Bad guys lover เผลอรักหมดใจยัยเด็กหลังห้อง(yuri)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,381 Views

  • 15 Comments

  • 62 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    6

    Overall
    1,381

ตอนที่ 18 : ทะเลาะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 94
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    29 พ.ย. 61

          เริ่มเข้าเดือนธันวาคมแล้วแต่อากาศก็กำลังร้อนอยู่เหมือนเดิม ฉันเดาว่าคงจะไปหนาวช่วงสิ้นปีเหมือนทุกทีแหงๆเลย วันนี้ฉันก็มาโรงเรียนเหมือนปกติ และทำหน้าที่หัวหน้าห้องอย่างที่เคยทำ พอทำเสร็จก็นั่งเล่นไปพลางๆรอเวลาเข้าเรียนอะนะ จะว่าไปตั้งแต่ได้ไลน์ขิงมาฉันยังไม่ได้ทักไปเลย ไม่รู้จะคุยอะไรดีอะนะ กลัวทางนั้นจะไม่ว่างด้วยแหละเห็นว่าทำงานพิเศษด้วยนิ งั้นลองทักไปตอนนี้ดีไหมนะ แล้วฉันจะกังวลทำไมเนี่ย

                ทักไปเลยละกัน!

MinT : ฮัลโหลขิง ทำอะไรอยู่อะ

                Khing : ใครอะ?

                MinT : ห้ะ!! นี่เธอลืมฉันได้ยังไง! วันเสาร์ที่ผ่านมาเธอยังให้ไลน์ฉันอยู่เลย

                Khing : หัวหน้าห้อง?

                MinT : เออดิ ทำไรอยู่ละ

                Khing : เพิ่งตื่น

                MinT: รีบเลย!! เจ็ดโมงสี่สิบแล้ว!!

                Khing : ทันน่า

               

                ทันของเธอเนี่ยคงหมายถึงมาทันแปดโมงสิบนาทีสินะ ใจคอไม่คิดจะมาเช้าสักวันเลยหรือไงเนี่ย

                “นั่นแน่ ยิ้มอะไรอยู่คนเดียวอะ” ฉันรีบเงยหน้ามองน้ำแดงที่ยืนอยู่ตรงหน้า เอ๊ะ ฉันยิ้มหรอ

                “อย่าบอกนะว่า มิ้นของเรามีแฟนคนใหม่แล้วอ่า” ไม่ใช่นะน้ำฟ้าฟงแฟนอะไรกัน

                “เปล่าๆ ฉันแค่คุยกับเพื่อน” คุยกับเพื่อนจริงๆนั่นแหละ

                “คุยกับเพื่อนทำไมต้องยิ้มหวานขนาดนั้นด้วยละ” โอ๊ย น้ำตาลก็อีกคน

                พอโดนเพื่อนๆแซวไม่หยุดฉันเลยรีบเก็บมือถือ แล้วนั่งเมาท์มอยกับพวกเธอแทน พอถึงแปดโมงอาจารย์ยังไม่มาฉันก็เลยถือโอกาสเอามือถือขึ้นมาเปิดดูไลน์ ไม่รู้ว่าขิงจะตอบกลับมาอีกหรือเปล่า แต่เมื่อไม่เห็นข้อความฉันเลยเก็บมือถือไป และไม่นานนักเจ้าตัวก็เดินเข้ามาในห้อง แปดโมงสิบนาทีเป๊ะ

                “ขิง อรุณสวัสดิ์” ทันทีที่ขิงเดินเข้ามาในห้องฉันก็รีบเอ่ยทัก อีกฝ่ายไม่พูดอะไรแต่พยักหน้าแทนคำตอบก่อนจะเดินไปนั่งที่ตัวเอง จะว่าไงดีละ วันนี้เธอดูเหนื่อยๆกว่าทุกวันนะ

                “นี่เธอยังไม่เลิกยุ่งกับยัยนั่นอีกหรอ” น้ำตาลหันมามองฉันด้วยสายตาแปลกๆ

                “เอ่อ คือขิงไม่ใช่อย่างที่ทุกคนคิดหรอก ข่าวลือนั่นไม่ใช่ความจริงซักหน่อย ความจริงแล้ว...” ฉันยังพูดไม่จบน้ำแดงก็พูดแทรกขึ้น

                “อะไร ยัยนั่นพูดให้เธอฟังหรือไง? แล้วเธอก็เชื่อเนี่ยนะ” แล้วฉันผิดตรงไหนที่เลือกที่จะเชื่อละ

                “เฮอะ เห็นว่าอยู่ด้วยกันบ่อยๆ ว่าจะเตือนแล้วนะได้ยินว่าโดนหลอกด้วยนิ ไม่เข็ดหรอ” เพื่อนในห้องเสริม ฉันไม่ได้โดนหลอกสักหน่อย เรื่องที่แล้วฉันผิดเองต่างหากที่ไม่รู้ว่ากันต์เป็นผู้หญิง

 “ไม่ใช่แบบนั้น...คือที่จริงแล้ว”

“โห เดี๋ยวนี้มีแก้ตัวแทนกันด้วยหรอ” น้ำตาลรีบพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจนัก รอให้ฉันพูดจบก่อนก็ไม่ได้

“ฉันขอถามเธออีกรอบนะมิ้น เธอคิดดีแล้วหรอ ที่จะเป็นเพื่อนกับคนแบบนั้น” น้ำแดงก็เอาด้วยอีกคน

“แล้วพวกเธอละ รู้เรื่องของขิงดีแล้วหรอ อย่าตัดสินคนอื่นจากข่าวลือสิ” ฉันพยายามพูดให้เพื่อนเข้าใจ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันคิด

“โห พูดแบบนี้ พวกเราก็ดูเลวไปเลยสิ แล้วเธอละ” ฉันรู้สึกใจหายวาบเมื่อน้ำตาลมองฉันด้วยสายตาเย็นชา

“นั้นสิ!! ตอนนั้นเธอยังเคยนินทายัยขิงเพราะข่าวลือเลยนิ!” มันก็จริง ตอนนั้นฉันยังไม่รู้จักขิงนี่นา

“ฉันยอมรับว่าฉันเคยพูดแบบนั้น แต่ว่าตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่ความจริง” ฉันหันไม่มองขิงที่นั่งอ่านนิยายของเธอโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

“ถ้าพวกเธอได้รู้จักขิงสักหน่อยละก็...” ฉันกำลังจะพูดต่อแต่ก็ต้องชะงักเมื่อน้ำแดงตะคอกใส่

“แล้วไง!! ถ้าพวกฉันได้รู้จักยัยนั่นแล้วจะมีอะไรเปลี่ยนหรอ!!

“อย่างน้อยๆพวกเธอก็คงไม่มองขิงว่าเป็นคนไม่ดีอย่างตอนนี้”

                “หึ เธอก็แค่พูดให้ตัวเองดูดีไม่ใช่หรือ ขนาดเจ้าตัวเขายังไม่อะไรเลย ทำไมเธอต้องออกตัวแทนด้วยละ คิดว่าตัวเองกำลังเล่นบทแม่พระอยู่หรือไง”

                “ไม่ใช่แบบนั้นนะน้ำตาล”

                “แล้วมันแบบไหน!! ที่ผ่านมาฉันเตือนเธอด้วยความหวังดีมาตลอด คราวนี้อย่าร้องไห้กลับมาหาพวกฉันละกัน” พอน้ำแดงพูดจบอาจารย์ก็เข้ามาพอดี ทุกคนเลยแยกย้ายกลับไปนั่งที่ตัวเองโดยไม่พูดอะไรต่อ

                แต่ละชั่วโมงผ่านไปอย่างเชื่องช้า ฉันเรียนไม่รู้เรื่องและรู้สึกอัดอึดมาก ฉันพยายามจะพูดกับน้ำตาลแต่เธอก็เมินฉันตลอด ไม่ใช่แค่น้ำตาลแต่ทุกคนในห้องก็เริ่มมองฉันแปลกๆเหมือนกัน แล้วฉันจะทำยังไงต่อไปดี

                พอถึงพักเที่ยงกลุ่มเพื่อนของฉันก็เดินออกไปจากห้อง พวกเขาหัวเราะและหยอกล้อคุยกันตามปกติ เว้นแต่ตรงนั้นไม่มีฉันเดินไปด้วยเท่านั้นเอง เฮ้อ ถ้าไม่รีบคืนดีมีหวังคงได้อยู่คนเดียวตลอดทั้งเทอมแน่ๆเลย

                “ฉันบอกเธอแล้วใช่ไหม เธอน่ะกลับไปอยู่ในโลกแบบเดิมของเธอจะดีกว่า” ฉันเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่นิ่งสงบของขิงก่อนจะถอดหายใจออกมาเฮือกใหญ่

                “เธอช่วยพูดอะไรที่ทำให้ฉันรู้สึกดีกว่านี้ไม่ได้หรือไง” ขิงยักไหล่แล้วนั่งลงโต๊ะข้างๆ ฉันละหมั่นไส้ท่าทีของเธอจริงๆเลย ทั้งๆที่เป็นเรื่องของตัวเองแท้ๆ แต่กลับไม่พูดอะไรสักคำ

                “ไม่มีทางที่พวกนั้นจะมองเธอใหม่เลยหรอ” พอพูดแบบนั้นขิงก็ส่ายหัว ฉันไม่เห็นเข้าใจเลยทีเรื่องไม่ดีเชื่อกันง่ายนัก พอเรื่องดีๆกลับไม่มีใครมองเห็น แต่ยัยนี่ก็เหมือนดีเกินไป ความจริงถ้าจะช่วยลุงคนนั้นก็แค่บอกทางก็พอแล้วนิทำไมต้องพยุงไปส่งถึงโรงแรมด้วย ไม่งั้นคงไม่เกิดข่าวลือบ้าๆนั่น

                “แล้วเธอจะพยายามทำแบบนั้นไปทำไมละ” ยังจะถามอีก แล้วใครอย่าให้คนอื่นมองตัวเองไม่ดีบ้างละ

                “ก็มันจะดีกว่าไม่ใช่หรือไง”

                “ดีกว่ายังไง?” โอ๊ยทำไมต้องทำหน้านิ่งตอนถามด้วย นี่อยากรู้หรือประชด ฉันเริ่มจะแยกไม่ออกละ

                “กะ ก็ ยังไงมันก็ดีกว่าแน่นอนละน่า” ฉันพูดแถๆไปเพราะหมดคำจะพูดกับยัยคนนี้

                “สมมุตินะ ถ้าเกิดมีน้ำผลไม้ออกใหม่รสแปลกๆ แล้วมีรีวิวว่าไม่อร่อยมากกว่าคนที่ที่บอกว่าอร่อย เธอจะอยากไปลองหรือเปล่า” ปัญหาเชาว์? จู่ๆทำไมถามคำถามแปลกๆแบบนี้ได้ละเนี่ย

                “แน่ละ ถ้าคนส่วนใหญ่ว่าไม่อร่อย แล้วจะไปซื้อทำไมละ” พอฉันตอบแบบนั้นขิงก็ดีดนิ้วทีหนึ่ง

                “อาฮะ โดยส่วนมากถ้าคนส่วนใหญ่บอกว่าไม่อร่อย คนอื่นก็จะมองว่าไม่อร่อยตาม มันจะมีแค่ไม่กี่คนที่ไม่เชื่อแล้วไปลองเอง เรื่องของฉันก็เหมือนกัน” นี่จะสื่ออะไรกันคะ ถามหน่อย

                “แล้วมันยังไง เธอจะบอกว่าตัวเองอร่อยหรือไง” ขิงถอนหายใจแล้วเอามือกุมขมับ

                “เธอจับฉลากมาเรียนหรือไง ผลการเรียนก็สูงทำไมเรื่องแค่นี้ไม่รู้” นี่เธอด่าว่าฉันโง่เร๊อะ!

                “แล้วมันยังไงละ บอกมาตรงๆสิ” ฉันฟุบลงกับโต๊ะเหมือนคนหมดแรง ก่อนจะหันไปหาเจ้าของใบหน้าที่นิ่งเฉย

                “เฮ้อ สรุปถ้าคนส่วนใหญ่มองว่าฉันไม่ดี ยังไงคนอื่นก็มองว่าฉันไม่ดี พูดกับเธอแล้วฉันเหนื่อยชะมัดเลย” อ้าวก็เธออธิบายไม่ชัดเจนเองนี่นา พูดแบบนี้ต้องแต่แรกก็คงไม่ต้องพูดซ้ำอีกรอบหรอก

                “เข้าใจแล้วน่า ฉันแค่ไม่เข้าใจเธอ ยังไงซะฉันก็ยังคงคิดเหมือนเดิมนั่นแหละ” ไม่เข้าใจจริงๆนั่นแหละ เวลาทั้งเวลาที่ยัยนี่พูด หรือแม้แต่สิ่งที่ยัยนี่ทำ มันดูขัดตายังไงไม่รู้

                “เอาเถอะ ฉันไปกินข้าวดีกว่า” พูดจบก็ลุกไปเลย ไม่คิดจะชวนฉันที่นั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้บ้างหรือไง!

                “ไปด้วยสิ” ไม่พูดเปล่า ฉันรีบสาวเท้าเดินตามขิงออกไป

                ระหว่างทางฉันเดินสวนกับพวกน้ำแดงที่กำลังนั่งทานข้าวอยู่แถวนั้น ฉันอยากจะพูดกับพวกเธอมากแต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ถ้าพูดไปแล้วฉันจะกลับมาเป็นเพื่อนกับขิงได้หรือเปล่า

                อึดอัด...

                “จะกินอะไรละ สั่งสิ” พอได้เห็นหน้าของขิงที่ยืนอยู่ตรงนี้ ความกังวลเมื่อกี้เหมือนจะหายไปชั่วขณะ ทำไมกันนะ...

                “จะกินไหม” คนหน้านิ่งหันมาย้ำ ฉันเลยยิ้มตอบไป

                “กินสิ ป้าคะเอากระเพราทะเลไข่ดาวหนึ่งจานค่ะ”

                “ยิ้มอะไร” นั่นสิยิ้มอะไรของเรานะ

                “เปล่า” ถึงจะพูดอย่างนั้น ฉันก็ยังคงยิ้มให้ขิงจนเจ้าตัวหลุบตาลงมอง

                “ท่าจะบ้า”

                “ฮะๆ นั่นสินะ” พอฉันพูดจบ ขิงก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ พวกเราไปกินข้าวด้วยกันเป็นครั้งแรก และฉันก็รู้สึกแปลกๆ ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันคืออะไร แต่ตราบใดที่ขิงยังอยู่ข้างๆฉันตรงนี้ฉันก็รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก




#อัพทุกวันพฤหัส และวันเสาร์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

0 ความคิดเห็น