Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 112 : Login 109: Great Fate 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 365
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    17 พ.ค. 60

Login 109: Great Fate 1

 

            อาคานาร์เดอะเมจิคเชี่ยนลอยเข้ามาในมือของอิงศร

            ดวงตาลึกลับสองดวงลอยอยู่บนฉากหลังกับดวงไฟที่เหมือนจะเป็นสัญลักษณ์ของพิธีกรรมและมือขนาดใหญ่สองข้างที่รองรับเพลิงไฟนั้นไว้ เด็กหนุ่มกำลังจ้องมองภาพแห่งอาคานาร์ที่ได้ชื่อว่าผู้ใช้มายา

            แล้วเสียงคำรามก็ดังขึ้น ดังอย่างกึกก้อง

            เสียงคำรามของปีศาจหมาป่ายักษ์นามเฟนริลผู้กลืนกินราชันย์เทพแห่งแดนเหนือตามคำทำนายในตำนานโบราณข้อมูลเหล่านี้อิงศรอ่านมาจากแว่นตาปีศาจแห่งลาพาส เดม่อนแอพพลิเคชั่นของนรินทร์ที่ขอยืมมาใช้

            อิงศรเปิดหน้าจอคลังขึ้นมาเก็บอาคานาร์ทั้งหมดจากนั้นจึงย้ายสายตาไปยังเงาตะคุ่มที่กำลังโก่งตัวจนหลังลอยเหนือยอดอาคารสูง ที่นั่นเฟนริลกำลังกัดกินราชันย์เทพของเขาซึ่งพ่ายแพ้ให้กับมัน

            นี่เป็นเรื่องธรรมดาลาพาสบอกเช่นนั้นเพราะเขาให้ปีศาจที่แพ้ทางไปสู้กับเฟนริล ยอมให้ตำนานกลายเป็นความจริงโอดินของเขาจึงแพ้พ่าย

            เฟนริลฝังขากรรไกรอันแข็งแกร่งของมันลงที่ต้นคอราชันย์เทพซึ่งนอนแน่นิ่ง มันกัดและกระชากจนหยดเลือดจำนวนมากสาดกระเซ็น ผนังอาคารบริเวณรอบๆ นั้นแทบจะกลายเป็นสีแดงเพราะเลือด รวมทั้งเส้นขนสีดำบนตัวของมันชุ่มช่ำเช่นกัน

            และแล้ว...

            ดวงตาของเฟนริลก็กลอกกลิ้งมาทางนี้

            จ้องมองมาที่พวกเขาสามคนซึ่งกำลังยืนจ้องมันอยู่เช่นกัน

            จ้องกันไปจ้องกันมาอยู่ซักพักหมาป่าปีศาจก็รามือจากศพของราชันย์เทพแล้วหันตามมาทางที่มันเห็นโดยที่ตวัดลิ้นเลียริมฝีปากซึ่งชุ่มไปด้วยเลือดจากนั้นมันก็คำราม

            คำรามเสียงดังเพื่อข่มขู่ อากาศซึ่งพุ่งออกจากปากของมันแรงประหนึ่งลมพายุพัดกรรโชกข้ามอาคารมาถึงที่นี่

            ในสายลมนั้นมีกลิ่นคาวเลือด

            กลิ่นของความตาย

            กลิ่นสาปสัตว์

            "..."

            สัญชาตญาณความเป็นมนุษย์ของอิงศรสั่งให้ร่างกายสั่นสะท้านยามที่สัมผัสกลิ่นเหล่านั้น มันคือความกลัวที่ฝังรากลึกในพันธุกรรมของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยโบราณ คือความกลัวต่อผู้ล่าในยุคสมัยที่มนุษย์ยังไร้ซึ่งพลัง

            ทันใดนั้นเอง...

            ร่างของเฟนริลก็พุ่งขึ้นไปข้างบน มันกำลังบิน...ให้ถูกคือกระโจนตัวแต่ความสูงที่ลอยขึ้นไปนั้นราวกับจะโบยบิน

            ปากอ้ากว้างแทบจะเป็นเส้นตรงคงหมายจะกลืนพวกเขาไปพร้อมกับพื้นดินเลยกระมัง

            ปีศาจตกลงมาด้วยความเร็วพอๆ กับตอนที่มันขึ้นไป มองเห็นช่องว่างและจังหวะให้ยิงสวนอยู่มากมายอีกฝ่ายไม่ได้ระวังตัวเลยซักนิด ทั้งอย่างนั้นแล้วพลังที่เป็นส่วนสำคัญกลับมีไม่พอ ต่อให้ระดมยิงด้วยสกิลทั้งหมดที่มีตอนนี้ก็คงทำอะไรมันไม่ได้

            ถ้าอย่างนั้นก็ควรจะหนีจากการโจมตีนี้แล้วค่อยมองหาหนทางอื่นแต่รัศมีที่ปากของปีศาจจะกลืนกินมันก็ช่างกว้างอย่างโหดร้าย

            ยิ่งเฟนริลเข้าใกล้พื้นมากเท่าใดเงาที่ทอดตัวลงมาก็ยิ่งกว้างขึ้นความหวังที่จะหนีพ้นก็พลอยลดลงตามไปด้วย

            รู้สึกว่าเวลานั้นยาวนานขึ้นเล็กน้อย

            ทั้งที่เป็นช่วงแค่ไม่กี่วินาทีแต่กลับสังเกตรายละเอียดของเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจนหรือเป็นเพราะว่าเขากำลังจะตายกันนะ เพราะรู้ว่าไม่มีทางหนีพ้นคมเขี้ยวที่กัดกลืนผืนแผ่นดินนั่นได้อย่างนั้นหรือ?

            ไม่ใช่...

            ปีศาจหล่นลงมาช้าลง

            มองเห็นฝุ่นทรายกำลังลอยเพราะเวลาเดินช้าลง

            ไม่ใช่

            อิงศรเข้าใจแล้วว่าเวลาไม่ได้เดินช้าลงเพราะเขายังคงเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระถ้าเช่นนั้นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือมีใครบางคนกำลังยกตัวเฟนริลเอาไว้ พอทำใจเย็นลงได้ก็เริ่มสังเกตเห็นว่ารอบๆ มีเชือกที่ยืดจากใต้ดินขึ้นไปเหมือนเป็นเสาอยู่หลายเส้น เชือกแต่ละเส้นนั้นมีลักษณะคล้ายใบมีดคัทเตอร์ที่มาเรียงกันเป็นสาย

            เชือกใบมีดแทงยอดขึ้นไปเสียบร่างของหมาป่าปีศาจยันร่างของมันให้ค้างไว้กลางอากาศ โดยจุดศูนย์กลางที่เชือกใบมีดล้อมรอบถ้าประมาณเอาด้วยสายตาก็จะเห็นว่าซีลอร์ดยืนอยู่ตรงนั้นพอดีแล้วตอนนี้หมอนั่นก็ชูมือทำท่าเหมือนกำลังแบกอากาศที่ว่างเปล่าอยู่

            "หนักเอาเรื่องเหมือนกันนะแต่ต้องขอบใจแกที่ช่วยกระโดดขึ้นไปแบบนี้เมืองจะได้ไม่โดนไปด้วย"

            ซีลอร์ดพูดแบบนั้นพลางใช้มือข้างที่เหลือชี้ขึ้นไป

            "โซเดียราโอ"

 

[Zodialao Lv(?/?)

Element: Zodiac

Attribute: Zodiac , Special Attack

(Cast Cost) คุณต้องเป็นเครื่องทำสวนศักดิ์สิทธิ์; ลำแสงที่บดขยี้ได้ทั้งกาล-อวกาศ นี่คือโชคชะตา คือลิขิตสวรรค์ และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงจงทำให้สรรพสิ่งสยบแทบเท้าจงถอนรากวัชพืชที่รุกล้ำสวนอันศักดิ์สิทธิ์ เหล่าเครื่องทำสวนศักดิ์สิทธิ์!!]

 

            แล้วร่ายสกิล มวลประจุแสงสว่างหลั่งไหลจากอากาศอันว่างเปล่าก่อตัวเป็นก้อนกลมตั้งอยู่บนนิ้วของซีลอร์ดอยู่ครู่หนึ่ง ต่อมาก้อนแสงนั่นก็พุ่งทะยานกลายเป็นลำแสงกรอกใส่ปากของหมาป่าปีศาจถึงมันจะพยายามหุบปากลงก็ทำไม่ได้เพราะเชือกใบมีดได้แทงทะลุปากทั้งบนทั้งล่างและเย็บมันเข้ากับร่างกาย

            ลำแสงเข้าไปข้างในท้องปีศาจระเบิดทำลายอวัยวะภายใน ท้องของมันเริ่มปูดตัวเพราะระเบิดที่เกิดขึ้นด้านในจากนั้นก็เกิดรอยปูดบวมทั่วทั้งร่างของมัน ตัวของหมาป่าปีศาจขยายขึ้นจนแทบจะระเบิด

            ได้ยินเสียงปะทุจากด้านในดัง ปุดๆ อยู่ตลอดเวลาเครื่องในคงจะเดือดจนหลอมเหลวไปหมดแล้วแต่ลำแสงของซีลอร์ดยังคงไม่หยุด

            ถึงตรงนี้ซีลอร์ดก็ส่งเสียงด้วยความประหลาดใจ

            "อะ"

            "เป็นอะไรไปเหรอ"

            อิงศรถาม

            "ที่จริงตอนนี้น่าจะเกิดดอกไม้ไฟตูมใหญ่แล้วล่ะนะแต่ว่า..."

            คำพูดของซีลอร์ดคงจะหมายถึงเฟนริลควรจะระเบิดตายไปแล้ว

            ทว่า จนถึงตอนนี้มันก็ยังอยู่และตัวบวมขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

            ทันทีที่ลำแสงยิงออกไปจนหมดร่างของหมาป่าปีศาจก็กลายเป็นลูกโป่งที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ

            มีเสียงหัวเราะดังขึ้นแต่ไม่ใช่เสียงของเฟนริล

            เป็นเสียงของผู้หญิง

            'ดิ้นรนกันได้ดีนี่ว่าแต่แล้วเจ้าเลือกได้รึยังล่ะเครื่องทำสวนศักดิ์สิทธิ์เอ๋ย เลือกโชคชะตาของเจ้าน่ะ'

            คล้ายกับเสียงของอลิสแต่ยังมีส่วนที่ต่างกันน้ำเสียงของคนๆ นี้นุ่มลึกกว่าและไม่ได้แฝงความชั่วร้ายอย่างถึงที่สุดเหมือนอลิสแต่มันดูลึกลับมากกว่า

            "งั้นเองเหรอคนที่อยู่เบื้องหลังเสียงนั่นกับพวกปีศาจจากอาคานาร์ยังไม่ได้ปรากฏตัวสินะ”

            อิงศรได้ยินซีลอร์ดพึมพำไว้แบบนั้น

            ”เลือกไม่ได้หรอกก็ผมไม่มีโชคชะตาให้เลือกนี่"

            ซีลอร์ดพูดตอบ

            ดูเหมือนว่าเสียงนั่นจะกำลังพูดกับซีลอร์ดและยังเรียกเขาว่าเครื่องทำสวนศักดิ์สิทธิ์

            เสียงนั่นยังคงพูดต่อไปว่า...

            'เอาเถอะเจ้าจะทำตัวแข็งข้อได้ก็แค่ตอนนี้เท่านั้นไว้ค่อยไปคิดเสียใจทีหลังในโลกหน้าก็แล้วกัน'

            ช่างเป็นคำพูดที่ชวนนึกถึงตัวร้ายเกรดบีในละครหลังข่าวจริงๆ แต่อีกฝ่ายท่าทางจะไม่ได้พูดเล่นเพราะท้องของเฟนริลที่บวมเป่งมาตั้งแต่เมื่อครู่ตอนนี้กลับเริ่มยุบตัว ที่จริงมันเหมือนกับโดนอะไรบางอย่างข้างในดูดเข้าไปมากกว่าเพราะส่วนที่ว่านั้นจมลงไปเป็นหลุมลึก จากนั้นทั้งตัวก็เริ่มจมเป็นหลุมจนกลายสภาพเป็นก้อนเนื้อกลมๆ

            ตูม!!

            เกิดระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ก้อนเนื้อระเบิดออกแต่ไม่มีเลือดหรือเศษเนื้อกระจุยกระจายออกมาเพราะเศษซากพวกนั้นถูกดูดกลืนเข้าไปในตอนที่เกิดระเบิด

            ถูกกลืนหายเข้าไปในหลุมดำที่ค่อยๆ แผ่ขยายและดูดทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไป

            ทั้งอาคาร ทั้งซากเมือง ทั้งเชือกใบมีดของซีลอร์ดที่กระจัดกระจาย ทั้งหมดกำลังลอยขึ้นไป

            ลอยเข้าไปในหลุมดำยักษ์

            ขาของอิงศรก็เริ่มลอยแล้วเช่นกัน เด็กหนุ่มเก็บคันธนูลงไปในหน้าจอก่อนจะตะเกียกตะกายพาตัวเองถลาลงไปบนพื้นพร้อมกันนั้นก็ปักดาบทำเป็นที่ยึดเหนี่ยวไว้

            อิซานามิที่เกือบจะลอยตามไปก็แวะเข้ามาเกาะที่ขาเขาทันพอดี ขณะที่ซีลอร์ดซึ่งเท้าลอยเหนือพื้นอยู่ตลอดเวลาทำให้ถูกดูดขึ้นไปง่ายๆ

            อิงศรยืดมือออกไปข้างหนึ่งพร้อมกับตะโกนเรียก

            “จับไว้!”

            มือของซีลอร์ดที่กำลังปลิวเอื้อมมาคว้ามือเด็กหนุ่มไว้ มือของพวกเขาจับกันไว้แน่น

            ซีลอร์ดเริ่มพูดบางอย่าง

            “อย่างนี้นี่เองให้อาคานาร์ที่อยู่ข้างในตัวดูดซับแรงกระแทกของโซเดียราโอไว้ทำให้เกิดระเบิดอย่างรุนแรงภายในท้องจนตัวเองกลายเป็นแบล็กโฮลถ้าไม่ใช่ว่าโดนควบคุมอยู่ล่ะก็คนที่เลือกจะยอมรับความเจ็บปวดระดับนี้คงจะสติไม่ดีแล้วล่ะ”

            “ช่วยหยุดพูดสบายใจเฉิบซักแปปทีเถอะ”

            อิงศรพูดแย้ง

            “ขอโทษ”

            ซีลอร์ดตอบมาอย่างนั้นแล้วจึงหุบปากเงียบ

            ตอนนี้ก็ยังทนได้อยู่แต่ถ้าหลุมดำยังไม่หายไปหรือหยุดดูดทุกอย่าง ในไม่ช้าพวกเขาก็จะต้องหลุดเข้าไปด้วยแน่ๆ ไม่ดาบที่ปักไว้หลุดออกก็คงเป็นมือที่เริ่มชาจนแทบจะไม่เหลือแรงเหนี่ยวรั้ง

            ขืนเป็นแบบนี้ต้องโดนดูดเข้าไปแน่...อิงศรคิด

            เด็กหนุ่มเพิ่มแรงบีบที่แขนแต่ก็ทำได้ไม่เต็มที่ แขนซ้ายที่กำด้ามดาบอยู่ไม่ใช่ข้างถนัดแต่ถ้าไม่ใช้มือขวาก็คงคว้ามือซีลอร์ดไม่ได้

            “นี่ช่วยหาทางทำอะไรกับมันหน่อยเถอะ”

            เสียงของอิซานามิดังมา หล่อนยังกอดขาเขาไว้อย่างเหนียวแน่นจนรู้สึกอึดอักเล็กน้อย

            “แล้วใช้ท่าประตูแบบที่ใช้จัดการตัวเมื่อกี้กับมันไม่ได้เหรอ”

            “ไม่ไหวหรอกตัวมันใหญ่เกินไปแถมตอนนี้ยังเป็นหลุมดำด้วยข้าส่งความมืดกลับไปสู่ความมืดไม่ได้หรอกนะแบบนั้นมันย้อนแย้งเกินไป”

            ก็หมายความว่าพวกเขาต้องทู่ซี้อยู่แบบนี้จนกว่าหลุมดำจะหยุดเองเท่านั้น

            ไม่รู้ว่ามือของเขาจะทนได้ถึงตอนนั้นหรือเปล่า

            “...”

            ไม่ไหวแน่...อิงศรตัดพ้ออยู่ในใจ

            เด็กหนุ่มรู้ถึงขีดจำกัดของตัวเองดีว่าอีกไม่ช้ามือจะต้องหลุดจากด้ามดาบอย่างแน่นอนเพราะตอนนี้ก็เริ่มจะสัมผัสความรู้สึกของมือที่กำด้ามดาบไว้ไม่ได้แถมสียังซีดลง

            มันเริ่มชาแล้ว...

            ตอนนั้นเองหน้าต่างเมล์ก็เปิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

 

======================

Subject: @Clipius Death Timing Delivery

From: ???

Detail:

นี่คือฉบับสุดท้ายจงรีบไปก่อนที่เจ้าจะสูญเสียทุกอย่าง

เวลาก่อนที่ความสิ้นหวังจะมาเยือนเจ้าเหลืออีกแค่

[00:00:20]

======================

 

            คงเพราะเวลานับถอยหลังใกล้จะหมดลงเมล์ที่คล้ายกับเมล์ตัวจับเวลาตายแต่ไม่ระบุผู้ส่งถึงได้เปิดขึ้นมาเองโดยเหลือเวลาอยู่เพียงยี่สิบวินาที

            ซีลอร์ดที่มองเห็นเมล์ฉบับนั้นก็กำลังทำหน้าประหลาดใจ

            ประหลาดใจที่เมล์นั่นอิงศรก็ได้รับด้วยแต่ที่น่าตกใจกว่าคือเมล์ฉบับที่เขาเห็นจากอลิสซึ่งเขียนแบบเดียวกันเอาไว้นับเวลาถอยหลังหมดไปแล้วแต่เมล์ของอิงศรกลับไม่ใช่ แล้วทันใดนั้นเอง...

            ก็มีหน้าจอเปิดซ้อนขึ้นมาอีกบนหน้าจอแสดงรูปภาพแห่งความตาย

            เป็นภาพที่ซีลอร์ดถูกดูดหายเข้าไปในหลุมดำซึ่งไม่เหมือนกับภาพที่อลิสแสดงให้เห็นภาพนั้นเป็นตัวเขาที่โดนอลิสสังหารจนเลือดท่วม

            ตีความได้ว่าอาคาชิกเรคคอร์ดอาจจะสร้างเมล์ทำนายไว้สองฉบับแต่แบบนั้นมันก็ย้อนแย้งเกินไปหน่อยถ้าผลการทำนายแม่นยำหนึ่งร้อยเปอเซ็นต์ฉบับที่สองก็ไม่น่าจะถูกส่งไปหาอิงศรเพราะเขาควรจะต้องตายด้วยน้ำมือของอลิสแล้ว

            ถ้าอย่างนั้นก็เป็นไปได้ว่าอลิสที่เป็นเดธอาคานาร์อาจจะสร้างฉบับปลอมออกมาขึ้นชื่อว่าอาคานาร์แห่งความตายย่อมทำนายความตายได้อยู่แล้วจึงไม่น่าแปลกใจ

            เมล์ของอิงศรจึงน่าจะเป็นของจริงที่ส่งโดยใครซักคนซึ่งมีอำนาจเข้าถึงอาคาชิกเรคคอร์ดเช่นเดียวกันบางทีอาจจะเป็นเจ้าของเสียงเมื่อครู่

            เช่นนั้นเขาก็ต้องตายที่นี่ชะตากรรมได้ถูกกำหนดเอาไว้อย่างนั้นแม้จะไม่เชื่อว่าวันนี้จะมาถึงก็ตามทีแต่มือของอิงศรก็ทำท่าจะไม่ไหวแล้ว

            "อิงศรจับด้วยสองมือน่าจะดีกว่านะ"

            ซีลอร์ดพูด

            "หา? พูดอะไรของนายฟะถ้าจับสองมือได้ป่านนี้ฉันทำไปนานแล้ว"

            "ถ้างั้นก็ปล่อยมือผมเถอะ"

            อิงศรที่ได้ยินคำพูดนั้นก็ถลึงตามองมาทางนี้

            "นี่นายคิดจะทำอะไรกันแน่"

            แล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            "แทนที่จะหลุดไปกันหมดนี่ปล่อยมือผมแล้วยื้อต่อไปจนถึงที่สุดจะดีกว่า"

            ซีลอร์ดก็ตอบอย่างจริงจังเช่นกัน

            "ที่พูดนั่นนายเอาจริงเรอะ"

            ซีลอร์ดพยักหน้า

            "ก่อนหน้าที่อิงศรจะเข้ามาที่นี่ผมถูกเสียงนั่นบอกให้เลือกชะตากรรม บางทีนี่คงเป็นชะตากรรมของผม แต่อิงศรเธอยังต้องเดินต่อไป ก้าวต่อไปข้างหน้าแล้วไปแสดงความตั้งใจนั้นกับเหล่าแอดมินิสเทรเตอร์ให้ได้ล่ะ"

            สิ้นคำซีลอร์ดก็ปล่อยมือที่จับทำให้เหลือแค่แรงดึงจากฝ่ายอิงศรรั้งไว้แค่ฝ่ายเดียว

            "คำพูดที่เหมือนกับสั่งเสียนั่นมันอะไรกัน!"

            อิงศรตะคอกแล้วแรงดึงของฝ่ายนั้นก็เพิ่มขึ้นอิงศรกัดฟันเค้นแรงที่มีดึงซีลอร์ดกลับมา

            " 'นี่เป็นโชคชะตาของผม' เรอะ! อะไรกันน่ะนั่น...ตั้งแต่แรกแล้วนายเป็นคนที่เข้ามาป่วนในชีวิตฉันบอกเรื่องใหญ่อย่างพระเจ้ากับการทดสอบบ้าๆ นั่นทำให้ชะตาชีวิตฉันเปลี่ยนไปไหนถึงไหนแล้วคิดว่าพูดแค่นั้นจะเชื่อรึไง!"

            ไม่รู้ว่าเพราะพลังแฝงยามคับขันหรือเพราะความมุ่งมั่นของอิงศรกันแน่แต่ซีลอร์ดก็ถูกดึงลงมา

            เส้นเลือดปูดขึ้นมาบนแขนขวาของเด็กหนุ่มแขนนั่นมองเห็นมัดกล้ามที่ผ่านการฝึกฝนนูนขึ้นมาอย่างชัดเจนหรือก็คือเป็นแรงกำลังที่เค้นออกมาจนหยดสุดท้ายจริงๆ

            ความพยายามนั่นทำให้ซีลอร์ดแสดงสีหน้าลังเล

            "..."

            ลังเลว่าควรจะยอมรับชะตากรรมที่นี่เพื่ออิงศรหรือสู้ต่อไปเพื่องานในฐานะผู้จับตาดูสวนแห่งที่สอง

            "เปลี่ยนมันสิ! ถ้าบอกว่านี่คือชะตากรรมของนายงั้นก็เปลี่ยนมันสิคราวนี้ตานายแล้วแสดงความตั้งใจที่จะก้าวต่อไปให้ฉันเห็นเซ่!"

            ความมุ่งมั่นของอิงศรเกือบจะดึงผู้ถูกลืมเลือนกลับมาจากโชคชะตาได้

            ทว่าดาบของอิงศรไม่ได้มีความมุ่งมั่นอย่างเดียวกัน ใบดาบที่เป็นเพียงสิ่งของไร้หัวใจไม่สามารถสัมผัสถึงความมุ่งมั่นอันนั้นได้และมันกำลังจะหลุดออกจากดินที่ปัก

            แต่เดิมก็ไม่คิดว่าดาบเล่มเดียวจะรั้งน้ำหนักของสามคนได้อยู่แล้วดังนั้นซีลอร์ดจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่สมควรทำ

            ผู้ถูกลืมเลือนกล่าว...

            "เป็นแค่มนุษย์อย่างเธอน่ะให้เครื่องมือแบบผมช่วยก็พอแล้ว”

            แล้วสะบัดมือจนหลุดจากอิงศร ระยะห่างของดาบกับพื้นหยุดนิ่งลง แต่ระยะห่างระหว่างเขากับเพื่อนคนสุดท้ายกลับมีแต่จะเพิ่มขึ้น

            "...ลาก่อน"

            ...ซีลอร์ดกล่าวเป็นคำสุดท้าย


***ยังคงอยู่ในช่วงงานเต็มมืออาทิตย์นี้เลยต้องขอเลื่อนเวลาลงไปหนึ่งวันครับดังนั้นอีกตอนจะไปลงวันศุกร์แทน จนกว่าจะพ้นเดือนแห่งงานไปคงต้องเป็นโรคเลื่อนไปซํกระยะ TwT***

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น