Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 125 : Login 122: ผู้ที่ฟันเฟืองเลือก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 340
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    29 มิ.ย. 60

Login 122: ผู้ที่ฟันเฟืองเลือก

 

            สี่ปีก่อน

            วันเริ่มปีใหม่ เวลาสิบโมงตรง

            นักข่าวหลายคนแออัดกันอยู่ในห้องบอลรูม ทุกคนถือไมค์ที่ต่อกับเครื่องบันทึกเสียงหรือไม่ก็เครื่องบันทึกเสียงแบบพกพาไปเลย มีช่างกล้องที่แบกกล้องเดินคามนักข่าวของตัวเองไปหามุมสำหรับถ่ายทำ

            พวกนักสื่อสารมวลชนที่รอเขียนข่าวจะนั่งรอจดบันทึกแถลงการณ์อยู่ที่เก้าอี้ซึ่งจัดเตรียมไว้ตรงกลางห้อง ข้างหน้าหมู่เก้าอี้ของนักสื่อสารมวลชนเป็นเวทีจัดเตรียมโต๊ะยาวและที่นั่งจำนวนสิบที่ซึ่งมีแต่นักการเมืองมากชื่อนั่งเรียงรายกันสลอน

            ตรงกลางของโต๊ะนั่นเอง ฟ้ากมล วชิระ นั่งอยู่ที่นั่น

            เป็นเด็กสาวบริสุทธิ์เพียงคนเดียวท่ามกลางหมู่ตาลุงที่แปดเปื้อนไปด้วยความละโมบ

            ถึงจะอายุแค่สิบเอ็ดขวบแต่ กวินทร์ วชิระ ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเธอก็ทราบเป็นอย่างดีว่าที่นี่ไม่ใช่งานฉลองหรือประกาศเกียรติคุณ ไม่ใช่งานมงคลสำหรับพี่สาว

            แต่เป็นลานประหารต่างหาก

            อีกสิบนาทีการลงดาบก็จะเริ่มขึ้น

            ‘งานแถลงการณ์ประกาศวางมือจากการเป็นนักเล่นเกมของเกมเมอร์อัจฉริยะเพื่อเป็นตัวอย่างแก่เยาวชนของประเทศ’ เป็นชื่องานกินเลี้ยงของพวกนักการเมืองจอมละโมบที่ยาวหยดเสียเหลือเกินจากงานนี้พรรคการเมืองจะได้ชื่อเสียงอย่างมากมาย

            พี่สาวจะต้องสูญเสียตัวตนที่เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตแต่กลับไม่มีใครสนใจ

            พวกนักข่าวพูดกันว่าถ้าโหมกระพือข่าวนี้พวกติดเกมทั้งหลายจะต้องดิ้นกันใหญ่จนทำให้ข่าวยิ่งดัง

            นี่จะเป็นข่าวที่ทำกำไรได้มหาศาล

            นักข่าวในงานคนหนึ่งพูด

            “เสร็จงานนี้ได้เลื่อนสองขั้นแน่จะได้สอยเบนซ์มาขับ”

            คนอื่นๆ เริ่มพูดไปในทางเดียวกัน

            “ส่วนฉันนะจะไปซื้อคอนโดไว้อยู่กับกิ๊กยัยแก่จะได้จับไม่ได้”

            ทุกคนเอาแต่พูดถึงความปรารถนาส่วนตัวกัน

            ฐานะ ชื่อเสียง

            ความมั่งคั่ง

            ความต้องการทางเพศ

            แต่ไม่มีใครพูดถึงเหยื่อของสังคมเลยซักคนเดียว ที่นี่มีแต่พวกผู้ใหญ่จอมละโมบ

            ทำแต่เรื่องต่ำช้าเป็นพวกที่ไม่คิดจะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าและจมปรักอยู่กับอารยธรรมอันเสื่อมถอย

            เพราะแบบนั้นน่ะเอง...จึงเป็นอย่างที่พี่สาวกล่าวไว้

            ‘พวกผู้ใหญ่ที่ไม่เคยจะเข้าใจในอะไรเลยได้ทำให้โลกใบนี้ฟอนเฟะจนกระทั่งเทวทูตแห่งเกมเป่าคันแตรทำลายโลกและสร้างอุดมคติของเกมเมอร์ขึ้นมา’

            เมื่อพี่สาวถูกบังคับให้กลายเป็นเหยื่อ

            เมื่อถึงเวลาลงดาบ

            แตรแห่งวิวรณ์...แตรแห่งเกมจึงก้องกังวาน

            ราวกับกลียุคซึ่งดวงเนตรที่สามของพระศิวะได้เบิกขึ้นและทำลายเหล่ามนุษย์ผู้เหิมเกริม

            ดั่งแรคนารอคที่มาเพื่อปิดฤดูหนาวแห่งความเสื่อมถอย

            ประหนึ่งวันพิพากษาเง็กเซียนฮ่องเต้ได้ลงทัณฑ์มนุษย์ผู้หลงลืมการกราบไหว้

            ตำนานปรัมปรามากมายที่เล่าขานถึงจุดจบโหมโรงอย่างเงียบงันไร้ซึ่งการเตือนใดๆ

            ผู้ใหญ่ล้มลงคนแล้วคนเล่า

            ม่านกำลังเปิด แพทซ์เกมถูกอัพเดท

            ‘นี่เธอน่ะชอบเล่นเกมไหม’

            ชอบเหรอ…นั่นน้อยไปมันคือชีวิต คือจิตวิญญาณเลยต่างหาก...ถ้าเป็นพี่สาวคงจะตอบไปแบบนั้น

            แต่นั่นก็เป็นคำตอบของเขาไปด้วย พอตอบไปก็รู้สึกเหมือนได้สมัครบัญชีเกม

            เสียงแห่งความพินาศราวกับเสียงกดคีย์บอร์ดกรอกยูสเซอร์ไอดีกับพาสเวิร์ด

            ล็อกอิน…สู่โลกแห่งจุดจบ

            ทุกคนในงานแถลงพากันตายหมด

            สัตว์เทวะวิ่งพล่าน

            มนุษย์ถูกฆ่า

            มนุษย์ต่างดาวปรากฏตัว

            มนุษย์ถูกฆ่า

            สัตว์เทวะจ่าฝูงปรากฏตัว

            มนุษย์ถูกฆ่า

            ฉากไตเติลดำเนินอย่างต่อเนื่องมันบอกเล่าว่ามนุษย์ที่อ่อนแอสมควรตาย

            มีเพียงผู้แข็งแกร่งถึงอยู่รอด

            แถบแสดงพลังชีวิตกับเลเวลปรากฎขึ้นเหมือนจะป่าวประกาศยุคแห่งพลังเป็นใหญ่

            พี่สาวได้ถูกปลดปล่อยจากพันธนาการแล้วก้าววิ่งไปข้างหน้า

            ก้าวได้อย่างรวดเร็วเหมือนกระต่าย…ไม่สิ โผบินได้เลยต่างหากด้วยความเร็วอันเป็นอัจฉริยะภาพแห่งการเล่นเกมจึงลอกคราบลูกเป็ดขี้เหร่ออกแล้วกลายเป็นหงส์

            พญาหงส์ผู้โบยบินอย่างงดงาม

            พี่สาวต่อสู้ด้วยระบบของเกมโดยอ่านคู่มือเพียงครั้งเดียวก็บรรลุทุกแขนงศาสตร์

            ไม่มีสัตว์เทวะตัวใดจะต่อต้านได้ ราวกับว่าเธอเกิดมาเพื่อโลกแบบนี้

            อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงอดีตที่ถ่ายทอดลงบนหน้าจอโฮโลแกรม

            สถานที่จริงๆ ที่กวินทร์ วชิระ วัยสิบห้ายืนมองอดีตของตัวเองอยู่คือรูนรูม

            ซีลอร์ดผู้ฉายภาพ...

            “ฟันเฟืองไม่ได้แลความงดงามอันไร้แก่นสารแม้แต่น้อยมันได้เลือกนายของมันผู้ที่มีจิตใจอันบริสุทธิ์และพร้อมจะนำพาความตายมา”

            ได้กล่าวแบบนั้น

            ผู้นำพาความตาย อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้

            สามปีก่อนเพราะหนีออกไปข้างนอกที่ซ่อนโดยไม่เชื่อฟังที่พี่สาวบอกทำให้ถูกมนุษย์ต่างดาวเจอตัวแล้วเขาก็ดันหนีกลับไปที่ซ่อนทำให้พวกมันตามมาถึง

            กวินทร์พูด

            “เพราะผมทุกคนเลยต้องตาย....”

            ดวงตาของเด็กหนุ่มวูบไหวยามที่พูดถึงอดีตซึ่งเป็นตราบาปมาจนทุกวันนี้

            เพราะเหตุการณ์ในวันนั้นพี่สาวถึงได้กลายเป็นมนุษย์ต่างดาว

            “ตั้งแต่โลกล่มสลายพี่สาวก็ไม่ยิ้มอีกเลย”

            กวินทร์พูดอย่างตัดพ้อ ในอดีตพี่สาวเคยมีรอยยิ้มที่ใจดี

            เขาชอบรอยยิ้มของลูกพี่ลูกน้องผมยาวสีดำ ดวงตาสีเทา

            รอยยิ้มที่เปี่ยมความมั่นใจ ใบหน้าที่อ่อนโยนแต่เข้มแข็ง

            ทว่า ตอนนี้ไม่มีผมยาวอีกแล้ว หล่อนตัดมันออกจนแทบจะสั้นเกรียน

            เส้นผมถูกย้อมเป็นสีเงิน ดวงตากลายเป็นสีแดงก่ำดั่งเลือด

            ไม่มีรอยยิ้มอันอ่อนโยนอีกมีแต่ยิ้มเยาะสมเพชในตัวมนุษย์

            อารมณ์ทั้งหมดถูกทำลาย

            กลายเป็นมนุษย์ต่างดาวและมีนามใหม่คือ ไทเทเนียม

            นั่นคือบาปกรรมที่ตามมาสนอง

            ดังนั้นถึงถูกพี่สาวฆ่า ถูกตัดคอจนตายถึงได้ตกนรก

            ที่นี่ดูเหมือนนรกก็จริงเป็นซากเมืองร้างที่ไม่มีวี่แววของผู้คน

            ราวกับเมืองแห่งความตาย…ก็อยากจะเรียกแบบนั้นอยู่หรอกแต่มันไม่มีกลิ่นอายเลย เพียงเล็กน้อยก็ไม่มี

            ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลยคือสัมผัสที่รู้สึกอยู่ตลอดเวลาแถมยังไม่ร้อนจนลุกไหม้แล้วก็ไม่ได้หนาวเจียนตายแบบที่เล่ากันมา

            “ที่นี่คือนรกเหรอแล้วหลังจากไต่สวนบาปของผมแล้วจะต้องไปลงกระทะทองแดงรึเปล่าครับ”

            เด็กหนุ่มถามขณะที่มองสำรวจรอบๆ ราวกับมาทัศนศึกษา

            แต่ซีลอร์ดส่ายหน้า

            “ที่นี่ไม่ใช่นรกหรอกนะแล้วเธอก็ยังไม่ตายด้วยเพราะว่าฟันเฟืองช่วยเอาไว้”

            หลังจากยับยั้งความเข้าใจผิดแล้วภาพบนหน้าจอก็เปลี่ยน

            บนหน้าจอฟ้ากลมกำลังพากวินทร์สิบเอ็ดขวบวิ่งหนีไปจนถึงด้านนอกของอาคารที่จัดงานแถลงการณ์

            ตอนนั้นเองก็เกิดระเบิดขึ้น แรงระเบิดจากการต่อสู้กับสัตว์เทวะจ่าฝูงที่มีชื่อว่าซาตานซึ่งนำพาฟันเฟืองมายังโลกมนุษย์

            การต่อสู้สิ้นสุดลงพอดีตอนที่ทั้งสองคนออกมา

            ฟันเฟืองได้แยกตัวออกจากกัน สองชิ้นลอยไปยังอาคารฝั่งตรงกันข้ามกับที่พวกเขาวิ่งออกมา

            “ฟันเฟืองแยกออกเป็นสี่ส่วนไปหาผู้ที่จะเป็นนายผู้ขับเคลื่อนโลกใบนี้ ไปหาอิงศรกับมิ่งขวัญ”

            ซีลอร์ดพูด

            ท่ามกลางความวุ่นวายนั้นกวินทร์น้อยล้มลงเนื่องจากถูกแรงปะทะของการระเบิดผลัก

            แล้วฟันเฟืองก็ฝังเข้าไปที่หลังต้นคอของเด็กชาย

            ซีลอร์ดเริ่มพูด

            “ทั้งที่นั่นมันไม่มีอยู่ในสคริปต์แท้ๆ จนบัดนี้ก็ยังเป็นปริศนาว่าทำไมฟันเฟืองที่ออกมาจากซาตานถึงไม่ไปขับเคลื่อนเครื่องทำสวนแต่กลับแยกออกเป็นสี่ส่วนแล้วหนึ่งในนั้น…”

            แล้วชี้ไปที่กวินทร์ จากนั้นภาพบนหน้าจอก็ตัดไปอีก

            ฉายภาพที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ที่ร่างกายจริงๆ ของกวินทร์

            คอที่ถูกตัดจนขาดกระเด็นเชื่อมสนิทกันด้วยเฟืองสีขาวเหมือนกระดูกแล้วหมุนพัดอยู่บนลำคอ

            “อีกเดี๋ยวคงต้องลากันแล้วเพราะเธอกำลังจะตื่นพยายามควบคุมตัวเองด้วยล่ะไม่อย่างนั้นจะได้กลายเป็นศัตรูกับทุกคนไปนะ”

            ทันใดนั้นเองก็มีหมอกไหลลงมาจากด้านบน

            “เดี๋ยวก่อนนี่มัน…”

            หมอกปกคลุมห้อง ทัศนวิสัยเรือนลางเต็มที

            แล้วสติของเด็กหนุ่มก็กลับไปสู่ความเป็นจริง

            …

 

            กวินทร์แหงนหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าจนเห็นลำคอตั้งตรงมีฟันเฟืองหมุนอยู่ตรงกึ่งกลางเหมือนปลอกคอ

            “ฮะฮะฮะ วัชพืชเอ๋ยวันนี้แหละ”

            แล้วเปล่งเสียงหัวเราะราวกับคนเสียสติ

            ควบคุมไม่ได้ เหมือนไม่ใช่ตัวเอง

            ร่างของเขายืนขึ้นจากท่าคุกเข่าโดยที่ยังแหงนหน้าอยู่แบบนั้นแล้ว…

            ผงกหัวลงเหมือนหักคอตัวเองเสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบจากนั้นเอียงคอ พลางส่งสายตาเจ้าเล่ห์

            แววตาของเด็กหนุ่มว่างเปล่าจ้องมองไปที่ไทเทเนียม

            “กะจะถอนรากถอนโคนพวกแกที่งอกเงยบนสวนศักดิ์สิทธิ์ซะหน่อยแต่ไม่มีร่างกายแบบนี้ก็ทำไม่ได้น่ะซี่”

            ไทเทเนียมพูดโต้ตอบมาว่า

            “สภาพแบบนั้นคลั่งอยู่สินะ”

            กวินทร์ตอบทั้งที่เอียงคอ

            “ทำนองนั้นแหละ”

            เมื่อกวินทร์พูดจบดาบคู่ก็เปลี่ยนเป็นสีดำมะเมื่อมถูกเคลือบด้วยของเหลวที่คล้ายกับน้ำหมึกเหนียวหนืดและมีความมันวาว

            เสี้ยวสินาทีหลังจากนั้นก็มีเสียงเหมือนโลหะบางอย่างปะทะกัน เสียงแหลมสูงดังแกร๊งลั่นระรัว

            “อะไรกันน่ะ”

            มิกซ์เผยอปากพูดด้วยความตกใจ

            เสียงนั่นดังราวสิบครั้งเห็นจะได้แล้วพอเสียงเงียบลง

            ไทเทเนียมกับกวินทร์ก็ไปโผล่เอาตรงที่ห่างไกลจากจุดเดิมหลายสิบเมตร

            “สภาพแบบนั้นคลั่งอยู่สินะ”

            ไทเทเนียมพูด หล่อนใช้อีกมือจับใบดาบยกมันรับดาบคู่ของกวินทร์ที่ฟันลงมาจากด้านบนแล้วค้างอยู่แบบนั้น

            ทั้งที่ควรจะกระเด็นออกไปเพราะแรงเหนือมนุษย์แต่กลับยันดาบกันได้เป็นปกติ

            “…”

            กวินทร์ถอนดาบออกไปเล่มหนึ่งแล้วตวัดใส่โดยเล็งมาที่คอ

            ไทเทเนียมโยกตัวหลบดาบนั้นแล้วเพิ่มแรงผลักดาบออกไปฝ่ายกวินทร์ต้านทานแรงผลักไม่ไหวจึงกระเด็นลอยละลิ่วข้ามไปอีกฟาก

            กวินทร์พลิกตัวกลางอากาศ เมื่อเท้าแตะพื้นก็ถีบตัวพุ่งกลับไปพร้อมกับเงื้อดาบ

            แต่ไทเทเนียมก็ตวัดดาบมารับไว้ได้อีก พวกเขาย้อนกลับมายังจุดเดิมที่ประดาบกันเหมือนย้อนเวลากลับอย่างไรอย่างนั้น

            ถ้าเป็นปกติศัตรูที่ไปทำให้ฝ่ายธรรมมะคลั่งขึ้นมาก็จะกลายเป็นกระสอบทรายยืนเฉยให้ถูกฆ่าแต่ว่านั่นน่ะ...

            ไทเทเนียมพูด จังหวะนั้นกวินทร์ก็กระโดดก้าวถอยหลังไปทีละก้าวจากนั้นจึงอ้อมไปด้านข้างแล้วโจมตี

            เป็นบทการแสดงชั้นสองที่ไม่ได้หวือหวาอะไรจนถึงตอนนี้ความต่างระหว่างเรามันก็ไม่ถมเต็มขึ้นมาซักนิดเดียว

            คำพูดของไทเทเนียมยังคงดำเนินต่อขณะที่ดาบของหล่อนขัดขวางทุกกระบวนท่า

            ไม่ใช่ว่ากวินทร์โจมตีได้เชื่องการช้า การเคลื่อนไหวนับตั้งแต่ที่แสดงท่าทีแปลกๆ นั่นเข้าขั้นเหนือมนุษย์ไปแล้วแต่ไทเทเนียมกลับปรับความเร็วให้ตามทันได้เหมือนกับเล่นกลต่างหาก

            มิกซ์จ้องมองการต่อสู้อันเหลือจะกล่าวนั่นแล้วได้แต่คิด

            มันเกิดอะไรขึ้น?

            จู่ๆ กวินทร์ก็ทำตัวแปลกไป ไหนยังจะเรื่องที่คอซึ่งถูกตัดขาดไปแล้วถูกเชื่อมกลับมาโดยของที่เหมือนกับฟันเฟือง

            ถ้าเป็นฟันเฟืองก็น่าจะมีแค่พี่อิงศรกับมิ่งขวัญเท่านั้นที่มีแต่แล้วกวินทร์ หรือว่า...

            นั่นก็เป็นฟันเฟืองสำหรับขับเคลื่อนเครื่องทำสวนด้วยงั้นเหรอ

            ไทเทเนียมที่ตั้งรับการโจมตีของกวินทร์มาได้ซักพักก็ปล่อยการโจมตีออกไปเป็นครั้งแรก

            อิเล็กทริกส์เบลด

            สายฟ้าวนพันรอบใบดาบ จากนั้นก็มองเห็นดาบผลุบจากท่าตั้งรับไปโผล่เป็นท่าเงื้อดาบเหนือศีรษะ

            ดาบฟาดลงมา

            กวินทร์ตั้งดาบรับมันไว้

            การเคลื่อนไหวของทั้งสองคนราวกับภาพกระตุก

            ตอนนั้นเองไทเทนียมก็ดำเนินคำพูดต่อจากที่ค้างไว้

            ไม่ว่าแกที่ควบคุมกวินทร์อยู่จะเป็นเฟืองหรือตัวอะไรก็ตามแต่ฉันไม่กลัวหรอก พวกมนุษย์ต่างดาวน่ะขี้กลัวเกินเหตุทึกทักกันไปต่างๆ นานา ถึงได้สร้างข้อห้ามนู่นนี่ไว้มากมายแต่ทั้งหมดนั่นมันไร้สาระพอๆ กับที่มนุษย์กระเสือกกระสนอย่างไร้ความหมายก่อนโลกจะกลายเป็นสวรรค์แห่งเกมเลยล่ะ

            หล่อนพูดราวกับเป็นพระเจ้า ราวกับว่าอยู่สูงจนดูแคลนได้ทุกอย่าง

            ดาบสายฟ้าของหล่อนปะทะลงตรงกึ่งกลางการประสานดาบของกวินทร์ ทันใดนั้นขาของฝ่ายที่รับดาบก็จมลึก พื้นที่ยืนอยู่ปริแตกยุบตัวลงไปเป็นหลุม

            ไทเทเนียมพูดต่อไปว่า

            “ฉันจะแสดงพลังของเกมเมอร์ที่แท้จริงให้แกเห็นเอง

            หลังจากคำๆ นั้นแล้ว หล่อนก็ถอนดาบอกแล้วการเคลื่อนไหวก็ก้าวกระโดดไปอีกขั้น

            ถึงจะมองไม่ค่อยทันก็ตามแต่ก็เห็นเหมือนหล่อนขัดขวางการออกดาบของกวินทร์ทุกกระบวนท่าแถมยังปล่อยการโจมตีที่กวินทร์หลบไม่พ้นออกมาหลายครั้ง

            ล่าสุดที่มองเห็นคือกวินทร์มีแต่บาดแผลอยู่ฝ่ายเดียว


***วันนี้ห้วนไปหน่อยไว้จะพยายามชดเชยให้วันศุกร์นี้นะครับ***

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น