Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 116 : Login 113: รากเหง้าของมนุษย์ต่างดาว 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 341
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    6 ก.ค. 60

Login 113: รากเหง้าของมนุษย์ต่างดาว 1

 

            "ได้สติแล้วล่ะ"

            เสียงของผู้หญิงดังขึ้นและยังมีอีกเสียงที่เรียกชื่อของเขา

            "พี่ศร!"

            เป็นเสียงของเด็กผู้ชาย

            เสียงนั้นทำให้อิงศรเบิกตาขึ้นเล็กน้อยและรับรู้ว่าเจ้าของเสียงคือฟู

            อิงศรลุกจากท่านอนขึ้นมานั่งแล้วเหม่อมองไปรอบๆ

            "เห็นไม่ยอมตื่นซักทีทั้งที่กลับออกมาพร้อมกันแท้ๆ เป็นห่วงแทบแย่เลยนะเนี่ย"

            อิซานามิที่เป็นเจ้าของเสียงในตอนแรกพูดขึ้นมา

            เด็กหนุ่มเลยนึกออกว่าเขาได้กลับมาจากรากของอาคาชิกเรคคอร์ดและก่อนหน้านั้นก็หมดสติไปเพราะใช้พลังจากอาคานาร์ระหว่างที่ต่อสู้กับไทเทเนียมซึ่งเป็นมนุษย์ต่างดาวระดับสูง

            แต่สถานที่ในตอนนี้เหมือนจะเป็นคนละที่กับก่อนที่จะหมดสติ

            มันเป็นมิติเวิ้งว่างที่มีแต่เมฆหมอกลอยไปมาราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์ ท้องฟ้าเหมือนอยู่ในช่วงรุ่งสางแล้วเมื่อเพ่งสายตามองทะลุผ่านก้อนเมฆอันเบาบางไปก็มองเห็นเส้นสีขาวมากมายทอดพาดไปยังแผ่นดินสีขาวที่ล่องลอยอยู่ทั่วมิติและมีต่อไปจนสุดลูกหูลูกตา

            "ดูเหมือนว่าโชเน็นพี่ขายจะโดนมนต์สะกดตอนที่หมดสติไปน่ะ นี่ก็คงเป็นฝีมือของยฮวฮด้วยล่ะมั้ง"

            ซากิริพูด หล่อนก็อยู่ที่นี่ ยืนห่างออกไปจากตัวเขาเล็กน้อยและกำลังง่วนกับหน้าจอโฮโลแกรม

            พื้นที่เขานั่งอยู่ตอนนี้ก็เป็นหนึ่งในแผ่นดินสีขาวที่ล่องลอยท่ามกลางมิติอันเวิ้งว้างเช่นกัน แผ่นดินสี่เหลี่ยมพื้นราบเรียบเคลือบด้วยวัสดุใสและมันวาวคล้ายกระจก

            อิงศรมองสำรวจรอบตัวแล้วจึงแน่ใจว่าตอนนี้มีคนอยู่กันแค่ครึ่งเดียว

            อิซานามิ ซากิริ แล้วก็ฟูกับเน็กส์ และยังมีอีกคน...

            ผู้หญิงคนหนึ่งยืนห่างออกไปพอประมาณและมีหมอกบังเอาไว้จางๆ แต่ยังพอจะมองเห็นชื่อกับแถบพลังชีวิต

 

Sodium Lv. 144

[/////49500:49500/////]

 

            แค่ชื่อภาษาอังกฤษกับสีตัวอักษรสีฟ้าก็เป็นข้อมูลที่เพียงพอแล้วถึงจะยังไม่รู้สถานการณ์ว่าตอนนี้มนุษย์ต่างดาวกลายเป็นศัตรูแล้วหรือยังแต่ร่างกายก็ขยับหาอาวุธในทันที

            “เอเลี่ยน...”

            อิงศรพึมพำพลางเอื้อมมือไปที่เอวเตรียมจะชักดาบอีกมือก็ควานหาคันธนูที่วางอยู่ข้างตัวแต่เพราะลนลานก็เลยหยิบไม่โดนเสียที

            ทว่า มนุษย์ต่างดาวที่ยืนอยู่อีกฟากกลับมีปฏิกิริยากับการเคลื่อนไหวของเขา

            เงาร่างของมนุษย์ต่างดาวก็หายไปในตอนนั้น เลือนหายไปราวกับหมอก

            "ดูเหมือนศัตรูจะระวังตัวแจเอามากๆถึงจงใจเล่นงานผู้ถือครองฟันเฟืองบางทีอาจจะมีอะไรที่เชื่อมโยงเรื่องนี้ก็ได้"

            ซากิริเริ่มพูดแบบนั้นตอนที่มนุษย์ต่างดาวหายตัวไป ถึงตรงนี้แล้วอิงศรก็เพิ่งจะนึกได้ว่าปฏิกิริยาของทุกคนรอบข้างไม่ได้อยู่ในสภาพที่กำลังจะต่อสู้หรืออะไรทำนองนั้นเลย

            "..."

            รู้สึกตัวอีกทีมนุษย์ต่างดาวตนนั้นก็โผล่ออกมาอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว

            รูปแบบเพศหญิงเส้นผมสีเงินสั้นไว้ทรงบ๊อบสวมแว่นตากำลังยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้จนหน้าแทบจะประชิดติดกัน

            แต่ทว่า...

            "ท่านซีเซียมฟื้นแล้วเหรอคะ"

            มนุษย์ต่างดาวถามมาอย่างนั้น

            อิงศรสบตากับหล่อนอย่างเลี่ยงไม่ได้และมองเห็นแววความเป็นห่วงเป็นใยเปล่งออกมาจากภายในดวงตาหลังกรอบแว่นคู่นั้น

            แต่ซากิริก็พูดขัดโดยที่ไม่ได้เงยหน้าออกจากจอโฮโลแกรม

            "ก็บอกแล้วไงว่านั่นไม่ใช่คนที่เธอตามหาอยู่เขาแค่หน้าเหมือนกันดูชื่อบนหัวก็รู้แล้วนี่"

            ด้วยคำพูดนั้นอิงศรเริ่มจะปะติดปะต่ออะไรได้บางอย่างจากชื่อซีเซียม ถ้าจำไม่ผิดมันเป็นชื่อของราชครูลำดับที่สองซึ่งมีใบหน้าเหมือนกับตน เลยทำให้นึกออกไปด้วยว่าเคยเจอมนุษย์ต่างดาวเพศหญิงตนนี้ที่หน้าทางเข้าเจดีย์ของอารย-สนธยามาก่อนรู้สึกจะเป็นราชครูลำดับที่ห้าคนใหม่ซึ่งสืบทอดชื่อของโซเดียมคนก่อนมา

            จากนั้นโซเดียมก็...

            "ถึงจะเป็นรากของท่านซีเซียมแต่ท่านซีเซียมก็คือท่านซีเซียมค่ะ"

            พูดด้วยท่าทางมั่นใจพลางเชิดใบหน้าขึ้นสูงพร้อมกับหลับตาไปด้วยแล้วทำหน้าเพ้อฝันแปลกๆ

            อิงศรไม่เข้าใจปฏิกิริยาเช่นนั้นเลย

            แล้วตอนนั้นเอง...

            "เอาเลยสิะคะท่านซีเซียมด่ามาเลยค่ะเอาให้หนักๆ เลยดิฉันรออยู่ค่ะ จากเสียงในใจ"

            อิซานามิก็เข้ามายืนพูดคำพูดเช่นนั้นอยู่ด้านหลังราชครูสาวแว่น

            และถ้าจำไม่ผิด...

            อิซานามิมีความสามารถอ่านใจได้ดังนั้นเมื่อครู่คงเป็นสิ่งที่ราชครูสาวกำลังคิดอยู่นั่นก็หมายความว่า

            "เป็นพวกโรคจิตงั้นเรอะ"

            อิงศรพูด เด็กหนุ่มตอบโต้ด้วยปฏิกิริยาแบบปกติเพราะนึกแปลกใจกับความประหลาดของราชครูตนนี้

            ทว่า คำพูดซึ่งควรจะยุให้อีกฝ่ายโมโหใส่กลับให้ผลตรงกันข้าม

            หล่อนกรีดร้องเสียงระทวยอย่างมีความสุขพลางแอ่นหลังลงไปทั้งที่อยู่ในท่านั่งยองๆ

            "รู้สึกดีจัง~~"

            แล้วกล่าวเช่นนั้น

            เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มหลังเด็กหนุ่มรู้สึกทั้งขยาด ทั้งแขยง นิสัยอันพิลึกพิลั่นนั่นไปพร้อมกัน

            อิงศรเขยิบตัวถอยห่างออกไปเล็กน้อยแต่เจ้าหล่อนก็กระเด้งตัวพุ่งตามมาข้างหน้า

            "ขออีกสิคะท่านซีเซียมแบบว่าไม่ได้โดนด่ามาสี่ชั่วโมงครึ่งแล้วมันเหมือนคอแห้งมากมาย"

            ราชครูสาวแว่นกล่าว

            พ่นคำพูดชวนให้รู้สึกสยองออกมาจนอิงศรเองก็รู้สึกว่าตนชักจะเก็บสีหน้าไม่อยู่แล้วบางทีอาจจะแสดงความหวาดกลัวออกไป...ไม่สิมันเป็นความกลัวเพราะขยะแขยงต่างหากแต่ก็ถือว่าแสดงความกลัวต่อหน้าศัตรูไปซะแล้ว

            แสดงจุดอ่อนแก่ศัตรูเป็นเรื่องที่ต่อให้โง่แค่ไหนก็ไม่มีใครเขาทำกันเพราะอย่างนั้นเด็กหนุ่มเลยนึกโทษตัวเองว่ายังฝึกมาไม่พอจริงๆ นั่นล่ะ

            "พอได้แล้วน่ายัยจิตป่วนพี่ศรเขากลัวหมดแล้วนะนั่น"

            จู่ๆ ฟูก็เข้ามาช่วยแต่คำพูดที่เหมือนกับอวดดีนั่นไม่เข้าหูยัยโรคจิตเอาเสียเลย

            หล่อนผละจากตัวเขาไปในทันทีแล้วจกมือออกไปคว้ากระพุ้งแก้มทั้งสองข้างของฟูพลางดึงเข้าหาตัว

            "เมื่อกี้ว่าใครจิตป่วนนะคะ"

            แล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบคนละโทนกับเมื่อครู่ลิบลับ

            "..."

            ฟูที่ถูกจับโดนบีบจนลิ้นจุกปากทำได้แต่ส่งเสียงอู้อี้ๆ ฟังไม่เป็นภาษาออกมา

            เพื่อให้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นอิงศรเมินความวุ่นวายตรงหน้าแล้วหันไปถามซากิริแทน

            "นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่แล้วคนอื่นๆ ล่ะ"

            "ตอนที่โชเน็นพี่ชายหมดสติไปพวกเราก็ยังสู้กับมนุษย์ต่างดาวที่ชื่อไทเทเนียมนั่นอยู่แหละนะแต่หลังจากนั้นอวโลกิตะมันก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมานี่สิแล้วก็โดนยฮวฮเทคโอเวอร์ไปจากนั้นรู้สึกตัวอีกทีก็โผล่มาอยู่ที่นี่กันแล้ว"

            ซากิริตอบโดยที่ไม่เงยหน้าจากจอเช่นเคย

            "..."

            แต่อิงศรไม่ค่อยเข้าใจที่หล่อนพูดมาซักเท่าไร่นัก

            ทำไมอวโลกิตะถึงคืนชีพล่ะ? เจ้านั่นเป็นคนควบคุมอาคมที่ผนึกอมฤตแล้วตอนนี้อาคมที่ว่าก็หยุดทำงานไปแล้วบางทีคงจะเป็นฝีมือของทุกคนที่ต่อสู้กับไทเทเนียมก่อนที่เขาจะมาถึงกระมังพวกนั้นคงจะโค่นอวโลกิตะลงได้

            แล้ว... ยฮวฮ มาเกี่ยวอะไรด้วย?

            เด็กหนุ่มคาดคะเนเรื่องราวทั้งหมดภายในสมองอันปราดเปรื่องแต่ก็ยังทำความเข้าใจไม่ได้อยู่ดี

            ซากิริพูดต่อไปว่า

            "ส่วนเธอคนนั้นมาโผล่มาพร้อมกับพิจิกที่ตอนนี้ไม่รู้หายไปไหน"

            และเงยหน้าจากจอเป็นครั้งแรก หล่อนมองไปทางโซเดียมที่กำลังทะเลาะกับฟูเพื่อจะบอกว่าคำพูดเมื่อครู่หมายถึงมนุษย์ต่างดาว

            สรุปแล้วตอนนี้กลุ่มของพวกเขาเหลือกันแค่ ฟู เน็กส์ ซากิริ อิซานามิ แล้วก็ราชครูลำดับที่ห้าโซเดียมอีกคนรวมเป็นหกคน ถ้าอย่างนั้นอีกกลุ่มก็อาจจะมีมิ่งขวัญ กวินทร์ มิกซ์ นิว พลอย และพิจิกที่อิซานามิบอกว่าโผล่มาพร้อมกับโซเดียม

            อิงศรลุกขึ้นยืนแล้วสำรวจตัวเองอีกครั้ง

            ไม่พบบาดแผลหรือรอยฉีกขาดของเสื้อเพิ่มเติมแต่อย่างใดทั้งที่ตอนอยู่บนรากอาคาชิกเรคคอร์ดเสื้อเครื่องแบบมีสภาพแทบจะไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้วอยู่แล้ว บางทีบาดแผลบนรากนั้นอาจจะไม่ได้ส่งผลมาที่ร่างกายเช่นนั้นการต่อสู้ที่เกิดขึ้นที่นั่นก็มีแค่จิตเท่านั้นที่รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

            ทว่าซากิริก็เดินเข้ามาถาม

            “เออนี่จะว่าไปเดม่อนแอพของโชเน็น...”

            แล้วหยุดคำพูดไปคงจะรู้ตัวว่าใช้สัพพนามแบบติดปากนั่นเรียกเด็กหนุ่มทุกคนมากเกินไปแล้วจนถึงตอนนี้ก็นับได้ประมาณสามคนที่หล่อนเรียกเขาว่าโชเน็นพี่ชายคงเพราะมีคุณลักษณะที่เหมือนเป็นพี่คอยดูแลสมาชิกในทีม แม้แต่กวินทร์กับนรินทร์ก็ยังเรียกว่าโชเน็นเหมือนกันโดยไม่มีคำระบุคุณลักษณะดังนั้นก็เลยพอจะเดาได้ว่าหล่อนน่าจะอยากพูดถึงหนึ่งในสองคนนั้น

            “หมายถึงลาพาสน่ะมันอยู่กับเธอใช่ไหม”

            สรุปว่าหล่อนพูดถึงนรินทร์... แต่ทำไมถึงรู้ล่ะว่าแอพพลิเคชั่นปีศาจนั่นอยู่กับเขา

            “ทำไมถึงถามแบบนั้น”

            อิงศรลองถามดู

            “ก็เพราะว่าตอนที่เธอนอนอยู่มันมีแว่นตาของลาพาสโผล่ขึ้นมาน่ะสิ”

            หมายความว่าตอนที่เขาต่อสู้อยู่บนรากพอใช้แอพพลิเคชั่นปีศาจก็จะมีผลถึงทางนี้ด้วยอาจจะเกี่ยวกับเรื่องที่ปีศาจจากอาคานาร์สามารถตามเข้าไปในโลกแห่งนั้นได้แต่ปีศาจทั่วไปทำไม่ได้ซึ่งในกลุ่มนี้คือลาพาสของนรินทร์

            ซากิริเริ่มพูดต่อจากที่ค้างไว้

            "ถ้ายังไงจะขอยืมหน่อยได้ไหมอยากตรวจสอบที่นี่ให้แน่ใจน่ะเพราะลำพังแค่พลังของฉันมันไม่พอ"

            อิงศรจ้องซากิริเขม็ง

            "จะว่าไปเมื่อกี้พูดว่ายฮวฮด้วยนี่เจ้านั่นเป็นคนพาพวกเรามาที่นี่อย่างนั้นเหรอ"

            "อืม"

            "งั้นมันก็แปลกนะยฮวฮเนี่ยมันเจ้านายเก่าเธอไม่ใช่รึไง"

            ยฮวฮคือชื่อของพระเจ้าในพระคัมภีร์แล้วหล่อนก็เป็นหนึ่งในเทวทูตที่คอยรับใช้ ถ้าอย่างนั้นหล่อนก็น่าสงสัยที่สุดในตอนนี้

            แต่ซากิริส่ายหน้าเหมือนจะไม่ยอมรับคำกล่าวหาที่อิงศรไม่ได้พูดออกมาตรงๆ หล่อนรับรู้ได้จากท่าทางกับสายตาของเด็กหนุ่ม

            "เรื่องนั้นฉันเองก็อยากจะรู้เหมือนกันนั่นแหละเพราะเขาคนนั้นน่ะควรจะกลับมาไม่ได้แล้วถึงได้สงสัยว่านี่อาจจะเป็นการแอบอ้าง"

            "ปีศาจจะแอบอ้างกันเองไปทำไมไม่ได้ทำให้เก่งขึ้นซักหน่อย"

            พอพูดไปแบบนั้นซากิริก็แย้งทันที

            "ใครว่าล่ะการที่สามารถบลัฟอีกฝ่ายได้ว่าตัวเองเป็นปีศาจที่ยิ่งใหญ่กว่าน่ะมันทำให้พลังของปีศาจเพิ่มขึ้นได้นะและในกรณีที่แอบอ้างได้ใกล้เคียงมากก็อาจจะทำให้กลายเป็นปีศาจตนนั้นไปจริงๆ ก็ได้อย่างเช่นกรณีของบาฮามุทที่ตัวจริงเป็นมัจฉาแบกโลกแต่พอมาในยุคปัจจุบันก็มีสื่อกับเรื่องบันเทิงที่มนุษย์สร้างขึ้นมาใหม่ว่ามันมีรูปลักษณ์เป็นมังกรจนเป็นที่รู้จักกันไปอย่างกว้างขวางกว่ารูปลักษณ์เดิมด้วยความเชื่อที่รนแรงของมนุษย์ก็จะกลายเป็นพลังให้กับปีศาจและพัฒนาไปในที่ทางนั้นๆ ได้รูปร่างปัจจุบันของปีศาจนั้นก็เลยจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัยด้วยยังไงล่ะ"

            คำพูดยืดยาวของหล่อนนั้นสรุปได้สั้นๆ ว่า..

            "หมายความว่าจะเกิดยฮวฮหมายเลขสองขึ้นมาอย่างนั้นสินะ"

            ซากิริพยักหน้าและทำเสียงอืมยาวๆ แทนคำตอบ

            "..."

            อิงศรนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขากำลังชั่งใจอยู่ว่าควรจะมอบให้หรือไม่แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่จะไประแวงดังนั้นเลยตัดสินใจว่าจะส่งให้แล้วเปิดหน้าจอคลังขึ้นมาควานหาไม้เท้าของนรินทร์จากในนั้น

            พลัน สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับของอย่างหนึ่งที่อยู่ในพาแนลข้างๆ ไม้เท้า

            มันคือผ้าคลุมของมนุษย์ต่างดาวที่เก็บได้จากอุโมงค์ใต้ดินซึ่งเกือบจะลืมไปแล้วว่าเก็บมาด้วย

            อิงศรส่งไม้เท้าให้ซากิริไปแต่ยังไม่ปิดหน้าจอทันทีเพราะตั้งใจว่าจะลองตรวจสอบผ้าคลุมดู

            "รักษาให้ดีด้วยล่ะเพราะจะต้องเอาไปคืนให้หมอนั่น"

            เขาพูดแบบนั้นขณะที่ส่งไม้เท้า คงเพราะเป็นคำพูดที่แปลกกระมังซากิริเลยจ้องเขม็งมาทางนี้ด้วยสายตาทึ่งๆ พลางผุดยิ้ม

            "ยังคิดจะช่วยโชเน็นอยู่อีกเหรอ"

            แล้วถามมาแบบนั้น

            "ก็แหงสินั่นเป็นจุดประสงค์แรกๆ ที่ฉันมาที่นี่ถ้าไม่นับเรื่องของน้องชายที่โดนจับเป็นตัวประกันล่ะนะส่วนเรื่องอารย-สนธยาน่ะมันผลพลอยได้"

            “แต่ว่าอาจจะไม่ทันแล้วก็ได้นะ

            หมายความว่ายังไง

            ก็นั่นไงพวกเราก็เห็นๆ กันอยู่ว่าโชเน็นโดนพญาครุฑจับตัวไปแต่ทำไมถึงต้องจับตัวโชเน็นไปล่ะเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกอารย-สนธยาตั้งใจจะทำอะไรกับโชเน็นจะว่าเอาไปเป็นตัวประกันมันก็เป็นไปไม่ได้หรอกจริงไหมเขาไม่มีค่าขนาดนั้นถ้างั้นก็ควรจะตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่าน่าจะถูกจับไปเป็นอาหารน่ะ

            ที่ซากิริพูดมาก็มีเหตุผลที่ฟังขึ้นอยู่ไม่น้อยถ้าเป็นตัวเขาคนก่อนอาจจะคิดแบบนั้นและคงไม่มาที่นี่หรือไม่ก็อาจจะคิดหนีไปพร้อมกับมิ่งขวัญแล้วก็ได้

            อย่างไรก็ตามอิงศรยังคงยืนยันคำพูดเช่นเดิม

            หมอนั่นยังมีชีวิตอยู่ถ้าไม่เชื่อแบบนั้นก็ก้าวเดินต่อไปไม่ได้เพราะงั้นฉันจะคิดแบบนั้น

            พูดด้วยแววตาเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม พอแสดงท่าทีแบบนั้นไปซากิริก็เปลี่ยนเรื่องพูดทันที

            งั้นขอถามอีกเรื่องสิเรื่องของน้องชายเธอน่ะ

            อิงศรเลิกคิ้วหลังได้ยินคำถามนั้น ต่อจากนรินทร์ก็เป็นมิ่งขวัญอีกฝ่ายเจตนาแอบแฝงอะไรไว้บ้างรึเปล่านะ

            เจ้าขวัญมันทำไมรึไง

            ก็พอจะได้ยินมาบ้างเรื่องความเป็นมาของน้องชายเธอบวกกับเดาเอาด้วยล่ะนะว่าเขาถูกพวกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไปดัดแปลงแต่ว่าที่จริงแล้วเขาเป็นมนุษย์มาตั้งแต่แรกจริงๆ น่ะเหรอ

            หมายความว่ายังไง

            ก่อนที่เธอจะโผล่มานี่พวกเราต่อสู้กับอวโลกิตะอยู่แล้วตอนนั้นน้องชายเธอเขาก็ร้องไห้ออกมา

            ร้องไห้

            อิงศรทวนประเด็นคำพูดนั้นอย่างมึนงง

            มนุษย์ต่างดาวร้องไห้ไม่ได้นะแล้วก็มีอีกหลายๆ อย่างที่ไม่เหมือนกับมนุษย์เรื่องนี้น่าจะได้เรียนตอนอยู่ชั้นฝึกหัดไม่ใช่เหรอ

            โทษทีก็คนมันไม่ได้ตั้งใจเรียนอ่ะนะเพราะมีเส้นสายช่วยดันแบบสบายๆ น่ะสิ

            เด็กหนุ่มตอบอย่างประชดประชันเป็นความจริงที่เขาไม่ค่อยได้สนใจวิชาปลีกย่อยด้านทฤษฎีซักเท่าไหร่แต่เส้นสายของสิงห์ที่ช่วยดันให้แล้วจะสบายเนี่ยเป็นโกหกคำโตที่เค้นความหน้าด้านออกมาตอบจนหมดเปลือกเลยทีเดียว

            ซากิริเริ่มพูดต่อ

            ตอนที่เขาเจอกับเธอครั้งแรกที่หน้าเจดีย์น่ะตอนนั้นเขาร้องไห้แล้วมีน้ำตาออกมารึเปล่า

            อิงศรนึกย้อนกลับไปถึงตอนนั้นแล้วจึงส่ายหน้า

            ไม่รู้สิฉันเห็นแค่หมอนั่นสะอื้นอยู่แค่นั้นเอง

            แต่ตอนที่สู้กับอวโลกิตะน้ำตาเขาไหลออกมาเพราะงั้นตอนนี้เลยตีความได้สองอย่างหนึ่งคือน้องชายเธออาจจะมีอะไรที่ทำให้รับการดัดแปลงเป็นมนุษย์ต่างดาวได้ไม่สมบูรณ์หรือไม่ก็...

            ซากิริหยุดคำพูดไว้เพียงแค่นั้น สายตาของหล่อนเหลือบไปดูพวกฟูเหมือนจะดูว่าไม่มีใครมาแอบฟังแล้วจึงค่อยพูดข้อสันนิษฐานออกมา

            น้องชายของเธอที่พวกเราเห็นอยู่ที่นี่อาจจะเป็นตัวปลอมก็ได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #117 อสูรไร้ลักษณ์ (จากตอนที่ 116)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2560 / 20:49
    ไรต์สกิลตัดตอนนี่มันช่าง............
    #117
    1
    • #117-1 R@ji(จากตอนที่ 116)
      1 มิถุนายน 2560 / 23:19
      สกิลคูลดาว์นทุกสิบตอนอุ๋งๆ แต่บางทีก็ติด *2 *3 *4 ตอนติดๆกัน.... นี่Active หรือ passive สกิลล่ะเนี่ย555+
      #117-1
  2. #116 raigeki (จากตอนที่ 116)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2560 / 19:04
    Dafaq ไรวะเนี่ยยยยยย
    #116
    1
    • #116-1 R@ji(จากตอนที่ 116)
      1 มิถุนายน 2560 / 19:23
      นี่คือศาสตร์แห่งการาตัดขึ้นตอนต่อไปของไรท์ล่ะอุ๋งๆ ปรากฏตอนหน้าเฟดประเด็นนี้หายไปแบบไร้ร่องรอย(โดนรีดโบก)
      ไม่ใช่ละ! อะแฮ่มไม่เห็นท่านเสียนานเบยนึกว่าเฟดเอาท์หายไปแล้วนะเนี่ยมาให้ไรท์กอดโหน่ยอุ๋งๆ
      #116-1