ขันทีซ่าป่วนรัก

ตอนที่ 1 : บทที่ 1 หนีตาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 151
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    11 ม.ค. 63

บทที่ 1


โลกใบนี้คือความท้าทาย ในใจของ'ฉินจิ้ง'คิดแบบนี้เสมอมา เพราะแบบนั้นทุกครั้งที่เขาตื่นขึ้นมา ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไร เขามักจะยิ้มเสมอ หัวเราะให้กับมัน ทำให้เรื่องนั้นเป็นเรื่องน่าตลก ทำให้คนอื่นหัวเราะ

ติ๊ด ติ๊ด ติด....

แต่ทว่า....

ฉินจิ้งกลับต้องมาตาย....

ภาพอันมืดมิดพร้อมกับเสียงของผู้คนที่ดังรอบกาย ฉินจิ้งยังคงมีหวังที่จะตื่นขึ้นมา เพราะเขาพึ่งจะสอบเข้ามหาลัยชื่อดังในกรุงโซลได้นะ เขาดั้นด้นมาจนถึงเกาหลีไม่ใช่เพื่อจะมาจบชีวิตแบบนี้

'น่าสงสารจัง'

'ยังเด็กอยู่เลย'

'ไม่น่ามาจบชีวิตลงแบบนี้เลย'

อ้าวป้า! แช่งผมหรอ!

เสียงวุ่นวายเมื่อครู่หายไปแล้ว ตอนนี้กลับมีเสียงดังอื้ออึงบางอย่างแทน ฉินจิ้งพยายามจะลืมตาขึ้มา ทว่ากลับหนักเหลือเกิน ไม่ใช่แค่เปลือกตา และทั้งตัวก็รู้สึกหนักอย่างประหลาด ราวกับคนป่วยที่นอนติดเตียงเป็นเวลานานอย่างไรอย่างนั้น เสียงข้างๆ หูก็ชัดขึ้นจนรู้สึกรำคาญ เสียงยังกับคนมาเปิดหนังสงครามอย่างไรอย่างนั้น เสียงตะโกน เสียงดาบ ครบเครื่อง

ในที่สุดฉินจิ้งก็ลืมตาขึ้นมาได้ แต่เพดานที่ไม่คุ้นตานี่มันอะไรกัน เขาต้องเห็นเพดานขาวๆ ของโรงพยาบาล ถามคุณหมอว่า ที่นี่ที่ไหนไม่ใช่หรอ แต่เพดานไม้เก่าๆ ที่จะพังแหล่ไม่พังแหล่ดูยังไงก็ไม่ใช่โรงพยาบาลแน่ๆ หรือเขาแค่ฝันว่าโดนรถชนงั้นหรอ

ฉินจิ้งค่อยๆ ลุกขึ้น รู้สึกว่าหนักหัวแบบสุดๆ เขาค่อยๆ หอบตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งได้สำเร็จ เขามองเตียงไม้ที่พึ่งจะลุกขึ้นมา ตามชนบทของจีนก็อาจมีใช้บ้าง แต่ไม่น่าจะใช้เยอะ เขาไล่สายตาขึ้นไปมองทางประตู จู่ๆ ก็มีคนเปิดพรวดเข้ามา เล่นเอาฉินจิ้งหัวใจจะวาย สะดุ้งจับอกตัวเอง

"อาฉิน เจ้า...เจ้า..."

"คุณรู้จักผม..."

ยังไม่ทันจะได้พูดจบประโยค ชายแปลกหน้าก็โผเข้ากอดเขาทันที หยดน้ำอุ่นๆ ที่หยดลงบ่าทำเอาฉินจิ้งทั้งตกใจ ทั้งงง แต่จะพลักออกแล้วถีบก็ทำไม่ได้ รู้สึกว่าแค่นั่งก็กินพลังงานมากพอแล้ว แรงจะยกมือขึ้นมายังไม่มี ได้แต่ถามออกไป แต่ก็เสียงเบาจนฉินจิ้งกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ยินจึงออกแรงตะโกน แต่มันก็เบาอยู่ดี

"เอ่อ คุณเป็นใครครับ ผมอยู่ที่ไหน หรือว่าโรงพยาบาลเขาไม่รับผมหรอ? "

อีกฝ่ายผละออก จ้องหน้าฉินจิ้ง วินาทีต่อมาน้ำตาก็ร่วง ฉินจิ้งตกใจยิ่งกว่าเดิม รีบยกมือขึ้นไปเช็ดน้ำตาให้"เอ่อ คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมร้องไห้ล่ะ"

อีกฝ่ายจับมือฉินจิ้งเอาไว้ ก่อนจะยิ้มออกมา บอกตามตรงการโดนผู้ชายจับมือแล้วยิ้มละเมียดให้นี่ก็ไม่ใช่อะไรที่เขาปลื้มสักเท่าไหร่หรอกนะ

"ไม่เป็นไรอาฉิน เจ้าจำไม่ได้ก็มิแปลกอันใด เราหนีกันก่อนเถอะ"

"หนี? "

ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ตัวเขาก็ถูกยกลอยไปขี่หลังจากนั้นก็ออกวิ่ง ฉินจิ้งตกใจจนเผลอกอดคอชายคนนั้นเอาไว้เสียแน่น พอเปิดประตูออกมา ฉินจิ้งแทบจะเป็นลมกับสิ่งที่เห็น ข้างนอกกำลังมีกลุ่มคนที่กำลังฆ่ากันแบบ4D ชนิดที่ได้ทั้งกลิ่น ได้ทั้งความคมชัด กระทั่งแรงสั่นสะเทือน เขาไม่กล้าคิดว่าเป็นกองถ่ายหนังหรอกนะ แบบนี้มันเขาเรียกว่าอะไร เรียก...เรียก....

ทะลุมิติมาใช่ไหม!

เพียงการออกมาเจอโลกภายนอกที่ฮาร์ดคอร์ขนาดนี้ เขาก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ตอนนี้เขาอยู่บนหลังของชายแปลกหน้า มือหนึ่งกำลังประคองเขาอยู่ ส่วนอีกมือก็หยิบเอาดาบ...ดาบของแท้ ชนิดที่ถ้ามีคนเข้ามาปุ๊บพี่แกฟันให้เห็นคาตาเลย

ฉินจิ้งสมองเบลอไปแล้ว แม้แต่กลิ่นคาวเลือดยังทำเอาแทบคลื่นเหียนอยากจะอาเจียนมันให้ได้

ฝ่าออกมาได้จนอยู่ท้ายหมู่บ้าน ก็มีผู้ชายท่าทางอายุมากแล้ววิ่งเข้ามา ก่อนจะตกใจเมื่อเห็นเขาลืมตาโพลง และก็ปติกิริยาเดียวกับพี่ชายคนนี้เลย คือร้องไห้อีกแล้ว ใครก็ได้อธิบายให้เขาฟังก่อนดีไหม เขางงไปหมดแล้ว สรุปนี่ทะลุมิติมาจริงหรอ มาอยู่ที่ไหน ดูแล้วยุคโบราณแน่ๆ แต่ยุคไหน เขาเป็นใคร แล้วเป็นอะไรกับทุกคน ถึงได้มองหน้าเขาแล้วบ่อน้ำตาแตกง่ายดายขนาดนี้

พี่ชายแปลกหน้าที่เขาขี่หลังถาม"ท่านพ่อท่านแม่เล่าลุงเต๋า"

ลุงเต๋าที่ว่าทำหน้าลำบากใจ ก่อนจะร้องไห้หนักยิ่งกว่าเจอเขาเสียอีก กล่าวอย่างโศกเศร้าว่า"ท่านหัวหน้ากับนายหญิงสิ้นแล้วขอรับ ท่านไม่ยอมมากับเรา กำชับว่าให้พวกเราพานายน้อยทั้งสองหนีไป นายน้อยฉงจิ้งรีบหนีเถอะขอรับ"

ฉงจิ้ง ชื่อคล้ายเขาเลย หรือว่าเราจะเป็นพี่น้องต่างภพกัน?

ฉงจิ้งกำมือแน่น ในขณะเดียวกันมือที่ประคองเขาอยู่ก็กำแน่นเช่นกัน ส่งผลให้ตอนนี้เขาเจ็บมาก ฉินจิ้งต้องร้องโอยออกมาเพื่อเตือนให้ฉงจิ้งรู้ว่ากำลังกำ...บั้นท้ายเขาแน่นอยู่นะเว้ย และมันก็ได้ผลฉงจิ้งรีบพาเขาเข้ามานั่งในรถม้าเก่าๆ ผุๆ คันหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมา

"ลุงเต๋าจะพาเจ้าหนีไปกับคนอื่นๆ พี่รักเจ้านะน้องข้า"

ว่าแล้วก็หันหลังเตรียมออกไป ฉินจิ้งคว้าแขนฉงจิ้งไว้โดยอัตโนมัติ หรือที่เรียกว่ามือมันไปเอง"คุณจะไปไหน"

ฉงจิ้งจับมือเขาอีกครั้ง และน้ำตาก็รื้ออีกครั้งเช่นกัน!

ฉงจิ้งจับอยู่นานก่อนจะมีมือใครสักคน สับเข้าที่ท้ายทอยฉงจิ้ง ร่างทั้งร่างทิ้งตัวลงมาทางเขา ฉินจิ้งจำต้องรับไว้ไม่เช่นนั้นหน้าฉงจิ้งต้องซุกเข้ากับเป้าเขาแน่ๆ เท่าที่รู้สึกได้ในตอนนี้เขาไม่ได้ใส่กางเกงในด้วยซ้ำ ชายผู้นั้นจับฉงจิ้งที่สลบให้ขึ้นมานอนบนรถม้าดีๆ แต่พอมองเห็นเขาก็หยุดชะงัก เรียกชื่อเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา"ฉินจิ้ง...ลูกฟื้นแล้วหรือ..."

ฉินจิ้งนิ่งไป ไม่รู้ว่าทำไมถึงเห็นสีหน้าเจ็บปวดของชายผู้นี้แล้ว ในใจเขาเจ็บกว่าเสียอีก เหมือนมือของเขามันจะยื่นไปเอง แต่ทว่าชายผู้นั้นกลับหันหลังกลับไปอย่างรวดเร็ว ประตูรถม้าปิดลง เสียงจากด้านนอกถึงดังตามมา

"อาฉง อาฉิน เจ้าสองคนต้องดูแลกันและกัน พี่เจ้าจะดูแลเจ้าแทนพ่อกับแม่ พ่อขอโทษที่ไม่อาจอยู่กับพวกเจ้าได้อีกแล้ว"

เสียงนั้นหยุดไป พร้อมกับรถม้าที่เริ่มวิ่ง ฉินจิ้งรีบลุกขึ้น หาช่องเล็กๆ มองลอดออกไป หมู่บ้านเล็กๆ กำลังถูกเผา มีชายคนเมื่อครู่ยื่นอยู่ที่ประตูเข้าหมู่บ้าน ด้านหลังกำลังมีกลุ่มคนที่สวมชุดเกราะเงินวิ่งถือดาบออกมา ชายผู้นั้นหันกลับไปในมือยังถือดาบเล่มใหญ่อยู่ ราวกับว่าหากเขายังยืนอยู่ตรงนั้น จะไม่มีใครวิ่งออกมาได้

ฉินจิ้งผละออกมา แม้ว่าจะพอเดาเหตุการณ์หลังจากนี้ได้แต่ก็อดจะกลัวไม่ได้ เขามองร่างฉงจิ้งที่หลับอยู่ข้างๆ ขยับเข้ามุมหนึ่งของรถม้า นั่งกอดเข่าตนเอง ไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองกำลังอยู่ในสถานการณ์บ้าบออะไรกันแน่ ทำไมพอตื่นขึ้นมาก็เจอแต่กับเรื่องที่งงจนชวนปวดหัวขนาดนี้

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่ แต่ว่ารอบกายเริ่มมืดขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งรถม้าหยุดลง พร้อมกับเสียงกุกกักด้านนอก ก่อนจะมีแสงสีส้มลอดเข้ามา เป็นจังหวะที่ฉงจิ้งตื่นพอดี ฉินจิ้งคลานเข้าไปดูอาการเสียหน่อย แต่พออีกฝ่ายตื่นขึ้นมาก็ลุกพรวดเข้ากอดเขาทันที

"อาฉิน! พี่ขอโทษ พี่ขอโทษ"

ยิ่งพูดฉงจิ้งก็ยิ่งกอดแน่น เป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูรถม้าเปิดออก แสงจากคบเพลิงแบบที่ชอบเห็นในหนังปรากฏอยู่ตรงหน้า พร้อมกับลุงเต๋อที่มาเชิญพวกเขาลงไปพัก

ฉงจิ้งประคองเขาแทบทุกย่างก้าว ชาวบ้านที่ส่วนมากเป็นผู้หญิงกับเด็กและคนแก่ ต่างช่วยกันกางผ้า เหมือนกำลังจะทำเต็นท์เลย มีการก่อไฟกองใหญ่ตรงกลางด้วย แถมยังตั้งหม้อเตรียมวัตถุดิบ ฉินจิ้งรู้สึกว่าตนเองแสบท้องมาก ราวกับว่าไม่ได้กินอะไรมานาน

เขาถูกประคองให้มานั่งข้างกองไฟ ความอุ่นตรงหน้าค่อยๆ ทำให้ฉินจิ้งผ่อนคลายมากขึ้น เขามองหน้าฉงจิ้งนิ่งงันก่อนจะตัดสิ้นใจถามขึ้น

"เอ่อ...คุณ...ไม่สิ...เจ้าเป็นพี่ชายข้าหรอ? "

ฉงจิ้งมองหน้าเขาราวกับว่าจะทำให้เขามั่นใจ ตอบออกมาอย่างหนักแน่น"ถูกแล้ว"

ลุงเต๋าเมื่อได้รับถ้วยอาหารมาก็ส่งให้ฉงจิ้ง ฉงจิ้งก็เอามาป้อนให้เขา ฉินจิ้งมองอยู่ครู่หนึ่งถึงตัดสินใจก้มลงไปงับโจ๊กร้อนๆ ความรู้สึกชุ่มคอและอุ่นซ่านแผ่เข้ามาในกาย แต่ฉินจิ้งกลับไอออกมาทันที ฉงจิ้งเหมือนพึ่งนึกได้ ลุกขึ้นตะโกนข้ามทุ่งทันที

อันที่จริงมันก็ไม่ได้ไกลอะไร แต่พี่แกเล่นตะโกนเสียงดังเหมือนกลัวว่าลุงเต๋าแกจะไม่ได้ยิน

"ลุงเต๋า เอาน้ำมาก่อน...เร็วเข้า! "

เมื่อน้ำมาอยู่ตรงหน้า ฉินจิ้งก็งับเอาอีกเช่นกัน รู้สึกดีขึ้นกว่าเดิม แถมน้ำก็เย็นชื่นใจ ฉินจิ้งรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก เขาจึงได้กลับมาจัดการถ้วยโจ๊กต่อ ฉงจิ้งเห็นแบบนั้นก็ยิ้มขื่นออกมา

"อาฉินเจ้ากินเยอะๆ เล่า เจ้าหลับไปนานถึงสิบปี พี่นึกว่าจะไม่มีบุญได้เห็นเจ้าแบบนี้อีกแล้ว"

โจ๊กในปากพุ่งพรวดออกมา ดีที่ว่าไม่มีใครอยู่ข้างหน้า ไม่อย่างนั้นคงโดนความอบอุ่นของโจ๊กเข้าไปแล้ว ฉินจิ้งหันไปมองหน้าฉงจิ้งกล่าวอย่างไม่อยากจะเชื่อ"สะ...สิบปีหรอ"

"อาฉินน้องข้า เจ้าคงจะจำเรื่องราวอันใดไม่ได้ แต่ไม่ต้องห่วงในเมื่อสวรรค์เมตตาให้เจ้ากลับมาหาพี่ พี่ก็จะดูแลเจ้า พี่สาบานว่าพี่จะไม่ทิ้งเจ้า"

ฉินจิ้งนั่งนิ่ง ไม่อยากเชื่อว่าหลับไปเป็นสิบปี ตอนนี้เขาอายุเท่าไหร่ละเนี่ย กระจกก็ยังไม่ได้ส่อง เบ้าหน้าตัวเองเป็นแบบไหนยังไม่รู้เลย คงไม่ใช่ว่าหน้าตาอัปลักษณ์ใช่ไหม หรือว่าจะหล่อมากเหมือนพระเอกเกาหลี

ฉงจิ้งยิ้มให้เขาครั้งแล้วครั้งเล่า และน่าแปลกที่เขาเองกลับรู้สึกอุ่นใจ แม้ว่ามันจะดูเศร้าสลดแค่ไหนก็ตาม

เรื่องทะลุมิติข้ามภพใช่ว่าในหนังในละครจะไม่มี หลักการณ์ที่ว่านิยายหรือหนังต่างก็เอามาจากเรื่องจริงยังใช้ได้ผลอยู่ หลักฐานก็....เขาที่มานั่งหัวโด่อยู่ตรงนี่ไงจะใครล่ะ

หลังจากการพักกินข้าวกินน้ำ พวกเขาได้เข้ามานอนในเต็นท์ที่ชาวบ้านทำเอาไว้ให้ ได้ยินเสียงคุยกันเบาๆ ของฉงจิ้งกับลุงเต๋า แต่ก็ดังพอให้ได้ยิน

"นายน้อย จะเอาอย่างไรดีขอรับ ท่านต้องขึ้นเป็นหัวหน้าแทนนะขอรับ"

"ข้าเข้าใจลุงเต๋า ว่าพวกท่านต้องการผู้นำ ข้าจะเป็น ข้าจะดูแลทุกคนให้ได้ แต่แกรงว่าเด็กอย่างข้าจะทำให้พวกท่านลำบากแล้ว"

"นายน้อย ไม่สิ ตอนนี้ต้องเป็นท่านหัวหน้า ท่านต้องเข้มแข็งเอาไว้นะขอรับ"

"ข้าเข้าใจแล้ว เพื่ออาฉิน"

โห...รักน้องขนาดนี้เลยหรอเนี่ย

บางครั้งฉินจิ้งก็ยังคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าที่กำลังเผชิญอยู่ทั้งหมดนี่อาจเป็นแค่ความฝันก็ได้ บางทีหากเขาหลับลงไป พอตื่นขึ้นมา เขาอาจจะเห็นเพดานสีขาวก็ได้ใครจะไปรู้

กลางดึกในคืนนั้น เหมือนจะเงียบสงบ ฉินจิ้งนอนๆ ไปก็รู้สึกเหมือนมีคนมากอดเอวจากด้านหลังเสียงสะอื้นราวกับว่ามีคนกำลังร้องไห้อยู่ดังขึ้นจากข้างหลัง ฉินจิ้งลืมตาแต่ไม่ได้ขยับตัว ปล่อยให้อีกฝ่ายคิดว่าเขาหลับไปแล้วจะดีกว่า

เสียงจากภายนอกเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เป็นฉงจิ้งที่ลุกขึ้นมาก่อน เขายังคงแกล้งหลับต่อไป จนกระทั่งลุงเต๋าเข้ามาในเต็นท์? ของพวกเขาด้วยท่าทางรีบร้อน

"ท่านหัวหน้ารีบหนีเร็วขอรับ! โจรป่าขอรับ!"

ฉงจิ้งตกใจรีบถลันตัวมาเขย่าตัวเขาให้ลุกขึ้น ฉินจิ้งลืมตาขึ้นมาอย่างง่ายดายเพราะไม่ได้หลับตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ลุกพรวดขึ้นมานั่ง ฉงจิ้งไม่รอช้าคว้าตัวเขาออกไปข้างนอกทันที เดจาวูกลับมาอีกรอบ มีกลุ่มคนที่สวมชุดสีดำ เป็นหนังสัตว์เสียส่วนใหญ่ หน้าตาค่อนข้างจะร้าย เป็นตัวร้ายตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นเลย ผิดตรงที่ว่าไม่ได้มีการต่อสู้ เป็นการไล่ฆ่ามากกว่า

ส่วนใหญ่คนที่หนีออกมาได้เป็นผู้หญิงกับเด็ก พวกโจรที่ว่านี้ฆ่าแค่คนแก่กับผู้หญิงที่อายุมาก แล้วจับเด็กไป ทั้งชายและหญิง นอกนั้นฆ่าไม่เว้น ฉงจิ้งยังคงคิดแบกเขาขึ้นหลัง แต่ฉินจิ้งกลับวิ่งจับมือลากฉงจิ้งแทนแล้ววิ่งแบบลืมป่วย มีโจรบางคนตามมาด้วย ฉงจิ้งเอามีดที่ซ่อนอยู่ในเสื้อออกมา แม้ว่าจะโดนลากวิ่ง ไม่รู้ว่าฉินจิ้งไปเอาแรงจากไหนมาวิ่งได้ขนาดนี้

"เจ้าหนีไปก่อน พี่จะตามไป"

"ไม่! คุณ..เอ้ย...ท่านพี่ต้องไปกับผม...เอ้ย...ข้า! "

เขาไม่ยอมไปคนเดียวเด็ดขาด อย่างน้อยถ้าคนคนนี้ไปด้วยเขาก็วางใจ เพราะเขาเชื่อว่าฉงจิ้งเป็นพี่ที่ไม่มีวันทำร้ายน้อง ดูจาก...หลายๆ อย่างแล้ว เช่นนั้นต่อให้เขาจะร้องห่มร้องไห้ขอให้ไปด้วยกันก็ไม่แปลก

ฉงจิ้งยังอยากกลับไปช่วยคนของเขา แต่สุดใจที่น้องชายสำคัญไม่แพ้กัน นับว่าเป็นสายเลือดที่เหลืออยู่ เขาตัดสินใจไปกับฉินจิ้ง ตอนนี้ฉินจิ้งยังเด็กนักอายุเพียงสิบห้า ฉงจิ้งอายุห่างจากฉินจิ้งเจ็ดปี เป็นผู้ใหญ่กว่า แต่ก็ยังด้อยประสบการยิ่ง

ทั้งคู่ทั้งวิ่งทั้งต้องรับมือกับอาวุธที่จู่ๆ ก็ปลิวมาบ้าง หรือจะมีโจรสายโอลิมปิกที่วิ่งตามทัน แต่นับว่าฉงจิ้งมีฝีมือจึงปัดป้องได้ ฉินจิ้งที่วิ่งแบบตั้งใจชนิดที่ไม่เหลียวหลังแม้แต่น้อยกลับได้ฉงจิ้งช่วย

จากนี้ไปฉงจิ้งคือพี่ชายจริงๆ ของเขา ขอนับถือตั้งแต่วินาทีนี้เป็นตนไป!!!

แต่ท้ายสุดแล้วการหนีทำไม่ได้ตลอดไป พวกเขาวิ่งมาจนมาถึงหน้าผาสูง ข้างล่างเป็นแม่น้ำที่เชี่ยวกราด ถ้ากระโดดลงไปไม่มีรอดเหมือนในหนังแน่ๆ ไม่รู้ว่าน้ำข้างล่างตื้นหรือลึก ถ้าลึกก็พอได้ แต่ถ้าตื้นก็เตรียมหาโลงเท่านั้น

ฉินจิ้งมองแล้วก็หวั่น ครั้นจะหันหลังกลับ โจรที่ตามมาก็มาล้อมไว้ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ หนึ่งในโจรนั่นก้าวออกมา ก่อนจะมองพวกเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า

"พวกเจ้านี่หายากจริงๆ จะมีบุรุษสักกี่คนที่หน้าตางดงามทั้งพี่ทั้งน้องขนาดนี้ คนพี่เอาไปขายในหอนางโลมท่าจะได้กำไรงาม พวกวิปริตพวกนั้นคงถูกใจ ส่วนเจ้า...หน้าตาใช้ได้นี่ ยังเด็กอยู่สินะ..."

ฉินจิ้งเผลอกำแขนเสื้อฉงจิ้งแน่น ทำให้ฉงจิ้งยิ่งโกรธแค้นเพิ่มขึ้น จะฆ่าเขาก็ได้แต่น้องเขาต้องรอด ฉินจิ้งต้องรอด ฉงจิ้งกำมีดในมือแน่น ก่อนจะพุ่งออกไปใส่โจรปากดีนั่น แต่โจรนั่นกลับหลบได้ แถมยังชกเข้าหน้าฉงจิ้งเต็มๆ ฉินจิ้งได้แต่ลุ้นตาม ทั้งกลัวว่าฉงจิ้งจะเสียท่าจนเจ็บหนัก โดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังมีโจรอีกสองคนย่องเข้ามาจับเขาเอาไว้

ฉินจิ้งตะโกนขึ้นอย่างตกใจ ฉงจิ้งได้ยินแบบนั้นก็เสียจังหวะหันมามองเขา จนถูกโจรนั่งสบโอกาสใช้มีดในมือของฉงจิ้งเองปักเข้าที่อกด้านขวา ก่อนจะถูกถีบจนกระเด็น แต่คงจะถีบแรงไปเสียหน่อย ฉงจิ้งกลิ้งไปหลายวาจนกระทั่ง...

ตกหน้าผาไป...

เชี่ย!!!

โจรป่าสถบอย่างหัวเสีย"บ้าจริง ลงมือหนักไป เสียของจนได้!"

ฉินจิ้งพยายามจะสลัดตัวเองให้หลุด แต่กลับยิ่งโดนบิดแขนจนเจ็บร้าว เหมือนกับแขนจะขยับไม่ได้ เขากลัวแขนหักจึงยอมอยู่นิ่งๆ

เจ้าโจรเมื่อครู่ก็เข้ามาจับหน้าเขาขึ้นมาดู ดวงจันทร์ก็ช่างเป็นใจสาดแสงมากระทบหน้าเขาพอดิบพอดี โจรนั่นเลิกคิ้ว ก่อนจะหัวเราะออกมา

"ใช้ได้ๆ เมื่อครู่เจ้าหลบอยู่หลังพี่ชายตลอด ได้เห็นหน้าชัดๆ แล้ว...เอาไปขายกับหมิงเจี๋ยท่าจะได้เงินดีกว่าหอนางโลม ไป!! "

ว่าแล้วไอ้โจรหน้าเชี่ยนี่ก็จับเขากลับมาบนเกวียนที่เหมือนคุกขังหมา ในนั้นมีเด็กผู้ชายอายุราวสิบสี่สิบห้าอยู่อีกสองสามคน 

เอ๊ะ! ทำไมรู้สึกว่าตัวเองตัวเท่าเด็กพวกนี้เลยล่ะ หรือคิดไปเอง

ขบวนโจรเริ่มออกเดินทางทามกลางความมืด ไม่รู้ว่าเพราะชินทางแล้วหรืออยู่กับความมืดจนชิน เพราะทั้งขบวนไม่มีการจุดคบเพลิงแม้แต่อันเดียว ใช้แค่แสงจันทร์ในการเดินทาง คนที่ถูกจับมาไม่มีใครกล้าพูดอะไรแม้แต่คำเดียว เพราะหากพูดก็จะถูกจับลงไปโบยทันที

เดินทางกันมาจนเหนื่อย? ก็มาถึงเมืองเมืองหนึ่ง ไม่รู้หรอกเมืองอะไร ที่รู้ๆ คือเขาไม่น่าจะได้มาเลือกพ่อแม่ใหม่เพื่อใช้ชีวิตครอบครัวแน่ๆ

มีผู้ชายแก่ๆ ท่าทางเหมือนเมายืนอยู่คนหนึ่ง กับผู้หญิงที่ท่าทางจะแรงๆ คนหนึ่ง พอเกวียนหยุด ทั้งคู่ก็เดินเข้ามาดูพวกเขาที่อยู่ในเกวียน ส่วนใหญ่เจ๊นมอึ้มคนนี้จะเลือกเด็กผู้หญิงไป มีบ้างที่เลือกเด็กผู้ชายหน้าตาดี ส่วนลุงขี้เมาคนนี้จะหาเด็กผู้ชายไปมากกว่า จนกระทั่งมาถึงเกวียนเขา

"คนนี้/เอาคนนี้"

ทั้งสองคนพูดพร้อมกับ เจ๊อึ้มคนนี้ตีหน้ายุ่งทันทีหันไปมองลุงขี้เมาที่จ้องเจ๊แกไม่แพ้กัน เจ๊กล่าวเบาๆ ว่า"ข้าเห็นก่อนหมิงเจี๋ย เขาเหมาะจะเอาไปอยู่ในกลุ่มบุปผาชาดมากกว่าไปเป็นคนใช้นะ"

ลุงขี้เมาหน้าขึงทันทีลุงแกทำท่าไม่ยอม กล่าวว่า"ใช่หรือแม่นางอีเหนียน หน้าตาเขาเหมาะจะรับใช้ราชวงศ์มากกว่า มีเกียรติกว่ากันเยอะเลย"

"อย่างน้อยข้าก็ไม่คิดจะตัดอะไรเขาออกก็แล้วกัน"

"หืม? "

สรุปจะตีกันแย่งเขาหรือนี่ ก็ดีใจอยู่หรอกนะ แต่กำลังพูดเรื่องอะไรกัน!!!

ฉินจิ้งรู้สึกจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก จะยิ้มก็ยิ้มไม่ได้ หน้าเบะๆ ที่เหมือนจะร้องไห้ ทำเอาทั้งเจ๊ทั้งลุงหันมามอง ก่อนที่เจ๊แกจะพูดขึ้น

"ข้าให้สองตำลึงทอง"

ลุงแกเหยียดยิ้มกล่าว่า"ข้าให้ห้า"

เจ๊แกหันไปมองลุงเขม็งทันที กล่าวชิ๊ช๊ะในลำคอ ก่อนจะสะบัดหน้าจนคอหักเดินหนีไป มีโจรเข้ามาเปิดประตูก่อนจะลากเขาออกมาให้ตาลุงขี้เมา มีเด็กผู้ชายอีกสองคนที่หน้าตาน่ารักเช่นกัน ก่อนที่ลุงแกจะจัดการเรื่องเงินที่...ทอง เป็นทองที่มีรูปร่างเหมือนเรือเลย เคยเห็นแต่ในหนังได้เห็นเป็นบุญตาก็วันนี้แหละ แต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน เรื่องสำคัญคือ เขากำลังถูกขาย ขายไปทำอะไร!!!

ลุงขี้เมาเมื่อครู่เดินมาก็จับมือเขากับเด็กอีกสองคนให้เดินตาม ระหว่างทางก็บ่นไปตลอดทาง ส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับเจ๊นมอึ้มคนเมื่อกี้ ส่วนอีกเรื่องก็เป็นเด็กที่พวกโจรหามาได้น้อย

"ให้ตายสิ นางอีเหนียนนั่น ค่อยดูเถอะข้าจะสับให้เป็นชิ้นเลย"

ได้ยิ้นแล้วฉินจิ้งก็ขนลุกขนพอง มาขู่ฆ่ากันแล้วบีบมือเขาไปด้วย มันเจ็บนะลุง!!!

เดินนานไป ก็มาถึงสถานที่หนึ่ง เป็นเหมือนบ้านไม้หลังไม่ใหญ่มาก พอลุงแกลากพวกเขามาเสร็จก็ปล่อยพวกเราทิ้งไว้อย่างนั้น แล้วลุงแกก็ไปหยิบขวดเหล้ามานั่งโซ้ย ในมือลุงก็ถือมีดขนาดไม่ใหญ่มาก เหมือนมีดทำครัวก่อนจะค่อยๆ รับมีดไป รับไปได้นิดหน่อยก็กระดกเหล้าเข้าไปอีก ตอนนี้อย่าว่าแต่เด็กสองคนนี้เลย เขาเองก็เหงื่อตกเหมือนกัน ลุกแกคิดจะเล่นฆาตกรโรคจิตกับพวกเขางั้นเรอะ!

รับมีดจนคมได้ที่ ลุงแกก็เมาได้ที่เหมือนกัน ก่อนจะเดินโซเซมาจับคนนี้คนนั้นแล้วก็เขา ก่อนที่จะไล่เด็กสองคนนั้นออกไป"พวกเจ้าออกไปซะ ข้าซื้อมาเพราะอยากให้ดูแลบ้านช่วยข้าแค่นั้นแหละ"ก่อนจะหันมาที่เขาแล้วกล่าวว่า"ส่วนเจ้า ไปเป็นขันทีในวังซะ"

ห๊ะ! ขันที! ใคร! เขาหรอ!

เดี๋ยวนะลุง ขันทีนี่คือยังไง มันต้องตัดไอ้นั่นออกไม่ใช่หรอ ไม่อ่าววววว!!!!

ฉินจิ้งลุกหนีแทบจะไม่ทัน แต่ก็โดนจับคอเสื้อเอาไว้แน่น ลุงแกก็ลากเขามานั่งเก้าอี้ก่อนจะจับมัดแขนมัดขา ตอนนี้เขาอยู่ในสภาพที่นั่งเก้าอี้แล้วกางขาออก ก่อนที่ลุงแกจะทำการถอดกางเกงเขาลงล่อนจนมาอยู่ที่เข่า ฉินจิ้งตาค้างไปแล้ว ความอายก็อายแต่สิ่งที่กำลังจะเกิดนี่สิ!

ลุงงงงงงง!!!

"ลุงใจเย็นนะ ผมยังไม่อยากตาย ช่วยด้วย!!! "

"เอ้ย เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าฝีมือร้ายกาจนัก ตัดมันมาทุกคนแล้วล้วนได้ดิบได้ดีในวังกันทั้งนั้นนนนน"

ลุงแกพูดแบบนี้กับสภาพที่เมาแล้วมันไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด มาอยู่ในโลกสุดแสนแฟนตาซี แต่การมีน้องชายอยู่เคียงข้างมันเป็นเรื่องที่เขาต้องการนะ ลุงจะมาตัดไปอย่างนี้ไม่ได้!!!

"ลุงใจเย็นๆ ๆ ผม...ผม...แล้วคนที่ตายมีไหมลุง"

"หึ...ฝีมือระดับข้า....นับไม่...ถ้วน"

โคตรแม่....ลุงงงงง.....

"อย่าห่วงเลย หน้าตาแบบเจ้า...อาจจะถูกใจฮ่องเต้ก็ได้...ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

อย่างนี้แล้วยังจะมาเสนอตัวอีกหรอลุง ไม่อ้าวววววว!!!

ฉินจิ้งรู้สึกว่าการขึ้นเขียงครั้งนี้ อาจเป็นครั้งสุดท้ายก็เป็นได้ เขาได้แต่แหกปากร้องขอความช่วยเหลือ ลุงแกคงรำคาญเอาผ้าอะไรไม่รู้มายัดปากเขาไว้ ลุงแกโงนเงนจนจะล้ม แต่ก็ยังถือมีดจ่อน้องชายเขาอยู่ไม่ห่าง ฉินจิ้งยิ่งกว่ากำลังจะโดนฆ่า แบบนี้ที่เขาเรียกว่าตายทั้งเป็นใช่ไหม ทันทีที่ลุงแกเงื้อมมือมาจับน้องชายเขาแล้วมืออีกข้างเงื้อมมีด ใจฉินจิ้งไปตกที่ตาตุ้มแล้ว น้ำตาไหลออกมายิ่งกว่าเขื่อนแตก มองมีดในมือตาค้าง

"ข้าตาลายอย่างไรไม่รู้....แต่ช่างเถิด กลั่นหายใจไว้"

ฉับ!!!

อ๊ากกกกกกกกกกก!!!











__________________________

__________________________

ตอนแรกจ้า ทุกคนคิดว่าเป็นยังไงก็คอมเม้นบอกกันได้เด้อ รู้สึกขัดหรือยังไงก็บอกลุงด้วยลุงจะแก้ไขเด้อ

บอกไว้ก่อนว่าเรื่องนี้ไรท์จะติดเหรียญเด้อ แต่จะติดเป็นบางตอนไม่ติดทั้งหมด

บายบ๊าย!!! เจอกันตอนที่2

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น