Bad guys lover เผลอรักหมดใจยัยเด็กหลังห้อง(yuri)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,381 Views

  • 15 Comments

  • 62 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    6

    Overall
    1,381

ตอนที่ 3 : บทที่1/2 ทำความรู้จัก (end)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 134
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    12 ส.ค. 61

                    “ถังขยะ” ห๊ะ ถังขยะเนี่ยนะ?

                “แต่ฉันไม่ไปคุ้ยหาหรอกนะ กลับละ” เดี๋ยวๆยัยขิงจะไปไหน สมุดการบ้านเธอหายเลยนะเว้ย!!

                “เดี๋ยว อย่าเพิ่งไป ฉันเป็นคนเอาไปส่งและไม่ได้ตรวจสอบให้ดีเอง มันเป็นความผิดฉัน เพราะงั้นฉันจะไปหาเอง” ยัยขิงมองฉัน แล้วยักไหล่ประมานว่าแล้วไง

                “กะ ก็ ถ้าหาเจอแล้ว พอเอาไปส่งฉันจะไปด้วยไง ฉันจะอธิบายเองว่าทำไมเธอถึงส่งช้า” ใครๆก็รู้ว่าอาจารย์วิมลแกตรงต่อเวลามาก ช้าแค่วิเดียวแกก็ไม่ตรวจการบ้านให้แล้ว นอกจากจะมีเหตุจำเป็นจริงๆแกถึงจะอนุโลมให้

                “เฮ้อ งั้นก็ไปสักทีดิ” พอได้ยินยัยขิงพูดแบบนั้น ฉันก็รีบวิ่งไปหาถังขยะที่อยู่ใกล้ที่สุด และหาในที่ต่อไปเรื่อยๆ

                “นี่ มันเลยห้าโมงแล้วนะ พอเถอะ” ยัยขิงชูมือถือให้ฉันดูเวลา แต่ฉันยังหาไม่เจอเลยนี่สิ

                “ทำไมหาไม่เจอเลยอะ” ฉันบ่นอุบอิบ พร้อมคุ้ยขยะหาสมุดการบ้านของขิง

                “แน่ละ ฉันแค่เดาเองนิ ไม่คิดว่ามันจะอยู่ในถังขยะจริงๆหรอก”ฉันชะงักแล้วหันไปค้อนใส่ ฉันก็คุ้ยหาอยู่ตั้งนาน

                “ทำไมไม่บอกให้มันเร็วกว่านี้ละ!!” ฉันหยุดการคุ้ยถังขยะไว้เท่านี้ พลางปาดเหงื่อของตัวเองไปบ่นไป

                “เห็นเธอตั้งใจดีนิ เปลี่ยนอาชีพไหม เหมาะดี” ยัยนั่นพูดทั้งๆที่หน้านิ่ง แต่ฉันก็แอบเห็นเธอยิ้มอยู่แว๊บหนึ่ง

                “ว่ายังไงนะ!! เหมาะกับผีสิ!!” จู่ๆยัยนั่นก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ พะ...เพิ่งจะเคยเห็นนี่ละ

                “จ้องไร กลับเหอะ” แล้วยัยขิงก็เปลี่ยนโหมดกลับสู่หน้าที่ไร้อารมณ์เหมือนเคย อะไรเนี่ย ถ้ายิ้มจะดูดีมากแท้ๆ

                “อะ นั่น” ฉันหันไปเจอลุงภารโรงเดินถือสมุดเล่มหนึ่งผ่านมาพอดี ตาอันเฉียบคมของฉันเหลือบไปเห็นชื่อบนหน้าปกนั่น มันเขียนว่า ขนิษฐา 5/2 ไม่ผิดแน่ๆ ว่าแล้วฉันก็รีบพุ่งไปหาลุงทันทีก่อนจะขอสมุดคืน ลุงแกบอกว่าเจอในถังขยะเลยจะเอาไปให้อาจารย์ เพราะได้ยินว่ามีการแกล้งแบบนี้เกิดขึ้นเยอะ เอาจริงดิฉันเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกเลยว่าที่โรงเรียนมีการแกล้งกันแบบนี้ด้วย แน่ละ ถ้าบอกคงโดนพวกที่แกล้งยำเละกว่าเดิมแหงๆ จากนั้นฉันก็เอาสมุดไปส่งและอธิบายให้อาจารย์วิมลฟังเรียบร้อย

                “ออ เป็นแบบนี้เองหรอ โดนเพื่อนแกล้งทำไมไม่บอกฉันละยัยเด็กนี่” อาจารย์หันไปดุขิงที่ยืนอยู่ข้างๆฉัน

                “บอกไปได้ไรอะ ดีไม่ดีจะโดนหาว่ามีเส้นสายอีก แค่นี้ก็น่ารำคาญมากพอละ” ขิงยังคงพูดออกไปอย่างนิ่งๆ

                “เฮ้อ อย่างน้อยฉันก็เป็นน้าแกนะ ถ้ามีอะไรก็พูดกันตรงๆสิ จะได้หาทางออกช่วยกัน” เดี๋ยวนะ น้าหรอ? ฉันรู้สึกว่าตัวเองควรจะมายืนอยู่ตรงนี้หรือเปล่านะ ฉันไม่ค่อยอยากยุ่งเรื่องส่วนตัวของใครสักเท่าไร มันจะเป็นปัญหากับตัวเองในภายหลังอะนะ เพราะงั้นฉันขอตัวออกไปเลยดีไหมนะ

                “ยุ่ง เรื่องของฉัน ฉันหาทางออกได้น่า” ถึงจะเป็นญาติกัน แต่ฉันว่าขิงก็เกินไป

                “คราวที่แล้วก็พูดแบบนี้ เลยต้องย้ายโรงเรียนมาอยู่นี่ไม่ใช่หรือไง!!” อาจารย์วิมลเริ่มมีน้ำโห ในขณะที่หลานตัวเองยังคงนิ่งเหมือนกับตอไม้ ยัยนี่นิ่งได้ทุกสถาการณ์จริงๆ

                “กลับละ” ว่าแล้วขิงก็หมุนตัวเดินออกไป เดี๋ยว ตัดจบแบบนี้เลยหรอ

                “ให้ตายสิเด็กคนนี้” ขนาดอาจารย์สุดโหดอย่างอาจารย์วิมลยังถอนหายใจเฮือกใหญ่ให้กับยัยนั่นเลย แล้วฉันละ?

                “หนูขอตัวก่อนนะคะ” ฉันไหว้ก่อนจะวิ่งตามขิงไป

                “รอด้วย!!” ฉันตะโกนออกไปเริ่มมืดแล้วสิ ฉันไม่อยากเดินกลับห้องไปเอากระเป๋าท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้หรอกนะ ยัยขิงหันกลับมามองแล้วชะลอความเร็วในการเดินลง

                “อะไร” เธอหันมามองฉันอย่างเฉยชา

                “คะ คือ ฉันจะไปเอากระเป๋าที่ห้องอะ ไปด้วยกันสิ” ฉันพยายามยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

                “กลัวละสิ” เออ ก็กลัวนั่นละ ถ้าไม่กลัวฉันไม่มากับคนอย่างเธอหรอก ฉันอยากจะพูดแบบนี้ชะมัด แต่กลัวยัยนี่วิ่งหายไปแล้วฉันได้เดินไปคนเดียว ฉันเลยทำได้แค่พยักหน้าตอบรับ และพวกเราก็เงียบตลอดทางเดินจนถึงหน้าห้องเรียน พอเห็นประตูที่เปิดไว้อยู่แล้วฉันก็รีบเดินเข้าไป หวังจะรีบเอากระเป๋าแล้วกลับบ้านอะนะ

                “เดี๋ยว” เสียงของขิงดังขึ้นในตอนที่ฉันเดินเข้าห้องพอดี

                ซ่า...โครม!!

                ฉันรู้สึกเย็นตั้งแต่หัวยันเท้า น้ำที่มาจากไหนไม่รู้เทลงมาใส่ฉันเต็มๆพร้อมกับถังสีฟ้าที่ครอบหัวฉันอยู่ มันเปียกยันกางเกงในแล้วเว้ย ใครกันที่ทำแบบนี้ ใส่น้ำมาซะครึ่งถึง แล้วนี่ถ้าเป็นถังเล็กจะไม่ว่าเลย

                “เฮ้อ ก็บอกว่าเดี๋ยวไง ทั้งๆที่ประตูเปิดกว้างขนาดนั้นยังจะเดินเข้าไปอีก” แล้วใครมันจะไปรู้เล่า คนยิ่งรีบๆอยู่ด้วย

                “แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกละ!!” โว๊ย เปียกหมดเลย

                “อ๊ะ ถังแตกเลยแหะ เธอนี่หัวแข็งจริงๆ” มันใช่เรื่องที่ต้องโฟกัสตอนนี้ไหมคะยัยคุณขิง เธอควรเป็นห่วงฉันมากกว่าถังบ้านั่นนะ ถังมันแตกแต่มันไม่เจ็บนะ แต่หัวฉันที่โดนถังนั่นนี่สิ ถึงจะเป็นถังพลาสติกก็เถอะ แต่มันมาพร้อมกันน้ำนะเว้ย มันมาพร้อมกับน้ำ นี่ถ้าไม่คว่ำแล้วครอบหัวพอดี มีโอกาสหัวแตกได้เลยนะ ใครกันที่เล่นแบบนี้!! พอเหลือบไปมองที่หน้าต่างก็เห็นกลุ่มของเพื่อนฉันหัวเราะกำลังเดินหัวเราะอย่างชอบใจ ยัยพวกนี้ไหนว่าไปเรียนพิเศษไง ไหงมาอยู่นี่ได้

                “จะหัวเราะก็เอาเลย มันไม่ใช่เธอที่โดนนิ” พอจะรู้ตัวการแล้วอะนะ ทั้งคนที่เอาสมุดการบ้านยัยขิงไปทิ้ง แล้วก็ถังน้ำบ้าๆนี่ ทั้งหมดเป็นแผนของยัยพวกนั้นตั้งแต่แรกแล้วสินะ ทั้งๆที่บอกไปแล้วแท้ๆว่าถ้าคนอื่นโดนละจะเป็นยังไง

                ก็เป็นแบบฉันนี่ไง!!

                “พูดอะไรของเธอ ไม่เห็นตลกเลยนิ จะหัวเราะทำไม” ยัยขิงพูดพลางโยนเสื้อกันหนาวที่ใส่อยู่เป็นประจำมาให้ฉัน แล้วเธอก็ปลดกระดุมเสื้อนักเรียนออก และโยนมาให้อีกตัว ถึงข้างในจะมีเสื้อยืดใส่ทับไว้อีกตัวก็เถอะ แต่ไม่เห็นต้องถอดมาให้ฉันเลยนิ ทำแบบนี้ทำไมกันนะยัยนี่

                “อะ อะไร” ฉันรับเสื้อมาอย่าง งงๆ พร้อมกับจ้องหน้านิ่งๆของยัยนั่น

                “เสื้อนักเรียนเอาไปเช็ดผมไง ส่วนเสื้อกันหนาวก็เอาไปใส่ซะ เธอจะกลับบ้านทั้งๆสภาพแบบนั้นหรอ?” ยัยขิงชี้มาเสื้อฉัน เพราะเปียกน้ำเลยมองเห็นชุดชั้นในที่ใส่อยู่ ฉันรีบเอามือมาปิดไว้อย่ารวดเร็ว น่าอายเป็นบ้าเลย

                “กลับละ” ยัยนั่นพุ่งไปเอากระเป๋าที่วางไว้ที่โต๊ะ เตรียมจะเดินออกไป ฉันจึงรีบพุ่งไปคว้ามือไว้

                “กลับด้วยกันสิ” ถ้ายัยนี่กลับก่อนทั้งอาคารก็เหลือแค่ฉันนะสิ แล้วมันก็มืดแล้วด้วย ฉันไม่มีทางอยู่คนเดียวแน่

                “รีบเปลี่ยนเสื้อสักทีสิ จะใส่เสื้อฉันทั้งๆที่เปียกไม่ได้นะ น้ำอะไรก็ไม่รู้” นั่นแปลว่าได้ใช่ไหมยัยขิง

                หลังจากวันนั้นถึงใครจะบอกว่ายัยขิงไม่ดียังไงก็เถอะ แต่ฉันว่าจริงๆแล้วยัยนั่นเป็นคนที่ใจดีนะ แถมยิ้มสวยด้วยถ้าไม่ติดว่าเจ้าตัวชอบทำหน้านิ่งอะนะ สมมุติว่าถ้าฉันได้รู้จักตัวตนยัยนั่นแล้วอธิบายให้ทุกคนฟังละ? ทุกคนอาจจะมองยัยนั่นใหม่ก็ได้ และถ้าเป็นแบบนั้นแล้วยัยนั่นก็อาจจะกลับมาตั้งใจเรียนและจบไปพร้อมกับเพื่อนก็ได้!!

                “ขิงไปกินข้าวด้วยกันไหม” ฉันเริ่มจากการชวนเธอไปกินข้าวด้วย หลังจากนั้นก็โดนเมิน

                “ขิงอรุณสวัสดิ์”จากนั้นก็เริ่มทักทุกวัน และก็ยังโดนเมิน

                “ขิงเธอมีอะไรที่ชอบมากๆไหม” และถามเรื่องที่เธอน่าจะสนใจ

                “บีแอล” บีแอล? อะไรละนั่นตามน้ำไปก่อนละกัน

                “ฉันก็ชอบเหมือนกันมันดีมากๆเลยเนอะ บีแอลน่ะ”ฉันพูดพลางหัวเราะไปด้วย รู้สึกเหมือนสนิทไปนิดหนึ่งเลย

                “ใช่ โดยเฉพาะฉากที่นายเอกXXXXกัน แล้วก็XXX ตอนจูบกันทำให้ใจสั่นไปเลยละ” ยัยนี่พูดอะไรออกมา

                “ซะ เซนเซอร์ๆ” ฉันปิดปากขิงก่อนที่เธอจะพูดอะไรไปมากกว่านี้ เพื่อนทั้งห้องหน้าแดงกันหมดแล้ว

                “อะไรกันเธอเองก็ชอบไม่ใช่หรอ” ยัยขิงดึงมือฉันออกแล้วพูดหน้าตาเฉย ใครจะไปชอบอะไรแบบนั้นกัน!!! เพื่อนทั้งห้องมองมาที่ฉันเป็นตาเดียว อย่างกับฉันเป็นตัวประหลาด

                “ใครมันจะไปชอบของอย่างนี้ลงเล่า!!” เห็นฉันเป็นคนแบบไหนกัน

                “นอนละ” ยัยบ้านี่จะนอนตลอดเวลาไม่ได้นะ

                “นี่มันไม่ใช่เวลานอนนะ” ฉันเริ่มรู้สึกเหลืออดกับยัยคนนี้แล้วนะ

                “งั้นฉันจะอ่านไอ้นี่ได้ใช่ปะ” ว่าแล้วขิงก็โชว์สิ่งที่เรียกว่าบีแอลของเธอขึ้นมา หน้าปกเป็นรูปผู้ชายสองคนที่กำลังโพสท่ายั่วยวน อ๊ากกก เซนเซอร์ๆ สุดท้ายฉันก็ปล่อยให้ยัยนั่นนอนไปตามระเบียบ  ให้ตายสิพกของแบบนี้มาโรงเรียนได้ยังไงกัน ทำไมถึงไม่โดนอาจารย์ยึดตอนตรวจกระเป๋านะ

                วันต่อมาฉันก็พยายามเข้าหายัยขิงเช่นเคย ไม่รู้ทำไมพอไปเห็นหน้าป๊อกกี้(หมาที่บ้าน)แล้วทำให้รู้สึกว่าอยากจะรู้จักกับยัยขิงมากกว่านี้ วันนี้ฉันจะถามเรื่องของเธอให้มากขึ้น

                “ขิงเธอชอบฟังเพลงแบบไหนหรอ อาหารละชอบแบบไหน แล้วอันนั้นละ แล้วอันนี้ละ บลาๆๆๆ”

                “หุบปากสักทีเถอะ” แต่ดูเหมือนว่าฉันจะถามมากไป

                “เอ่อ...คือ ถ้าฉันรู้เรื่องของเธอฉันจะได้ทำตัวถูกเวลาอยู่กับเธอไง” ฉันแถไปเรื่อยละ

                “เธอรู้ตัวไหมว่าทำให้คนอื่นรำคาญแค่ไหน ทุกวันทำตัวติดกันอย่างกับตังเม ทั้งตอนที่ฉันจะไปกินข้าว ทั้งตอนไปห้องน้ำยังขอไปด้วย ทำตัวอย่างกับว่าเราสนิทกันอย่างนั้นแหละ” คำพูดของขิงทำฉันจุกไปหมด ความตั้งใจของฉันพังครืดลงไม่เป็นท่า เสียงซุบซิบในห้องดังขึ้นเรื่อยๆ ฉันรู้สึกเหมือนหูเริ่มจะอื้อเลย

                “แต่ฉันทำเพื่อเธอนะ จริงๆแล้วเธอเป็นคนดีใช่ไหมละ ฉันรู้นะจากที่เธอช่วยฉันและเป็นห่วงฉัน ถ้าเธอเข้ากับคนอื่นได้ เธอก็จะมีความสุขกับการเรียน และพวกเราก็จะจบไปด้วยกันไง” นี่ฉันพูดจากใจเลยนะ

                “หึ ดูเหมือนว่าเธอจะเข้าไปอะไรผิดไปนะ แค่ฉันทำดีด้วยนิดหน่อยก็มโนไปเองขนาดนั้นเลยหรอ แบบนี้ใช่ไหมที่เขาเรียกว่าใจง่ายน่ะ” ทำไมถึงพูดแบบนั้นละยัยบ้า ฉันอุตส่าห์จะทำให้เธอดูดีในสายตาคนอื่น ไม่ต้องมีคนเกลียด ไม่ต้องมีคนดูถูกหรือว่าร้ายอะไร อยากให้อยู่โดยไม่มีใครว่าร้ายให้ แบบนั้นไม่ชอบหรอ ยัยบ้าเอ้ย

                “ขิงเธอพูดเกินไปแล้วนะ!! ยัยนี่ทำเพราะหวังดีกับเธอแท้ๆ” น้ำแดงที่ทนฟังมานานเริ่มโมโหแทนฉัน

                “หรอ แล้วใครขอ?” นั่นสิ ใครขอให้ฉันทำแบบนี้ อาจารย์ไง!!! อาจารย์บอกว่าให้ฉันมาดูแลเธอ เพราะกลัวเธอซ้ำชั้นและถ้าฉันไม่สำเร็จฉันจะล้มเหลวในฐานะที่เป็นหัวห้อง อา แต่นั่นมันก็แค่ความฝันนิ ฉันไม่เห็นต้องรู้สึกผิดเลย ถ้ายัยนี่ซ้ำชั้นจริงๆ นี่ฉันกำลังทำบ้าอะไรอยู่กันแน่

                “อาจารย์ขอมาน่ะ ว่าให้ดูแลเธอ” ฉันพูดออกไปตามจริง

                “แล้วเธอก็ทำตามโดยตามติดอย่างกับวิญญาณอะนะ?” แล้วจะให้ฉันทำยังไงละ?

                “พอเหอะมิ้น ไม่ต้องทำอะไรแบบนั้นหรอก” น้ำฟ้าเดินมาจูงมือฉันไปนั่งที่ของตัวเอง ถึงทุกคนจะพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่ลึกๆแล้วฉันอยากจะรู้จักยัยนั่นนะ แต่ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว

                พอหลังเลิกเรียนขิงก็นอนอยู่ที่เดิมตามปกติ ทุกคนออกไปจากห้องหมดแล้ว เหลือแค่ฉันคนเดียวที่กำลังทำเวรอยู่เช่นเคย อึดอัดจังเลย ฉันจะพูดอะไรดี

                “คะ...คือ เลิกเรียนแล้วนะ ตื่นๆ” ฉันพูดพร้อมยิ้มแห้งๆให้เมื่อเห็นใบหน้าที่งัวเงียของขิง

                “ฉันว่าจะถามนานแล้วนะ ทำไมเธอชอบนอนในห้องอะ ตอนกลางคืนเธอไม่ได้นอนหรอ?” คำตอบที่ได้กลับมาคือความเงียบ ถามต่อดีไหมนะ หรือจะปล่อยไปทั้งๆแบบนี้ดี ถามต่อละกัน

                “ละ...แล้วเรื่องที่ว่า”ฉันยังพูดไม่จบก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินขิงพูดขึ้น

                “รู้แล้วจะได้อะไรขึ้นมาละ ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของฉัน!!” เธอคว้ากระเป๋าแล้วเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

                อะไรของยัยนั่นฉันก็แค่อยากจะรู้จักเธอให้มากกว่านี้ก็เท่านั้นเอง ฉันเก็บกระเป๋าเตรียมตัวจะกลับบ้าน ข้อความในมือถือก็เด้งขึ้นมา ไม่ใช่ข้อความของใครอื่น คนคนนั้นคือแฟนฉันเอง

                พี่ต้น : โทษทีนะ วันหยุดนี้คงจะไปเดทด้วยไม่ได้แล้วอะ งานเยอะมากเลย

                เมื่อเห็นดังนั้นฉันจึงตอบไปว่าไม่เป็นไร ตอนนี้พี่ต้นเรียนระดับมหาวิทยาลัยแล้ว งานจะเยอะคงไม่แปลก แต่ว่าคิดถึงจังนะ ไม่ได้เจอกันนานมากแล้วด้วย อยากคุยด้วยหลายๆเรื่อง ทั้งเรื่องของขิงด้วย

                ช่างมันละกัน




#จบตอนที่1แล้ววว เจอกันใหม่อาทิตย์หน้านะจ้ะ

#ใช้ภาษาหรือบรรยายติดขัดยังไงก็ขออภัยด้วยนะจ้ะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

0 ความคิดเห็น