Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 128 : Login 125: ย่างก้าวสู่สวรรค์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 303
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    6 ก.ค. 60

Login 125: ย่างก้าวสู่สวรรค์

 

            ฟูกับมิกซ์กำลังจัดการย้ายศพของพิจิกที่ถูกแยกเป็นสองส่วนนำมาวางรวมกัน

            ระหว่างที่กำลังเคลื่อนย้ายครึ่งที่เหลือมาวางข้างครึ่งที่ถูกบดติดพื้นจนแกะไม่ออกอยู่นั่นเอง

            “เฮ้ย! มิกซ์ขยับระวังหน่อยไส้มันจะไหลออกมาแล้วนะ!”

            “ฟูนั่นแหละอย่ารีบเดินนักสิ…หวาๆ สมองจะไหลแล้วนะ”

            พลอยซึ่งยืนดูอยู่ก็ปิดตาเน็กส์กับนิวไว้แล้วตัวเองก็หลับตาปี๋พลางตะโกนต่อว่าทั้งสองคน

            “นี่ตั้งใจกันหน่อยได้ไหมนั่นคนตายทั้งคนนะแล้วก็อย่าทำอะไรไหลออกมาจะได้ไหมน้องๆ เขากลัวกันหมดแล้วเนี่ย”

            “ปัดโธ่มันหนักเหมือนกันนะจะให้ทำไงได้เล่า”

            ฟูพูดแล้วใช้มือเกาหัวด้วยความรำคาญและเพราะปล่อยมือไปข้างทำให้แรงแบกถูกผ่อนจนฝั่งมิกซ์เริ่มเอนเสียหลัก

            เครื่องในที่มีอยู่แค่ครึ่งเดียวก็ไหลตกลงบนพื้นดัง แผละ!

            พลอยกรีดร้องในทันที

            “นี่พวกเธอทำอะไรตกใช่ไหมเนี่ย ฉันก็บอกแล้วไงว่าให้ระวังน่ะ!!”

            โดยที่ยังไม่ลืมตาดูว่าอะไรที่หล่นออกมา แต่ก็ดีแล้วล่ะมั้งไม่งั้นคงได้เป็นลมแหง…อิงศรซึ่งสังเกตการณ์อยู่คิด

            หนแรกเขากะจะทำเองเพราะเป็นคนออกความเห็น อย่างน้อยก็ในฐานะมนุษย์ด้วยกันถึงเจ้านั่นจะเป็นพวกธุวดารกะแล้วก็นิสัยไม่น่าคบก็ตาม อันที่จริงเขารู้สึกผิดอยู่นิดหน่อยที่ตอนเจอหน้ากันก็เอาแต่หนีจากหมอนี่ตอนที่กำลังขอความช่วยเหลือ

            แต่มันก็ผิดตั้งแต่ที่มายังสนามรบแห่งนี้โดยเตรียมพลังมาแค่นั้นแล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าถูกเบื้องบนใช้เป็นเบี้ยทิ้งแล้วคนที่ทำแบบนั้นก็คงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากกุมภา บางทีสามเทวทูตนั่นอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

            แต่พวกฟูก็เสนอตัวเข้ามาช่วยเรื่องจัดการศพแทนเพราะอยากให้เขาได้มีเวลาดูแลกวินทร์

            อิงศรนั่งลงข้างตัวกวินทร์ที่นอนไม่ได้สติอยู่บนพื้นในท่าชันเข่าข้างหนึ่งแล้วใช้มือลูบผมของรุ่นน้องอย่างเบามือ

            รู้สึกสากที่มือเล็กน้อยเพราะเหงื่อผสมกับฝุ่นดินจากการต่อสู้ทำให้เส้นผมจับตัวกันเป็นก้อน

 

กวินทร์ Lv. 69

[/////8200:8200////]

 

            พลังชีวิตของกวินทร์ฟื้นฟูเต็มเปี่ยมด้วยความช่วยเหลือของพลอยแต่จนบัดนี้ลมหายใจก็ยังไม่กลับมาแถมอุณหภูมิร่างกายยังเย็นราวกับคนตายอีก

            แต่เขาไม่เชื่อว่ากวินทร์จะตาย

            หมอนี่มีฟันเฟืองเหมือนกับเขาเรื่องนั้นเป็นที่แน่ชัดแล้วแถมยังทำให้อาคานาร์ตื่นขึ้นมาด้วย

            ดูจากที่อาวุธของกวินทร์ไม่มีแอพพลิเคชั่นปีศาจหลงเหลืออยู่เลยเป็นไปได้ว่าทั้งแจ็คโอแลนเทิร์นและแจ็คฟรอสจะถูกใช้เป็นวัตถุดิบรวมร่างให้กับปีศาจจากอาคานาร์ แจ๊คสปริกกินส์

            จากปากคำของซากิริปีศาจตนนั้นมีพลังในการทำให้สกิลท่าไม้ตายทำงานซ้ำอีกครั้งนั่นคงเป็นสาเหตุที่มีมือยักษ์ออกมาหยิบแรคน่าเบลดฟาดซ้ำลงมาที่นี่

            รวมกับเรื่องที่มิกซ์เล่ามาว่าตอนที่เฟืองปรากฏขึ้นนั้นกวินทร์มีสภาพเหมือนกับควบคุมตัวเองไม่ได้นั่นทำให้คิดได้ทฤษฎีหนึ่งว่า..

            กวินทร์อาจจะเป็นเหมือนกับเขาตอนที่อาละวาดเพราะฟันเฟืองหลังจากนั้นก็หลับไปหลายวันถึงฟื้นบางทีกวินทร์ก็คงเป็นแบบนั้น

            ได้แต่เชื่อมั่นว่าจะตื่นขึ้นมาโดยที่ไม่มีหลักประกันถึงอย่างนั้น…

            “นายก็จะตื่นใช่ไหมกวินทร์”

            อิงศรพึมพำเบาเหมือนกระซิบแล้วเปิดหน้าจอสื่อสาร

            จ้องมองรายชื่อติดต่อที่แสดงอยู่บนนั้น ชื่อติดต่อของซีลอร์ดที่เขียนไว้ว่า ‘GM’

            หมอนั่นน่าจะรู้ว่าทำไมกวินทร์ถึงเป็นแบบนี้แน่นอนว่าลองติดต่อไปแล้วแต่อีกฝ่ายไม่รับสายแถมข้อความที่ส่งไปก็ยังตีกลับมาเหมือนถูกสกัดกั้น

            เพราะอยู่ในมิติประหลาดนี่หรือเพราะว่าหมอนั่นจงใจกันแน่

            ถ้าไม่ทำให้ตัวเองสลบจนไปโผล่ที่รูนรูมก็คงไม่รู้

            พวกฟูที่จัดการกับศพเสร็จก็ล้างมือด้วยสกิล ‘ธารา’ ของซากิริเพราะหล่อนเลเวลแค่ยี่สิบและดูเหมือนจะไม่ได้ผ่านการฝึกฝนมา พลังทำลายของของสกิลที่เบาที่สุดในประเภทน้ำเลยออกมาเป็นแค่ก๊อกน้ำไหล

            จากนั้นทุกคนก็เดินมุ่งหน้ามาทางนี้

            ซากิริยิงคำถามนำมาก่อน

            “แล้วที่นี้จะเอาไงต่อล่ะโชเน็นพี่ชาย”

            “เตรียมตัวออกเดินทางต่อสิยังเหลือต้องหาทางออกไปจากที่นี่อีก”

            “แล้วโชเน็นล่ะจะให้ทำยังไง”

            หล่อนพูดพร้อมกับชี้ไปที่กวินทร์

            “…”

            อิงศรไม่ตอบแต่ลุกไปแบกร่างของกวินทร์ขึ้นมาพาดบ่า

            “ฉันจะแบกไปเอง”

            ระหว่างนั้นมิ่งขวัญก็หันไปคุยกับเน็กส์

            “เดินไหวรึเปล่า”

            เน็กส์ทำหน้าเข้าใจคำถามนั้นแล้วพยักหน้าตอบรับด้วยเสียงที่พยายามแสดงความเข้มแข็งออกมา

            “ไหวฮะพี่ขวัญสบายอยู่แล้ว”

            เด็กชายฉีกยิ้มกว้างพลางชูแขนทั้งสองข้างทำท่าเหมือนจะเบ่งกล้ามที่ไม่ค่อยมีให้ดู

            ยิ้มให้แล้วจึงเดินเข้ามาแย่งกวินทร์ไปจาก

            ดึงไปสบายๆ เหมือนแย่งกระเป๋า

            อิงศรพูด

            “ไม่ต้อง! ฉันทำเองได้ที่หมอนี่ต้องมาเป็นแบบนี้ก็เพราะฉันลากให้มาด้วยเพราะงั้น”

            ..ยังไงมันก็เป็นความรับผิดชอบของเขา

            แต่ขวัญที่แย่งตัวกวินทร์ไปกลับพูดตอบว่า

            “เรื่องพรรค์นั้นไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย อีกอย่างผมติดหนี้หมอนี่อยู่ยังไงก็ไม่ยอมให้ตายหรอก”

            “…”

            ตอนนั้นเองเสียงของมิกซ์ก็พูดเสริมเข้ามาอีก

            “พี่ศรไม่ต้องรับไว้คนเดียวก็ได้ครับพวกเราน่ะเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วก็เป็นพวกพ้องกับกวินทร์ด้วยเพื่อนของพี่ศรก็คือเพื่อนของพวกเราเหมือนกัน”

            “…”

            ไม่รู้ว่าทำไมแต่พอได้ยินแบบนั้นเข้าแทนที่จะหวาดวิตกว่าตนกำลังลากทุกคนเข้ามาเกี่ยวข้องแต่กลับรู้สึกโล่งใจขึ้นมาแทน

            “จ้า จ้า เรื่องซาบซึ้งของชาวโลกเนี่ยไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่หรอกนะแต่ขอถามอะไรหน่อยสิ”

            จู่ๆ โซเดียมก็พูดขัดจังหวะมาอย่างนั้นแล้วเดินเข้ามาร่วมกลุ่มสนทนา

            “ไหนๆ พวกเธอก็รวมตัวกันครบแล้วขอดิฉันถามหน่อยละกันว่าวิธีที่จะออกไปจากที่นี่น่ะมีวางแผนไว้แล้วรึยัง”

            เรื่องแผนอะไรนั่นที่จริงก็ยังไม่มีหรอกเพราะไม่รู้ข้อมูลของศัตรูเลยดังนั้นที่รู้ตอนนี้ก็มีแต่ต้องลอง…

            “ไปจัดการเจ้ายฮวฮแล้วก็ออกไปจากที่นี่นั่นแหละแผน”

            หล่อนขมวดคิ้วให้กับคำตอบ

            “นั่นมันเถรตรงเกินไปรึเปล่าแบบนั้นไม่น่าจะใช่แผนนะคะ”

            แล้วพูดติมาแบบนั้น แต่อิงศรก็เปลี่ยนคำถามเป็นเรื่องที่อยากจะยืนยันให้แน่ใจอีกครั้ง

            “จะว่าไปตอนนี้พลังของเกมก็กลับมาแล้วสัญญาสงบศึกระหว่างพวกเรามันน่าจะจบไปแล้วใช่รึเปล่า”

            “สัญญาระบุถึงจนกว่าจะโค่นอารย-สนธยาลงได้แล้วก็จะสิ้นสุดลงเมื่อทั้งสองฝ่ายแยกย้ายกันกลับไปแล้วทางเราน่ะไม่ผิดคำพูดหรอกแต่ทางมนุษย์นั่นแหละที่ไม่น่าไว้ใจ”

            คำตอบของหล่อนค่อนข้างจะคาดหวังได้มากต่างจากตอนแรกที่เจอกัน ตอนนั้นหล่อนคิดว่าเขาเป็นซีเซียมราชครูลำดับที่สองที่มาด้วยกันซึ่งมีหน้าตาเหมือนกับเขา ดูจากคำพูดคำจาที่เริ่มจะเป็นงานเป็นการขึ้นมานั่นคิดว่าหล่อนคงรู้ตัวซักที

            หลังจากคำพูดนั้นหล่อนก็เหลือบตามองมิ่งขวัญ

            “ที่นี่เหลือฉันแค่คนเดียวสินะ”

            แล้วพูดเปรยอย่างไม่ทุกข์ร้อน บางทีอาจจะประเมินแล้วว่าต่อให้ถูกพวกเขารุมโจมตีพร้อมกันก็ยังเอาชนะชาวโลกที่อ่อนแอได้

            ไม่รู้เหมือนกันว่าปีศาจจากอาคานาร์ใหม่ของเขารวมกับขวัญและกวินทร์จะสามารถโค่นชั้นราชครูได้แล้วรึเปล่า ยังไงก็ตามตอนนี้…

            “พวกเมตไตรยจะว่ายังไงก็ไม่รู้แต่ถ้าถาม ทางนี้ก็อยากจะให้ร่วมมือกันไปก่อนไม่งั้นคงออกไปจากมิตินี่ไม่ได้”

            อย่าให้มีข้าศึกเพิ่มขึ้นมาอีกเลยจะดีกว่า อีกฝ่ายก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย

            “งั้นก็เอาตามนั้นแหละค่ะ”

            โซเดียมพูดจากนั้นก็ถอนหายใจ

            “เฮ้อ~ เห็นหน้าเหมือนท่านซีเซียมแท้ๆ แต่คุณนี่จริงจังเอาเรื่องจนน่าเบื่อเลยนะคะเนี่ย”

            หล่อนเองก็เหมือนคนรู้จักฉันอยู่เหมือนกันนะ…อิงศรคิดในใจ

            แล้วใบหน้าของมีนากับเมษาก็ลอยขึ้นมา อิงศรเงยหน้าขึ้นมองไปด้านบนที่ซึ่งจุดหมายในการโค่นยฮวฮน่าจะอยู่ที่นั่นและเป็นทางออกเดียวที่จะออกจากกรงนกที่มันสร้างขึ้น

            “ป่านนี้เจ้าพวกนั้นจะเป็นยังไงกันบ้างนะ”

            …

 

            ในเวลานั้นเอง…

            ด้านในของอาคารร้างแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเขตวัดอารย-สนธยา

            ลิฟต์ตัวหนึ่งที่หยุดอยู่ชั้นหนึ่งมาถึงสี่ปีก็เกิดทำงานขึ้นมา

            มีแสงสว่างส่องลอดออกมาจากประตูลิฟต์

            เสียงทำงานดังติ๊งต่องแล้วประตูลิฟต์ก็เปิดออก ภายในลิฟต์มีแสงสว่างเจิดจ้า

            มีคนเดินออกมาจากแสงนั่นแล้วแสงก็ดับลง

            “ถึงแล้วเหรอ”

            เด็กหนุ่มพูดเหมือนจะบอกกับตัวเองที่ยังสับสนสถานที่อยู่หลังจากผ่านวาร์ปที่เทอมินัลซึ่งทางเมตไตรยจัดเตรียมไว้ให้จนมาถึงที่นี่

            เมษาสำรวจตัวเองอย่างถี่ถ้วนจนแน่ใจแล้วว่าการสงถ่ายมวลสารทำได้สมบูรณ์แบบจึงก้าวเท้าออกจากลิฟต์

            เดินจนกระทั่งออกมาข้างนอกตัวอาคารก็มองเห็นเส้นทางตรงไปจนถึงหน้าซุ้มประตูทางเข้าที่มีป้ายเขียนบอกเอาไว้ชัดเจนว่าเป็นวัดอารย-สนธยา

            เมื่อเดินออกไปจากแนวรั้วที่ล้อมรอบอาคาร ทันใดนั้นก็มีเสียงคำรามดังก้องขึ้นมา

            เมษาหันไปทางทิศนั้นทันที เสียงดังมาจากร้านสะดวกซื้อป้ายโลโก้หมายเลขเจ็ดขนาดใหญ่ที่เอียงกะเท่เร่

            เสียงคำรามไม่ได้มีแค่เสียงเดียว แต่มีด้วยกันหลายสิบเสียงสลับดังซ้อนทับกัน

            อึดใจต่อมาเสียงฝีเท้าก็ดังระงม มองเห็นตัวการเสียงแล้วชื่อบนแถบพลังชีวิตเป็นสีแดง สัตว์เทวะนั่นเอง...

            เป็นสุนัขร่างสูงใหญ่ขนาดเป็นครึ่งหนึ่งของรถบรรทุกบนหัวทุกตัวสวมกะโหลกสัตว์ไว้เหมือนใส่หน้ากาก

 

Zodiac Follower Hell Hound LV. 50

[/////10000:10000]

 

            เลเวลของทุกตัวอยู่ที่ห้าสิบน้อยกว่าเลเวลของเขาไปสิบเก้าเลเวลแต่จำนวนสิบตัวนั่นก็เป็นปัญหาเอาเรื่องไหนยังจะขนาดตัวที่เหยียบผู้ใหญ่คนหนึ่งแล้วคงลุกไม่ขึ้นนั่นอีก

 

เมษา Lv. 69

[/////10030:10030/////]

 

            สัตว์เทวะวิ่งเป็นวงกลมล้อมรอบเด็กหนุ่ม พวกมันรู้ว่าเลเวลของเหยื่อสูงกว่าจึงยังไม่ผลีผลามโจมตีหากแต่รอหาจังหวะที่จะเข้าจู่โจม

            เมษามองสัตว์เทวะตัวสั่นเทิ้มใบหน้าปรายยิ้มแห่งความคึกคะนองไว้พร้อมกับกำหมัดแน่น

            เทคนิคัลเวพ่อน

            สิ้นคำก็มีแสงสว่างสีแดงเปล่งขึ้นมาใต้แขนเสื้อเครื่องแบบรอยสักซึ่งเป็นหนึ่งประเภทของอาวุธประจำอาชีพและสนับสนุนกับบิลด์คลาสวอยด์ของตัวเองกำลังส่องแสง

            พอแสงสว่างดับลงที่มือซ้ายก็ปรากฏสนับมือติดปลอกแขนสีแดงเพลิงออกมา เมษาตั้งการ์ดมวยรอรับการจู่โจม ยังคงไม่มีฝ่ายไหนบุกก่อนจนกระทั่ง

            เสี้ยววินาทีหนึ่งที่ดวงตาของเด็กหนุ่มกระพริบ

            พริบตานั้นเองสัตว์เทวะทุกตัวก็บุกเข้ามาพร้อมๆ กัน

            แต่เมษาก็ใช้แค่ประสาทหูฟังเสียงเคลื่อนตัวแหวกอากาศแล้วโยกตัวหลบคมเขี้ยวของตัวแรกได้ทัน

            พัมเมลโบลว์!”

            จากนั้นก็ลืมตาแล้วปล่อยหมัดขวาที่ไม่ได้หุ้มอะไรไว้สวนออกไปอย่างต่อเนื่องด้วยความเร็วเหนือมนุษย์จนมองเห็นเหมือนชกออกมาแปดหมัดพร้อมๆ กันซัดสัตว์เทวะแปดตัวลอยกระเด็นไป

            มีอยู่สี่ตัวที่หลังจากชกเสร็จก็จะมีลูกไฟยูนิทลอยออกมาจากสนับมือ

            การโจมตีของตัวสุดท้ายไม่สามารถหลบหรือสวนกลับได้ทันจึงต้องรับเอาไว้

            แต่เด็กหนุ่มก็รับอย่างชาญฉลาดด้วยการใช้ปลอกแขนที่ติดกับสนับมือรับคมเขี้ยวสัตว์เทวะแล้วจึงชักหมัดกลับมาชกสวนให้กระเด็นตามตัวอื่นๆ ไป

 

[Pummel Blow Lv(4/4)

Element: -

Attribute: Martial Art, Physical Attack, Charge, Technical

หมัดแปดทิศเดินลมปราณ กระหน่ำหมัดต่อเนื่องแปดครั้ง(มีโอกาส 50% ที่จะได้รับ Awakening Unit ไร้สี 1/การโจมตีที่เข้าเป้า)]

 

            เขาไม่ได้รับบาดเจ็บเลยซักครั้งเดียว พวกมันเปล่าเคลื่อนไหวอืดอาดแต่เป็นเขาเองต่างหากที่รวดเร็วขึ้นรู้สึกได้จากพลังที่เอ่อล้นเข้ามาในตัว พลังจากแอพพลิเคชั่นปีศาจตนใหม่ ซาโอก็อนเก็น

            เมื่อการโจมตีถูกสวนกลับสัตว์เทวะก็เปลี่ยนวิธีการพวกมันรู้ว่าสู้ประชิดตัวไม่ได้ผลจึงโจมตีด้วยท่ายิงแทนแต่ละตัวโก่งคออ้าปากกันกว้างสุดฤทธิ์เล็งพ่นไฟนรกมาทางนี้

            เมษาเดาะลิ้นด้วยความเจ็บใจ

            ชิ เป็นแค่หมาเฝ้าเซเว่นแท้ๆ

            แต่ว่าเข้าตาจนแล้วจริงๆ นั่นแหละบิลด์คลาสของเขาไม่มีสกิลช่วยป้องกันการโจมตีเว้นแต่...

            ไฟนรกพุ่งเข้ามาในช่วงที่กำลังคิดหาทางอยู่นี่เองด้วยความเคยชินบวกกับนึกขึ้นได้จึงดึงผ้าคลุมที่สวมมากับเครื่องแบบเอามาห่อตัวไว้ พลังคุ้มครองของผ้าคลุมช่วยปัดป้องไฟออกไปได้จนกระทั่งไฟดับลงผ้าคลุมก็ขาดวิ่นเป็นชิ้นๆ ไป

            ซึ่งเพียงแค่นั้นก็เตรียมการเสร็จแล้ว

            ศาสตร์ลับ! ผนึกลมปราณ

            เขาร่ายสกิลแล้วให้สนับมือดูดซับยูนิทไปสี่ลูกเพียงเท่านั้นก็ทำให้ร่างกายร้อนระอุขึ้นมา

            กล้ามเนื้อปูดตัวขึ้นเล็กน้อยทำให้ร่างกายบึกบึนขึ้นแต่ไม่ถึงกับเห็นมัดกล้ามเป็นลูกๆ อย่างนักเพาะกาย

 

[ศาสตร์ลับ "ผนึกลมปราณ" Lv(4/4)

Element: -

Attribute: Martial Art, Support, Technical

(Cast Cost) Awakening Unit 1 หน่วยขึ้นไปแต่ไม่เกิน 4 ;เสริมพลังด้วยลมปราณจนถึงขีดสุด (เพิ่มค่าสมรรถภาพพื้นฐานทั้งหมด + 10 * จำนวนยูนิทที่จ่ายให้)]

 

            ผลจากสกิลไม่ได้เพิ่มแค่กล้ามเนื้อแต่เพิ่มค่าพื้นฐานทั้งหมดให้เฉลี่ยกันไป ความคล่องตัวที่เพิ่มขึ้นจึงช่วยหยุดการเพิ่มขนาดของมัดกล้ามไว้ ผลลัพธ์นั้นแสดงให้เห็นชัดที่สุดจากจำนวนพลังชีวิตสูงสุดที่เพิ่มขึ้นมา

 

เมษา Lv. 69

[/////13230:13230/////]

 

            เมื่อเพิ่มพลังกายแล้วก็ถึงเวลาเผด็จศึกและควรจะให้จบลงเร็วที่สุดเพราะไม่อยากให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บก่อนจะต้องไปทำภารกิจ

            การหักหลังเพื่อนเนี่ยก็เป็นภารกิจสินะ

            เด็กหนุ่มรำพันเสียงเบา เปลวไฟร้อนระอุเริ่มก่อตัวในปากของสัตว์เทวะ

            ไม่มีเวลามามัวลังเลแล้วการทดลองใช้แอพพลิเคชั่นปีศาจใหม่ในครั้งแรกนี้จะเป็นตัวตัดสินว่าในตอนนี้เขามีความสามารถพอที่จะฆ่าอิงศรได้หรือเปล่า

            หากทำไม่สำเร็จพลังของปีศาจก็จะฆ่าเขาเสียเองแต่ถึงไม่ทำก็โดนไฟครอกตายไม่ต่างกันดังนั้น...

            ซาโอก็อนเก็น!”

            เมษาตะโกนเรียกปีศาจ สั่งให้เทพมารซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่เกรงขามของผู้คนขานรับความปรารถนาของตน

            วินาทีที่เทพมารซึ่งสถิตลง ณ ศาสตราวุธขานรับความต้องการอันเห็นแก่ตนของมนุษย์คำสาปสีดำก็พุ่งพล่านออกมาจากสนับมือ คำสาปคืบคลานไปทั่วร่าง

            ขยับขึ้นมาเคลื่อนไหวขยุกขยิกอยู่บนใบหน้า จนดูเหมือนกับรอยสัก

            พลังไม่เพียงแต่ล้นเอ่อตามคำสาปแต่มันเหมือนกับจะระเบิดออกมา

            กำปั้นของเขาเปล่งแสงปากเริ่มขยับไปเอง

            อาชูร่าคูห์ดะ!! (Ashura Khuda)”

            แล้ววินาทีนั้นร่างกายก็ซัดกำปั้นลงไปบนพื้น เกิดระเบิดเสียงดังกัมปนาทตามมาในทันที

            จากตรงที่เขาซัดหมัดลงไปเกิดเป็นศูนย์กลางของคลื่นพลังที่กระจายตัวเป็นวงกลมพัดใส่ฝูงสัตว์เทวะ แค่เพียงสัมผัสถูกคลื่นนั่นอวัยวะตรงนั้นก็จะบิดมวนและฉีกสลาย

            พลังชีวิตของสัตว์เทวะหายวับไปราวกับไฟไหม้ฟางเส้นสุดท้าย ความพิโรธของเทพมารได้กลืนกินชีวิตแห่งเทพเดรัจฉานไป...ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวเขาเองก็ด้วยที่ตกเป็นเหยื่อของปีศาจ

 

เมษา Lv. 69

[//...4015:13230.....]

 

            พลังชีวิตของเมษาตกลงอย่างฮวบฮาบและหยุดลดลงเมื่อสกิลสิ้นสุดผล

            พื้นดินรอบตัวถูกผลิกขึ้นมาราวกับว่ามีระเบิดลงที่นั่น

            แฮ่ก...แฮ่ก...

            เด็กหนุ่มหอบหายใจแรง รู้สึกเหมือนเสี้ยวหนึ่งของชีวิตถูกดูดหายไปและล้มฟุบลงตรงนั้น

            พลังของปีศาจตนนี้ยากเกินจะควบคุมหากไม่ได้ร่ายสกิลเสริมสมรรถภาพพลังเอาไว้ก่อนบางทีอาจจะช็อกตายเอาได้

            อุณหภูมิร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้นจากการผนึกลมปราณก่อนหน้านี้ลดลงจนร่างกายเย็นเยียบ

            เสียงหัวใจเต้นตึกตักดังระรัว

            เมษาพยายามพลิกตัวด้วยแรงที่มีอยู่จนกลับมานอนหงายแหงนหน้ามองท้องฟ้าได้แล้วบ่นเสียงหอบ

            ให้ตายสิ...แฮ่ก...เอาของแบบนี้..แฮ่ก...แฮ่ก...มาให้ใช้ซะได้

            คงอีกนานกว่าจะขยับตัวให้คล่องแคล่วได้อีกแต่ยังพอมีแรงเหลือจะคลานไปอยู่บ้าง

            เมษารอจนกระทั่งกำลังฟื้นฟูกลับมาประมาณหนึ่งแล้วคลานไปบนพื้นเพื่อหาที่หลบจากสัตว์เทวะที่อาจจะกำลังเกิดขึ้นมาใหม่

            ....

            อีกด้านหนึ่งคณะเดินทางของอิงศรก็ขึ้นมาถึงชั้นบนสุดของมิติ

            บนแผ่นดินอันว่างเปล่าที่ไม่อะไรอยู่เลยนั้นมีแค่ประตูหินสีขาวบานเดียวตั้งโดดเด่นอยู่ตรงกลาง

            พวกเขาสำรวจรอบประตูและพบว่ามันเป็นเพียงแค่ประตูธรรมดาที่ไม่ได้เชื่อมต่อไปยังเส้นทางใดๆ

            ด้วยความสงสัยอิงศรจึงลองผลักประตูนั้นดูเพียงแค่ผลักเบาๆ บานประตูก็เริ่มสั่นไหวและแง้มเปิด

            เบื้องหลังบานประตูไม่ได้เชื่อมไปยังอีกด้านที่พวกพ้องยืนอยู่หากแต่เป็นอีกมิติที่มีแสงส่องสว่าง

            ประกายของแสงสะท้อนเป็นสีต่างๆ ราวกับสายรุ้งทอประกายออกมาจากบานประตู

            ภายในมิตินั้นเองมองเห็นขั้นบันไดสีขาวทอดยาวขึ้นไปถึงบานประตูแบบเดียวกันอีกบานหนึ่ง

            อิงศรหันกลับไปขอความเห็นจากซากิริ

            ที่นี่รึเปล่า

            นักวิจัยหญิงดึงแว่นตาปีศาจที่คาดหน้าผากไว้ลงมาสวม จ้องมองมิติในบานประตูนั่นอยู่ซักหพักหนึ่งจึงให้คำตอบ

            ใช่ ข้างในจับสัมผัสของมวลพลังงานขนาดใหญ่ได้คงไม่ผิดแน่

            ถ้างั้นก็ไปกันเลย

            อิงศรประกาศเสียงดังแล้วเริ่มจัดแถวใหม่

            พลอยกับมิกซ์ไปอยู่ด้านหลัง ขวัญฝากกวินทร์ไว้กับสองคนนั่นแล้วนายกับฟูขึ้นมาอยู่ข้างหน้ากับฉันคนที่เหลืออยู่ตรงกลาง...

            ตอนนั้นเองราชครูมนุษย์ต่างดาวก็พูดขัดขึ้นมาว่า

            ดิฉันจะอยู่แนวหน้าเองค่ะไม่จำเป็นต้องให้ชาวโลกปกป้องหรอกแบบนั้นน่าจะเพิ่มพลังในการบุกทะลวงได้ดีขึ้นนะคะ

            แล้วเดินขึ้นมาเสนอตัวเอง

            อิงศรไม่ขัดข้องและไม่อยากขัดความตั้งใจของหล่อนจึงพยักหน้ารับแล้วออกคำสั่งใหม่

            ถ้างั้นฟูนายลงไปช่วยมิกซ์พลอยขยับขึ้นมาตรงกลางช่วยสนับสนุนฉันขวัญแล้วก็เอเลี่ยน...

            ถึงตรงนี้ราชครูสาวก็แสร้งกระแอมไอขึ้นมา อิงศรจึงต้องเปลีย่นคำพูดใหม่

            ...กับราชครูลำดับที่สาม ซากิริกับอิซานามิทั้งสองคนอยู่ด้านหลังสุดทุกคนคอยดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นด้วยแล้วตะโกนบอกกันได้เลย

            แต่โซเดียมก็พูดแทรกมาอีก

            ตะโกนเลยเหรอ ไม่ใช่ว่าจะแอบเข้าไปโจมตีไม่ให้ศัตรูรู้ตัวหรอกเหรอ

            ไม่มีประโยชน์ที่จะทำแบบนั้นหรอกน่าแค่บุกมาถึงนี่เจ้านั่นมันคงเตรียมการรอเราไว้หมดแล้ว

            หลังจากนั้นทุกคนก็เริ่มจัดแถว

            เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว...

            ไปกันเลย!”

            พวกเขาก็ก้าวเท้าเข้าสู่อาณาเขตของผู้อ้างตนเป็นพระเจ้า


***อย่าลืมตอนของวันเสาร์นะคร้าบบ~~ มีภาพประกอบประจำตอนด้วยแต่ถ้าทำไม่ทันคงจะต้องตามมาลงทีหลังแทน TwT อีกนิดเดียวจะจบส่วนของ ยฮวฮ แย้วจากนั้นก็เข้าสู่ส่วนสุดท้ายของภาคสองนี้ครับ***

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น