งใจเอาไว้แบบนั้นถึงได้แชร์ข้อมูลทั้งหมดที่มีเพื่อร่วมมือกับทุกคนที่อยู่ตรงนี้เฉพาะคนที่เขาเชื่อใจ

            กรณีของราชครุมนุษย์ต่างดาวเป็นแค่ผลพลอยได้เพื่อจะดูปฏิกิริยาเท่านั้นแต่ก็ดูเหมือนว่าหล่อนจะไม่รู้เรื่องอะไรด้วย นั่นหมายความว่าแม้แต่ในหมู่มนุษย์ต่างดาวก็ยังถูกแทรกซึมเข้าไปได้ศัตรูของเขามีพลังถึงขนาดนั้น

            “ที่ผ่านมารู้สึกว่าจะมีใครคอยบงการพวกเราอยู่ยังไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นเป็นใครกันแน่แต่มันตั้งใจจะใช้เมอร์คาบาห์ของฉันเพื่อขึ้นไปหาพระเจ้าแอดมินิสเทรเตอร์ที่ควบคุมเกมโลกาวินาศนี่”

            เรื่องที่จะพูดจากเอกสารได้มีอยู่เท่านั้นจากนี้จะเริ่มการหารือถึงเป้าหมายที่แท้จริงซักที...

            “พอเถอะ”

            จู่ๆ มิ่งขวัญก็พูดขึ้นมา

            “พอแล้วเรื่องพวกนี้น่ะไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลยซักหน่อยไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวให้มากกว่านี้แล้ว”

            พูดว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้อง

            อิงศรจ้องมองน้องชายที่พูดเรื่องแบบนั้นก็คาดเดาได้เลยว่าคงอยากจะให้ทิ้งทุกอย่างไว้แล้วหนีไปจากปัญหาพวกนี้

            เมื่อสามปีก่อนที่ถูกมนุษย์ต่างดาวไล่ล่าก็เหมือนกันถูกบอกว่าให้ทิ้งทุกอย่างไว้แล้วหนีกันไปแค่พวกตัวเองก็พอ มิ่งขวัญยังมีความคิดเหมือนตอนเป็นเด็กหลงเหลืออยู่

            “…”

            แต่เขาไม่แปลกใจหรอกแล้วก็ไม่คิดจะโทษหรือต่อว่ามิ่งขวัญที่คิดแบบนั้น เพราะแม้แต่ตัวเขาเองตอนที่ได้อ่านเอกสารแล้วรู้ความจริงของพ่อกับแม่ ตัวเองก็รู้สึกอยากจะหนีเหมือนกันอยากจะทำเป็นไม่รู้เรื่องแล้วหนีไป

            มิ่งขวัญพูดต่อ

            “ตอนนี้ทุกคนก็กลับมาแล้ว ไม่มีใครมาขวางแล้วด้วย ปลอกคอที่ใช้ข่มขู่ก็ไม่มีอีกแล้ว ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็พวกเราน่าจะหนีไปได้...”

            แต่อิงศรก็พูดขัดทันที

            “ไม่ได้ ยังต้องไปช่วยนรินทร์แล้วก็อีกคนหนึ่ง...

            ยังไงก็ต้องช่วยโดโกบาร์หนึ่งในเครื่องทำสวนที่ถูกจับตัวมาพร้อมกับนรินทร์ด้วยเพราะถ้าปล่อยไว้ไม่รู้ว่าจะถูกเอาไปใช้ในแผนไหนของพวกอารย-สนธยารึเปล่า

            ”…ถ้าไม่ช่วยคงจะไม่ได้ล่ะนะ”

            อย่างเลวร้ายที่สุดก็คืออย่าให้พวกมันควบคุมเครื่องทำสวนได้ก็พอไม่อย่างนั้นอาวุธทำลายล้างขั้นสุดท้ายนั่นจะกลายเป็นตัวปัญหาที่ไม่มีใครหยุดได้

            “อีกอย่างถึงอยากจะหนีแล้วจะหนีไปไหนล่ะโลกกำลังจะถูกลบหายไปแล้วเหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึงเดือนแล้วมั้งถ้ามนุษย์ยังไม่แสดงความตั้งใจก็จะถูกพระเจ้าลบทิ้งไปอยู่ดีพวกเราตอนนี้น่ะมีแต่ต้องเดินหน้าอย่างเดียว”

            หากนับจากที่ซีลอร์ดเคยบอกกำหนดการไว้หกเดือนถูกพวกอารย-สนธยาเร่งจนเหลือเวลาแค่เจ็ดวัน แต่พวกเขาหยุดการเร่งนั้นเอาไว้ได้น่าจะเหลือเวลาพอให้แก้ไขอะไรได้บ้าง

            ...แต่ไม่มีเวลาให้ถอยหนีแล้วอย่างแน่นอน

            มิ่งขวัญยังคงพยายามจะให้หนีต่อไป

            “เดินหน้าแบบที่ผ่านมาน่ะเหรอแบบนั้นมันอันตรายเกินไปที่สู้กันก่อนหน้านี้ก็เป็นศัตรูที่ไม่มีทางชนะได้ถ้าไม่ต้องเสียสละใครซักคนไปไม่ใช่เหรอ มันมีการต่อสู้แบบนั้นเกิดขึ้นมาแล้วนะ แล้วถ้าคราวหน้ายังมีอีก...”

            มิ่งขวัญหยุดคำพูดเอาไว้ขณะที่มองหน้าเขาราวกับจะขอร้อง

            “ถ้าคราวหน้าจะต้องมีใครเสียสละอีกล่ะแบบนั้นมัน...”

            แต่อิงศรก็ขัดคำพูดนั้น

            “ไม่มีทางยอมให้มันเกิดขึ้นอีกจากนี้ไปจะไม่มีทางเกิดเรื่องแบบนั้น”

            พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            “ทำไมถึงกล้าพูดได้ขนาดนั้นกันล่ะถึงศรจะฉลาดยังไงก็เถอะไม่มีทางรู้เรื่องข้างหน้าได้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

            น้องชายพูดได้สมเหตุสมผลที่สุด

            คำพูดที่ว่าจะไม่ยอมให้ใครต้องเสียสละอีกนั้นไม่มีหลักประกันแล้วตัวเขาก็พูดออกมาทั้งที่ไม่น่าจะทำได้

            บางทีคงมีอะไรบางอย่างในตัวเองที่เปลี่ยนไป

            แต่อิงศรก็ไม่รู้ว่าตัวเองเปลี่ยนอะไรไปกันแน่

            “เรื่องแบบนั้นน่ะไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้หรอก”

            ถ้าหากเป็นซีลอร์ดอาจจะรู้...ก็หมอนั่นน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องคราวนี้ด้วยหรือไม่ก็ทำนายได้ด้วยภาพอนาคตจากอาคาชิกเรคคอร์ดอยู่ดี

            แต่มันไม่เกี่ยวกันตอนนี้เขาแค่อยากจะไปช่วยพวกพ้องเรื่องมันก็เท่านั้น

            เพื่อการนั้นแล้วจะต้องจูงใจมิ่งขวัญ จำเป็นต้องขอยืมพลังของหมอนี่

            อิงศรยิ้มเจื่อนให้กับความคิดของตัวเอง

            มีวันที่เขาต้องขอยืมพลังของน้องชายจอมเอาแต่ใจคนนี้ขึ้นมาซะแล้ว

            “ขวัญฉันเองก็รู้สึกเหมือนกับนายนั่นแหละแต่ว่าช่วงที่เราแยกกัน นรินทร์น่ะหมอนั่นก็เป็นพวกพ้องที่สำคัญจนไม่อาจจะตัดทิ้งได้แล้ว อีกอย่างถึงจะหนีไปมันก็ไม่ช่วยอะไรอยู่ดีโลกจะถูกลบหายไปมีแต่ต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างเดียว ต้องแสดงความตั้งใจทำให้พระเจ้าเห็นว่ามนุษย์ไม่ใช่ขยะที่คิดจะทำลายทิ้งกันได้ง่ายๆ เพราะงั้นคราวนี้เรามาร่วมมือกันเถอะ ฉันต้องการพลังของนายจริงๆ”

            อิงศรลองขอร้องแบบนั้น

            พูดขอร้องน้องชายอย่างจริงจังซึ่งนับเป็นครั้งที่สอง

            ในครั้งแรกคือตอนที่จะส่งมิ่งขวัญหนีไปกับรถไฟเมื่อสามปีก่อนครั้งนั้นล้มเหลวเพราะจริงจังไม่พอ มีความลังเลเกิดขึ้นในตอนนั้นว่าควรจะหนีไปพร้อมกับมิ่งขวัญ

            แต่ตอนนี้เขาสามารถยืนยันอย่างหนักแน่นได้แล้วว่าจะไม่หนีอีก

            จะเผชิญหน้ากับแผนที่ผู้บงการวางเอาไว้

            วิเชียรมาศที่มาเมื่อคราวก่อนบอกว่าถ้าไปช่วยนรินทร์ก็จะรู้ทุกอย่างเอง

            พญาครุฑบอกว่านรินทร์จะเป็น ผู้กอบกู้

            นั่นหมายความว่าผู้บงการต้องการให้เขาไปช่วยนรินทร์ถ้าอย่างนั้นเขาก็จะไป

            ทำให้แผนการที่มองไม่ออกว่าคืออะไรเป็นจริงขึ้นมาแล้วยึดครองแผนการนั้นไว้ต้องทำแบบนั้นเพื่อให้หลุดออกจากฝ่ามือที่บงการ

            ดวงตาของอิงศรฉายแววจริงจังเป็นอย่างมาก มากขนาดทำให้มิ่งขวัญยอมใจอ่อน

            “ก็ได้”

            น้องชายตอบอย่างนั้นแล้วย้อนกลับไปนั่งที่

            “ขอบใจ”

            ตอนที่พูดออกไปนั้นอิซานามิซึ่งนั่งอยู่อีกฟากก็ถอนหายใจออกมาใบหน้าดูโล่งใจ

            จะว่าไปหล่อนก็มีเหตุให้ต้องไปพบกับนรินทร์เพื่อเอาอาคานาร์อีกครึ่งหนึ่งคืน

            ‘เดธอาคาน์’ ที่อยู่กับนรินทร์ซึ่งไม่รู้ที่มานั่นก็เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบ

            “คือว่า...”

            มิกซ์ยกมือขึ้นในตอนนั้นเหมือนว่าจะมีคำถาม อิงศรพยักหน้าให้พูดได้

            “เรื่องเฟืองเนี่ยพวกเราพอจะรู้เรื่องมาจากอวโลกิตะบ้างแล้วแต่ที่พี่ศรพูดเมื่อกี้เรื่องแสดงความตั้งใจให้พระเจ้าเห็นมันคืออะไรเหรอครับ”

            พอมิกซ์พูดจบมิ่งขวัญก็ตามมาอีกคน

            “จะว่าไปเมื่อกี้ก็พูดเหมือนว่ามันเกี่ยวกับการที่โลกจะถูกลบหายไปด้วยนี่ ไอ้นั่นน่ะมันเกี่ยวอะไรกับที่อารย-สนธยาประกาศก่อนจะมาที่นี่รึเปล่า”

            อิงศรพยักหน้าให้คำพูดนั้นแล้วอธิบาย

            “พวกนายยังไม่รู้กันสินะความจริงแล้วที่โลกกลายเกมแบบนี้ต้นเหตุก็เพราะผู้ควบคุมจัดการโลกที่เรียกว่าแอดมินิสเทรเตอร์เป็นคนทำให้มันเกิดขึ้น”

            มิกซ์ทำหน้าพิศวง

            “แอดมินิสเทรเตอร์...ผู้ควบคุมจัดการโลก...นั่นคือพระเจ้าที่พี่ศรพูดถึงเหรอครับ”

            “อืม พวกนายรู้เรื่องฟันเฟืองแล้วก็เล่าง่ายหน่อย เฟืองน่ะใช้ควบคุมเครื่องทำสวนที่ตกลงมากับอุกกาบาตเมื่อสี่ปีก่อน ตามกำหนดเดิมแล้วมันควรจะทำลายล้างโลกแต่เพราะอะไรทำให้เฟืองแยกมาอยู่กับฉันกับขวัญกับกวินทร์ เรื่องนั้นยังไม่รู้”

            “แล้วเรื่องที่โลกจะถูกลบหายไปล่ะนั่นก็เป็นเรื่องจริงเหรอ”

            “คิดว่าน่าจะจริงเพราะคนที่บอกข้อมูลมาคือคนที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรง”

            จากนั้นกวินทร์ก็ถามว่า

            “พี่ศรหมายถึงซีลอร์ดสินะครับ”

            อิงศรพยักหน้า

            “ใช่ ซีลอร์ดบอกว่าการทำลายโลกคือบททดสอบของแอดมินิสเทรเตอร์เพราะอยากจะให้มนุษย์แสดงความตั้งใจที่ก้าวต่อไปข้างหน้าน่ะ”

            “เดี๋ยวๆๆ ซีลอร์ดนี่มันใครกันน่ะเห็นพูดถึงมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ”

            มิ่งขวัญพูดแทรกเข้ามา พวกมิกซ์เองก็ทำหน้างุนงงเช่นกัน

            คนที่เคยพบซีลอร์ดในที่นี้มีแค่เขากับกวินทร์ พวกนี้จะงงกันก็ไม่แปลก

            คนที่จะไปพบซีลอร์ดได้มีแต่ ‘ผู้ถูกฟันเฟืองเลือก’ ดังนั้น...

            อิงศรจ้องมิ่งขวัญเขม็ง

            “นายน่าจะเคยเจอเจ้าหมอนั่นมาแล้วนี่ที่ห้องโทรมๆ ในความฝันผู้ชายผมสีขาวใส่เสื้อสีแดงพูดจาแปลกๆ นั่นน่ะ”

            ทันใดนั้นมิ่งขวัญก็เบิกตากว้างอ้าปากหวอ

            “อ๋อไอ้เจ้าหมูถูกเลื่อยกลืนนั่นสินะ”

            แล้วพ่นคำพูดที่ฟังไม่รู้เรื่องออกมา

            อิงศรเบ้หน้าแล้วถามกลับไปว่า

            “เดี๋ยว...ใครกันฟระนั่นหมูถูกเลื่อยกลืน”

            แต่กวินทร์ก็พูดแทรกเข้ามา

            “น่าจะแผลงมาจากผู้ถูกลืมเลือนมั้งฮะ”

            มิ่งขวัญฟังผิดถึงขนาดนั้น?

            เจ้าหมอนี่คือมิ่งขวัญตัวจริงอย่างไม่ต้องสงสัยจนนึกอยากต่อว่าซากิริที่เคยพูดเรื่องตัวปลอม

            “…”

            แต่ตอนนี้หล่อนก็ไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว

            เขาเหลือบตาไปมองเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทิ้งไว้หน้ากองหินซึ่งวางเรียงทำเป็นสุสานแบบง่ายๆ โดยฝีมือของอิซานามิรู้สึกจะเป็นประเพณีที่มีรูปแบบจำเพาะของประเทศบ้านเกิด

            คนญี่ปุ่นที่เป็นทูตสวรรค์ของศาสนาคริตส์กับปีศาจที่มีสัญชาติเป็นเทพของญี่ปุ่น

            เพราะแบบนั้นกระมังทั้งสองถึงเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

            จากนั้นอิงศรก็พูดแก้ที่น้องชายพูดเพี้ยนแล้วเริ่มประชุมต่อ

            “ผู้ถูกลืมเลือนเป็นชื่อที่เจ้านั่นเรียกตัวเองแต่มีชื่อจริงว่าซีลอร์ดน่ะรู้สึกว่าอาจจะเป็นหนึ่งในเครื่องทำสวนพวกนั้นด้วยล่ะมั้ง”

            เขาเคยได้ยินเสียงปริศนาที่ส่งปีศาจมาฆ่าซีลอร์ดที่อาคาชิกเรคคอร์ดพูดอย่างนั้น

            บางทีเจ้านั่นอาจจะเป็นผู้บงการก็ได้

            ทว่า ฟูก็ถามขึ้นมา

            “สรุปว่าพระเจ้านั่นอยากทำอะไรกันแน่ล่ะเนี่ยเดี๋ยวก็ทำลายเดี๋ยวก็ทดสอบ”

            ดังนั้นมิกซ์จึงสรุปสิ่งที่ได้จากการประชุมให้ฟัง

            “สรุปก็คือพระเจ้าต้องการให้มนุษย์แสดงความตั้งใจที่จะก้าวต่อไปเลยทำให้โลกกลายเป็นเกมพร้อมกับส่งเครื่องทำสวนลงมาเพื่อล้างโลกแต่ว่าฟันเฟืองที่ใช้ควบคุมกลับมาตกอยู่กับพวกพี่ศร จากนั้นคนที่น่าจะเป็นพวกเดียวกับเครื่องทำสวนที่ชื่อซีลอร์ดนั่นก็มาพบกับทุกคนที่มีเฟืองแล้วเล่าเรื่องพวกนั้นให้ฟังอย่างนั้นสินะครับ”

            ระหว่างที่พูดนั้นเด็กหนุ่มก็หยิบเอาก้อนหินลักษณะเป็นแผ่นยาวเรียวตรงปลายขึ้นมาขีดพื้นทรายวาดเป็นแผนผัง

 

(พระเจ้าอยากให้มนุษย์แสดงความตั้งใจ) -ทดสอบมนุษย์-> (ทำให้โลกกลายเป็นเกม , ส่งเครื่องทำสวนมาทำลายโลก) -แต่เฟืองที่ใช้เดินเครื่องดันไม่อยู่-> (เกิดผู้ถูกฟันเฟืองเลือก) --> (ได้พบซีลอร์ด)

 

            “แล้วก็เพิ่มข้อมูลจากอารย-สนธยาที่พวกเราพอจะรู้แล้วลงไป”

            มิกซ์เริ่มเขียนข้อมูลของอารย-สนธยาลงไปเพิ่มในแผนผังแล้วขีดเชื่อมจากวงเล็บ ‘เกิดผู้ถูกฟันเฟืองเลือก’ ให้มีเส้นจากอารย-สนธยาชี้เข้ามา…

 

(เกิดผู้ถูกฟันเฟืองเลือก) --> (ได้พบซีลอร์ด)…

^

ใช้ประโยชน์

|

(อารย-สนธยา) -โปรดสัตว์แก่มนุษยชาติ-> (โลกถูกลบหายเข้าสู่นิพพาน)

 

            “ก็จะเป็นแบบนี้แต่ว่ามองไม่เห็นความสัมพันธ์ฝั่งพระเจ้าเลยนะว่าทำไมถึงอยากจะทดสอบมนุษย์ขึ้นมาน่ะ”

            คำพูดของมิกซ์นั้นสมเหตุสมผล

            ถ้าว่ากันตามนี้พระเจ้าก็ทำตัวไม่มีเหตุผลเกินไปจริงๆ นั่นแหละ แต่มันก็พอจะจับเค้าลางของต้นเหตุได้อยู่

            อิงศรที่คิดอย่างนั้นก็ขอยืมหินมาจากมิกซ์แล้ววาดเหตุผลต่อหน้าวงเล็บ ‘พระเจ้า’ ไปอีกที

 

(อารย-สนธยาสร้างเมอร์คาบาห์) -บุกรุกสวรรค์-> (พระเจ้าอยากให้มนุษย์แสดงความตั้งใจ) -ทดสอบมนุษย์->…

 

            “ถ้างั้นพี่ศรก็จะบอกว่าต้นเหตุมาจาก อารย-สนธยา แต่แรกงั้นสิ”

            “ก็คงอย่างนั้นแหละเดิมทีพ่อกับแม่ของฉันก็เป็นคนของอารย-สนธยาที่ไปรับงานให้เมตไตรยด้วยถ้าจะพูดว่าสององค์กรนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกันก็คงจะไม่ผิดหรอก”

            กระนั้นแล้วข้อมูลยังคงน้อยเกินไปถึงอ่านแผนผังก็มีแต่จะได้คำถามไร้คำตอบแบบเดียวกับที่เขากำลังกลุ้มใจอยู่ดี

            ตอนนั้นเองโซเดียมที่นั่งฟังมาซักพักแล้วก็ยื่นมือมาทางนี้

            “ขอยืมหน่อยสิ”

            หล่อนคิดจะเปิดเผยข้อมูลฝั่งมนุษย์ต่างดาวเรอะ?

            อิงศรไม่ค่อยเข้าใจนักแต่ก็ส่งหินที่ใช้เขียนให้

            โซเดียมรับมันไว้แล้วหันเหสายตาไปที่ฟูอยู่แวบหนึ่ง หรือว่าหล่อนเกิดสำนึกบุญคุณที่ถูกฟูช่วยเอาไว้ก็เลยจะเปิดเผยข้อมูลเพื่อตอบแทน?

            ตอนนั้นเองหล่อนก็เริ่มขีดเขียนบางอย่างและพูดอธิบายไปด้วย

            “ที่จริงก็ไม่อยากปล่อยข้อมูลของทางนี้ออกไปหรอกจะคิดว่าดิฉันโกหกก็ตามใจแต่มันมีที่คาใจอยู่อย่างเรื่องบททดสอบที่พูดกันนั่นน่ะค่อนข้างจะคล้ายกับจุดประสงค์ที่พวกเราทำกันอยู่ อย่าง เดอะ เธียเตอร์ ที่ใช้รวบรวมชาวโลก NPC เอาไว้ก็เพื่อไม่ให้โลกถูกลบล้างนี่เป็นเรื่องที่รู้กันแค่ในหมู่ระดับสูงเท่านั้น”

            จากนั้นมิ่งขวัญก็แทรกเข้ามา

            “ที่ว่าถ้ามนุษย์ไม่ตายจนหมดโลกจะไม่ถูกทำลายนั่นน่ะเหรอ”

            “…”

            สีแห่งความฉงนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของราชครู

            ราวกับจะถามว่ามิ่งขวัญที่เป็นแค่มนุษย์ที่กลายเป็นมนุษย์ต่างดาวทำไมจึงรู้เรื่องที่มีแต่หมู่ระดับสูงรู้กันได้

            “ฟังมาจากโพแทสเซียมน่ะรายนั้นชอบพูดไปเรื่อยอยู่แล้วมันก็ต้องมีเข้าหูมั่ง”

            โซเดียมพยักหน้า

            “ก็ตามนั้น”

            ทั้งเรื่องที่จุดประสงค์ที่รวบรวมมนุษย์แล้วก็เรื่องของโพแทสเซียมช่างจ้อด้วยสินะ

            จากนั้นอิงศรก็ถามต่อไปว่า

            “การที่รู้เรื่องแบบนั้นได้แปลว่าพวกเอเลี่ยนเคยเจอกับพระเจ้ามาแล้วเหรอ”

            “ถ้าหมายถึงผู้สร้างล่ะก็ไม่เคยมีใครได้เห็นหรอกแต่ว่าอดีตราชครูลำดับที่หนึ่งท่านไฮโดรเจนจะเป็นผู้ติดต่อไปมาระหว่างพวกเรากับผู้สร้างส่วนเหตุผลเรื่องจับชาวโลกนั่นก็ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงหรอกแค่ถูกสั่งมาน่ะจะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่ายังไม่รู้เลย”

            “…”

            อิงศรจ้องหล่อนเขม็งพยายามจะตรวจสอบให้รู้ว่าอันไหนพูดจริงอันไหนโกหก แต่ก็ไม่มีพิรุธให้เห็นดังนั้นจะคิดว่าเป็นเรื่องจริงทั้งหมดก็ได้

            “ถ้าที่พูดมานั่นเป็นเรื่องจริงก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ละ”

            อิงศรหลับตาลงพยายามนึกถึงเรื่องเคยคุยกับซีลอร์ดเมื่อคืนวานหลังจากจบเรดบอสระดับเจ็ดสิบ

            เพราะผมเคยเป็นต้นแบบให้กับการสร้างบุตรแห่งแสงและครั้งหนึ่งก็เคยใช้ชื่อว่าไฮโดรเจนเพื่ออยู่ร่วมกับพวกเขามาก่อน

            ซีลอร์ดพูดเอาไว้แบบนั้น

            อิงศรปรือตาออกและพูดสิ่งที่คาดเดา

            “ไฮโดรเจนก็คือซีลอร์ดนั่นแหละหมอนั่นบอกว่าเคยใช้ชื่อนี้มาก่อนหมายความว่าหมอนั่นเป็นหัวหน้าของพวกเอเลี่ยนแล้วยังติดต่อกับสิงห์ที่เป็นคนของเมตไตรยปลิ้นปล้อนชะมัดเลยไอ้หมอนั่นที่จริงวางแผนทั้งหมดนี่ไว้สินะ”

            แต่โซเดียมกลับโต้แย้งว่า

            “อันนั้นยังเร็วไปที่จะสรุปนะท่านไฮโดรเจนน่ะเป็นอดีตไปแล้วตอนนี้คนที่บัญชาการพวกเราคือท่านแฟรนเซียมอีกอย่างเธอยังไม่รู้เรื่องของพวกเราเลยไม่ใช่เหรอ”

            “…”

            “เหตุผลที่พวกเราลงมาที่โลกก็เพราะท่านไฮโดรเจนเป็นคนพามาท่านกลับมาหลังจากหายไปนานแล้วมอบหน้าที่ให้เจรจากับชาวโลกเพื่อหาวิธีรับมือการล่มสลายดังนั้นจะสรุปว่าท่านหรือพวกเราเลวร้ายน่ะมันง่ายไปนะ”

            แม้ว่าหล่อนจะอธิบายมาอย่างจริงจังและคำพูดกับน้ำเสียงก็เหมือนจะไม่ได้โกหกแต่มันกลับสร้างคำถามไร้คำตอบเพิ่มขึ้นมาอีก

            อิงศรเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วถามยืนยันคำพูดเมื่อครู่

            “เจรจา? ไม่เห็นว่าจะเป็นอย่างนั้นเลยนะ”

            ราชครูสาวเห็นเช่นนั้นก็ใช้นิ้วชี้ดันแว่นขึ้นพลางถอนหายใจ

            “ที่จริงเรามีกฎว่าห้ามฆ่าชาวโลกตามใจชอบอยู่ด้วยเถอะ”

            แล้วที่มนุษย์ต่างดาวชั้นครูเคยยกพวกมาฆ่านักเรียนห้องคิงเมื่อตอนนั้นมันอะไรกัน...อิงศรคิดพลางทำหน้ามุ่ยเล็กน้อย

            จะด้วยเพราะเรื่องที่หล่อนพูดมาทำให้ทฤษฎีที่วางเอาไว้เริ่มจะเละจึงหัวเสีย หรือ จะด้วยเพราะคำพูดนั้นกล่าวหามนุษย์ราวกับเป็นผู้เสียหายก็ไม่อาจทราบได้

            แต่เขาก็ขึ้นเสียงพูดใส่อีกฝ่ายไปแล้ว

            “ก็ไม่เห็นจะเป็นแบบนั้นเลยไม่ใช่เรอะคิดว่ามีมนุษย์โดนฆ่าไปกี่คนกันแล้วล่ะ”

            พอเป็นแบบนั้นเข้าโซเดียมก็ปล่อยมือจากหินที่ขีดเขียนแผนผังแล้วลุกขึ้นยืนเท้าสะเอวพลางตะคอกกลับมาว่า

            “นั่นน่ะมันเริ่มมาจากฝ่ายมนุษย์ที่เปิดฉากโจมตีพวกเราซึ่งไปเจรจาก่อนไม่ใช่รึไงตอนที่พวกเราส่งตัวแทนไปพบกับผู้นำทั่วโลกก็ดันถูกทูตสวรรค์ไล่กลับมาซะอย่างนั้นพอกำหนดการณ์งวดเข้ามาเต็มทีแล้วเราถึงต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดแล้วร่วมมือกับท่านไฮโดรเจนเพื่อทำให้มนุษย์รอดจากการสูญพันธุ์เพราะอมฤตรั่วไหลลงมายังโลกนี่ไง”

            “…”

            เมื่อกี้หล่อนพูดว่าอะไรนะ?

            มนุษย์ต่างดาวมาเจรจาแล้วแต่กลับถูกทูตสวรรค์ขับไล่กลับไป..

            “เฮ้ย! เดี๋ยวก่อนนะที่บอกว่าโดนทูตสวรรค์ขับไล่นั่นมันยังไงกันแล้วตัวแทนที่ว่านั่นคือรัฐบาลงั้นเหรอ”

            พอแสดงท่าทีใคร่รู้ออกมาโซเดียมก็เริ่มอธิบาย

            “ชาวโลกเรียกว่าอย่างนั้นกันสินะ ใช่พวกเราก็เจรจากับรัฐบาลของที่นี่ด้วยแต่ก็ถูกต่อต้าน ชาวโลกน่ะร่วมมือกับทูตสวรรค์ต่อต้านพวกเรา”

            ความจริงนั่นทำให้อิงศรหันไปพูดกับมิ่งขวัญ

            “ขวัญนายรู้เรื่องนี้ไหม”

            “…”

            น้องชายส่ายหน้าบอกเป็นนัยว่า ‘ไม่รู้’ แม้แต่สีหน้าก็ยังเป็นแบบเดียวกัน

            สีหน้าพิศวงกับความจริงข้อนี้

            โซเดียมพูดต่อไปอีกว่า

            “จะไม่รู้ก็ไม่แปลกหรอกคนที่รู้เรื่องนี้มีแค่ระดับสูงที่เป็นแนวหน้าในตอนที่มายังโลกมนุษย์เท่านั้นฉันเองเพิ่งจะมารับตำแหน่งราชครูยังแค่ฟังเขามาอีกทีเลย”

            “…”

            อิงศรเริ่มจะนึกถึงจุดเชื่อมโยงของเรื่องทั้งหมด

            ทูตสวรรค์

            เมตไตรย

            อาณาจักรพันปีที่พวกเทวทูตของธุวดารกะพูดกัน

            สิงห์ที่เคยต่อปากต่อคำกับสัตว์เทวะจ่าฝูงในเรดที่ค่ายกรุงเทพฯ ราวกับมีอดีตที่บาดหมางกันมาก่อน

            พลางพึมพำออกมา

            “มองเห็นแล้วความเชื่อมโยงที่ซ่อนเอาไว้”

            เด็กหนุ่มกัดฟันต่อหน้าคำตอบที่คิดออกมา

            และแล้ว…

            เสียงแห่งความพินาศเมื่อตอนที่โลกกำลังจะล่มสลายเหมือนดังก้องขึ้นอีกครั้ง

            เสียงระฆังปนกลั้วไปกับเสียงกระพือปีก

            ปีกแห่งความรักของพระเจ้า

            อาณาจักรพันปีอาจจะไม่ได้ล่มสลายมาตั้งแต่ตอนนั้น

            แต่แทรกซึมแล้วกลายมาเป็นโลกในปัจจุบัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #136 raigeki (จากตอนที่ 137)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 20:44
    อืม ฟอร์มไรต์เริ่มกลับมาละ กลับท็อปฟอร์มไวๆเด้อ
    #136
    1
    • #136-1 R@ji(จากตอนที่ 137)
      1 สิงหาคม 2560 / 23:32
      เพราะตอนนี้ไรท์ดึงกลับมาเข้าพล็อตตามเดิมได้แบ้วนั่นเอง(หลังจากหาปลาอยู่นาน ฮา) จะพยายามคืนฟอร์มงับได้แรงเชียร์จากรีด(บวกโล่งใจรีดอ่านบทนี้แล้วไม่มึนใจชื้นเลย) ไรท์สู้ต๋ายยย(ลุกโชน)
      #136-1