THE HORROR เรื่องสยองของคนไม่กลัวผี

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 83 Views

  • 0 Comments

  • 3 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    0

    Overall
    83

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

เรื่องเล่าของเด็กสาวคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ด้านสิ่งเร้นลับที่เราไม่อาจพิสูจน์ได้ แต่เธอกลับไม่มีความเชื่อในเรื่องพวกนี้สักเท่าไร


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
                      "ทำไม" คนเราถึงกลัวความมืด?

                 นั่นคือสิ่งที่ฉันได้ถามใครบางคน คำตอบที่ฉันได้

                     ไม่ใช่เพราะมองไม่เห็นสิ่งรอบข้างหรอกนะ

                                             . . .?
                    เพราะว่าเขากลัวสิ่งที่อยู่ในความมืดต่างหาก

                  ฉันเลยถามกลับไปว่า แล้วสิ่งนั้นมันคืออะไรล่ะ? 

         เขาบอกฉันว่า "ผี" มันเป็นสิ่งที่เขากลัว แต่เขามองไม่เห็นพวกมัน...

                    ฉันไม่รู้เลยว่าที่เขาพูดมานั้นหมายถึงอะไร?
 เพราะว่าฉันไม่มีความเชื่อในเรื่องพวกนี้สักเท่าไร เพราะว่าฉันไม่เคยเห็นมัน

                                                        แล้วคุณล่ะ? 
                 "คุณเชื่อหรือเปล่า"







***นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น อาจจะมีอิงจากเรื่องจริงในบางตอน จากประสบการณ์ของคนรอบข้างและตัวผู้เขียนเอง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน***

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 7 ม.ค. 60 / 21:55

บันทึกเป็น Favorite


     บางสิ่งนั้นเร้นลับเกินจะค้นหา ดังความเชื่อที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ เรื่องราวเกี่ยวกับภูตผีนั้นบ้างก็ว่ามีจริง บ้างก็ว่าเป็นเพียงตำนานหลอกเด็กที่เล่าต่อกันมา แต่ความจริงนั้น ใครเล่าจะหยั่งรู้ได้?

                ณ หอพักแห่งหนึ่ง

            เด็กสาวกลุ่มหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง หลังจากที่เมื่อวานพวกเธอก็ทำงานโต้รุ่งกันไปแล้ว ในเมื่องานยังไม่สมบูรณ์อย่างที่หวัง เด็กสาววัยมหาวิทยาลัยทั้งหกคนจึงต้องมานั่งแก้งานที่ตัวเองทำไว้แล้วก่อนหน้า พวกเธอยังคงตั้งใจทำงานอย่างไม่หยุดหย่อน หวังจะทำให้เสร็จสิ้นภายในคืนนี้

จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงตีสอง

                “ในที่สุดก็ทำงานกลุ่มเสร็จสักที!!!” สุนิศาเอ่ยพลางลุกบิดขี้เกียจ หลังจากที่นั่งพิมพ์งานกลุ่มของเธอมานานหลายชั่วโมง เพื่อนคนอื่นก็มีสภาพไม่แพ้กัน

                “สองวันสองคืนเลยนะ อย่างกับมาเข้าค่ายพักแรม คิดถึงหอตัวเองจังเลย” ดุจดาวลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายบ้าง

                “จะว่าไปมานอนหอเพื่อนทั้งที ทำไมไม่หาอะไรสนุกๆทำบ้างละ? ไหนๆก็ทำงานเสร็จกันแล้ว พรุ่งนี้ก็ไม่มีเรียนแล้วด้วย” กาญจนาผู้เป็นเจ้าของห้องเสนอ เพื่อนคนอื่นๆหันมาจ้องตาเป็นมัน ซึ่งไม่ต้องตอบก็รู้ว่าพวกเธอทั้งหลายเห็นด้วยอยู่แล้ว

                “งั้นจะทำอะไรดีละ?” กุลธิดามองหน้าเพื่อนทั้งห้าของเธอที่นั่งกระพริบตาปริบๆ และกำลังจ้องมาที่เธอ

                “เล่าเรื่องผีๆๆ!!!” สิริประภาเสนอ เธอพูดพร้อมกับตาที่เป็นประกาย

                “เล่าเรื่องผีตอนตีสองเนี่ยนะเราว่ามันไม่เหมาะมั้ง” ดุจดาวเริ่มหวั่นๆเมื่อได้ยินที่เพื่อนพูด เพราะตัวเองเป็นคนที่กลัวผีเอามากๆ

                “เอาน่าๆท้าทายดีออก นั่งล้อมวงเลย!!!” กุลธิดารีบนั่งลงก่อนเพื่อนก่อนจะหยิบเทียนเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสะพายของเธอที่วางอยู่กับพื้น ด้วยนิสัยที่ชอบแกล้งเพื่อนเธอจึงเตรียมพร้อมมาอย่างดี เหมือนกับรู้มาล่วงหน้าแล้วว่าเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้น

                “ไม่เป็นไรหรอกดรีม(ดุจดาว) ถ้าเป็นเรื่องที่ดา(กุลธิดา)จะเล่า มีแต่เรื่องที่น่าเบื่อทั้งนั้น”เอมมิกาปลอบใจเพื่อนด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ดรีมก็ยังหวั่นๆอยู่เหมือนเคยเพราะรู้ว่าเอมเป็นคนที่ไม่กลัวอะไร ตั้งแต่รู้จักกันในหลายเดือนที่ผ่านมา        

           “เคลียพื้นที่ก่อนสิ ดาแกจะรีบร้อนอะไรขนาดนั้น ห้องรกขนาดนี้เดี๋ยวไฟก็ไหม้ห้องฉันพอดี” กาญจนาหันไปดุดาที่กระตือรือร้นเกินหน้าเกิดตา ทีตอนทำงานไม่เห็นจะตั้งใจขนาดนี้เลย

                เมื่อทุกคนช่วยกันเคลียพื้นที่รอบข้างเสร็จ ทุกคนก็เริ่มนั่งล้อมวงอีกครั้ง แสงเทียนพอริบหรี่กับความเงียบสงัดในช่วงตีสองทำให้บรรยากาศโดยรอบน่าขนลุกไปโดยปริยาย แต่ยังไม่ทันได้เล่าอะไรดูเหมือนว่าเอมจะลืมตาไม่ขึ้นเสียแล้ว ด้วยความเงียบและมืดทำให้เธอง่วงขึ้นมาในทันที

                “เอม แกขี้โกงอะ ห้ามหลับนะแกต้องมานั่งฟังด้วยกัน” สุนิศาเขย่าเพื่อนของเธอที่ส่ายหัวบอกว่าไม่ไหวแล้ว ต้องการจะนอนตอนนี้เลย

                “สุแกก็รู้นี่ว่าเอมมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ปล่อยให้มันนอนไปเถอะ” ดาเอ่ย เมื่อเพื่อนว่าอย่างนั้น สุนิสาเลยปล่อยเพื่อนของเธอให้ไปนอน

                “เอาล่ะๆมาเล่ากันเลยดีกว่า!!!” สิริประภาพูดอย่างตื่นเต้น

                “แล้วใครจะเล่าละ?” เมื่อกาญจนาพูดจบ เพื่อนทุกคนเงียบไปสักพัก ก่อนจะหันไปมองเอมที่นอนอยู่บนเตียง เอมเป็นคนที่มีประสบการณ์เยอะกว่าคนอื่นในกลุ่มกลับหลับไปเสียแล้ว เพื่อนๆหันมามองตากันปริบๆ

                “เอ่อ ถ้าไม่มีเรานอนกันดีกว่านะ” ดรีมเอ่ยอย่างโล่งใจ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อสุนิศาเอ่ยบางอย่างขึ้น

                “มีสิ ฉันจะเป็นคนเล่าเอง” ทุกคนเริ่มหันมาสนใจสุนิสา และตั้งหน้าตั้งตารอสิ่งที่เธอกำลังจะเล่า เว้นแต่ดุจดาวที่เอาแต่เกาะแขนกาญจนาอย่างไม่คิดจะปล่อยเลยทีเดียว

                “เรื่องนี้เป็นเรื่องสมัยที่ฉันอยู่ ม.ต้น เพราะบ้านอยู่ใกล้โรงเรียนฉันกับเอมและดา จึงต้องมาช่วยงานคุณครูที่เป็นน้าของฉันอยู่บ่อยๆ บางวันกว่าจะได้กลับบ้านก็มืดแล้ว ตอนนั้นพวกเรามีเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันอีกสองคน ชื่อมินตรา กับอัญมณี ในวันนั้นพวกเราก็อยู่ช่วยงานคุณครูตามปกติ แต่ก็มีเรื่องที่เราไม่คาดคิดเกิดขึ้น” สุนิสาเริ่มเกริ่นเรื่อง

                เวลาช่วงห้าโมงเย็นในกลางเดือนธันวาคม เด็กสาวห้าคนกำลังเก็บรวบรวมเอกสารที่ได้รับมอบหมายให้จัดเรียงหน้าใหม่ เป็นเรื่องปกติของพวกเธอ เพราะบ้านใกล้โรงเรียนและความสนิทสนมกับคุณครูจึงได้มาช่วยงานเล็กๆน้อยๆเสมอ ปกติพวกเธอจะกลับบ้านพร้อมกัน แต่วันนี้ มินตรา คนที่อยู่บ้านไกลสุดได้ขอตัวกลับก่อน

            “ให้ฉันเดินไปส่งที่หน้าโรงเรียนไหม นี่มืดแล้วมันอันตรายนะ” เอมมิกาเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วงเพื่อน

            “ไม่เป็นไรจ้ะ คุณน้าคนขับรถมารอที่หน้าประตูแล้ว พวกเธอทำงานต่อเถอะนะ แล้วก็ขอโทษด้วยนะจ้ะ ที่ไม่ได้ช่วยอะไรมากเท่าไร” มินตราทำหน้ารู้สึกผิด

            “ไม่เป็นไรหรอก พวกเราต่างหากที่ต้องขอโทษที่ให้เธอมาช่วยตลอดเลย เธอยิ่งสุขภาพไม่ค่อยดีด้วย เพราะงั้นไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ” กุลธิดาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม หวังจะให้เพื่อนของเธอสบายใจ เมื่อได้ยินเช่นนั้น มินตราก็ได้กล่าวลาเพื่อนๆของเธอก่อนจะเดินจากไป  

            เด็กสาวทั้งสี่คนยังคงทำงานต่อไป จนตะวันเริ่มลับขอบฟ้า ยิ่งช่วงนี้เป็นฤดูหนาวจึงทำให้มืดเร็วกว่าที่เคย พวกเธอรีบทำงานของเธอให้เสร็จกว่าจะถึงตอนนั้นเวลาก็ล่วงเลยมาเกือบหกโมงครึ่ง

            “ดูข้างนอกสิมืดตื๊ดตื๋อเลยอะ วันนี้ให้คุณน้าไปส่งดีกว่า” สุนิสาเอ่ยขึ้น เพื่อนๆพยักหน้าเห็นด้วยกันอย่างพร้อมเพรียง       

              “มิ้นจะไปถึงบ้านหรือยังนะ ไม่เห็นโทรมาเลย”กุลธิดาเริ่มกังวลใจ เพราะปกติเพื่อนของเธอจะโทรมาบอกว่าเธอถึงบ้านโดยปลอดภัยแล้ว แต่วันนี้กลับไร้วี่แวว

            “มิ้นอาจจะไปโรงพยาบาลก่อนก็ได้นะ เห็นว่าคุณยายของเธอป่วยนิ วันหลังพวกเราก็ไปเยี่ยมบ้างนะ” สาวแว่นอย่างอัญมณีเอ่ยขึ้นบ้าง หลังจากที่เธอเงียบมานาน คำพูดของเธอทำให้เพื่อนเบาใจได้นิดหน่อย แต่คนที่ดูร้อนรนตอนนี้คือเอมมิกา เธอกำลังจ้องมองบางอย่าง จนสุนิศารู้สึกแปลกๆจึงสะกิดเอมเบาๆ

            “เป็นอะไรหรือเปล่า เธอมองอะไรอยู่งั้นหรอ?”

            “เปล่า ไม่มีอะไร” เอมมิกาเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะเก็บงานของเธอรวมกับเพื่อนคนอื่นๆ

            “เย้ๆๆ งานเสร็จหมดแล้ว เอาไปส่งคุณครูกันเถอะ” ว่าแล้วสุนิศาก็รีบเอาเอกสารมาถือไว้อย่างเตรียมพร้อมในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆกำลังเก็บเก้าอี้

            “ลืมของหรอ?” เอมมิกาพูดขึ้นในขณะที่ทุกคนกำลังจะเดินออกจากห้องเรียน

            “ฉันหรอ? ไม่ได้ลืมนะ นี่ๆ เอมเธอช่วยฉันแกล้งพวกนั้นได้ไหม?”ดากระซิบก่อนจะชี้ไปทางสุนิศากับอัญมณีที่เดินนำไปก่อนแล้ว

            “ทำยังไงละ?” ดายิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อเพื่อนเห็นดีเห็นงามด้วย

            “ตรงทางเดินขึ้นบันได ตอนพวกนั้นเดินไปถึงเธอช่วยไปปิดๆเปิดๆไฟ แล้วเอาผมเธอปรกหน้า พร้อมกับยืนเหมือนซอมบี้นะ พวกนั้นคงตกใจแย่เลย” ดาพูดพร้อมหัวเราะออกมาเบาๆ

            “ไม่เอาด้วยหรอก แค่ปิดๆเปิดๆไฟพวกนั้นก็น่าจะกลัวแล้วไม่ใช่หรอ” เอมมิกาไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่กุลธิดาคิด

            “งั้นก็เอาแค่ปิดๆเปิดๆไฟก็ได้นะ เดี๋ยวฉันจะทำให้พวกนั้นกลัวเอง” ว่าแล้วดาก็รีบเดินตามเพื่อนทั้งสองไป ปล่อยให้เอมมิกาทำตามแผน

            “ปวดฉี่จังแหะ ขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะไปก่อนเลย” เอมมิกาตะโกนออกไปก่อนจะเดินไปอีกทาง

            “บอกแล้วเชียวว่าอย่ากินน้ำเยอะ” สุนิศาพูดขึ้น

            “รอเอมก่อนดีไหม มันมืดแล้วนะ ไปเป็นกลุ่มน่าจะปลอดภัยกว่า” อัญมณีเสนอ เมื่อเป็นเช่นนั้นกุลธิดาจึงรีบแย้งขึ้น       

            “ไม่เป็นไรหรอกน่า มันมีทางขึ้นฝั่งนั้นด้วยนิ เดี๋ยวเอมก็ตามมาเองละ ไปรอที่ห้องพักครูเลยดีกว่านะ”

            “นั่นสิ อย่างเอมก็คงไม่เป็นไรหรอกเนอะ”สุนิศาเห็นด้วย อัญมณีไม่ได้ขัดข้องอะไร

            เมื่อเด็กสาวทั้งสามเดินมาถึงทางขึ้นบันได ไฟก็ติดๆดับๆตามแผน กุลธิดาคิดในใจว่าเอมมิกาทำได้เยี่ยมมากก่อนจะแต่งเรื่องให้เข้ากับสถานการณ์

            “นี่สุ อย่าบอกนะว่าที่เขาลือว่าโรงเรียนนี้มีผีจะเป็นเรื่องจริง” กุลธิดาเริ่มแสดงสีหน้าหวาดกลัว

            “ไม่มีหรอกน่า ก็แค่ไฟตกไม่ต้องคิดไรมากหรอก” สุนิศายังใจแข็งต่อ แต่อัญมณีเริ่มมีสีหน้ากังวล ทำให้กุลธิดาเริ่มแสดงท่าทางหวาดกลัวออกมาให้มากขึ้น

            “นะนั่นอะไรน่ะ” อัญมณีพูดขึ้นอย่างตกใจ เมื่อเห็นร่างของเด็กสาวใส่ชุด ม.ต้น ยืนก้มหน้าอยู่ มีคราบเลือดติดอยู่ที่เสื้อของเธอ ของเหลวสีแดงข้นไหลเยิ้มลงกับพื้น สร้างความหวาดกลัวให้พวกเด็กสาวไม่น้อย

            “กรี๊ดดดดดดดดดดดดด!!!” ทั้งสามคนกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว ไฟเปิดสว่างเผยให้เห็นสีหน้าอันหวาดกลัวของเพื่อนๆ ทำเอากุลธิดาหลุดขำออกมา

            “ฮ่ะๆๆๆ เอมพอได้แล้ว” กุลธิดาเอ่ย พร้อมกับหัวเราะไม่หยุด

            พรึ่บ

       ไฟดับไปแค่ครู่เดียวก่อนจะสว่างขึ้น เผยให้เห็นความว่างเปล่าที่อยู่ข้างหน้า ร่างของเด็กสาวที่ยืนอยู่เมื่อครู่หายไป พร้อมกับรอยเลือด สุนิศายืนนิ่งสักพักก่อนจะหันไปดุกุลธิดายกใจใหญ่ ส่วนอัญมณีเธอถึงกลับร้องไห้ไม่หยุด

            เอมมิกาเดินลงมาจากบันไดชั้นบน เมื่อเห็นอัญมณีร้องไห้อยู่เธอก็ตกใจ รีบเดินไปถามถึงสาเหตุแต่ก็โดนสุนิสาดุกลับมา พร้อมกับเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง

            “ถึงจะเป็นการแกล้งแต่นี่มันก็เกินไปนะเอม!!ไม่คิดเลยว่าเธอจะเป็นคนแบบนี้!!! สุนิสาวีนใส่เอมยกใหญ่

            “เอาน่าสุ เธอควรดุฉันมากกว่านะ เอมแค่ทำตามที่ฉันบอก” ดายังคงยิ้มแป้นชื่นชมผลงานของตัวเอง

            “พวกเธอพูดเรื่องอะไรกันน่ะ?” เอมมิกาเอ่ยขึ้น ทำเอากุลธิดาเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตบไหล่เบาๆพร้อมขำออกมายกใหญ่

            “อะไรกันๆ เธอเป็นคนบอกเองนี่ว่าจะทำแค่ปิดๆเปิดๆไฟ แต่พอทำจริง ไม่คิดเลยนะว่าจะจัดเต็มขนาดนั้น ไปเอาน้ำแดงมาจากไหนอะ เสื้อตัวนั้นละ?” เมื่อได้ยินสิ่งที่กุลธิดาพูดเอมมิกาก็ทำหน้า งงๆ

            “เธอทำให้ฉันกลัวนะเอม” อัญมณีเช็ดน้ำตาก่อนจะเดินนำไปที่ห้องพักครู

            เมื่อส่งเอกสารให้ครูเสร็จแล้ว คุณครูที่เป็นน้าของสุนิศาก็อาสามาส่ง แต่บรรยากาศในรถอึดอัดกว่าที่เคยเป็น จนกุลธิดาเอ่ยปากขอโทษออกมา และพยายามบอกให้เอมมิกาขอโทษด้วย แต่เธอก็ยืนกรานว่าเธอไม่ได้ทำ

            “มีเรื่องอะไรกันหรอจ้ะ” น้าของสุถามขึ้นด้วยความสงสัย เหตุใดพวกเด็กสาวถึงผิดใจกันและเริ่มมีปากเสียง

            “ก็ เอม เธอร่วมมือกับดาแกล้งพวกหนูแต่กลับไม่ยอมขอโทษอะ ทั้งที่ทำแบบนั้นแท้ๆ หนูเกือบหัวใจวายเลยนะ นีก็ร้องไห้ไม่หยุดเลยตอนนั้น” สุนิศาเชิดหน้าใส่เอมมิกาขณะที่เธอพูด

            “ก็บอกว่าฉันไม่ได้ทำไง ฉันลืมมือถือไว้ใต้โต๊ะเลยกลับมาเอาหลังจากที่เข้าห้องน้ำเสร็จแล้ว ตอนนั้นครูวาก็โทรถามด้วยว่าเอกสารเสร็จหรือยัง แล้วฉันก็ได้ยินเสียงพวกเธอกรี๊ด คิดว่าดาเป็นคนแกล้งซะอีก” เอมมิกาพูดอย่างจริงจังจนเพื่อนๆต้องหันมามองหน้ากัน

            “ยังจะมาพูดแบบนี้อีก!!!” อัญมณีขึ้นเสียง แต่ก็ต้องหยุดเมื่อครูวาพูดขึ้น

            “เรื่องที่เอมมิกาพูด เป็นเรื่องจริงนะ ครูโทรไปถามจริงๆ และครูก็ได้ยินเสียงพวกเธอกรี๊ดด้วย เอมมิกาบอกครูว่ากุลธิดาแกล้งเพื่อนก็เลยไม่ได้เอะใจอะไร” บรรยากาศเริ่มเงียบมากกว่าเดิม สามสาวผู้เห็นเหตุการณ์มองหน้ากัน ถ้าตอนนั้นไม่ใช่เอมมิกาแล้วผู้หญิงที่พวกเธอเห็นล่ะคือใคร?!!

            “อ๋อ จริงสิ นอกจากพวกเราแล้วยังมีเพื่อนอีกคนอยู่นะ” จู่ๆเอมมิกาก็พูดขึ้น แต่สุนิศาแน่ใจว่าทั้งอาคารมีแค่พวกเธอกับครูที่ทำงานอยู่ในห้องพักครูเท่านั้น

            “ใครล่ะ?” กุธิดาถามอย่างไม่ลังเล เพราะตนก็แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ที่ชั้นนั้นแล้วแน่ๆ

            “มินตราไง!!เมื่อสิ้นเสียงเอมมิกา ครูวาถึงกับเบรกรถกะทันหัน

            เอี๊ยด!!!

                “เธอว่าไงนะเอมมิกา” ครูวาหันมาจ้องหน้าเอมมิกาอย่างตื่นตระหนก

            “ตอนที่ทำงานเสร็จแล้ว หนูเห็นมินตรากลับมาที่ห้องค่ะ หนูเลยถามว่าลืมของหรอ? แต่เธอไม่ตอบอะไร แล้วเธอก็เดินไปนั่งที่โต๊ะของเธอ ตอนที่หนูจะออกจากห้องน้ำมาเอาโทรศัพท์ที่ห้องหนูก็เห็นเธออีกครั้ง แต่จู่ๆ!! เสื้อของเธอก็เต็มไปด้วยเลือด มันคือเลือดแน่ๆ กลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณนั้น หนูตกใจมากที่เห็นแบบนั้น หนูเลยถามเธอไปว่า เธอบาดเจ็บหรือเปล่า แล้วจู่ๆเธอก็วิ่งขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง หนูคิดว่าคนปกติถ้าบาดเจ็บจริงๆคงไม่สามารถวิ่งได้อย่างนั้นแน่ เลยคิดว่ามันเป็นหนึ่งในแผนของกุลธิดา” สิ้นเสียงเอมมิกา สุนิศารีบหันไปหากุลธิดาในทันที แต่เธอรีบส่ายหัว ก่อนจะรีบแก้ต่างสิ่งที่เอมมิกาได้พูดไปเมื่อครู่

            “ไม่มีนะ ฉันไม่เห็นใครเลยตอนเราเดินออกมา ถ้ามินตราอยู่ที่นั่นจริงๆฉันก็ต้องเห็นสิ”

            เป็นไปไม่ได้เอมมิกาคิดก่อนจะหันไปมองครูวาที่เหมือนจะช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้น ครูเงียบไปสักพักก่อนจะถอนหายใจ      

            “ฟังนะทุกคน….มินตราประสบอุบัติเหตุ รถบรรทุกผ่าไฟแดงชนเข้ากับรถของมินตราอย่างจัง สภาพรถเสียหายยับเยิน คนขับกับผู้โดยสารเสียชีวิตคาที่ ครูกะว่าจะบอกพวกเธอพรุ่งนี้ ครูกลัวพวกเธอจะรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นไม่มีทางหรอกนะที่มินตราจะไปอยู่ที่โรงเรียน” ทุกคนนิ่งเงียบเมื่อได้ฟังสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนน้ำตาจะไหลออกมา ทุกคนร้องไห้สะอึกสะอื้น เว้นแต่เอมมิกา

            “ครูโกหกใช่ไหมคะ ครูจะบอกหนูว่านั่นคือวิญญาณของเธองั้นหรอคะ? ไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอนค่ะ เมื่อกี้มินตรายังขึ้นรถมากับพวกเราอยู่เลย” เอมมิกาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม เธอคิดว่าคนที่เธอเห็นเป็นเพื่อนของเธอจริงๆไม่ใช่สิ่งอื่น ไม่ใช่วิญญาณแต่เป็นเพื่อนเธอจริงๆ และตอนนี้เธอก็ยังมั่นใจ

            ทุกคนจ้องมองเอมมิกา สีหน้าของเธอดูไม่มีความเศร้าเลยแม้แต่น้อย ในตอนนั้นสุนิศาก็ได้รู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวเอมมิกา ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่เสียใจถ้าเพื่อนของเธอตายไป สีหน้าของเธอไม่มีความกังวลใดๆเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย เพื่อให้แน่ใจ สุนิศาจึงเอ่ยถามบางอย่าง

            “เอม เธอจะบอกว่ามินตรายังไม่ตายหรอ? ครูวาไม่มีทางล้อเล่นกับเรื่องแบบนี้หรอกนะ อะไรที่ทำให้ทำให้เธอมั่นใจได้ถึงขนาดนี้กัน?”

            “ก็เธอนั่งอยู่ตรงนี้ไง” ทุกคนช็อคไปตามๆกันเมื่อได้ยินคำตอบ เอมมิกาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ที่วางอีกที่หนึ่ง ที่เอมมิกาเว้นไว้ให้บางสิ่งที่เพื่อนของเธอมองไม่เห็น ทุกคนเงียบไปตามๆกันจนครูวาส่งเอมมิกาถึงหน้าบ้าน

            “พอรุ่งเช้าพวกเราก็ได้รับข่าวจากทางบ้านของมินตราว่าเธอเสียชีวิตแล้วเมื่อวานตอนหกโมงสิบสองนาที และเราก็ได้ไปที่งานศพของมินตรา คนที่ดูจะช็อคสุดคงเป็นเอมมิกา เธอร้องไห้ไม่หยุดเลยกับสิ่งที่เธอได้เห็น ไม่คิดเลยว่าคำบอกลากลับบ้านที่มินตราพูดเป็นประจำ กลับเป็นคำบอกลาครั้งสุดท้าย” สิ้นเสียงสุนิศา ทุกคนก็เช็ดน้ำตาไปตามๆกัน

                “แล้วหลังจากนั้นเอมเห็นมินตราอีกหรอเปล่า?” สิริประภาเอ่ยทั้งน้ำตาพร้อมสูดน้ำมูกที่กำลังจะไหลย้อยออกมา

            “ไม่ เอมบอกว่า มินตรามาเล่นกับพวกเราครั้งสุดท้าย ฉันก็ไม่แปลกใจสักเท่าไรเพราะมินตราชอบเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว แต่เล่นแบบนี้ก็แรงไปนะ ฮะๆ” กุลธิดาหัวเราะแหะๆ

                “เมื่อเธอเมื่อไรจะนอนเนี่ย” เอมมิกางัวเงียลุกจากเตียงแล้วเดินไปเปิดไฟ

            “จะนอนแล้วเนี่ย แกนั่นละลุกมาทำไมมิทราบ อยากร่วมวงหรอ”สุนิศาพูดติดตลก

                “ปวดฉี่ต่างหาก แล้วนี่พวกเธอกลุ่มเรามีกันแค่หกคนไม่ใช่หรอ พาใครมาเพิ่มละนั่น?” เอมมิกาทิ้งท้ายพร้อมกับเดินไปเข้าห้องน้ำ

                กาญจนารีบเก็บเทียน ก่อนทุกคนจะรีบกระโดดขึ้นไปนั่งสั่นอยู่บนเตียง ในคืนนั้นไม่มีใครกล้านอนขอบเลย จนสุดท้ายก็ไม่ได้นอนทั้งคืน เว้นแต่เอมมิกาที่หลับสบายอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว และไม่รู้ตัวว่าได้ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ลงใส่เพื่อนตัวเองเสียแล้ว

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ N-Jin D จากทั้งหมด 5 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น