OTHER UNKNOWN STORIES #ไพรเวทหวี

ตอนที่ 3 : THE SAME YOU, THE SAME ME [JAEHWAN! POV]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57,034
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 102 ครั้ง
    29 ส.ค. 60

B
E
R
L
I
N

หมายเหตุ : เรื่องราวต่อเนื่องจากไพรเวทหวีตอนที่ 14  แนะนำให้อ่าน เพื่อความต่อเนื่องกับตอน 15 นะคะ
ขออภัยสำหรับความไม่สะดวกค่า





แด่ทุกคนที่กำลังจมอยู่กับความทรงจำ
- GOMUGOMI NO.1 -







 เจ็บกี่ครั้งแล้วนะฉัน ที่ทนให้เธอทำร้ายใจ

เมื่อกลับมาคิดแล้วก็รู้ ว่าฉันนั้นควรทำเช่นไร

 




THE SAME YOU, THE SAME ME.

jaehwan!POV

by GOMUGOMI no.1

words : 5484

 

BGM : As Your Wish - MILD






            ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่คิมแจฮวานจะผ่านเข้าออกคอนโดหรูย่านรัชดาได้อย่างสบายๆ

 


            ฮวังมินฮยอนเชื่อใจเขามากพอที่จะยกคีย์การ์ดคอนโดหนึ่งใบให้ไว้ติดตัว สำหรับกรณีต่างๆที่เขาอาจจะจำเป็นต้องมาที่ห้องนี้ ตั้งแต่ธุระด่วนไปจนถึงเข้ามานอนตากแอร์เล่น—ถึงแม้ว่าความจริงมันจะเอาไว้ใช้เพียงแค่สแกนเพื่อที่จะขึ้นลิฟท์มาเท่านั้น เจ้านั่นเปลี่ยนประตูเป็นแบบกดรหัสตัวเลขเพื่อความปลอดภัยไว้นานแล้วจึงไม่ได้ใช้คีย์การ์ดเพื่อเปิดปิดประตู นั่นทำให้การ์ดสำรองตกเป็นของแจฮวานไปโดยปริยาย ส่วนรหัสกดเข้าห้องนั่น...แน่นอนว่าเขารู้ แจฮวานจำมันได้แม่นยิ่งกว่าเบอร์โทรฉุกเฉินในโทรศัพท์เสียอีก เพราะมันไม่เคยเปลี่ยนเลยสักครั้ง

 


            เพราะอย่างนั้น ปัญหาเดียวของเขาตอนนี้ก็คือใจของตัวเองเท่านั้น

 




            อีแดฮวี โทรมาบอกเขาเรื่องบุฟเฟ่ต์ล็อบสเตอร์อะไรนั่นตอนที่ซองอูกำลังจะหาทางจอดรถเลียบฟุตบาธเพื่อให้เขาลงจากรถเพื่อไปยังโรงแรมเซนทาราแกรนด์   โกหก—แจฮวานรู้โดยไม่ต้องไปพิสูจน์อะไรด้วยซ้ำ เขาวางสายของผู้เป็นน้อง ก่อนจะเอื้อมแขนไปสะกิดบอกเพื่อนให้ขับไปส่งตรงที่โล่งที่สามารถโบกแท็กซี่ได้แทน ซองอูขมวดคิ้วเมื่อเขาตอบกลับไปโดยไม่เว้นจังหวะว่าจะนั่งแท็กซี่ไปที่รัชดาแทน คังแดเนียลเองก็ดูสงสัยเล็กน้อยว่าอะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจปุบปับ...แต่หมอนั่นไม่ใช่พวกที่จะพยายามล้วงความลับที่คนอื่นไม่อยากจะบอกเท่าไหร่หรอก เขารู้สึกขอบคุณที่แดเนียลไม่ได้ถามอะไรออกมา



             โกหก นั่นคือคำแรกที่เข้ามาในหัวของเขา สำหรับเพื่อนซี้ที่คบกันนานจนรู้ไส้รู้พุงแบบแจฮวานแล้วเรื่องแค่นี้มันก็ดูออกได้ไม่ยากเลย อันที่จริงมินฮยอนก็ไม่ใช่คนที่โกหกเก่งนักแต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้เขาจะมองไม่เห็นเรื่องง่ายๆแบบนั้นแล้ว



             ชายหนุ่มกระชับถุงกระดาษที่มีของขวัญข้างในไว้แนบตัว ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินสวนกับฝูงชนที่มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน ตอนนี้เป็นเวลาสามทุ่มเศษ แต่ก็ยังคงเป็นย่านที่มีผู้คนขวักไขว่ไม่ต่างอะไรจากตอนกลางวัน  เขาอยากจะรีบเดินให้มากกว่านี้...แต่ปริมาณผู้คนที่แวะถ่ายรูปแสงไฟยามกลางคืนก็ทำให้แจฮวานทำได้เพียงเดินเอื่อยๆตามกันไปเรื่อยๆเขาเองก็เคยเป็นนักเรียนมัธยมปลายที่ตื่นเต้นกับการได้กลับบ้านดึกครั้งแรกจนต้องเรียกเพื่อนให้เอาโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกไว้เหมือนเกิน ปัจจุบันนี้มันเป็นเพียงการกระทำที่ค่อนข้างจะน่ารำคาญใจสำหรับนิสิตชั้นปีสาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเองก็เคยเป็นคนๆหนึ่งที่หยุดโพสท่ากลางคันรบกวนชาวบ้านเขา



             แต่ก็นั่นแหละ ไม่มีใครที่จะเหมือนเดิมไปตลอดหรอก ทุกคนก็ต่างโตขึ้น



             อันที่จริงเขาเองก็ไม่พอใจนักที่พบว่ามินฮยอนนั้นโกหกเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ในเวลาอันสั้น แต่ด้วยอะไรหลายๆอย่างมันก็เป็นเรื่องยากที่เขาจะคิดว่ามันเรียกได้ว่าความผิด  เรื่องราวของเขากับมินฮยอนมันเรื่อยๆเอื่อยๆมาด้วยเวลาหลักปี แต่กลับพุ่งทะยาน และพุ่งดิ่งลงทันทีในเวลาหลักเดือนเร็วเกินกว่าที่จะตั้งสติคิดได้ว่าเกิดอะไรขึ้น กว่าจะรู้ตัวอีกทีระหว่างเราก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว  มินฮยอนเหมือนเดิม...เขาเปลี่ยน ส่วนเมื่อเขาพยายามจะเป็นเหมือนเดิม มินฮยอนก็ได้เปลี่ยนไปแล้วเหมือนกัน



             สิ่งที่คิดมาตลอดว่าจะคงที่และจะคงอยู่เหมือนเดิมมันเปราะบางกว่าที่คิด



             เขาไม่ได้ลืมจะต้องไปนอนค้างที่ห้องมินฮยอนในวันเกิดของเจ้าตัวอย่างที่เคยทำกันมาแจฮวานคงตอบตกลงและยกเลิกนัดกับยองมินทันทีที่ไอ้เพื่อนบ้ามันพูดออกมา ทวงสัญญาของเราออกมาเป็นการเตือน คิมแจฮวานคงไม่ลังเลที่จะเลือกเพื่อนแทนที่จะเลือกพิซซ่าหรือพาสต้า...เขารู้ว่านั่นจะเป็นทางเดียวที่เราจะค่อยๆกลับไปสู่จุดเดิม สันนิษฐานที่หนึ่งคือมินฮยอนคงจะน้อยใจจนแสดงอาการแบบนี้ออกมาโดยไม่รู้ตัว เขาเองก็ผิดที่ดันตอบตกลงนัดแบบไม่ได้เช็ควันเวลาให้ดีก่อน...ส่วนสันนิษฐานที่สอง เขาก็แค่ไม่อยากไปด้วยกัน ไม่ได้อยากใช้เวลาในวันเกิดร่วมกันอีกแล้ว ก็นะ เป็นเรื่องปกติที่จะใช้เวลาร่วมกับคนรักในวันเกิด ถึงจะทำใจได้แล้ว แต่มันก็ทำให้เขาปวดใจเล็กๆ



             เขาแค่ไม่ชอบให้มินฮยอนโกหกเลยจริงๆ




            ฮวังมินฮยอนเป็นหนึ่งในไม่กี่คนบนโลกที่เกลียดสัตว์ทะเลเปลือกแข็งเข้าไส้ เกลียดชนิดที่ว่ามันจะทำหน้าพะอืดพะอมเหมือนจะอาเจียนได้ง่ายๆเพียงแค่ได้กลิ่นคาวแตะจมูก—และนั่นเป็นเพราะมันมีประสบการณ์เฉียดตายเพราะเจ้าอาหารนี้มาแล้ว เขารู้ดี อันที่จริงเพื่อนๆก็รู้กันทั้งนั้นเพราะก็ต่างอยู่ในเหตุการณ์ที่ต้องหามมินฮยอนไปโรงพยาบาลเพราะข้าวผัดกุ้งมาแล้ว คิมจงฮยอนร้องไห้ออกมาตอนที่เห็นว่านอกจากผื่นแดงปื้นที่ขึ้นตามตัวของมินฮยอนแล้ว เด็กหนุ่มยังหายใจติดขัดเพราะอาการแพ้อย่างหนักขณะที่อยู่บนเปลเคลื่อนย้าย เร็นกับดงโฮแทบจะซัดไอ้รุ่นพี่สวัสดิการโง่ๆนั่นให้ตายเพราะความมักง่าย เหมือนว่ารุ่นพี่คนนั้นจะเขี่ยกุ้งออกจากข้าวผัดก่อนให้มินฮยอนกินเพราะลืมสั่งอาหารประเภทอื่นเอาไว้ แต่สำหรับคนที่แพ้อย่างหนักอย่างมินฮยอนแล้วนั่นหมายถึงความเป็นความตาย ส่วนเขาก็ปวดหัวอยู่กับการติดต่อโรงเรียนและผู้ปกครองท่ามกลางเพื่อนป่วย เพื่อนเลือดร้อนและเพื่อนที่ร้องไห้เป็นบ้า...ไม่ใช่แค่ฮวังมินฮยอนหรอก เพื่อนทุกคนก็ขยาดสัตว์ทะเลเปลือกแข็งไประยะหนึ่ง (ทุกวันนี้ไอ้ดงโฮก็ยังติดนิสัยเช็คอาหารก่อนให้เพื่อนกินเพราะมินฮยอนไปอ้วกต่อหน้ามัน คงฝังใจประมาณหนึ่งเลยล่ะ)

 


            นอกเหนือจากเหตุผล ที่เขามั่นใจว่ามินฮยอนไม่ได้อยู่ที่ห้องอาหารก็เพราะเขารู้จักมันดีกว่าใคร

 

          ยกเว้นเสียแต่ว่าเขาคิดผิดไปเองว่ารู้จักมินฮยอนดี—แบบนั้นก็คงรู้สึกปวดใจขึ้นมาเล็กๆ

 




            แจฮวานเข้าไปในลิฟท์ กดเลขชั้นสองหลักที่คุ้นเคย เดินถอยหลังมายืนพิงผนังลิฟท์แล้วเงยหน้ามองตัวเลขแอลอีดีที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นที่ละชั้นด้วยความรู้สึกเหมือนนับถอยหลังในวันสิ้นปี มีเพียงเสียงร้องเตือนดังสลับกับเสียงรอกลิฟท์และเสียงลมหายใจไม่สม่ำเสมอของตัวเอง—หนึ่งในวิธีที่คิมแจฮวานใช้เพื่อสงบสติอารมณ์คือการรับลำดับตัวเลขด้วยจังหวะสม่ำเสมอเพื่อดึงความสนใจ แต่ดูเหมือนว่าวันนี้มันจะทำให้เวลายิ่งเหมือนเดินช้าลงเรื่อยๆทุกครั้งที่ตัวเลขดำเนินไปข้างหน้า เขาคาดหวังอะไรอยู่กันนะ

 


            เพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้นที่เขาคิดว่าฮวังมินฮยอนจะอยู่ที่โรงแรมนั่น...อย่างที่บอกว่าแจฮวานรู้จักเจ้าตัวดีมากแค่ไหน ส่วนความคิดในหัวที่เหลือนั้น ครึ่งหนึ่งเขาภาวนาให้ตัวเองคิดถูกที่มาที่นี่ เขาจะขึ้นไปแบบชิวๆ กดเลขรหัส แล้วเจอมินฮยอนนั่งทำงานอยู่หรืออะไรก็ตามที่หมอนั่นจะทำ—ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง เขาแอบภาวนาว่าในห้องนั้น จะมีฮวังมินฮยอนอยู่ที่นั่นเพียงคนเดียว

 


            อย่างน้อยเขาก็ขอหวงพื้นที่เล็กๆนั้นในฐานะเพื่อน จะเป็นไปได้มั้ยนะ?


 

            แต่สาบานได้ว่าเขากำลังพยายามจะเข้าใจและดีใจกับมินฮยอนจริงๆ

 

 



THE SAME YOU, THE SAME ME.

ถ้าเราจะไปจากกัน ไม่ต้องห่วงฉันคงไม่พูดอะไร

 

 



            ฮวังมินฮยอนเปลี่ยนรหัสที่หน้าประตูแล้วปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นมันทำให้เขาใจเสีย

           


            6-4-5-3 คือตัวเลขที่คิมแจฮวานจำได้ขึ้นใจ—อย่างน้อยๆมันก็ถูกเขียนอยู่ข้างหลังคีย์การ์ดสีขาวด้วยลายมือไก่เขี่ยของเขาเอง เครื่องจับรหัสส่งเสียงเตือนสองครั้งว่ารหัสที่พิมพ์ลงไปนั้นผิดพลาด หากเขายังทู่ซี้กดอีกครั้งหนึ่ง มันอาจจะส่งสัญญาณไปยังเจ้าของห้องว่ามีคนพยายามบุกรุกที่อยู่อาศัย เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่ามินฮยอนแสนใจดีที่ต้านลมพายุอารมณ์ของเขามาตลอดก็เริ่มจะเดินถอยหลังไปแล้วก้าวหนึ่ง

 

          คิมแจฮวานเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่ามันเจ็บปวดแค่ไหนตอนที่เห็นสิ่งที่เรามั่นใจมาตลอดชีวิตว่ามันจะมั่นคงและคงอยู่มันสั่นไหวและเริ่มปริแตกไปโดยที่ไม่ได้รู้ตัว ความเป็นเพื่อนของพวกเรา

 

            เขาสูดหายใจลึก คิดเสียว่ามันก็เป็นเรื่องของความปลอดภัยเท่านั้น แล้วจึงกดกริ่งแขกที่แปะอยู่ข้างๆเครื่องใส่รหัสสองครั้ง—ฮวังมินฮยอนไม่ได้เดินออกมาเปิดประตูในทันที แต่นั่นก็ปกติอีกนั่นแหละ เพราะหมอนั่นเป็นพวกต้องเนี้ยบก่อนที่จะออกมาจากหน้าแขก เขาแอบเอาหูแนบประตูห้องเพื่อเช็คว่าตัวเองไม่ได้คิดไปเองว่าได้ยินเสียงเพลงดังออกมาจากห้อง

 

            เสียงดนตรีจากวงร็อคเมทัล—มินฮยอนมักจะฟังมันเสมอเวลาที่เครียดๆ  มันบอกว่ามีเพียงดนตรีที่หนักแน่นกว่าความหนักอึ้งในสมองเท่านั้นที่จะปัดเป่าให้ความกดดันหายไป

           

            นอกจากนั้น ก็ยังมีเสียงพูดของเจ้าตัวดังออกมาผ่านประตูที่กั้นไว้

 



          “เรื่องที่ขาดเรียนก็เอาใบรับรองแพทย์ไปส่งอาจารย์นั่นแหละ เขาคงเข้าใจ”

          “เราก็ไม่ต้องพูดอะไรมากก็ได้ คิดมากน่าไอ้หมวยเอ๊ย”

          “นี่ก็งอแงจะไปนู่นนี่ตลอด ถ้าไม่หายจะทำยังไง หืม”

 



            เป็นคำพูดสนทนาที่เหมือนจะโต้ตอบกับอีกคน ดูเหมือนแจฮวานจะภาวนาไม่สำเร็จ


 



            เขาถอนหายใจออกมายาวจนตกใจตัวเอง รู้สึกปวดหัวขึ้นมาดื้อๆ...อันที่จริงเขาไม่ได้เตรียมใจว่ามาเจอคนรักของมินฮยอนตอนที่เดินลงจากรถขององซองอูเลยสักนิด แจฮวานแอบเถียงให้มินฮยอนในใจว่าถ้าคนรักของเขาโดนซัดน่วมขนาดนั้นก็คงอยากอยู่ตัวติดกันเหมือนมินฮยอนนั่นแหละ ถึงจะเถียงเองแล้วน้ำตาคลอเองก็เถอะ เขาก็ควรจะเป็นคนมีเหตุผลบ้างหลังจากที่งี่เง่ามานานเหลือเกิน

 

            แจฮวานตัดใจกดกริ่งรัวๆอีกครั้งแบบไม่มองอย่างน้อยก็ได้ให้ของขวัญน่ะนะ

 

            มินฮยอนตะโกนขานรับออกมาจากภายในห้อง ตามด้วยเสียงดนตรีที่ถูกหรี่ลงและเสียงตุบตับเหมือนคนวิ่ง เดาว่าคงวิ่งไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนรับแขกเหมือนอย่างเคยนั่นแหละ


            เขากระชับถุงกระดาษไว้แนบตัวแล้วเดินถอยหลังมาเล็กน้อย สูดหายใจเข้าลึกและค่อยๆผ่อนออกมา—จะทักทายว่ายังไงดีนะ? ควรจะเข้าไปคุยให้รู้เรื่องหรือควรจะรีบให้ของแล้วรีบไปดี? แล้วเขาจะทักน้องฮยอนบินว่าอะไร เป็นยังไงบ้าง หายเจ็บหรือยัง? หายไวๆนะเราเป็นห่วง จะดูประชดประชันไปหรือเปล่า? ร้อยความคิดที่แบ่นเข้ามาในสมองภายในข่วงเวลาแค่แปบเดียวดูเหมือนจะหนักหน่วงไปสำหรับเขา

 

            ที่จริงก็แค่มาหาเพื่อนที่คอนโดเท่านั้นเอง ทำไมกดดันขนาดนี้วะ

 

 


 

            “แจฮวาน?”

 

            เขาสะดุ้ง เขากำลังเหม่ออยู่ตอนที่มินฮยอนเปิดประตูออกมา— เสื้อยืดสีฟ้ากับกางเกงบอลเพื่อนรักของมัน แว่นสายตาถูกนำไปคาดไว้บนหัว สมุดโน้ตกับปากกายังอยู่ในมือข้างหนึ่งที่ไม่ได้จับลูกบิด ส่วนโทรศัพท์มือถือก็เอียงศีรษะหนีบเอาไว้ “อ...เออ กูเอง หวัดดี มึงทำไรอยู่วะ”

           

            “โอเคๆ งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ไปรับที่โรงบาลแล้วกัน ต้องให้ช่วยเก็บของมั้ย?” มินฮยอนไม่ได้ตอบเขาแต่เป็นคนที่ถือสายอยู่—ชายหนุ่มเบี่ยงตัวเองให้ไม่บังประตูแล้วพยักเพยิดไปทางในห้อง ระหว่างที่ฟังฮยอนบินพูดตอบทางโทรศัพท์ ปากก็ขยับแบบไม่มีเสียงคุยกับแจฮวาน มึงเข้ามาก่อน “แล้วหมอเขาให้กลับได้แล้วจริงๆเหรอ ไม่ใช่ว่าเราไปบอกอะไรเขานะเว้ย ถ้าเป็นไรมานี่จะไม่คุยด้วยแล้ว”

           


            “เดี๋ยวมึงนั่งนี่นะ รกหน่อย...เดี๋ยวกูไปหาของกินมาให้ รอแปบ”

 

            คิมแจฮวานเดินเข้ามาในห้องที่คุ้นเคย ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปในระหว่างที่เขาไม่ได้แวะมานอกไปเสียจากเอกสารที่ดูรกรุกรังกว่าเดิมเพราะต้องทำโปรเจค—โทรทัศน์ที่ปลายเตียงเปิดการถ่ายทอดสดฟุตบอลเอาไว้ เครื่องเสียงเปิดเพลงของวงเฮฟวี่เมทัลเสียงแผ่ว และมีหนังสือกองโตกับมาม่าอยู่บนโต๊ะพับ

 

            ไม่มีควอนฮยอนบินอยู่ที่นี่อย่างที่คิด

 

            ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีคนรัก ไม่มีบุฟเฟ่ต์ล็อบเสอตร์หรืออะไรก็ตามที่เขาคิดว่ามันเกิดขึ้น—และไม่มีพิซซ่า ไม่มีพาสต้า  ไม่มีของขวัญกองพะเนิน ไม่มีเพื่อนๆและเสียงอะไรมากไปกว่าจากเครื่องใช้ไฟฟ้า

 


          มีเพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ถ่ายทอดสดแมตช์โง่ๆและกองงานท่วมหัวในวันเกิดของฮวังมินฮยอน


 

            วินาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนตัวเองได้ทำอะไรที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตในฐานะเพื่อน

 

            ไม่ใช่การที่เขาทอดทิ้งมินฮยอน แต่เป็นการที่เขาเอาแต่คิดไปเองว่ามินฮยอนจะโอเค

 




 

            “มึงจะกินเลย์รสดั้งเดิมหรือบาร์บีคิว?”


            “ฮะ” เขาหลุดจากภวังค์ตอนที่อีกคนเดินมารวบหนังสือออกไปจากโต๊ะตรงหน้า “อ...อะไรก็ได้”


            มินฮยอนยักไหล่แล้วยิ้มกว้าง “งั้นกูแกะสองถุงนะ ก่อนมึงมาก็ว่าจะแกะแต่กลัวไม่หมด”


            “อื้อ เอาที่มึงสบายใจ”

 

            ฮวังมินฮยอนเดินเอาถ้วยมาม่าไปทิ้งอีกรอบก็จะกลับมาพร้อมเบียร์แช่เย็นหนึ่งแพ็คในมือ ส่วนมันฝรั่งทอดสองถุงก็หนีบไว้ในอ้อมแขนอย่างทุลักทุเล เขาส่ายหัวแล้วลุกไปช่วยมันถือเดินกลับมาเพราะทนมองไม่ไหว แจฮวานช่วยมันเคลียร์กระดาษบนพื้นออกไปแล้วก่อนหน้านี้ ทำให้พื้นที่ระหว่างปลายเตียงกับทีวีสามารถจุผู้ชายสองคนได้แบบสบายๆ  เขาไม่ได้พูดอะไรออกไปเพิ่มเติมเว้นเสียแต่หยิบกระป๋องเบียร์มาเปิดให้กับตัวเองและอีกคน—ทั้งห้องกลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องแอร์ดังแผ่วๆ

 


            “กูขอโทษนะที่ไม่ได้มาหาให้เร็วกว่านี้ / มึงไม่ต้องขอโทษกูเลยนะ เพราะว่ากูตั้งใจ”

            ทั้งคู่พูดขึ้นมาพร้อมกัน แจฮวานอ้าปากค้างนิดหน่อย ส่วนมินฮยอนก็เบิ่งตากว้าง

 

            “มึงพูดก่อน / มึงเล่ามาก่อนละกัน”

 

            ทั้งสองเลิกคิ้วมองหน้ากัน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเมื่อต่างคนต่างพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจังแบบไม่มีใครยอมใครราวกับสมองมีสายเคเบิลเชื่อมกันไว้


               พวกเขาเป็นแบบนี้เสมอแหละเวลาคิดอะไรตรงกัน

 



           “เลิกพูดพร้อมกูได้ละไอสัส”


            “มึงนั่นแหละ” มินฮยอนขำในลำคอ “งั้นมึงก่อนเลย กูมึนๆหัว เมื่อกี้ทำงาน”


            “ควานลินบอกกูว่ามึงน่าจะโกหกเรื่องบุฟเฟ่ต์ เพราะมันไปเช็คมาว่าวันนี้เป็นล็อบสเตอร์...คนที่เกลียดสัตว์ตระกูลนี้อย่างมึงคงจะไปหรอก ตอนแรกกูจะเอาของขวัญไปให้มึงกูเลยเดาว่ามึงอยู่คอนโด โกหกไม่เนียนไปเรียนมาใหม่นะ ไอ้สัส”


            “ว้า...พลาดเฉยเลยกู”


            “แล้วทำไมต้องบอกกูว่าไปกับแม่วะ”


            “กูไม่อยากไปไหนอ่ะ กูอยากอยู่ห้องทำงาน...งานท่วมหัว มึงก็เห็น”


            “ไม่จริงอ่ะ นี่วันเกิดมึงนะเว้ย ปกติมึงเป็นพวกจริงจังกับวันเกิดชิบหายคิดว่ากูไม่รู้เหรอ”


            “กู...” มินฮยอนนิ่งไปเล็กน้อย “เห็นมึงมีนัดกับเด็กๆแล้วไง กูเลยชิวๆ”


            “มึงอย่าคิดไปเองดิวะ” แจฮวานขมวดคิ้ว กระดกเบียร์หนึ่งอึก “หรือมึงคิดว่ากูลืม?”


            “ไม่ได้คิดๆ”


            เขาถอนหายใจออกมา หยิบมันฝรั่งรสดั้งเดิมมาไว้บนตักแล้วพูดไปกินไป “กูยอมรับว่ากูลืม...ไม่ใช่กูลืมว่าวันเกิดมึงวันที่เก้านะ แต่ตอนกูรับปากยองมินกูก็ลืมคิดไปว่ามันคือวันที่เท่าไหร่อ่ะ กูผิดเอง”



            “อย่าพูดงั้นดิวะ กูรู้สึกผิดเลยเนี่ย”


            “รู้สึกผิดอะไรของมึง กูเนี่ยต้องขอโทษ”


            “มึงไม่ต้องเอาตัวเองมายึดติดกับกูแล้วก็ได้นะเว้ย ที่ผ่านมากูก็ง้องแง้งเอง”

 

            คิมแจฮวานสะอึกไปเล็กน้อยกับคำพูดนั้น ไม่ใช่ว่ารู้สึกว่ามินฮยอนกำลังว่าตัวเอง—แต่เพราะคำพูดนั้นเหมือนกำลังเป็นกระจกส่องตัวเขาเอง

 

            ที่ผ่านมา เขาคงยึดติดกับมินฮยอนของเขา—แต่ไม่ได้นึกถึงมินฮยอนที่เป็นมินฮยอนจริงๆ

 



            “กูรู้ว่ายองมินเขาจะจีบมึงนะ คือเท่าที่ดูเขาก็ไม่ได้แย่เลยเว้ย...เขาอาจจะดูอวดๆไปหน่อยแต่เขาคงทำตัวไม่ถูกอ่ะมึง อย่าไปว่าเขาแรงเลย กูอยากให้มึงเปิดใจ”


            “ไม่อ่ะ มึงไม่เข้าใจ...มึงกำลังพยายามจะให้กูใช้ยองมินเป็นเครื่องมือในการลืมมึง?”


            “ไม่ใช่แบบนั้นดิ กูหมายถึงว่า กูเองก็มีส่วนที่ทำให้มึงพลาดอะไรหลายๆอย่างไปในช่วงที่—เอ่อ—นั่นแหละ” ร่างสูงเกาหัว “กูอยากให้มึงลองใช้ชีวิตที่ไม่ได้มีแต่กู มึงอาจจะเจออะไรที่มึงไม่เคยคิดว่ามันดี”


            เหมือนที่มึงเคยลองน่ะเหรอ “พูดเข้าข้างตัวเองชิบหาย”


            “เอ้า กูพูดจริงนะ อย่างน้อยมึงก็ควรจะลองเปิดใจเว้ย...วันนั้นกูเห็นว่ามันเป็นโอกาสที่ดี กูก็ไม่อยากจะไปยุ่งอะไรมากด้วย กูก็ต้องมานั่งเคลียร์งานเนี่ยไง”


            “มึงไม่ต้องมาตัดสินใจอะไรแทนกูหรอกว่ะ”


            อีกฝ่ายเงียบไป ก่อนจะตอบเสียงเบา “ขอโทษที กูเป็นห่วงมึงนะ”

 

            ต่างฝ่ายต่างเงียบใส่กัน สายตาจ้องไปยังสนามบอลที่มีคนวิ่งตามลูกบอลอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย—มินฮยอนปิดเสียงทีวีไว้เหลือเพียงรูปภาพที่ขยับเคลื่อน จึงไม่รู้ว่าการแข่งขันไปถึงไหนแล้ว และเบอร์ 05 คนนั้นวิ่งเพื่ออะไร

 


            แจฮวานยกเบียร์มากระดกอีกครั้งเพื่อดับความโมโหเล็กๆในใจของตัวเอง โมโหที่มินฮยอนพูดแบบนั้นออกมา และโมโหที่ตัวเองเผลอด่าว่ามันอีกแล้ว “กูขอโทษ กูพูดแรงไป”


            “ไม่ๆ มึงอย่าคิดมากกูไม่ได้อะไร”


            “คือกูมาในฐานะเพื่อนที่รู้สึกผิดที่ลืมวันเกิดเพื่อน ลืมสัญญาระหว่างเพื่อนแล้วก็ชดใช้คืนให้ด้วยความรู้สึกผิดอ่ะ กูไม่ได้อยากให้มันกลายเป็นการรื้อฟื้นเรื่องมึง หรือพูดเรื่องคนนอกแบบยองมิน”


            “กูให้อภัยไง” อีกคนหันมาสบตาเขาตรงๆแล้วยิ้มเป็นครั้งแรกตั้งแต่มาถึง “โอเคป่ะ?”


            “ขอบคุณนะมึง...ทุกเรื่องเลย ที่กูแม่งงี่เง่า ไม่มีเหตุผลเลย” แล้วก็เรื่องที่ดันรู้สึกกับมึงด้วย


            “เออ พอแล้วๆ วันนี้วันเกิดกูมึงอย่ามาทำบรรยากาศเสียสิวะ”


            “จ้า กูขอโทษษษษษษษ”


 

            สถานการณ์เริ่มค่อยๆกลับไปสู่แบบเดิมที่พวกเขาทำมากันตลอดหลายปี—เทพสายฟ้าจะรับฟังความกังวลของเทพมังกร เทพมังกรเองก็จะรับฟังความกังวลของเทพสายฟ้า ทั้งสองคนยังแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่พบมาทั้งด้านบวกและลบ นั่นคือสิ่งที่พวกเขาทำกันในเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะถึงเวลาต้องไปเรียนในวันต่อไปของวันเกิด—ประเพณีเล็กๆของเราสองคนยังคงอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนจากการนอนคว่ำคุยกันเป็นการนั่งขัดสมาธิหน้าทีวีพร้อมแมตช์บอลที่ไม่มีเสียง  เปลี่ยนจากน้ำอัดลมที่แอบแม่ขึ้นมากินในห้องนอนเป็นเบียร์คนละกระป๋อง เรื่องราวที่ออกมาจากปากก็เปลี่ยนจากเรื่องนินทาชาวบ้านมาเป็นเรื่องการเรียนหนังสือและความกังวลต่ออาชีพในอนาคตตามอายุที่เพิ่มขึ้น

 

                   เขาพูดเรื่องราวต่างๆออกมาด้วยความสบายใจมากกว่าที่คิด


            “มึงคิดยังไงกับยองมิน?”


            “กูเหรอ...ก็ดีอ่ะ”


            “ไม่ใช่เด้” เขากลอกตา ไอ้หมอนี่เมาแล้วเรื้อนตลอด “แบบชอบม่ายชอบ ไรเง้”


            “เอาจริงๆก็รำคาญนิดหน่อยกับวิธีการเข้าหา แต่อย่างที่บอก กูไม่ได้รู้สึกว่าเขาแย่นะ โดยรวมกูก็ประทับใจ...กูอยากให้มันค่อยๆเป็น ค่อยๆไปเฉยๆ”


            “อ๋ออออออออ”


            “มึงเมาละสัส”


            “ม่ายมาว” สัส มึงนั่นแหละเมา แต่เมาก็ดี พูดอะไรจะได้ไม่ต้องคิดมาก


            “มึงอ่ะ ไม่รู้เหรอว่าการที่คนที่เคยชอบมาบอกให้ไปชอบคนอื่นแทนแม่งเจ็บนะ”


            มินฮยอนขมวดคิ้ว พลางเอาหัวถูไถกับผ้าปูที่นอนที่ห้อยลงมา“หือ อารายวะ งง”


            “ช่างมันๆ ไม่มีอะไรหรอก”


            “โกหกอ่า มึงเมมมมม”


            “ทีงี้ล่ะฉลาดเชียวนะ” เขาเบะปากด้วยความหมั่นไส้ แล้วกำเลย์ยัดปากมันไปคำใหญ่ “แดกไป”

 

            แจฮวานไม่ได้ดื่มมากนัก เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าวันนี้จะกลับบ้าน—เขาไม่ได้คิดว่าจะนอนค้างที่นี่เลย แค่ได้ทำมันบางส่วนก็ชดเชยความรู้สึกผิดในใจแล้ว เขาพยายามเต็มที่แล้วที่จะทำให้อะไรๆมันใกล้เคียงกับของเดิม แต่เขาจะทำให้มันเหมือนเดิมไม่ได้ นี่คือสิ่งที่แจฮวานตั้งใจ

 

            เพราะฮวังมินฮยอนมี ควอนฮยอนบิน อยู่แล้ว ความจริงเวลานี้ควรจะเป็นเวลาของน้องเขาด้วยซ้ำ—หากต่างคนจะต่างเดินต่อไปข้างหน้าก็ต้องยอมรับว่าจะสำคัญต่อกันและกันน้อยลง แต่ก็ยังคงความเป็นเพื่อนที่ดีมากๆต่อกันไว้ แต่บทบาทของพวกเขามันก็ต้องเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ถึงจะไม่เริ่มปีนี้ สักวันหนึ่ง คิมแจฮวานก็คงต้องมีคนรักสักคนที่อยากจะใช้เวลาอันมีค่าด้วยในวันเกิด—และเขาไม่รู้ว่าตัวเองจะใจดีขนาดมินฮยอนที่จะยอมสละเวลานั้นมาให้เพื่อนได้หรือเปล่า

 

          





            แจฮวานควรจะออกจากที่นี่ตอนนี้หากไม่อยากพลาดรถขบวนสุดท้ายที่จะกลับบ้าน เขาเก็บข้าวของตัวเองใส่ถุง ส่วนมินฮยอนเมาแล้วคลานขึ้นไปนอนบนเตียงแล้วเรียบร้อย เขาเลยใช้เวลาที่เหลือนั้นการช่วยเพื่อเก็บกวาดข้าวของที่เจ้าตัวทิ้งระเกะระกะ รวมถึงซองขนมและกระป๋องเบียร์เมื่อครู่ไปทิ้งในครัว—ห้องพักกลับมาดูสะอาดตากว่าเดิมเล็กน้อย นั่นทำให้เขายิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ

 

            ก่อนจะกลับ แจฮวานไม่ลืมที่จะเขียนโน้ตแปะไว้ที่กระดานไม้เตือนความจำ วางน้ำหนึ่งขวดและแผงยาพาราเอาไว้ที่โต๊ะวางโคมไฟ มือข้างหนึ่งล้วงหยิบของขวัญที่ซื้อมาจากลอฟท์ออกจากกล่องกระดาษ แกะถ่านไฟฉายใส่เข้าไป ตั้งค่าเล็กน้อยก่อนจะวางลงข้างๆกับขวดน้ำ

 

            “กูอ่ะ ไม่เคยลืมวันเกิดมึงเลยนะ” เขาเท้าคางกับปลายเตียง “ของขวัญก็ซื้อให้ตั้งนานแล้ว”

           

            ฮวังมินฮยอนนอนหลับอยู่ด้วยใบหน้าค่อนแดงเพราะฤทธิ์สุรา ใบหน้าตอนหลับของมันตลกเสียจนอยากถ่ายรูปเก็บไว้...ตลก แต่ก็ทำให้เขาเผลอยิ้มออกมา—โตขนาดนี้แล้วนะ ผู้ชายคนนี้ที่เขาชอบมาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนมัธยม จนในวันนี้ได้เป็นนักศึกษาปีเกือบสุดท้ายกันทั้งคู่ แต่ฮวังมินฮยอนก็ยังเป็นคนเดิมในสายตาของคิมแจฮวาน นิสัยง้องแง้งสวนทางกับหน้าตาที่ดูเย็นชา แต่ก็เป็นคนที่ใจดีและทุ่มเทเสียจนน่าชื่นชม เพื่อนรักของเขา คนที่คอยดูแลเขา และคนที่เขาต้องดูแลมามากกว่าห้าปี—ตอนนี้มีคนมาดูแลแทนแล้ว คนๆนั้นเขาทำได้ดี และคนตรงหน้าของเขานี้ก็ดูแลคนรักของตัวเองได้ดีไม่แพ้กัน ถึงจะเป็นความจริงที่เจ็บปวดหัวใจ แต่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาให้สัญญากับตัวเองว่าจะเหลือเพียงความรักที่เพื่อนสนิทจะมีให้กันได้เท่านั้นแก่ฮวังมินฮยอน


            ส่วนคำว่ารักในแบบนั้น ก็ขอสัญญาว่าจะเก็บไว้ให้ลึกที่สุดเหมือนกัน

 


            “ซื้อนาฬิกาปลุกมาให้นะ เห็นบ่นอยากได้ วางไว้หัวเตียงละ”


            “อื้อ” มินฮยอนตอบ แต่น่าจะตอบกับคนในความฝันมากกว่าจะเป็นเขา


            “เห็นบอกว่าชอบตื่นสาย เลยซื้อให้แบบเสียงดังสุดเลย...แต่ไม่รู้ตอนนี้มึงมีคนคอยปลุกแล้วยังนะ” เขาแค่นยิ้มให้ตัวเอง ปวดใจจังแฮะ 




           “ส่วนอีกอย่างที่อยากจะให้มึง—”

           

            ตั้งแต่พรุ่งนี้ กูสัญญาว่าจะกลับไปเป็นเพื่อนที่ดีของมึงแล้วนะ

 

            กูอาจจะยังไม่เหมือนเดิมร้อยเปอร์เซนต์...แต่กูพยายามแล้วนะ จำไว้ไอ้สัส”

 




             โปสเตอร์วงมายด์ที่แจฮวานกับมินฮยอนเคยเป็นแฟนเพลงอันดับหนึ่ง  ฮวังมินฮยอนเคยแปะไว้ที่ข้างหัวเตียงแต่ตอนนี้กลับถูกพับเก็บไว้ แทนที่ด้วยกระดานไม้คอร์กที่เอาไว้แปะกระดาษโน้ตเตือนความจำและตารางงาน  แต่ถึงอย่างนั้น แม้แต่แจฮวานเองกลับไม่ได้รู้สึกเสียดายที่ถูกหักหลังความเป็นแฟนเพลงเพื่อนซี้ นั่นคงเป็นเพราะว่าเขาเองก็หันไปฟังเพลงของวงรุ่นใหม่อื่นจนไม่ได้โหยหามันอีกต่อไป

 

            เขาเคยคิดว่ามีแต่มินฮยอนที่เปลี่ยนไป แต่ความจริงก็คือตัวเขาเองที่เปลี่ยนไปเหมือนกัน

 

            



            “ไอ้แจ้”


            จู่ๆมินฮยอนก็ลืมตาขึ้นมาต่อหน้าจนเขาเกือบหงายหลัง แต่โชคดีที่หมอนั่นยังเมาไร้สติอยู่ แจฮวานถอนหายใจอย่างโล่งอก


            “เอาหน้ามาทำไมใกล้ๆอ่า จะลักหลับกูเหรออออ”


            “พ่อมึงสิ”


            แจฮวานหยิบหมอนที่ตกพื้นโยนใส่มันไปป้าบใหญ่ เรียกเสียงหัวเราะคิกคักแบบเมาๆจนรู้สึกรำคาญเล็กๆ ฮวังมินฮยอนตอนเมาแม่งเซ้าซี้กว่าเดิมร้อยเท่า


            “มึงอย่าเอาหน้าไปใกล้ๆใครแบบนี้นะเว้ยยยยย เดี๋ยวจาโดน ขโมยจุ๊บบบบ คิคิคิ”


            ร่างโปร่งเลิกคิ้ว “มึงสิจะโดนขโมยจุ๊บ เมาเป็นหมาแบบนี้ตลอด”


            “อ๋อออ” อีกคนพลิกตัวกลับมายิ้มหวานให้ “ถ้าเป็นมึงกูก็ไม่ว่านะเอาเจรงงงง เพื่อนกานนนน”


            “สัส อย่าไปพูดกับใครแบบนี้อีกนะ กูเป็นฮยอนบินกูตีตายแน่”


            “ฮ่าๆๆๆๆๆ ตอนมึงโมโหน่ารักอ่า เหมือนหมูอู๊ดๆ กูขำ คิคิคิคิ”


            “ไปตายไปมึงอ่ะ กูกลับบ้านละนะ”


            “คิคิคิคิคิ” อีกคนโบกมือหย็อยๆ “บาย เจอกาน”

 


            คิมแจฮวานส่ายหน้าอย่างละเหี่ยใจ ขืนยังเสียเวลากับคนเมาอย่างมันต่อไปวันนี้ไม่ต้องกลับแน่ แต่เขาก็นึกได้ว่ายังมีอีกเรื่องที่อยากถาม

 


            “เออมึง”


            “อาราย”


            “มึงเคยชอบกูบ้างปะวะ รู้ว่าวอแวสัสๆ...แต่จะถามรอบสุดท้ายแล้ว”

 

            คนเมาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะฉีกยิ้มออกมา มืออุ่นคว้ามือเย็นเฉียบของเขาไปเขย่าๆเหมือนที่ชอบทำเวลาเขาตื่นเต้น “ถามได้ ชอบดิ กูชอบคนแบบมึงนะ”

 


            “ตลกละสัส” สาบานได้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะร้องไห้เลย “ชอบแล้วทำไม...”


            “แต่กูคบกับมึงไม่ได้จริงๆ”


            “ไอ้สัสฝ่า—”


            “เป็นแฟนกันก็มีวันเลิก แต่ก็กูเสียมึงไปไม่ได้นะไง มึงดีมากๆๆๆๆ”


            “มึงไม่ต้องพูดว่ากูดีเลยถ้างั้น กูขอเลว” แล้วแย่งมึงกลับมาดีกว่ามั้ย


            “กูไม่ขอให้มึงเข้าใจกูหรอก”


            “เออ ไม่เข้าใจ ถ้ามึงยังไม่เลิกทำกูร้องไห้กูจะต่อยหน้ามึง”


            “แต่ไม่มีใครแล้วที่จะเข้าใจกูแบบที่มึงเข้าใจ เป็นเหมือนเดิมได้ไหมวะ


            “พอเลย”


            “งื้อกูอยากพูดต่อ”


            “งื้อเหี้ยไร นอนไปเลยมึงอ่ะ หุบปากถ้ายังยืนยันจะให้กูตัดใจ”

 

 

 


หากว่าฉันนั้นต้องช้ำแต่ทำให้เธอสุขหัวใจ

เอาเลยที่รักไม่ต้องคิด ถ้าทำแล้วเธอสุขใจ จัดไปอย่าให้เสีย

คนนี้ๆรู้ดีต้องยืนตรงไหน

 




           เขาไม่ได้ถามมินฮยอนว่าเพราะอะไรถึงได้เปลี่ยนรหัส และรหัสใหม่คืออะไร—เขายินดีที่จะปล่อยให้มันเป็นความลับ หรือเขาอาจจะแค่ไม่อยากจะรับรู้ความจริงก็ได้ว่าตัวเองไม่ได้ยืนอยู่ที่เดิมอีกต่อไป



            ภาพความทรงจำไหลเข้ามาในหัวเหมือนน้ำหลาก บาดลึกลงในใจราวกับใบมีดแต่ก็ไม่สามารถห้ามให้ตัวเองหยุดคิดได้ มีแค่คิมแจฮวานเท่านั้นที่ยังยึดติดอยู่กับความทรงจำในอดีต—อดีตหมายความว่านั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และมันจะไม่มีวันย้อนกลับไป


           เรื่องตลกร้ายก็คือ คิมแจฮวานคนนี้ไม่เคยลืมรอยยิ้มวันนั้นของเด็กผู้ชายหัวเกรียนกางเกงขาสั้นที่เดินเข้ามาทักทายเขาได้เลยสักครั้ง





            ["มึงโอเคนะ"]


            "อืม"


            ["ตอบกูทีว่ากูคิดถูกที่ให้มึงไปหามัน"]


           "เออรู้แล้ว นี่ก็เป็นห่วงเกินจริง"


           คังแดเนียลโทรมาหาในตอนที่เขากำลังรอรถไฟ เขาโดนสวดชุดใหญ่ที่ทำอะไรไม่บอกกล่าว และเจ้าซามอยด์สัญญาว่าจะต่อยเขาซะถ้าเขาร้องไห้


           ["พวกกูห่วงมึงมากนะเว้ย มีไรบอกดิ"]


           "กู..." เขายิ้มให้ตัวเอง "ไปเคลียร์อะไรนิดหน่อย"


           ปลายสายเงียบไปเล็กน้อย ["แล้ว...มึงจบด้วยดีนะ?"]


          "เออ" คิดว่า "จบดีดิ ระดับนี้ละ"


          ["มึงอย่าร้องไห้นะ ไม่งั้นกูจะงอน"]


          "ไม่รับปากนะ"



            แดเนียลบ่นงุบงิบจนซองอูต้องมาแย่งสายไปพูดแทน รายนี้แค่บอกให้เขารีบกลับบ้านดีๆแล้วรีบเข้านอน เขารับปาก และรถไฟใต้ดินก็มาพอดี—ในเวลานี้ เหลือเพียงผู้คนบางตาแล้ว แจฮวานเดินผ่านทีละตู้เพื่อหาแถวที่มีคนน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถุงกระดาษในมือแกว่งไปมาชนกับต้นขาจนเกิดเสียงน่ารำคาญ แต่นั่นก็ดีกว่าจะปล่อยให้บรรยากาศมันเงียบสงัด—โชคดีที่เขาเจอกับรถตู้สุดท้ายที่ไม่มีใครนั่งอยู่ ชายหนุ่มทิ้งตัวนั่งด้วยแรงไม่เบานัก ถอนหายใจออกมายาวเหยียด นับเลขลำดับในใจเพื่อให้ตัวเองใจเย็นลง แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรถึงเขาจะเปล่งเสียงนับแข่งกับเสียงสะอื้นในลำคอ



1 2 3 4 5


6 7 8 9


10 11 12


13 14 


15

                    





            วิธีการของเขาไม่ได้ผลในวันนี้ ตัวเลขไม่ได้ทำให้เขามีสติเหมือนที่ผ่านมา คิมแจฮวานก้มหน้าปล่อยโฮออกมาใส่ฝ่ามือตนเองก่อนที่จะได้นับเลขสิบหก



                    ไม่อยากจะเชื่อว่ามันจบลงแล้วจริงๆ—สิ่งที่รอมาห้าปี




            สุดท้ายแล้วไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน


                    เขาก็เป็นได้แค่แจฮวานคนเดิมของมินฮยอนจริงๆ



 



          “กลับบ้านดีๆน้าเพื่อนร้ากกกกกกกกกกก”

 

          “เออ!

 

          “รักมึงน้าาาา”

 

          “รู้แล้วน่า! กูก็รักมึง”

 

 



อยากให้เธอมาย้ำอีก ซ้ำอีก ย้ำอีกซ้ำ อีกสักครั้ง



ถ้ามันทำให้เธอพอใจ ฉันจะยอมให้เธอทำไปไม่ว่ากัน

 





THE SAME YOU, THE SAME ME.

FIN.


อ่านจบแล้วมาฟังเพลง BGM กันค่ะ ตอนนี้ไม่อยากให้ฟังไปอ่านไปเท่าไหร่เพราะเป็นเพลงที่เนื้อหาดึงสมาธิคนง่ายมาก555555555


จัดไปอย่าให้เสีย ; As Your Wish - MILD




แด่ทุกคนที่กำลังจมอยู่กับความทรงจำ
- GOMUGOMI NO.1 -
มาเดินไปข้างหน้าด้วยกันนะคะ :)


ตอนนี้มีกิจกรรมให้ร่วมสนุกกันด้วยนะคะ ติดตามทางทวิตเตอร์ @GOMUGOMI_BOT

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 102 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,050 ความคิดเห็น

  1. #1046 Jelly Red (@tomoyo-nd) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 20:00

    ชอบเรื่องนี้มากเลยจริงๆค่ะ อ่านกี่ทีก็จะร้องไห้555555

    ต้องมูฟออนจริงๆเเล้วล่ะ

    #1,046
    0
  2. #1042 whan_ss (@whan_ss) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 06:31
    กลับมาอ่านกี่ครั้งก็ทัชกับใจตลอดเลย
    #1,042
    0
  3. #1040 ImHunwol (@ImHunwol) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 08:26

    อ่านกี่ทีก็ร้อง

    #1,040
    0
  4. #1039 M a i M y M e (@0135686) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 เมษายน 2562 / 17:42

    อ่านตอนนี้แล้วร้องไห้ทุกทีเลย ฮือออออออออออออออออ https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-03.png https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-03.png

    #1,039
    0
  5. #1037 พอใจ2545 (@muaymuay2545) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 01:51
    เราอินมากกกก อ่านแล้วเศร้าา
    #1,037
    0
  6. #1028 Naraprinnnt (@Naraprinnnt) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:12
    เราเสียน้ำตาไปกี่รอบแล้ใ
    ไม่ไหวเลย TT
    #1,028
    0
  7. #1024 SeSeyHaneul (@nutthanut) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 มกราคม 2561 / 02:35
    บรรยายดีจังเลยค่ะ อ่านแล้วอินกับตัวละครมาก เราก็เคยอยู่เฟรนด์โซนแบบนี้แหละ ทรมานมากเลย แต่เข้าใจเหตุผลของทั้งสองฝ่ายนะ...
    #1,024
    0
  8. #1023 JustJF (@AubaibJf) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 18:46
    งงอ่ะะะะ
    #1,023
    0
  9. #1020 sunline (@sunline) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2560 / 16:02
    ช่วงนับตัวเลขคือจุกมาก ควบคุมน้ำตาไม่ได้ ยอมรับว่าเคยทำวิธีนี้ เหมือนแบบพยายามดึงสติอ่ะ แต่สุดท้ายก้พัง ยอมใจไรท์ เขัยนด้วยจิตวิญญาณสุดฤทธิ์จิงๆ
    #1,020
    0
  10. #1018 CViewMED (@love_kalo) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2560 / 17:56
    ไม่ไหวแล้วเด้อออ ToT ร้องไห้แล้ววว ภาพในโอพีวียิ่งย้อนมาตบหน้าแรงมากเลยฮือออ ไม่ไหวแล้ววววTT
    #1,018
    0
  11. #1017 benbenLN (@benbenLN) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2560 / 16:15
    วันนี้คิดถึงไพรเวทหวี และคิดถึงเป็นพิเศษกับสเปตอนนี้.. และใช่ค่ะ เราร้องไห้จนปวดหัวเลย ฮือออออออ ไม่คิดว่าการกลับมาอ่านอีกรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่แน่ใจ ยังจะทำให้เราอินได้ขนาดนี้อีก T________T
    #1,017
    0
  12. #1016 Prawss (@Prawss) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2560 / 09:50
    น้ำตาคลอ TT
    #1,016
    0
  13. #1015 love myungstal (@myungstal-p) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 21:12
    ไม่มีฟิคเรื่องไหนที่ทำให้เราร้องไห้ และร้องไห้หนักขนาดนี้ มันหน่วงมาก ไม่คิดว่าจะร้องไห้เยอะขนาดนี้จริงๆ มันหน่วงมากๆ มีประโยคที่เราชอบเยอะมาก ซึ่งเราก็แคปไว้เยอะมาก อาจจะเป็นเพราะค่อนข้างต้องกับเรื่องที่เราเจอ ไม่ใช่เพื่อนกัน แต่ว่าเราเป็นที่ปรึกษาให้เข้า ไม่รู้ว่าเขาคิดยังไง แต่ทุกอย่างที่เค้าทำๆให้เรารู้สึกดีมากๆ เราว่าเราคงเหมือนพี่แจ้ ถ้าหลังจากนี้เราไม่ได้เป็นอะไรกันก็คงขอให้เขามีความสุขกับคนที่เลือก 
    #1,015
    0
  14. #1013 Tanee Lov (@baitong_55) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2560 / 13:17
    กลับมาอ่านอีกทีก็ร้องไห้
    #1,013
    0
  15. #1012 Aika yurina (@mapin-thitinun) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2560 / 12:57
    กลับมาอ่านกี่ทีก็ร้องไห้5555
    #1,012
    0
  16. #1010 PXXsDq (@noeyzazahaha555) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 23:15
    หน่วงและเศร้ามาก คือทำไมฝ่าบาทนิสัยเหมือนเพื่อนที่เราชอบจังอ่ะ555555นี่ฉันคือแจ้สินะ ใช่เลยอ่ะ คนเราก็ต้องมูฟออนกันต่อไปถึงแม้จะเจ็บแค่ไหนก็ตามเหอะ????????
    #1,010
    0
  17. #1008 lalinsa_p (@lalinsa_p) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 22:17
    เป็นตอนที่กลับมาอ่านเรื่อยๆเเล้วก้ร้องไห้ทุกรอบ
    #1,008
    0
  18. #1001 mr_tnn (@mr_tnn) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2560 / 01:05
    ถึงคำว่าเพื่อนจะหนักกว่า แต่คำว่าพี่น้องก็หนักเหมือนกัน 5 ปีไม่เหลืออะไรเลย
    #1,001
    0
  19. #994 Nb2st (@Nb2st) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 18:24
    พี่มิน โกรธมากกกกกก คือเข้าใจนะเว้ยว่าไม่อยากเสียพี่แจ้ไปแต่แบบคือบ้างครั้งมันก็ไม่จำเป็นต้องเลิกกันเสมอไปจากเพื่อนเป็นคนรัก เพราะเรารู้ว่าเราไม่อยากเสียเขาไป เราก็จะไม่ทำให้เขาเสียใจ เราต้องเชื่อใจ ถ้าอีนี่เป็นพี่มิน จะไปกอดแจ้ จะไม่ให้แจ้เสียใจและร้องไห้ ถ้ากลัวเสียเค้าไปนี้ก็จะรักษาความรักปรับเปลี่ยนดูแลประคับประคองความรักของเรา นี้ เพราะคนรักก็เหมือนเพื่อนที่เข้าใจกัน เหมือนพ่อแม่ที่ตักเตือนเราทำสิ่งไม่ถูกไม่ควร อยากด่าอีพี่มินป้อด กลัวเสียพี่แจ้แต่จะให้คนอื่นดูแล เป็นนี้จะไม่ปล่อยพี่แจ้ อีนี้ขนมจีนมาทั้งเข้ง 55555 คนเราคิดไม่เหมือนกันยังไงก็ นี้อาจจะคิดไปถึงตอน มีครอบครัว #ทีมแจ้ อย่าให้เจ้ตัวจริงนะฝ่า แม่จะหยิกแก้มช้ำเลย ขอบคุณฟิคดีๆเน้อรักพวกเด็กจัง
    #994
    0
  20. #990 vartidbebiii (@Eztoonupstair) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 13:49
    โคตรเข้าใจความคิดพี่ฝ่าเลย เพราะเราก็เป็นแบบนั้นกับคนที่เรารู้วึกว่าเค้ามีค่าในชีวิตเรามากๆจริงๆ แต่ในขณะเดียวกันก็เคยอยู่โพสิชั่นพี่แจ้มันกระอักทึกครั้งจริงๆที่รับรู้ว่าจุดไหนที่เราเคยอยู่ มันไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว ทุกอย่างเปลี่ยนและอีกคนก็เหมือนถอยหลังกับเราไปก้าวนึง ยอมรับว่าจะอ่านแล้วอยากอ้วกตั้งแต่ย่อหน้าๆแรก ถึงตอนที่คุยกันคือร้องไห้หนัก มาก มันเป็นความรู้สึกแย่ๆที่ถึงจะผ่านไปแล้วแต่แค่ได้กลิ่นเรื่องแบบนี้เพียงนิดเดียวมันก็บงคับตัวเองไม่ให้เสียใจไปด้วยไม่อยู่จริง มันทำให้เรากลัวที่จะสร้างความสัมพันธ์กับใครไประยะนึงเลยแหละ ถึงจะแค่เพื่อนก็ตามไม่ว่าจะเพศอะไร..
    #990
    1
    • #990-1 vartidbebiii (@Eztoonupstair) (จากตอนที่ 3)
      29 ตุลาคม 2560 / 13:52
      เขียนตอนร้องไห้มันก็จะงงๆและพิมผิดๆถูกๆไปหน่อย55555
      #990-1
  21. #988 ppanyee riin'z (@yeeninja1930) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 11:37
    เอ้ออ ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของการร้องไห้ที่แจ้ร้องให้เพราะมิน ฮือออ แจ้จ้จ้
    #988
    0
  22. #969 iifangg (@fangttp) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 19:51
    หน่วงอะไรเบอร์นี้ ไม่ไหวแล้ว สงสารแจ้????
    #969
    0
  23. #962 eyemuu (@eyemuu) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 14:48
    อ่านและมันหน่วงมากๆอ่ะ ไม่ร้องไห้นะแต่อึดอัดบอกไม่ถูกเชื่อว่ามินอยากมีแจ้ไปตลอดโดยไม่อยากทำลายความสัมพันธ์ที่ดีเลยไม่เลือกคบกันเป็นแฟนเพราะวันนึงอาจต้องเลิกกัน หนักใจกันทั้งสองอ่ะสักวันความสัมพันมันคงจะลงตัวเองแหล่ะเนอะ
    #962
    0
  24. #940 คนอ่านหมายเลข1999 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 06:19
    เราไม่เคยร้องไห้กับฟิคเรื่องไหน แต่ตอนที่เราอ่านถึงตอนที่แจยอมรับการเปลี่ยนรหัสห้องของมินฮยอนคือเราน้ำตาไหลไม่รู้ตัวเลย ขอบคุณนะคะที่ที่แต่งเรื่องนี้
    #940
    0
  25. #850 bambampw (@bambampw) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2560 / 21:34
    อ่านละร้องตามเว่ยยย ความรู้สึกแจ้แม่งเหมือนเราเลย คิดไปเองว่าเขาชอบ แต่สุดท้ายเค้าก็คิดกับเราแค่...????????
    #850
    0