[GOT7] ห้วงความตาย

ตอนที่ 3 : บทที่ ๓ ข้อเสนอ (๑๐๐ %)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    6 พ.ย. 63

ท้องทะเลยามเที่ยงเป็นประกายสีคราม สะท้อนแสงแดดจนพราวระยับเหมือนอัญมณี เกลียวคลื่นม้วนเข้าหาชายฝั่งอย่างนุ่มนวล ราวกับหญิงสาวโถมเข้าหาอ้อมกอดของคนรัก

ภายในรถตู้ที่เช่ามา เหล่าพนักงานของผับกำลังพูดคุยถึงเรื่องเมื่อคืนก่อน 

“นี่ ได้ยินว่าข้อมูลของบริษัทแห่งหนึ่งถูกขโมยแน่ะแก เกิดขึ้นในวันสัมมนาเลย”

พนักงานหญิงคนหนึ่งพูดอย่างตื่นเต้น

“ได้ยินว่าหัวขโมยสวมหน้ากาก ชื่อหกๆอะไรซักอย่างนี่แหละ”

เพื่อนสาวตั้งข้อสงสัย

“วิหคราตรี”

พนักงานชายคนหนึ่งตอบ 

“ชักอยากรู้แล้วสิว่าหมอนี่เป็นใคร?”

เจบีได้ยินการพูดคุยของบรรดาลูกจ้างอย่างชัดเจน แต่เขาไม่ค่อยจะใส่ใจอะไรมาก คงเป็นแค่ข่าวซุปซิบที่ผ่านมาแล้วผ่านไป เหมือนสายสายลมที่ไม่รู้ทิศทางเท่านั้น

ดูเหมือนว่าทุกคนพากันสนใจแต่เรื่องนี้ จึงพากันพูดเสียสนุกปาก แต่เรื่องนี้กลับไม่มีความชัดเจนเอาเสียเลย หัวขโมยที่ชื่อวิหคราตรีทำให้เหล่าผู้บริหารหัวเสีย โดยการล้วงข้อมูลที่มีผู้ร่วมลงทุนมากมาย ได้ยินมาว่าเป็นข้อมูลที่อาจทำให้บริษัทขาดทุนย่อยยับ เลยกดดันตำรวจให้เร่งตามจับให้ได้

ข่าวนี้ดังเพียงชั่วข้ามคืน มีออกรายงานแทบในทุกสื่อ ทุกคนพากันตื่นตัวไปตามกระแส 

ที่น่าแปลกก็คือ ทำไมไม่มีภาพถ่ายของวิหคราตรีเลย มีแต่คำให้การของคนทำงานที่นั่นเท่านั้น? 

ชายหนุ่มมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นหาดทรายขาวงามกำลังถูกคลื่นซัด กำลังคิดอย่างจดจ่อ เท่าที่เขารู้มา...แถวนั้นเป็นห้องเก็บข้อมูล ดังนั้นนอกจากร.ป.ภ.แล้วก็น่าจะมีกล้องวงจรปิด ใครที่ผ่านเข้าออกจะถูกบันทึกภาพทุกคน ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้อย่างเด็ดขาด 

แต่ข่าวกลับบอกว่า ในวันเกิดเหตุกล้องวงจรปิดเกิดขัดข้อง จนไม่สามารถใช้งานได้

...อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น

เจ้าของผับรำพึงในความคิด หากไม่ใช่คนที่นั่นสะเพร่า ก็ต้องเป็นเพราะหัวขโมยวางแผนมาดี ดูเหมือนว่าเรื่องนี้ต้องยกความชอบให้วิหคราตรีเสียแล้ว

“พี่คิดยังไงกับเรื่องนี้ครับ?”

แบมแบมที่นั่งอยู่ด้านข้างถาม ท่าทางเด็กหนุ่มคงสนใจในเรื่องนี้เหมือนกัน

“อะไรนะ?”

เจบีตื่นจากภวังค์ เลิกคิ้วถามกลับ

“โธ่—พี่ไม่ได้ฟังผมเลยหรือไง ผมถามว่าพี่คิดยังไงกับเรื่องนี้?”

เด็กหนุ่มโอดครวญอย่างน้อยใจ เขาอุตส่าห์พูดอยู่ตั้งนาน แต่อีกฝ่ายดันทำหูทวนลมเสียนี่ รู้อย่างนี้หันไปคุยกับคนอื่นดีกว่า

เจบีกระแอ้มเล็กน้อย แล้วทบทวนคำพูดเมื่อครู่

“หมายถึงเรื่องวิหคราตรี?”

“อืท”

แบมแบมรับคำพร้อมกับพยักหน้า

เจ้าของผับถอนหายใจยาว ตอบแบบตรงไปตรงมาว่า

“ฉันคิดว่าเขาทำไม่ถูก”

“ทำไมหรือครับ?”

แบมแบมถามอย่างงุนงง ตั้งใจฟังอีกฝ่ายอธิบาย ความกระตือรือร้นตื่นตัวขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้

“ไม่ว่ายังไงขโมยก็คือขโมย ถ้าบ้านนายถูกคนอื่นย่องเบาคงไม่ชอบใช่มั๊ย?”

เจบีกล่าวเสียงราบเรียบ กระชับสั้นแต่ชัดเจนเป็นที่สุด ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ยกย่องเรื่องแบบนี้ และไม่อยากให้ใครเอาอย่าง เลยพูดในทำนองเตือนสติ โดยไม่สังเกตว่าสีหน้าของเด็กหนุ่มแดงไปวูบหนึ่ง

“แล้วพี่คิดว่าวิหคราตรีเป็นคนยังไง?”

แบมแบมถามพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปาก กลัวเหลือเกินว่าจะได้คำตอบที่ไม่เข้าหู

“พวกจิตไม่ว่าง...”

เจบีเน้นเสียงอย่างชัดถ้อยคำ

“กินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ”

มันเป็นถ้อยคำตรงไปตรงมาที่สุดตั้งแต่เคยพูด แล้วแบมแบมก็หัวเราะตามเคย ซึ่งเด็กหนุ่มมักจะทำแม้ว่ามุขของเขาจะฝืดแค่ไหน แต่น่าแปลกที่เสียงหัวเราะนั่นกลับฟังดูแห้งแล้งชอบกล

รถตู้เลี้ยวจอดตรงถนนริมชายหาด พวกลูกจ้างของผับต่างเฮโลออกมา พากันวิ่งลงไปยังชายหาด ฝ่าเกลียวคลื่นที่ซัดมาปะทะอย่างลิงโลด ทุกคนมีความสุขกับการมาเที่ยวพักผ่อน ชื่นชมความสวยงามใต้ท้องฟ้าสีคราม 

นี่เป็นช่วงเที่ยวพักผ่อนประจำปีตามนโยบายของผับ ถือเป็นโบนัสพิเศษของนายจ้างก็ว่าได้

เจบีสะพายกระเป๋าลงมาจากรถ สวมแว่นสีดำเพื่อบังความเจิดจ้าของแสงแดด จินยองและแบมแบมทยอยตามลงมา พากันทอดสายตามองผืนน้ำที่พราวระยับ

นานแค่ไหนแล้วที่พวกเขาไม่ได้มาเที่ยวแบบนี้?

เจ้าของผับส่งเสียงกระแอ้มไอ มองเหล่าพนักงานที่กำลังเล่นสนุกกันอยู่ แต่ละคนวิ่งขึ้นลงอย่างบ้าคลั่ง ชายหนุ่มถอนหายใจยาว รำพึงออกมาว่า

“เฮ้อ--สนุกกันใหญ่เลย แต่ก็นะ...นานๆครั้งจะได้ปลดปล่อย”

จินยองเดินมาอยู่เคียงข้าง ช่วยพูดเสริมขึ้น

“แล้วทำไมนายไม่ไปสนุกกับพวกเขาล่ะ จะยืนรอให้รากงอกก่อนหรือไง?”

“ฉันกำลังคิดอย่างนั้นอยู่”

เจบียิ้มจนตาหยี ใช้แขนกอดคอแบมแบมเอาไว้แน่น ฉุดลากเด็กหนุ่มให้ลงน้ำพร้อมกัน

“โอ๊ย—พี่ เบาๆ ผมยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อเลย”

แบมแบมพยายามทักท้วง แต่ก็ถูกช่วงแขนอันแข็งแกร่งลากไป ซึ่งเจ้าของผับไม่ยอมผ่อนแรงให้เขาเลย เพียงชั่วขณะก็มาถึงริมชายหาด 

“มาแช่น้ำกันดีกว่า”

เจบีตะโกนใส่หน้าคนในวงแขน อุ้มแบมแบมแล้วกระโจนลงน้ำแบบไม่ให้ตั้งตัว เสียงตูมเมื่อน้ำแตกกระจาย เสื้อตัวเก่งของทั้งสองเปียกปอนจนชุ่ม ของเจบียังไม่เท่าไหร่ แต่สำหรับแบมแบมนี่คือตัวโปรดของเขาเลย

“โธ่--พี่...”

แบมแบมโอดครวญอย่างหัวเสีย กวักมือสาดน้ำใส่อีกฝ่ายเป็นพัลวัน เจบีถอยหนีแล้วสาดน้ำกลับแถมยังยั่วให้คนน้องวิ่งตาม เลยได้วิ่งไล่กันจนรอบชายหาด

จินยองแย้มยิ้ม พลางส่ายหน้าให้อารมณ์ขันของเพื่อน เขาถอดรองเท้าแล้วตามลงน้ำเช่นกัน

ยามค่ำคืนเหมาะกับการเลี้ยงฉลอง ทุกคนพากันกินดื่มอย่างเต็มที่ ทั้งร้องเพลงและเต้นรำรอบกองไฟอย่างมีความสุข

เจบีย่างเนื้อและอาหารทะเลให้กับเหล่าพนักงาน จินยองยืนอยู่ด้านข้างคอยเขย่าเครื่องดื่มให้กับทุกคน โดยจะเน้นชนิดที่ค่อนข้างแรง เพราะลูกน้องเจ้าของผับต่างคอแข็งกันทั้งนั้น

จินยองเทเครื่องดื่มลงในแก้ว มองไปยังเหล่าคนที่กำลังสนุกกันสุดเหวี่ยง ปากก็พึมพำว่า

“คิดถึงสมัยก่อนเนอะ”

“สมัยไหน?”

เจบีถามเมื่อได้ยินเพื่อนพูดถึงความหลัง พลางคีบเนื้อด้านที่สุกให้พลิกขึ้น กลิ่นของมันหอมน่าทานทีเดียว ชายหนุ่มโรยพริกไทยเพื่อเพิ่มรสชาติเพราะลูกจ้างส่วนใหญ่ชอบเนื้อที่เข้มข้นเป็นพิเศษ

“ก็สมัยที่พวกเรายังเป็นทหารรับจ้าง ตอนนั้นก็ก่อไฟกินกลางทรายแบบนี้แหละ”

จินยองพูด หวนนึกถึงอดีตที่เคยทำงานร่วมกันกับเพื่อน ตอนปฏิบัติภารกิจในถิ่นกันดาร พวกเขาก็ก่อฟืนทำอาหารเหมือนในตอนนี้ หลังจากทานเสร็จก็นอนบนพื้นดินเปล่าๆ ราวกับจะฝากชีวิตเอาไว้กับพสุธา 

“ก็ไม่เหมือนซะทีเดียวหรอก...”

เจบีพูด 

“ตอนนั้นพวกเรากลัวอยู่ตลอดเวลา ว่าจะจากโลกใบนี้ไปเมื่อไหร่ ขนาดตอนนอนยังต้องคอยระวังตัว เพราะอาจถูกศัตรูเล่นงานได้ในทุกเมื่อ”

ชายหนุ่มเห็นกุ้งในตะแกรงมีสีจัดจ้าน จึงคีบพลิกกลับลงไป ที่ต้องทำคือรอคอยให้อีกด้านมันสุก ซึ่งก็คงใช้เวลาไม่กี่นาที น้ำมันหยดใส่เปลวไฟจนแลบพุ่ง ควันหอมฉุนลอยอ้อยอิ่ง เจบีครุ่นคิดถึงความหลังแล้วรำพึงว่า

“ทุกภารกิจแม้จะเสี่ยงตาย แต่รางวัลที่ได้ก็คุ้มค่า อย่างน้อยก็ได้เงินก้อนหนึ่งมาตั้งต้นชีวิตใหม่ แต่ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากให้มีใครต้องเจ็บตัวเลย”

รอยยิ้มของชายหนุ่มก็ขยายกว้าง ทอดถอนหายใจยาว ป่านนี้เขายังมัวกังวลทำไมอยู่อีก ทั้งที่ปัจจุบันก็มีฐานะมั่นคง ได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดเหมือนเมื่อก่อนก็ได้

“ตอนนี้พวกเราไม่ต้องเสี่ยงตายแบบนั้นอีกแล้ว ทุกคนมีโอกาสได้ตั้งตัวใหม่ แถมได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ดูยังไงก็โชคดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ”

ชายหนุ่มพูดอย่างอารมณ์ดี ลดสายตามองตะแกรงอย่างพินิจ พบว่าเนื้อที่ย่างเอาไว้สุกได้ที่แล้ว กุ้งก็กลายเป็นสีแดงเข้ม กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เขาบรรจงคีบเนื้อและกุ้งใส่จานแล้วยื่นส่งให้เพื่อน

“ไปสนุกกับพวกเขาสิ...”

เจบีพูด พลางโบ๊ยหน้าไปยังเหล่าพนักงาน

“เดี๋ยวตรงนี้ฉันจัดการเอง”

“ขอบคุณ”

จินยองรับจานมาแล้วสำรวจมองจนทั่ว ราวกับจะหาข้อตำหนิสักสองสามอย่าง

เจบีแย้มยิ้มตรงมุมปาก พูดอย่างรู้ทันว่า

“ไม่ต้องกลัวหรอกน่า ฉันจำได้ว่านายไม่ชอบกินเนื้อไหม้”

“ช่างรู้ใจจริงนะ”

จินยองพูดแล้วเดินไปร่วมวงกับพวกลูกจ้าง ในไม่ช้าก็สนุกไปกับพวกนั้นได้ ชายหนุ่มทั้งร้องเพลงและดื่มกินอย่างเมามัน

เจบีย่างเนื้อต่อไป คีบเนื้อดิบหลายชิ้นขึ้นมาวางบนตะแกรง กำลังคิดถึงวันชื่นคืนสุขที่ผ่านมา แม้มันจะไม่ค่อยสุขสันต์อะไรนักก็ตาม

“ว่าไงพี่”

เสียงใครบางคนดังขึ้น

ชายหนุ่มหันไป ก็เห็นแบมแบมเดินเข้ามายืนอยู่ด้านข้าง

“ผมไม่ยักรู้มาก่อนว่าพี่มีเพื่อนเก่า”

เด็กหนุ่มพูด พลางดูดน้ำมะพร้าวที่กะเทาะออก 

“ก็พวกเราไม่ได้เจอกันตั้งนาน โชคดีที่หมอนั่นตกอับ ไม่งั้นนายคงไม่ได้เห็นเพื่อนผู้แสนดีของฉันหรอก”

เจบีพูดทีเล่นทีจริง มืออีกข้างฉวยเครื่องดื่มมากระดกเข้าปากบ้าง สายลมยามค่ำพัดกลิ่นอายทะเลเข้ามา ชายหนุ่มต้องขนลุกเมื่อความเย็นแทรกเข้าสู่ร่างกาย อย่างนี้ต้องดื่มแก้หนาวกันหน่อย

แบมแบมมองไปที่จินยอง เห็นอีกฝ่ายกำลังดีดกีต้าร์ พร้อมร้องเพลงขับขานกับคนอื่นๆ ก่อนจะหันมากระซิบข้างหูเจ้าของผับว่า

“ดูเขาไม่เหมือนคนตกอับเลยนะพี่”

“ทำไมล่ะ?”

เจบีเลิกคิ้วถาม สายตายังไม่ละจากเนื้อย่าง เจ้าเด็กนี่ดันคิดอะไรแปลกๆอีกแล้ว สภาพอนาถาของจินยองยังติดตาเขาอยู่ ถ้านั่นไม่เรียกตกอับแล้วจะให้เรียกว่าอะไร?

แบมแบมเพ่งพิศไปยังคนถูกพาดพิง ก่อนจะบอกข้อสงสัยออกมา

“ก็ท่าทางเขาดูภูมิฐานดี...ไม่รู้สิ บอกไม่ถูกเหมือนกัน”

พูดได้เท่านั้นก็ส่ายหน้าไปมา เด็กหนุ่มรู้สึกเคืองใจที่ตัวเองรู้อยู่เต็มอก แต่กลับอธิบายให้คนอื่นรู้ตามไมได้ จึงดื่มน้ำมะพร้าวรวดเดียวหมดลูก

คำพูดนั้นทำให้เจบีหันไปมองจินยองอีกครั้ง เห็นเพื่อนกำลังชนแก้วกับลูกจ้าง ดื่มน้ำสีเหลืองรวดเดียวหมด หมอนั่นยังคอแข็งเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน หน้าไม่เห็นแดงแม้แต่น้อย

“เอาน่า...”

เจบีตัดบท

“คนเรามันก็พลาดกันได้ ใครจะไปรู้ล่ะว่าตัวเองจะซวยตอนไหน”

ชายหนุ่มสรุปแล้วหันไปสนใจเนื้อย่างต่อ

แบมแบมอ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่คอของเขากลับโดนล็อคเอาไว้ก่อน

“ไงเพื่อน--มีน้องชายน่ารักทั้งคนไม่เห็นบอกกันเลยนี่หว่า”

ไบรอันพูดเสียงอ้อแอ้เหมือนลิ้นคับปาก ดวงตาหรี่ปรือ ใช้ช่วงแขนกำยำกอดคอแบมแบมเอาไว้แน่น ท่าทางจะดื่มเข้าไปเยอะเหมือนกัน

เด็กหนุ่มย่นจมูก สูดได้กลิ่นเหล้าจากลมหายใจอีกฝ่ายเต็มๆ

เจบีดึงแขนไบรอันออกจากคอของแบมแบม เปลี่ยนมาเป็นฝ่ายประคองหุ้นส่วนแทน พร้อมกับเตือนเสียงขุ่นว่า

“เกรงใจน้องมันหน่อย นี่นายเมาแล้วนะ”

ไบรอันส่ายหน้าไปมาแล้วอ้าปากร้องเสียงหลง

“ใครบอกว่าเมาวะ เขาเรียกว่าครองสติไม่อยู่แค่นั้นเอง”

ว่าแล้วก็หัวเราะงึมงำ ใช้นิ้วจิ้มหน้าเจบีเหมือนเด็กเห็นของเล่น

“เฮ้อ...”

เจบีกลอกตามองบนฟ้าแล้วถอนหายใจยาว หันไปบอกเด็กหนุ่มว่า

“นายช่วยดูเนื้อให้ที เดี๋ยวฉันจะพาหมอนี่ไปพักก่อน”

“ครับพี่”

แบมแบมรับที่คีบเนื้อแทน มองเจบีช่วยพยุงไบรอันขึ้นไปพักบนห้อง อมยิ้มอย่างขำขันกับเรื่องเมื่อครู่ เด็กหนุ่มคีบเนื้อที่สุกแล้วลงบนจาน

ระหว่างนั้นเสียงมือถือก็ดังขึ้น เมื่อเขากดเปิดดูก็เห็นข้อความพิมพ์ที่ส่งมา

“ว่าไงพ่อสายลับ”

โปรไฟล์มีภาพนกสีดำกำลังโผบินขึ้นฟ้า แต่ดูไม่ออกว่าเป็นนกอะไรกันแน่

สีหน้าของแบมแบมเปลี่ยนไปในทันที เหมือนเจอสิ่งที่คาดคิดไม่ถึง ต้องสูดลมหายใจระงับสติเอาไว้ ผ่านไปนานพอสมควรถึงควบคุมอารมณ์ได้ พิมพ์ข้อความตอบกลับไป

“หาผมเจอได้ยังไง?”

“อย่าลืมว่าเราฝึกสอนเธอมา ย่อมรู้วิธีหลบหนีของเธออยู่แล้ว”

ข้อความของอีกฝ่ายทำให้แบมแบมถอนใจยาว เมื่อเป็นแบบนี้ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากปลง เลยพิมพ์ตอบตามความรู้สึกจริงๆ

“ผมไม่อยากทำงานให้พวกคุณอีกแล้ว”

เด็กหนุ่มพิมพ์เสร็จก็คิดจะปิดมือถือ ไม่คิดสนใจกับเรื่องพวกนี้อีก แต่ข้อความถัดไปได้หยุดความคิดนั้นไว้

“ยังจำเรื่องแสงสุริยะได้มั๊ย?”

นิ้วของแบมแบมชะงักค้าง รอคำอธิบายที่ทางนั้นจะส่งมา

“จะไม่พูดอ้อมค้อม...สายของพวกเรารายงานมาว่า มีองค์กรมืดคิดจะแย่งชิงแสงสุริยะ และใช้มันในการครองโลก หน้าที่ของเธอคือแย่งมาให้ได้ก่อนพวกนั้น แล้วส่งมันกลับมาให้เราในทันที หากทำสำเร็จพวกเราจะจ่ายให้เธอห้าแสนเหรียญ เป็นรางวัลที่มากพอสำหรับค่าเหนื่อย”

ข้อความนั้นช่างสะดุดใจเด็กหนุ่มเป็นอย่างยิ่ง เขารู้ว่าเงินตั้งห้าแสนหาใช่เล็กน้อยไม่ แม้ทำงานทั้งชาติก็ยังไม่แน่ว่าจะได้เงินก้อนนี้ แต่เขาก็ยังมีสติพอที่จะไม่รับปากในทันที

“ถ้าผมไม่อยากทำล่ะ?”

แบมแบมพิมพ์ข้อความหยั่งเชิง รอคอยคำตอบอย่างจดจ่อ

“งานนี้มีแต่เธอที่จะทำสำเร็จ พวกเราเองก็ไม่อยากบังคับ แต่ถ้าเธอไม่ทำ...ชื่อของเธออาจไปโผล่ในบัญชีดำกว่าสิบประเทศ จะไม่มีที่ให้ซุกหัวนอนอย่างเด็ดขาด เข้าใจที่บอกมั๊ย”

...ช่างบ้าสิ้นดี นึกแล้วว่าต้องขู่กันแบบนี้

เด็กหนุ่มทอดถอนใจ ก่อนจะบอกว่า

“ผมต้องการเงินมัดจำล่วงหน้า เป็นธนบัตรใหม่เอี่ยมราวหกหมื่นเหรียญ เมื่อได้ของแล้วจะเริ่มทำภารกิจในทันที”

เมื่อพิมพ์แบบนี้แสดงว่าเขาตกลงรับข้อเสนอแล้ว อันที่จริงเขาเองก็ไม่กลัวเรื่องไม่มีแผ่นดินจะอยู่ เพราะคนอย่างเขาอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่การหยั่งเชิงเมื่อครู่ทำให้รู้ว่าหน่วยงานกำลังจนตรอกจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ใช้วิธีข่มขู่คนอื่นแบบนี้

“ตอนนี้เธอควรเที่ยวให้สนุกเสียก่อน กลับถึงบ้านเมื่อไหร่เราจะส่งเงินมัดจำไปให้ พร้อมกับผู้ช่วยทำงานคนหนึ่ง”

แบมแบมยิ้มอย่างขบขัน คิดจะส่งคนมาจับตาดูเขาล่ะสิท่า นึกแล้วว่าทางหน่วยงานต้องทำอย่างนี้ แต่ก็อย่างว่า...ตอนนี้ควรจะเล่นตามน้ำไปก่อน

“ตกลง”

เด็กหนุ่มพิมพ์ตอบรับ มองดูข้อความที่อีกฝ่ายส่งมา

“ข้อความทั้งหมดจะถูกลบภายในห้าวินาที เลิกการติดต่อ”

ดวงตาของแบมแบมมองหน้าจอตลอดเวลา เพียงช่วยขณะก็เห็นแต่ความว่างเปล่าลมทะเลกระทบร่างจนเย็นวูบทั่วขุมขน

“ให้มันได้อย่างนี้สิ”

เขาพ่นลมจากปาก จมูกสูดได้กลิ่นไหม้ พอก้มดูต้องใจหายวูบ เห็นเนื้อย่างเป็นสีดำเกรียมเหมือนถ่าน เลยรีบดึงออกมาอย่างสุดชีวิต แต่ดูจากสภาพแล้วคงไม่มีใครกล้ากินมันเข้าไปแน่ๆ

กลิ่นลมหายใจของคนเมาทำเอาเขาแทบสำลัก ไม่คิดมาก่อนว่าเพื่อนจะหมดสภาพขนาดนี้ ครั้งหน้าคงต้องให้ดื่มน้อยลงเสียแล้วล่ะ

“โอ๊ย—ทำไมหนักอย่างนี้เนี่ย?”

เจบีบ่นอย่างหัวเสีย แทบจะทรุดลงเมื่อต้องแบกน้ำหนักของอีกคน ความจริงหมอนี่ตัวบางกว่าเขาตั้งเยอะ แต่พอเหล้าเข้าปากกลับเหมือนอุ้งลูกเหล็กไม่มีผิด เล่นเอาต้องลากเท้ากว่าจะเดินไปได้แต่ละก้าว 

“เอามาอีก ยังไม่เมา เอาเหล้ามาอีก”

ไบรอันโอดครวญมาตลอดทาง บางครั้งก็พูดอะไรไปเรื่อยเปื่อย บางครั้งก็ร้องเพลง แต่ที่หนวกหูที่สุดคือแหกปากร้องเหมือนถูกเชือด

เจบีขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ จนในที่สุดก็มาถึงที่หมาย ทำเอาเขาแทบจมดินกว่าจะมาถึงห้องได้

“ถึงซักทีนะไอ้บ้า”

มือคว้าลูกบิดแล้วหมุนเปิดออก ชายหนุ่มชะงักเท้าลงโดยพลัน เป็นอาการที่จะเกิดขึ้นเมื่อพบเห็นความผิดปกติ นั่นทำให้เขาทบทวนความทรงจำของตัวเองอีกครั้ง

ถ้าจำไม่ผิด... 

พอออกจากห้องเขาก็ล็อคกุญแจอย่างเรียบร้อย แถมยังไม่เคยกลับมาอีกเลย เพราะต้องคอยดูแลพวกลูกจ้างที่เล่นน้ำริมหาด 

เจบีเชื่อมั่นว่าตัวเองจำไม่ผิด แต่ตอนนี้ประตูมันไม่ได้ล็อคชัดๆ

ดวงตาคมมองเข้าไปภายใน วางไบรอันให้เอนพิงกับผนังแล้วย่างเท้าเข้าห้องอย่างระวัง ชายหนุ่มหมอบต่ำกลัวว่าบางอย่างจะพุ่งเข้ามา

ภายในห้องมืดมิดสนิททั่ว มองออกไปก็เห็นแต่สีดำราวสาดหมึก ชายหนุ่มยื่นมือคลำตามผนังเพื่อหาปุ่มเปิดไฟ ต้องใช้เวลากว่านาทีถึงจะหาพบ

แสงจากหลอดไฟสว่างขึ้น ชายหนุ่มส่องมองทั่วห้องอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่เห็นสิ่งผิดสังเกตก็แบกไบรอันเข้าไป พยายามทำตัวให้ปกติที่สุด ไม่เผลอแสดงท่าทีตื่นกลัวแต่อย่างใด

เงาร่างสายหนึ่งออกมาจากที่ซ่อน ย่องเข้าไปที่ด้านหลังของเจบีอย่างเงียบกริบ ปืนกระบอกหนึ่งจ่อใส่ท้ายทอยอีกฝ่าย

“อย่าหันมา”

เสียงกระด้างที่ดังขึ้นทำให้เจ้าของผับนิ่งเงียบ วางร่างหุ้นส่วนลง ถามออกไปอย่างใจเย็น

“แกต้องการอะไร?”

“ต้องการของนั่นจากนาย”

เงาร่างนั้นถาม

“ของอะไร?”

ชายหนุ่มทำท่างุนงง แต่ผ่อนคลายประสาทกล้ามเนื้อ เตรียมพร้อมที่จะทำบางอย่าง

“อย่าทำไก๋ นายก็รู้ว่าฉันหมายถึงอะไรกันแน่”

คนที่อยู่ด้านหลังเริ่มหงุดหงิด นิ้วแตะเข้าที่ไกปืนแล้ว

“ใช่...”

เจบีก้มตัวลง ก่อนจะหันควับมาด้วยความเร็วเกินคาดหมาย คว้าจับข้อมืออีกฝ่ายแล้วบิดวูบ ได้ยินเสียงกร็อบดังขึ้นเหมือนหักกิ่งไม้ 

“อ๊าค...”

ผู้บุกรุกสะดุ้งโหยง ร้องเสียงหลงออกมาอย่างเจ็บปวด แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวข้อพับเข่าก็ถูกเตะใส่ จึงต้องทรุดลงกับพื้นอย่างเสียไม่ได้

ถึงตอนนี้เจบีก็เห็นแล้วว่าผู้บุกรุกเป็นใคร หมอนั่นสูงพอๆกับเขา ร่างกำยำล่ำสัน สวมชุดดำทั้งตัว ใช้ไอ้โม่งสีดำครอบศีรษะเอาไว้ เลยมองไม่เห็นว่าเป็นใครกันแน่

“ขอดูหน้าหน่อยซิ”

เจ้าของผับพูด ตะปบมือใส่หัวของอีกฝ่าย คิดจะกระชากไอ้โม่งนั่นออกมา

ชายชุดดำพอตั้งหลักได้ ก็ใช้มือที่ว่างอยู่จับข้อเท้าคนข้างหลัง ก่อนจะกระชากอย่างเต็มแรง

เจบีเกือบจะเสียหลัก แต่ก็ใช้เท้าทรงตัวตามสัญชาติญาณ จังหวะนั้นมือที่จับกุมต้องคลายออกอย่างลืมตัว ผู้บุกรุกเลยหลุดไปได้ 

ชายสวมโม่งไม่อยู่รอให้เสียเวลา พอยืนขึ้นก็รีบวิ่งในทันที ไม่อยู่รอให้ศัตรูจับอย่างเด็ดขาด แต่วิ่งไม่ทันไรก็ถูกกระโจนใส่

เจบีสังเกตการณ์เคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้อย่างละเอียด ดูจากความเร็วและทักษะแสดงว่าเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่โจรกระจอกงอกง่อยเหมือนอย่างที่คิดในตอนแรก พอเห็นอีกฝ่ายขยับไหล่ก็เดาความคิดออก จึงรีบกระโดดตะครุบใส่เหมือนแมวจับหนู

ทั้งเจ้าของห้องและผู้บุกรุกล้มกลิ้งไปตามพื้น แต่ชายสวมโม่งยังช้าไปก้าวหนึ่ง

เจบีใช้ขารัดซี่โครงคู่ต่อสู้เอาไว้แน่น ใช้ช่วงแขนกำยำล็อคคอคนตรงหน้า หมอนั่นพยายามดิ้นหนี แต่การควบคุมของเขาเหมือนกับงูเหลือมรัดเหยื่อ ต่อให้เป็นจอมพลังก็หลุดออกไปไม่ได้ อย่าว่าแต่คนที่มีแรงน้อยกว่าเลย

“แกเป็นใคร?”

ชายหนุ่มเค้นเสียงถาม ผ่อนกล้ามเนื้อช่วงแขนเพื่อให้ผู้บุกรุกมีโอกาสพูด

“มีเรื่องอะไรกันเหรอ?”

มีเสียงดังมาจากหน้าประตู เจบีหันไปมองตามโดยอัตโนมัติ เห็นจินยองยืนมองเข้ามาในห้องอย่างงุนงง

พริบตาที่เสียสมาธิ ผู้บุกรุกกระทุ้งศอกไปข้างหลัง

“อ็อค...”

วงแขนของเจบีก็คลายออกอย่างลืมตัว เปิดโอกาสให้ศัตรูถลันตัวหลบหนี เห็นหมอนั่นกระโจนผ่านหน้าต่างที่เปิดเอาไว้ หายวับไปจากสายตาเหมือนหมอกควัน

จินยองเริ่มคิดได้ว่าเกิดอะไรขึ้น รีบวิ่งตามไปติดๆ เห็นโจรคนนั้นหนีไปจนไกลลิบเสียแล้ว เมื่อก้มดูก็พบว่าด้านล่างเป็นพุ่มไม้ แถมชั้นที่พวกเขาอยู่ก็ไม่สูงมาก มิน่า...หมอนั่นถึงโดดลงไปได้โดยไม่เป็นอะไร อันนี้ต้องโทษเขาด้วยที่คิดช้า เลยหันมาบอกว่า

“ขอโทษนะเพื่อน”

“ไม่ใช่ความผิดของนายหรอก”

เจบียันตัวลุกขึ้น เอามือกุมหน้าอก ความจุกแล่นเข้าหาจนแทบสำลัก เขาไม่ได้โกรธเพื่อนที่เข้ามาแบบไม่รู้เวลา เพราะนั่นไม่มีประโยชน์อะไรเลย

“ถ้าไม่ใช่เพราะฉันหมอนั่นคงหนีไปไม่ได้”

ชายหนุ่มผู้ตกอับกล่าวอย่างรู้สึกผิด ก้มหน้าไม่กล้าสบตากับเพื่อน

“เอาน่า...”

เจบีจับไหล่เพื่อนอย่างให้กำลังใจ

“มันหนีไปได้แค่ตอนนี้ อีกเดี๋ยวฉันก็ตามหามันเจอเองแหละ”

คำพูดนี้ทำให้จินยองฉงนกว่าเดิม ถามโพล่งอย่างลืมตัว

“หมายความว่ายังไง?”

เจบีแย้มยิ้ม คีบบางอย่างในซอกนิ้ว ชูอวดจนใกล้หน้าของจินยอง

“ฉันเพิ่งล้วงมันจากตัวหมอนั่น”

จินยองผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก เข้าใจแล้วว่าเพื่อนคิดจะทำอะไร

เจบีรีบคว้ากระเป๋าเดินทาง พร้อมหันมากำชับว่า

“ฉันฝากนายดูแลทุกคนหน่อยได้มั๊ย ฉันต้องรีบไล่ตามไปเพื่อไม่ให้พลาด” 

“อืม ไว้ใจได้เลย”

จินยองรับคำอย่างมุ่งมั่น

........................................................................................................................................................

Past:JB 1

ล้อเลื่อนไถลไปตามพื้นหิมะเป็นทางยาว ชายหนุ่มบังคับเจ้าหมาตัวโตให้วิ่งโร่อย่างระวัง เกล็ดหิมะอันเย็นเยียบเกาะกุมทั่วร่าง ความหนาวแทรกซึมจนถึงไขกระดูก มันทำให้เส้นประสาทของเขาเริ่มปวดชา แทบปราศจากความรู้สึกให้สัมผัสได้ 

แต่ดวงตาภายใต้กรอบแว่นยังเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ไม่เปลี่ยนแปลงเพราะอุปสรรคอะไรทั้งสิ้น

“ถึงแล้ว”

ชายหนุ่มพึมพำเมื่อเห็นสถานที่แห่งหนึ่งปรากฏขึ้น เป็นจุดเล็กๆคล้ายจะอยู่ไกลสุดฟ้า แทบกลืนหายไปท่ามกลางหิมะที่กองสุมเท่าภูเขา แต่ถ้าตรงเข้าไปจนใกล้พอ จะพบว่ามันไม่เล็กน้อยเหมือนตอนแรก

ชุมชนแห่งหนึ่งปรากฏขึ้นตรงเบื้องหน้า คนหลายกลุ่มต่างขับล้อเลื่อนมาและไป โดยมีจุดประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าหรือข้อมูลข่าวสาร เพราะที่นี่มีของมากมายให้แลกซื้อ มีเทคโนโลยีคอยอำนวยความสะดวกพอสมควร นับเป็นหมู่บ้านที่เจริญแล้วในถิ่นกันดาร

หมู่บ้านนี้เติบโตได้รวดเร็วตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน มีหลายสิบหลังคาเรือน เป็นเส้นทางสำคัญที่ต้องสัญจรผ่าน เป็นจุดที่ต้องพักก่อนเดินทางไกลออกถนนใหญ่ ผู้คนหลายประเภทต้องแวะมาที่นี่เพื่อซื้อเสบียงบ้าง ข้าวของเครื่องใช้บ้าง เพราะกว่าจะถึงที่หมายก็คงอีกนาน

ชายหนุ่มบังคับล้อเลื่อน ก่อนจะปัดเกล็ดหิมะออกจากตัว เสื้อนวมที่สวมอยู่แทบไม่ช่วยอะไรเลย ความหนาวยังคงเล่นงานเขาจนชาดิก ร่างกายแทบแข็งเป็นรูปปั้นอยู่แล้ว แม้จะเคยผ่านการฝึกที่แสนสาหัสมาก่อน แต่ถ้าไม่มีธุระจริงๆก็ไม่อยากมาเดินเล่นแถวนี้หรอก

“เฮ้อ...”

เขาถอนใจยาว หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากปกเสื้อด้านใน มันเป็นโน็ตที่เขาจดไว้ตอนที่พักอยู่โรงแรม กำลังนอนอยู่บนเตียงนุ่มและอบอุ่น มันบอกถึงสถานที่นัดพบที่ต้องมาให้ตรงเวลา ทำให้เขาต้องลุกจากความสบายฝ่ากองหิมะมาที่นี่

“ได้เวลาแล้วสินะ”

ชายหนุ่มพึมพำ เดินเข้าไปในหมู่บ้านอย่างใจเย็น เห็นแผงขายอาหารจำนวนมาก ผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ พากันชมและเลือกซื้อสินค้า อุณหภูมิของที่นี่ติดลบตลอดเวลา อาหารที่ขายจึงยังสดอยู่เสมอ จึงไม่แปลกใจที่เนื้อ ปลา กระต่ายไม่ต้องแช่ตู้เย็น

น่าเสียดายที่เขาเป็นคนแปลกถิ่น อีกฝ่ายบอกจุดนัดพบก็จริง แต่ดันลืมวาดแผนที่มาให้ ทีนี้เขาก็ไม่รู้ว่าต้องเริ่มหาจากไหน เต็มที่ก็ต้องใช้วิธีดั้งเดิมคือถามทางจากคนท้องถิ่นเอา เรื่องนี้สร้างความปวดหัวมาก เพราะเขาแทบไม่รู้ภาษารัสเซีย ยิ่งเป็นภาษาถิ่นยิ่งแล้วใหญ่

สุดท้ายต้องใช้เวลาค่อนวันกว่าจะมาถึงจุดนัดพบ ทำให้เขานึกแช่งชักหักกระดูกเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง 

...บ้าเอ๊ย

ชายหนุ่มสบถในใจ เจอหน้าเมื่อไหร่เดี๋ยวจะสั่งสอนให้เข็ด ชายหนุ่มคิดแล้วผูกล้อเลื่อนเอาไว้กับราว แหงนหน้ามองโรงแรมแห่งหนึ่ง ไม่ลืมที่จะวกสายตามองรอบตัวอย่างระวัง

เบื้องหน้าคือโรงแรมที่สร้างมาราวโกฏิปีได้ ดูแล้วคงนานก่อนที่ปู่ของเขาจะเกิดเสียอีก หลังคาเป็นรูปสามเหลี่ยม ตัวอาคารทำจากไม้ทั้งหลัง สภาพของมันเก่าตามวันเวลาที่ผ่านพ้น แต่ก็ดูขลังและลี้ลับจนน่าเกรงขาม เท่าที่ชาวบ้านเล่าให้ฟัง ที่นี่เคยเป็นคฤหาสน์ของขุนนางเก่าแก่ท่านหนึ่ง ภายหลังตระกูลนี้ตกต่ำจนต้องขายที่ไป ก่อนจะเปลี่ยนเป็นที่พักของนักเดินทางในเวลาต่อมา

ชายหนุ่มมุ่งตรงเข้าไป ผลักประตูหนาใหญ่ซึ่งทาสีใหม่ได้ไม่นาน ลมหิมะลอยฟุ้งตามมาด้วย 

ด้านในมีแสงไฟสว่าง สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ห่อหุ้มร่างกาย ใต้เท้าปูพรมสีแดงเลือดนกอันอ่อนนุ่ม ผู้คนมากมายกำลังเสพสำราญอย่างครึกครื้น ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ความชื่นบาน ต่างจากข้างนอกราวฟ้ากับเหว

ชายหนุ่มเดินผ่านโต๊ะเก้าอี้ เห็นชายสองคนกำลังกัดแผ่นขนมปังทาแยม บางคนดื่มเหล้าเคล้าเสียงเพลง และมีไม่น้อยที่รวมกลุ่มเพื่อหาความบันเทิง กำลังเล่นไพ่กันจนหน้าเครียด เหงื่อไหลจนชุ่มแผ่นหลัง ทั้งที่อากาศก็ไม่ได้ร้อนแต่อย่างใด

ชั่วอึดใจเดียว เขาก็สำรวจมองทุกตารางนิ้วของห้องโถง ดวงตาพลันสะดุดที่ชายคนหนึ่ง เห็นอีกฝ่ายกำลังนั่งสบายๆ แต่คนที่นั่งตรงข้ามกลับเคร่งเครียดจนคิ้วขมวด เขาจับตาดูอย่างสนใจ พลางย่างเท้าไปยังแคชเชียร์ที่กั้นด้วยไม้สนเนื้อดี

ชายหนุ่มสูดได้กลิ่นหอมของซุป สถานที่แห่งนี้ปลูกอะไรไม่ค่อยขึ้น คนท้องถิ่นจึงนิยมบริโภคเนื้อม้าและกวางเรนเดียร์ ถ้าให้เขาเดา...ในซุปนั่นคงต้องเป็นหนึ่งในสองอย่างนี้แน่

รอจนพนักงานคิดค่าที่พักเสร็จก็ปลีกตัวออกมา ดวงตายังคงจับจ้องที่ชายคนนั้น พร้อมกับย่างเท้าไปที่มุมเครื่องดื่ม สั่งอะไรมาจิบฆ่าเวลา

ผู้ถูกเขาจับตามองเป็นชายชาวเอเชีย ผิวขาวไม่ต่างจากคนท้องถิ่น แต่การแต่งตัวดูดีกว่า เสื้อเชิ๊ตราคาแพงพอเหมาะกับตัว ผมเผ้าหวีจนเรียบสนิท นาฬิกาเรือนหรูสะท้อนประกายวิบวับ ด้วยองค์ประกอบหลายอย่างที่รวมกัน ทำให้อีกฝ่ายดูเหมือนคุณชายสูงศักดิ์เลยทีเดียว

ชายหนุ่มจับตามองไม่กระพริบ นึกแปลกใจที่คุณชายกำลังแข่งงัดข้อ แทนที่จะนั่งเล่นไพ่อย่างคนมีระดับเขาทำกัน 

ทว่า...คุณชายสูงศักดิ์กลับมีพลังที่ไม่ธรรมดา ได้ยินพวกนักดื่มพูดกันว่า หมอนี่คว่ำคู่แข่งมาหกคนแล้ว แถมเป็นการสู้อย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดพัก ตอนนี้เจ้าตัวยังหน้าไม่เปลี่ยนสี แถมเหงื่อไม่ตกเลยสักนิด ส่วนคนที่กล้าเข้าไปประมือต่างกุมแขนตัวเองกันทุกคน!

ตอนนี้ก็เช่นกัน คุณชายคนนั้นคว่ำคู่ต่อสู้คนที่เจ็ดได้แล้ว

พอเห็นแบบนั้น เขาก็คิดจะยกแก้วแสดงความยินดีให้ แต่พอเห็นคู่แข่งคนต่อไปต้องรีบลดแก้วลงทันที

คู่แข่งคนล่าสุดของหมอนั่น คือชายวัยกลางคนร่างบึกบึน มัดกล้ามแทบปริออกมาจากเสื้อผ้า ไว้เคราแดงรกครึ้มสีแดงฉาน ท่าทางเอาเรื่องไม่หยอก แค่เห็นหน้าก็ชวนให้อกสั่นขวัญแขวนแล้ว

“ฉันขอสู้กับแกหนึ่งยก หากแกแพ้จะต้องรีบไสหัวออกไปจากที่นี่ทันที”

ชายเคราแดงพูดเสียงกรรโชก เหมือนสัตว์ร้ายกำลังคำรามอยู่ ดูก็รู้ว่าไม่ประสงค์ดีอย่างแน่นอน

คุณชายสูงศักดิ์กลับแย้มยิ้มมุมปาก มองอีกฝ่ายเหมือนเห็นเป็นเรื่องขบขัน ถามอย่างอารมณ์ดีว่า

“พวกเราเคยมีปัญหากันเหรอ?”

พูดไม่ทันไรชายไว้เคราแดงก็โน้มหน้าเข้ามา แสดงท่าทีคุกคามเหมือนไล่ต้อน 

“ฉันแค่ไม่ชอบหน้าแก เพราะแกกำลังจะแย่งที่ของฉัน”

เสียงอันเย็นเยือกเค้นออกจากไรฟัน  บอกให้รู้ว่าเป็นการเอาจริงไม่มีพูดเล่น

ที่แท้ชายเคราแดงเคยเป็นแชมป์งัดข้อมาหลายสมัย มีชื่อเสียงเรื่องความแกร่งและพละกำลังมหาศาล ไม่เคยมีใครสามารถโค่นให้ล้มคว่ำได้ ขณะที่กำลังตัดฟืนอยู่ก็มีคนมาบอกว่า ชายชาวเอเชียคนหนึ่งได้ทำลายสถิติ คว่ำคู่ต่อสู้ไปถึงหกคน

นั่นเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับเด็ดขาด ในฐานะแชมป์เจ้าถิ่นเขาควรจะออกโรงเอง ไม่อย่างนั้นอาจถูกประณามว่าขี้ขลาดตาขาว

ชายเคราแดงนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม ดวงตาเต็มไปด้วยความดุดันราวพยัคฆ์ร้าย คิดหมายจะโค่นคู่อริให้ล้มโครมลง พลางเลิกแขนเสื้อลงจนถึงข้อศอก ตั้งแขนอันแข็งแกร่งลงบนโต๊ะอย่างเตรียมพร้อม

ทุกคนที่ชมดูพากันใจเต้นระทึก มีไม่น้อยที่ละจากกิจกรรมอื่น แล้วหันมามองดูอย่างสนใจ ต่างคอยลุ้นว่าใครจะเป็นผู้ชนะในเกมนี้ รอบข้างต่างวางเงินเดิมพันฝ่ายละห้าในสิบ เพราะคู่แข่งทั้งสองล้วนมีฝีมือน่ากลัวไม่แพ้กัน

คุณชายสูงศักดิ์ไม่พูดพร่ำ คว้าหมับเข้าที่มืออีกฝ่ายอย่างไม่ลังเล เขาต้องสะดุ้ง เมื่อสัมผัสได้กับพลังอันแข็งแกร่ง เปรียบได้กับต้นไม้ใหญ่ที่ไม่อาจโยกคลอน รอยยิ้มเบิกบานเลือนหายจากใบหน้า รู้ตัวว่าเจอกับของจริงเข้าให้แล้ว เลยเปลี่ยนท่าจากตามสบายเป็นพร้อมรบอย่างเต็มที่

นักสู้ต่างวัยจ้องมองกันอย่างหมายมาด เมื่อกรรมการให้สัญญาณ คู่แข่งขันต่างก็เกร็งกำลังออกมาในทันที พากันทุ่มพลังเพื่องัดอีกฝ่ายให้ล้มคว่ำ

คุณชายสูงศักดิ์เม้มริมฝีปากแน่น เค้นแรงจนกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง ช่วงแขนสั่นระริกเหมือนกำลังจับไข้ รู้สึกเหมือนงัดกับท่อนเหล็กตรึงพื้น ฟันขบเข้าหากันจนดังกรอด แต่ก็ไม่สามารถกระดิกแขนของอีกฝ่ายได้ 

ชายเคราแดงหน้าเรียบนิ่ง จ้องมองฝ่ายตรงข้ามอย่างดุดัน เจ้าหมอนี่มีแรงแค่นี้เอง คนอื่นยังอุส่าห์โม้ให้ฟังว่าเก่งนักหนา พอเอาเข้าจริงก็ไม่เท่าไหร่ ที่ชนะได้หลายครั้งคงเพราะฟลุ๊คมากกว่า คิดพลางเกร็งกำลังจากทั้งตัว บังคับให้แขนคู่ต่อสู้เอนออกไปเล็กน้อย

ดวงตาคมกริบจ้องมองการแข่งขันอย่างวิตก เห็นคุณชายสูงศักดิ์หน้าบิดเบี้ยว หยาดเหงื่อไหลย้อยลงบนเสื้อเชิ๊ตราคาแพง เลยรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะเขาเองก็ดูสถานการณ์ออก หากว่าหมอนี่แพ้ก็ยังมีหลายคนคอยซ้ำเติม เป็นการสั่งสอนที่หาเรื่องกับเจ้าถิ่น และชายเคราแดงไม่ได้มาคนเดียว

ช่วงเวลานั้น ชายหนุ่มเห็นพรรคพวกของอีกฝ่ายคุมเชิงอยู่รอบข้าง ตั้งแต่รอบโต๊ะที่เล่นงัดข้อ คอยนั่งซุ่มอยู่ด้านหลังคุณชายอีกสามคน คุมอยู่ทางออกสองคน ต่างพากันพร้อมลงมืออย่างใจจดจ่อ

ไม่ว่าคุณชายจะแพ้หรือชนะก็ต้องเจ็บตัวอย่างแน่นอน

ผู้ชมต่างรอดูผลจนเหงื่อตก เห็นแขนคุณชายสูงศักดิ์กำลังเอนลงทีละน้อย กล้ามเนื้อเริ่มเป็นสีแดงจากการเค้นพลังต่อสู้ ดูท่าคงทนทานได้อีกไม่นานแล้ว

ในหมู่ผู้ชมมีการเดิมพันถือหางข้างละฝ่าย คนที่เชียร์คุณชายสูงศักดิ์พากันหน้าถอดสี มีหลายคนอยากจะถอนเงินคืน แต่ก็มีอีกหลายคนที่หวังให้เกิดปาฏิหารย์ ไม่อย่างนั้นพวกเขาได้หมดเนื้อหมดตัวแน่

ชายเคราแดงกระหยิ่มใจในชัยชนะแค่เอื้อม คิดกดแขนอีกฝ่ายให้ล้มลงบนโต๊ะ ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนสีในทันที 

รู้สึกถึงพละกำลังของอีกฝ่ายที่โหมเข้ามา เล่นเอาหยาดเหงื่อผุดพรายขึ้นทั่วศีรษะ แขนใหญ่เทอะทะเกร็งฝืนเอาไว้จนเส้นเลือดปูดโปน

ผู้ชมอ้าปากค้างอย่างตะลึง เมื่อเห็นคุณชายพลิกกลับมาคุมเกมได้ แขนที่ใกล้เอนลงกลับมาตั้งตรงอย่างสูสี ก่อนจะเป็นฝ่ายกดแขนคู่แข่งให้ลงไปนอนบ้าง คราวนี้ฝ่ายที่เชียร์ชายเคราแดงเริ่มกังวล กลัวว่าจะต้องกลับบ้านแบบล่อนจ้อน 

คุณชายสูงศักดิ์ร้องเสียงก้อง เค้นพลังอย่างสุดแรงเกิด กดแขนอีกฝ่ายลงบนโต๊ะจนลั่นโครมคราม ชายเคราแดงทิ้งดิ่งลงข้างล่าง ร่างสูงใหญ่ร่วงฟาดกับพื้นเหมือนต้นไม้ถูกหักโค่น 

ผู้ชมทุกคนตาเบิกกว้าง ต่างกลั้นหายใจอย่างลืมตัว เหมือนกับเวลาได้หยุดเดินไปชั่วขณะ เห็นคุณชายสูงศักดิ์ฟุบหน้าลงบนโต๊ะ หอบหายใจแรงจนบ่าไหวโยก 

ขณะที่คู่แข่งกำลังนอนพื้นอย่างเจ็บปวด แถมส่งเสียงร้องเหมือนถูกเชือด

ชายเคราแดงกุมแขนตัวเองเอาไว้แน่น ใบหน้าแดงก่ำอมเหลือง หยาดเหงื่อที่ไหลย้อยออกมาไมขาดสาย ก่อนจะส่งเสียงคำรามดังสนั่น

“จัดการมัน”

สิ้นเสียงร้อง ชายสองคนที่ยืนคุมมาแต่แรกก็ลงมือ พากันชักมีดทิ่มลงไปบนต้นคอของอีกฝ่าย หมายปลิดชีวิตในครั้งเดียว 

พวกนี้ไม่กลัวที่จะต้องฆ่าคน เพราะที่นั่นเป็นถิ่นกันดาร การดำเนินโทษตามกฏหมายไม่สะดวก จึงเป็นที่ของคนเข้มแข็งรอดอ่อนแอตาย ใครมีกำลังหรืออิทธิพลมากกว่าก็ดีไป แต่ถ้าเหยาะแหยะเมื่อไหร่ก็เตรียมเป็นเบี้ยล่างได้เลย

มีดสั้นอันแหลมคมสะท้อนประกายวาววับ ทิ่มเข้าที่ต้นคอของคุณชายสูงศักดิ์ราวงูฉก คนที่อยู่รอบข้างแตกฮือ พากันหลับตาด้วยกลัวเห็นภาพน่าสยอง

แต่มีดทั้งคู่กลับชะงักกลางอากาศ ห่างจากต้นคอคนที่นอนฟุบแค่ครึ่งนิ้ว ข้อมือของคนถือมีดถูกใครบางคนคว้าจับเอาไว้แน่น

ทุกคนถอนใจอย่างโล่งอก เห็นผู้ที่สอดแทรกเข้ามาคือชายร่างผอมสูง ย้อมผมสีบลอนทอง เสื้อขนสัตว์มีเกล็ดหิมะปกคลุม น้ำแข็งบนศีรษะเริ่มละลายไหลย้อยผ่านใบหน้า มือทั้งสองข้างแข็งแกร่งราวคีมเหล็ก

ที่น่าแปลกก็คือ ไม่มีใครรู้ว่าชายคนนี้เข้ามาตอนไหน เหมือนอยู่ดีๆก็โผล่มาราวกับลมพัด

คนใช้มีดทั้งสองคิดจะดิ้นให้หลุดจากการยึดกุม แต่ชายร่างผอมสูงจับพวกเขาเอาไว้แน่นมาก จนแทบไม่น่าเชื่อว่ามือที่เรียวยาวจะทรงพลังขนาดนี้

“เกือบไปแล้วมั๊ยล่ะ...”

ชายร่างผอมสูงพูด

“ดีนะที่ฉันมาทันเวลา ไม่งั้นใครบางคนคงได้ไปเฝ้าพยายมแล้ว”

“เพ้อเจ้อ...”

คุณชายสูงศักดิ์พูด

“แค่พวกกระจอกไม่กี่คนฉันจัดการได้อยู่แล้วน่า”

ว่าแล้วก็ฟุบหน้าต่อ ไม่ได้ขอบคุณคนที่มาช่วยเลยแม้แต่น้อย ทำเหมือนกับว่าอีกฝ่ายยุ่งเกี่ยวไม่เข้าเรื่อง เลยไม่ไม่อยากข้องแวะให้เสียเวลา ไม่สู้นอนสบายๆดีกว่า

ชายร่างผอมสูงก็ไม่ว่าอะไรเพราะรู้นิสัยอีกฝ่าย ทันใดนั้นเขาก็เหวี่ยงแขนไปด้านหลัง คนถือมีดทั้งสองก็พากันเซถลา ล้มฟาดลงบนโต๊ะฝั่งตรงข้ามดังโครม

ผู้ที่ชมดูต่างอ้าปากค้างกันเป็นแถว ชายร่างผอมคนนี้ไม่ได้กำยำอะไร แต่สามารถเหวี่ยงคนตัวใหญ่ทั้งสองให้ล้มกลิ้งไม่เป็นท่า หากไม่ได้เห็นกับตาก็ยากที่จะเชื่อถือ 

“เอาล่ะ”

ชายร่างผอมสูงพูด ถอดเสื้อคลุมขนสัตว์ออก

“มีใครคิดอยากจะลองดีอีกมั๊ย จะได้จัดการทีเดียว”

เขาเหวี่ยงเสื้อคลุมลงด้านข้าง ครอบใส่หัวคุณชายสูงศักดิ์เข้าพอดี พลางขยับตัวยืดเส้นยืดสายพร้อมลุยอย่างเต็มที่

ชายเคราแดงส่งสัญญาณให้คนที่เหลือบุกเข้ามา ตอนนี้ฝ่ายเจ้าถิ่นถูกหยามอย่างที่สุดแล้ว แถมมีหลายคนที่เห็นเหตุการณ์เสียด้วย หากรู้ถึงไหนก็อายถึงนั่น ทางเดียวที่จะกู้หน้ากลับมา คือต้องจัดการกับคนพวกนี้เท่านั้น ทางที่ดีเอาให้แดดิ้นกันไปเลย

ชายหนุ่มจิบเครื่องดื่มในแก้วอย่างใจเย็น พร้อมกับมองดูเหตุการณ์ไม่วางตา โดยส่วนตัวเขาเชื่อมั่นในฝีมือของชายร่างผอมสูง ปกติหมอนี่จะเป็นพวกขาลุยไม่กลัวใคร อีกทั้งยังมีไหวพริบดีใช้สมองเป็น คาดว่าใช้เวลาไม่เกินห้านาทีก็จัดการกับคนพวกนี้ได้

ลิ่วล้อสามคนของชายเคราแดงรายล้อมเข้ามา เพียงชั่วขณะก็เข้าล้อมชายร่างผอมสูงเอาไว้ สามคนนี้มีกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ดูจากการตั้งท่าแสดงว่าฝึกศิลปะการต่อสู้มา ไม่ใช่หมูที่เคี้ยวง่ายเหมือนมือมีดเมื่อครู่ 

“ขอให้นอนหยอดน้ำข้าวต้มนานๆนะ”

คุณชายสูงศักดิ์อวยพร ไม่เงยหน้าจากพื้นโต๊ะแม้แต่น้อย 

ชายร่างผอมสูงเตรียมรับศึก บิดเอวไปมาเพื่อคลายกล้ามเนื้อ ยืดเหยียดร่างกายแล้วเป่าลมจากปาก กวักมือเรียกคู่ต่อสู้อย่างท้าทาย

“มาเลย”

สิ้นเสียง ศัตรูที่อยู่ตรงหน้าก็ต่อยหมัดออก เป็นชายร่างสันทัดมีจมูกแหลมเหมือนเหยี่ยว การเคลื่อนไหวก็รวดเร็วผิดธรรมดา เสียงพูดเพิ่งจบลง กำปั้นแข็งๆก็กระแทกใส่ท้องเป้าหมายอย่างจัง

“อ็อค...”

ชายร่างผอมสูงสำลักน้ำลาย เจ็บจนตัวงอเหมือนกุ้งเผา ใบหน้าเรียวบิดเบี้ยวจนเขี้ยวคล้ำ

ผู้ชมต่างพากันอุทานอย่างพรึงเพริด แม้แต่ชายหนุ่มที่ยืนดูก็ชะงักงันไปทันที ทุกคนต่างคิดไม่ถึงว่าชายร่างผอมสูงจะโดนต่อยเอาง่ายๆแบบนี้

ชายร่างผอมสูงยังไม่ทันยืดตัว ชายโครงด้านขวาก็โดนต่อยเข้าไปอีกหมัดหนึ่ง ความจุกแล่นพล่านไปทั่วเส้นประสาท เซถลาฟุบลงบนโต๊ะที่คุณชายนอนอยู่

“ไหวมั๊ยพวก?”

คุณชายสูงศักดิ์ถามผ่านเสื้อที่คลุมหัว

“ไม่ตายหรอกน่า”

ชายร่างผอมสูงยันตัวลุกขึ้น กลั้นความเจ็บปวดที่ประเดประดัง หมัดของเจ้าเตี้ยนั่นหนักใช่เล่น 

“โชคดีนะเซต”

คุณชายสูงศักดิ์บอกสั้นๆแล้วก็ไม่สนใจอะไรอีก

“อืม”

ชายร่างผอมสูงที่ชื่อเซตรับคำ หันไปเผชิญหน้ากับการต่อสู้อีกครั้ง พร้อมกับยักคิ้วใส่อย่างท้าทาย

“มาดิ”

พวกนั้นถลันเข้ามาตามคำท้า ชายหน้าบากคนหนึ่งต่อยหมัดใส่เขาจนหน้าหัน ร่างเพิ่งเซไปด้านข้างก็โดนกระทุ้งเข้าที่ลิ้นปี่ ความจุกอัดแน่นจนสำรอกน้ำย่อยออกเต็มพื้น ไม่ทันที่จะได้พักหายใจ พวกนักเลงก็จิกหัวเขาขึ้นมา แขนสองข้างถูกล็อคเอาไว้อย่างแน่นหนา ก่อนที่กำปั้นมากมายจะประเคนเข้าใส่

มาถึงตอนนี้ชายหนุ่มก็พบว่ามันไม่ใช่แล้ว 

ด้วยนิสัยของเชตไม่ใช่คนนิ่งเฉยโดยไม่ตอบโต้ ฝีมืออย่างหมอนั่น จะจัดการกับคนพวกนี้ไม่ใช่ปัญหาอยู่แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้ตัวเองถูกซ้อมโดยไม่ป้องกันตัว 

แต่ที่เขาเห็น...เชตกำลังเข้าตาจน นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น?

เสียงกำปั้นกระแทกใส่เนื้อหนังดังขึ้นเป็นระยะๆ ผสานกับเสียงร้องของเซตที่ดังลั่นห้องโถง ไม่นานร่างผอมสูงของเขาก็ทรุดลงกับพื้น ตามเนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยช้ำเป็นจ้ำ เลือดไหลย้อยออกมาจากปากและจมูก

“นึกว่าจะแน่”

ชายหน้าบากก้มมองผลงาน ก่อนจะยกเท้ากระทืบซ้ำเป็นการปิดฉาก

แต่ก่อนที่จะทำอย่างนั้น มีชายคนหนึ่งพุ่งตัวเข้ามาปานสายฟ้าแลบ ไม่มีใครมองทันว่ามาตั้งแต่ตอนไหน พอรู้ตัวอีกที ชายหน้าบากก็โดนต่อยใส่กรามจนฟันหักไปสองซี่!

ชายหนุ่มหอบจากการเร่งความเร็วสุดแรงเกิด มองชายหน้าบากล้มโครมลงกับพื้น ก่อนจะหันไปมองอีกคนที่นอนหมดสภาพอยู่

“นายโอเคมั๊ย?”

เซตยกมือกุมจมูก ตอบด้วยเสียงอู้อี้

“โอเค”

“ทำไมนายถึงปล่อยให้พวกมันรุมยำอยู่ได้?”

ชายหนุ่มถามอย่างสงสัยปนขุ่นเคืองใจ หากไม่ใช่เพราะเขารีบบึ่งมาช่วย ชายร่างผอมสูงคนนี้คงได้ไปเกิดใหม่แล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมหมอนี่ถึงไม่ยอมสู้ อยากถูกกระทืบจนตายหรืออย่างไร?

“ฉันแค่อยากพิสูจน์บางอย่าง”

เซตพูดพลางเช็ดเลือดออกจากจมูก พวกนั้นล่อเสียจนเขาดั้งหัก แค้นนี้ต้องมีการชำระแน่

“พิสูจน์อะไรวะ?”

เจบีเลิกคิ้วถาม สายตาไม่ได้ละเลยจากสิ่งรอบตัว เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามตีวงโอบล้อมเข้ามา คราวนี้พวกนั้นพากันถืออาวุธครบมือ แม้แต่ชายเคราแดงก็ลุกขึ้นพร้อมรบ

ศึกนี้ดูท่าคงไม่จบลงง่ายๆ

“ช่างเถอะ...”

เซตตัดบทแล้วยันตัวลุกขึ้นมาอย่างยากเย็น หักข้อนิ้วดังเกรียวกราว เค้นเสียงจากไรฟัน

“มาทำยังไงให้ผ่านคืนนี้ไปดีกว่า”

“อืม แต่ฉันยังต้องเคลียร์เรื่องนี้กับนายวันยังค่ำ”

ชายหนุ่มพูดพลางหันหลังชนกับอีกฝ่าย ตั้งการ์ดพร้อมจะต่อสู้ คอยระวังการจู่โจมจากรอบด้าน

“ได้เสมอครับหัวหน้า”

เซตพูดพร้อมกับย่อตัวลงเล็กน้อย แผ่นหลังแนบชิดกับคนที่มาช่วยเหลือ ตั้งใจจะลุยแบบถึงไหนถึงกัน

ผู้ไม่เกี่ยวข้องต่างถอยหลังจนติดกำแพง พากันชมดูการต่อสู้ด้วยใจระทึก ดูเหมือนว่าเรื่องจะบานปลายยิ่งกว่าที่คิดไว้เสียอีก ไม่รู้ด้วยว่างานนี้ใครจะอยู่หรือจะไป

คุณชายสูงศักดิ์ยังฟุบคาโต๊ะเหมือนเดิม ต่อให้ฟ้าถล่มก็คงยากที่จะฟื้น ไม่เงยหน้ามองดูด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง

“ลุย!”

ชายหนุ่มส่งเสียงร้อง เปิดฉากจู่โจมก่อน กำหมัดต่อยใส่ชายร่างสันทัดที่ยืนอยู่ใกล้สุด อีกฝ่ายเห็นแบบนั้นก็ยกแขนปิดป้องตามสัญชาติญาณ

ทันใดนั้น กำปั้นของชายหนุ่มก็เบนห่าง เปลี่ยนไปต่อยใส่ชายเคราแดงที่อยู่อีกด้านแทน 

ลูกเล่นแบบนี้เหนือความคาดหมายของทุกคน ก่อนที่จะรู้ว่าเป็นอะไร จมูกของชายเคราแดงก็ถูกต่อยจนยุบไปทั้งแถบ เลือดกำดำฉีดพุ่งเหมือนน้ำพุ ร่างสูงใหญ่ล้มกลิ้งไม่เป็นท่า

ชายเคราแดงตาลายสมองหมุน พอยกมือคลำก็พบว่าจมูกได้อ่อนนิ่มเหมือนปลิงทะเล ปกเสื้อเปียกโชกด้วยเลือดสีแดง ความเจ็บระคนโกรธปะทุขึ้น จึงลุกพรวดแล้วพุ่งตัวใส่อีกฝ่าย

ตอนนั้นการต่อสู้ได้เริ่มขึ้นแล้ว

“ระวัง”

เซตร้องเตือนผู้ช่วย ใช้เท้าถีบคู่ต่อสู้คนหนึ่งให้ล้มลง ก่อนจะหันมาเป็นฝ่ายรับมือแทน 

พริบตานั้น เซตก็ถูกชายเคราแดงพุ่งเข้ารวบเอวไว้ อีกฝ่ายออกแรงเล็กน้อยก็ยกร่างเขาขึ้นบนอากาศ คิดจะทุ่มเหวี่ยงลงพื้นเหมือนกระสอบข้าว หมอนี่มีพละกำลังมหาศาลเหมือนหมีสีน้ำตาล หากทุ่มจริงเขาต้องกระดูกหักอย่างแน่นอน

ที่น่าแปลกคือ ชายหนุ่มผู้ช่วยกลับไม่สนใจจะช่วยเพื่อนเลย

“ใกล้แบบนี้ก็สวยดิ”

เซตแสยะยิ้ม ดวงตาทอประกายเหี้ยมเกรียม ไม่ทันที่ศัตรูจะเหวี่ยงทุ่ม สันมือของเขาก็ฟาดใส่กระดูกของอีกฝ่าย จนได้ยินเสียงกร็อบดังเหมือนหักกิ่งไม้ 

ชายเคราแดงแหกปากร้องลั่นเหมือนถูกเชือด วงแขนคลายจากการกอดรัด มือทั้งสองข้างกุมไหล่ตัวเอง

ทั้งหมดเป็นผลจากการฝึกศิลปะการต่อสู้ มือของเซตผ่านการซ้อมฟาดอิฐปูนมาหลายปี ขนาดแท่งสี่เหลี่ยมแข็งๆยังแตกหัก อย่าว่าแต่กระดูกของมนุษย์เลย

ทันทีที่เป็นอิสะ เซตตีเข่ากระแทกใส่หน้าคู่ต่อสู้เข้าเต็มเหนี่ยว ได้ยินเสียงเหมือนไข่ถูกกระเทาะเปลือก ร่างยักษ์ใหญ่ก็ล้มโครมลงอย่างสิ้นฤทธิ์ 

เซตทิ้งร่างลงบนพื้น มองผลงานด้วยแววตาลุกวาว

ผู้ชมอ้าปากค้าง คิดไม่ถึงว่าคนร่างผอมจะล้มยักษ์ได้

“นั่นแหละ...”

ชายหนุ่มที่มาช่วยเหลือพูด ดวงตาคมกริบทอแววโล่งอก

“นี่สิถึงจะเป็นนาย”

เซตเลียคราบเลือดตรงริมฝีปาก ใบหน้าถูกฉาบย้อมจนแดงเถือก สภาพของเขาก็ใช่ว่าจะน่าดูมากนัก หาส่วนที่เป็นปกติแทบจะไม่ได้เลย

“ฝากด้วยนะเจบี”

พูดจบหนุ่มร่างผอมสูงก็ล้มลง เหมือนคนป่วยที่สติดับวูบ

“เฮ้ย...”

ชายหนุ่มผู้มาช่วยเหลือร้องอุทาน รีบหันกลับมารับร่างเพื่อนไว้ได้ทัน เห็นอีกฝ่ายปิดตาเหมือนคนหลับลึก ที่แย่ก็คือดันมาหลับในช่วงเวลาคับขันเสียนี่

“อย่าเพิ่งหลับตอนนี้ รีบตื่นขึ้นมาช่วยกันก่อนสิ”

เจบีเขย่าตัวเพื่อนพร้อมกับตบใส่หน้าอีกฝ่ายสี่ห้าที แต่เซตก็ไม่ตอบสนองอะไร แถมส่งเสียงกรนกวนประสาทมาอีก ตอนนั้นเองดวงตาก็เห็นเงาไหววูบบนพื้น

ชายหัวโล้นวัยสามสิบคนหนึ่งฟาดไม้ลงมา หมายตีเข้าศีรษะคนที่กำลังเผลออยู่

เจบีเบี่ยงหัวหลบเลี่ยง ใช้มือข้างหนึ่งยันพื้น ยกเท้าถีบใส่ขาฝ่ายตรงข้าม รอจนชายหัวโล้นล้มมาข้างหน้า เขาก็ถีบเท้าใส่ยอดอกหมอนั่นเข้าเต็มรัก เล่นเอาชายหัวโล้นหงายหลังกลางอากาศ ร่วงฟาดลงมาเหมือนตุ๊กตาถูกทิ้งขว้าง ชายหนุ่มยกเท้าทั้งสองข้างแล้วดีดตัวขึ้นมา ประสาทสัมผัสทั่วร่างตื่นตัวอย่างเต็มที่ ดวงตาคมกริบกวาดมองคนที่รายล้อมอยู่

เห็นทีเขาต้องรับศึกคนเดียวเสียแล้ว

ตอนนี้ฝั่งของชายเคราแดงเหลืออยู่หลายคน ซึ่งเจบีก็เพิ่มความระวังจนเคร่งเครียด เพราะรู้สึกได้ว่ามีอยู่สองคนที่ไม่ธรรมดา ผิดไปจากลิ่วล้อของชายเคราแดงคนอื่นๆ แม้จะต่อสู้มานานพวกนี้กลับเหงื่อไม่ตกเลยสักนิด แถมไม่ตึงเครียดหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย ผิดกับพวกพ้องที่เริ่มหน้าถอดสี

ชายร่างสันทัดที่ซ้อมเซตได้ย่างเท้าเข้ามา ท่วงท่าเหมือนเสือดาวที่กำลังมุ่งเข้าหาเหยื่อ หมัดขวาอยู่ด้านหน้า หมัดซ้ายป้องทรวงอก ตั้งท่าระวังรัดกุม ไม่เปิดช่องว่างให้คู่ต่อสู้แม้แต่น้อย พลางส่งสัญญาณให้พวกพ้องที่เหลือย่องไปด้านหลังอีกฝ่าย

เหงื่อของเจบีไหลย้อยผ่านใบหน้า ตอนนี้ไม่มีใครระวังหลังให้เขาแล้ว จะปลุกเซตให้ตื่นก็คงยาก คุณชายนั่นก็เอาแต่ฟุบหลับอยู่ คงต้องทำใจสู้อย่างเดียวเท่านั้น ชายร่างสันทัดคนนี้มีฝีมืออย่างไม่ต้องสงสัย ตอนปกติเขาก็ยังไม่มั่นใจว่าจะชนะ อย่าว่าแต่ถูกประกบทั้งหน้าและหลังอย่างนี้เลย 

...ทำยังไงถึงจะเอาชนะพวกนี้ได้นะ?

ชายหนุ่มคิดอย่างวิตก ภาวนาให้ใครมาช่วยก็ได้ แต่เพิ่งจะคิดชายร่างสันทัดก็พุ่งตัวมาแล้ว

คู่ต่อสู้สองคนบุกเข้ามาพร้อมกัน ชายร่างสันทัดต่อยหมัดใส่ลิ้นปี่ของฝ่ายตรงข้าม ส่วนคนที่บุกข้างหลังเน้นสับสันมือเข้าที่ท้ายทอย เป้าหมายที่ลงมือล้วนเป็นจุดสำคัญบนร่างมนุษย์ เป็นตำแหน่งที่จำเป็นต้องป้องกัน เพราะถ้าโดนเข้าอย่างจังอาจพิการหรือตายได้ง่ายๆ

เจบีกำหมัดจนเส้นเลือดโปน เข้าใจในเจตนาของคู่ต่อสู้ดี หากเขารับมือกับชายร่างสันทัด ก็อาจถูกคนด้านหลังเล่นงาน แต่ถ้าหันกลับไปป้องกันก็อาจถูกจู่โจมได้ทุกเมื่อ พวกนี้ลงมือเข้าคู่กันอย่างไร้ช่องโหว่ ไม่เปิดโอกาสให้ศัตรูรอดชีวิตไปได้

ที่น่ากลัวก็คือ ชายร่างสันทัดมาเร็วจนผิดคาดหมาย แค่ต่อยหมัดออกก็มาถึงตัวเขาแล้ว เรื่องนี้นับว่าคิดไม่ถึงเลยจริงๆ

...ไม่มีเวลาแล้ว

เจบีตัดสินใจโดยฉับพลัน คิดรับมือกับชายร่างสันทัดก่อน พลันยกมือข้างหนึ่งป้องกันลิ้นปี่ หมัดอีกข้างต่อยเสยเข้าคางคู่ต่อสู้ ชายหนุ่มเลือกจุดที่น็อคได้เร็ว ต่อให้จัดการไม่ได้ในหมัดเดียว อย่างน้อยก็คุกคามอีกฝ่ายให้ถอยกลับไปตั้งหลัก

นั่นทำให้เขามีเวลาหันมารับมือกับศัตรูข้างหลัง แม้ไม่มั่นใจว่าจะได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก

เป็นอย่างที่คาดไว้ ชายร่างสันทัดผงะหน้าแล้วถอยออกไป หมัดของเจบีเฉียดผ่านปลายคางอย่างหวุดหวิด พอถอยหลังได้ก็รีบตั้งหลักเตรียมบุกใหม่ เจบีฉวยโอกาสนี้หันกลับไป พบว่าสันมืออีกฝ่ายมาถึงซอกคอของเขาแล้ว ระยะใกล้ขนาดนี้ไม่มีทางหลบทันแน่ เลยเกร็งกล้ามเนื้อรับแรงกระแทกอย่างจนปัญญา

ได้ยินเสียงตุ๊บดังลั่น แต่ไม่ใช่เสียงกระดูกคอหัก

ช่วงเวลาคับขันกลับมีชายคนหนึ่งโผล่มา ใช้ไหล่กระแทกใส่คนลอบจู่โจมจนปลิวละลิ่ว ช่วยเจบีให้รอดจากอันตรายได้อย่างหวุดหวิด

“ระวังหลัง”

ผู้มาร้องเตือนแล้วพุ่งเข้ารวบเอวคนลอบทำร้าย

เจบีรีบหันกลับไป เขายังไม่ลืมว่ามีคู่ต่อสู้อยู่อีกคน เห็นชายร่างสันทัดพุ่งตัวเข้ามา พร้อมกับต่อยหมัดเข้าใส่กรามของเขาเป็นการเอาคืน เจบีตั้งการ์ดป้องกันเอาไว้ ยกเท้าถีบใส่หน้าท้องอีกฝ่าย

ชายร่างสันทัดเก่งกาจเหมือนที่คาดเดา รีบเบี่ยงตัวหลบอย่างเฉียดฉิว แถมตวัดเท้าเตะใส่หว่างขาศัตรูเป็นการโต้กลับไปด้วย 

เจบียกเข่าขึ้นมากันเอาไว้ ผละถอยห่างเพื่อหาโอกาสจู่โจม เขารู้แล้วว่าจะจัดการกับคู่ต่อสู้คนนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ขืนบุกสุ่มสี่สุ่มห้าคนที่ล้มลงจะต้องเป็นเขาเสียเอง

อีกด้านหนึ่ง ชายที่ลอบจู่โจมกำลังพัวพันกับคนที่เข้ามาสอดแทรก หมอนี่กอดเขาเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ทั้งที่ตัวไม่ใหญ่แต่แรงเยอะจนเขาดิ้นไม่หลุด

“จัดการมันเลยรัสเซล”

ชายผู้ลอบจู่โจมร้องตะโกน พลางหาทางแกะวงแขนที่กอดรัดอยู่

“วันนี้นายกับฉันจะได้เห็นดีกัน”

ชายร่างสันทัดที่ชื่อรัสเซลพูด พร้อมกันนั้นก็ตั้งท่าเตรียมสู้อย่างเอาจริงเอาจัง

“ฉันต้องการอย่างนั้นอยู่แล้ว”

เจบีพูดแล้วตั้งการ์ดเตรียมพร้อม โดยส่วนตัวเขาก็ไม่ชอบให้อะไรมันค้างคา ตัดสินให้รู้เรื่องไปเลยก็ดีเหมือนกัน

ทั้งสองฝ่ายรวบรวมสมาธิ คอยหาช่องว่างจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมปิดจุดอ่อนของตัวเอง ไม่ยอมเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายฉกฉวยได้ง่ายๆ

“ปรี้ด!!!”

เสียงนกหวีดดังขึ้นทั่วห้องโถง ทำลายความวุ่นวายให้มลายหายไปสิ้น พร้อมกันนั้นตำรวจสามนายได้เข้ามาคุมสถานการณ์เอาไว้ การต่อสู้เลยหยุดไปโดยปริยาย

“ถือว่านายยังโชคดี...”

รัสเซลพูด รู้สึกขุ่นเคืองใจที่ถูกขัดจังหวะ พร้อมกันนั้นก็นับถือในฝีมือของคู่ต่อสู้ด้วย คนที่รอดจากการจู่โจมของเขาได้นับว่าหายากมาก นานๆทีจะพบสักครั้งหนึ่ง เลยท้าทายว่า

“ไว้วันหลังค่อยตัดสินกันเป็นไง”

“ฉันพร้อมเสมอนั่นแหละ”

เจบีบอกเสียงกร้าว เดินผ่านคู่ต่อสู้ไปแบบไม่สนใจอีก ยื่นมือประคองเซตที่นอนหมดสภาพ แต่ไม่ลืมใช้เท้าสะกิดใส่คนที่เอาแต่ขลุกอยู่กับโต๊ะ

“ตื่นซักทีจินยอง นายอู้งานมาพอแล้วนะ”

“อืม”

คุณชายสูงศักดิ์รับคำสั้นๆ ฟังออกว่าคนที่มาปลุกเริ่มไม่สบอารมณ์ ประสบการณ์บอกให้เขารู้ว่า ไม่ควรเล่นกับเจบีตอนที่กำลังจริงจังกับชีวิต ไม่อย่างนั้นเขาเองนี่แหละจะโชคร้าย

“ส่วนนาย...”

เจบีชี้นิ้วใส่หน้าคนที่สอดแทรกเข้ามา บอกแบบไม่เกรงใจว่า

“วันนี้ฉันต้องเคลียร์กับนายอีกคน รีบขึ้นไปบนห้องเดี๋ยวนี้”

พูดจบเขาก็ประคองเพื่อนเดินขึ้นไปชั้นบน ยังดีที่เขาจองห้องพักไม่ไกล อย่างมากแค่สองสามชั้นเท่านั้น แต่กระนั้นก็ยังไม่ลืมที่จะระวังตัวอยู่เสมอ เพราะยังอยู่ในแดนเจ้าถิ่น เขาทำแบบนี้จนเป็นเรื่องเคยชินเสียแล้ว สังเกตุเห็นว่าตำรวจไม่ค่อยสนใจเรื่องงาน แถมพูดคุยกับรัสเซลอย่างคุ้นเคย เดาว่าพวกนั้นต้องมีเอี่ยวกันแน่ๆ

แต่ก็ขอบคุณที่เรื่องราวไม่วุ่นวายไปกว่านี้

จินยองลุคขึ้นอย่างว่าง่าย ส่งเสียงหาวหวอดออกมาครั้งหนึ่ง ดวงตาเหลือบไปเห็นชายสองคนสลบอยู่ตรงธรณีประตู คงเป็นลูกน้องของชายเคราแดงที่คอยดูลาดเลา

นั่นทำให้เขาฉุกใจคิด

สองคนนี้ไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้ในห้องโถง แต่ทำไมถึงถูกเล่นงานจนหมดสภาพได้ ชายหนุ่มหันไปตรงบันได เห็นผู้มาใหม่วิ่งตามเจบีขึ้นไปอย่างเร็วปรื๋อ พอหันมองด้านข้างก็พบว่า คนที่หมอนั่นรวบเอวเอาไว้นอนจุกอยู่ ท่าทางคงลุกไม่ขึ้นไปอีกนาน

ห้องเช่ามีขนาดกะทัดรัด เป็นตัวบ้านเล็กที่แยกออกมาต่างหาก เพราะพวกเขาต้องการความเป็นส่วนตัวมากทีเดียว พื้นห้องทำจากไม้สนมีกลิ่นหอม ม่านหน้าต่างทำจากกำมะหยี่สีสด บนพื้นปูพรมขนสัตว์หนานุ่ม สภาพของห้องเช่าแถบเมืองหนาวมักเป็นแบบนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อกักความอบอุ่นเอาไว้ ให้ผู้อาศัยหลับได้อย่างสบายใจ

เจบีโยนท่อนไม้ใส่เตาผิง ใช้เหล็กยาวเขี่ยให้ลุกโชน เห็นเปลวไฟสุกสว่างเจิดจ้า มันทำให้นึกถึงดวงอาทิตย์อันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ คงเป็นสิ่งเดียวที่ปลอบใจท่ามกลางพายุหิมะเย็นเยือก

ร่างของเซตนอนอยู่บนเตียงหนานุ่ม พอหัวถึงหมอนก็หลับทันที แถมส่งเสียงกรนดังสนั่นห้อง คงจะเหนื่อยกับการต่อสู้ที่ผ่านมา ป่านนี้คงกำลังฝันดีอยู่แน่ๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นเป็นจังหวะ

“เข้ามา”

พอเขาอนุญาตประตูห้องก็เปิดออก แม้ไม่ต้องหันไปมอง ชายหนุ่มก็รู้ว่าคนที่เข้ามาคือใคร

ชายผู้มาใหม่ย่างเท้าเข้ามาอย่างระวัง เหมือนเด็กที่กลัวครูจะลงโทษ จินยองตามหลังมาติดๆ พอเห็นสีหน้าของเจบีก็ต้องกลืนน้ำลายอย่างลืมตัว

เจบีนั่งยองๆ ใช้เหล็กเขี่ยถ่านในเตาจนแดงคุ แสงไฟสะท้อนใบหน้าอันแข็งกระด้างให้สว่างไสว ไอความร้อนแผ่ซ่านทั่วใบหน้าจนเหงื่อซึม ไม่มีคำพูดหลุดออกมาจากปาก และยังไม่มองคนที่เพิ่งเข้ามาในห้องแม้แต่แวบเดียว

พอเห็นแบบนั้น จินยองจึงโน้มตัวลง กระซิบที่ข้างหูเด็กหนุ่มผู้มาใหม่ว่า

“เดี๋ยวฉันเอาใจช่วย อย่าเผลอกระตุกหนวดเสือเข้าเชียวล่ะ”

ว่าแล้วก็ใช้มือดันหลังบางๆให้เข้าไปหาคนที่นั่งเขี่ยไฟอยู่ พร้อมกับภาวนาอย่าให้ระเบิดลงในเวลานี้เลย เพราะทุกคนเจอศึกหนักมาเยอะแล้ว

“บูม”

เจบีพูดโดยไม่หันมา

“ครับหัวหน้า”

เด็กหนุ่มผู้มาใหม่รับคำ พลางโน้มสายตามองลงพื้น

เจบีมองเปลวไฟที่กำลังโชติช่วง เน้นเสียงออกมาทีละคำ

“รู้หรือเปล่าว่าตัวเองทำผิดอะไร?”

“ไม่รู้ครับ”

บูมเด็กหนุ่มวัยยี่สิบเศษตอบไปตามตรง เขาเองก็รู้ว่าอารมณ์ของเจบีกำลังคุกรุ่น แต่ก็นึกไม่ออกจริงๆว่าตัวเองเผลอทำผิดตอนไหน

ความอดทนของเจบีขาดผึงในทันที ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มองคนที่ถูกถามด้วยแววตาเอาเรื่อง ก่อนจะคาดโทษด้วยเสียงอันดัง

“หน้าที่ของนายคือแจ้งให้ทั้งทีมรู้ข่าว ตามที่ตกลงคือทุกคนต้องมาถึงที่นัดหมายพร้อมกัน แต่ทำไมวันนี้ถึงได้ต่างคนต่างมาล่ะ?”

ใช่แล้ว...หน้าที่ของบูมคือการประสานงาน แจ้งที่นัดหมายให้คนในทีมทราบ เรื่องนี้นอกจากจะมีหูตากว้างขวางแล้ว ยังต้องระบุจุดหมายให้แม่นยำ ไม่อย่างนั้นกำหนดการอาจผิดเพี้ยนไปหมด

เจบีว่าเสียงดังจนแทบกลายเป็นตะคอก เขารับไม่ได้จริงๆกับความผิดพลาดที่เกิด แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อยก็ตาม โดยปกติแล้วชายหนุ่มเน้นทำงานเป็นทีม หากทุกคนทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ก็จะสามารถอุดช่องโหว่ให้กันและกัน เหมือนบ้านที่มีเสาหลายต้นค้ำเอาไว้ แต่ถ้าเสาต้นหนึ่งเกิดมีปัญหา ก็อาจทำให้บ้านทั้งหลังพังทลายลงได้เช่นกัน 

ในฐานะหัวหน้าเขาจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นเด็ดขาด

เจบีจ้องคนตรงหน้าอย่างเอาเรื่อง ตอนนี้เขาโทษว่าทั้งหมดเป็นความผิดของบูม ถ้าอีกฝ่ายทำงานดีกว่านี้ ทุกคนก็มาถึงที่หมายอย่างพร้อมเพรียง หากอยู่ครบทั้งสี่คนก็สามารถจัดการกับปัญหาได้ ไม่ถึงขั้นต้องเอาชีวิตเข้าแลกอย่างเมื่อครู่ เซตเองก็ไม่ต้องมาเจ็บตัว จินยองก็ไม่ถึงกับหมดทางสู้ เขาเองก็ไม่ต้องเอาตัวเข้าเสี่ยงตาย

ดวงตาคมกริบจ้องมองอีกฝ่ายไม่กระพริบ เขาต้องแปลกใจที่ไม่เห็นเด็กหนุ่มมีสีหน้าสลดเลย ตรงกันข้ามอีกฝ่ายกลับพริ้มตาลง ท่าทางเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง นั่นมันทำให้เขาขุ่นเคืองอย่างบอกไม่ถูก เพราะไม่รู้ว่าหมอนี่ได้สำนึกผิดบ้างหรือเปล่า?

“ที่ฉันพูดมานายเข้าใจใช่มั๊ย?”

เจบีถามเสียงเครียด พยายามสงบใจเพื่อใช้เหตุผล ตอนนั้นเขาเห็นร่างของบูมถูกแสงไฟลูบไล้ ผิวสีแทนเหมือนน้ำผึ้งสะท้อนประกาย ราวกับผ้าไหมเนื้อเนียนอันล้ำค่า

ความโกรธของชายหนุ่มลดลงกว่าครึ่งทันที 

อันที่จริงเขาก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจเด็กคนนี้เอาเสียเลย บูมเพิ่งจะมาเข้าสังกัดได้ไม่ถึงปี แต่ก็เคยผ่านภารกิจมาสองสามครั้งแล้ว เท่าที่รู้มาเด็กหนุ่มผ่านการฝึกฝนมาตั้งแต่อายุสิบสอง ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก็มาก แม้ร่างจะไม่กำยำ แต่ฝีมือก็ไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน

เขาไม่เข้าใจว่าคนที่โตขึ้นกลางเปลวแดดลมทราย ทำไมถึงมีผิวพรรณนวลเนียนละเอียดแบบนี้ได้

“เข้าใจครับหัวหน้า”

บูมตอบเสียงเนิบนาบ ใบหน้าเรียบเฉยแบบคนที่คาดเดาได้ยาก

แม้จะรู้สึกไม่ค่อยชอบใจนัก เจบีก็คิดว่าสมควรจะยุติการเอาโทษเพียงแค่นี้ คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าเขาคิดจะใช้อารมณ์แบบเด็กๆ ซึ่งอาจจะทำให้ทั้งทีมพลอยหัวเสียไปด้วย

อีกอย่าง ตอนนี้พวกเขามีภารกิจที่ต้องทำ ความสามัคคีจึงเป็นสิ่งที่ต้องการอย่างมาก

“เอาล่ะ...”

เจบีบีพูดอย่างจริงจัง

“พวกเรามาหารือเรื่องภารกิจกันดีกว่า”

จินยองพ่นลมหายใจจากปาก ทีแรกนึกว่าเรื่องมันจะบานปลาย แต่ก็ดีแล้วที่ผ่านได้อย่างราบรื่น เห็นบูมคอยรับฟังอย่างตั้งใจ ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้เด็กหนุ่มยังไม่มีทีท่าวิตกกังวลเลย เซตดีดตัวออกจากเตียงนอนโดยอัตโนมัติ เหมือนกับว่าเขาไม่ได้หลับเลยสักงีบ

ทุกคนมารวมกันที่โต๊ะตัวหนึ่ง น่าเสียดายที่เก้าอี้มันมีแค่สามตัว เจบี จินยอง และเซตจึงได้นั่งลง ส่วนบูมต้องเป็นฝ่ายยืนอย่างช่วยไม่ได้ จึงชะเง้อข้ามไหล่ของเจบีเพื่อดูข้อมูล

เจบีล้วงกระดาษสองแผ่นออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ด ก่อนจะแผ่กางออกบนโต๊ะเพื่อให้ทุกคนได้เห็น มันคือแผนที่และแบบแปลงที่เขาได้มาเมื่อวันก่อน ชายหนุ่มชี้นิ้วลงบนลายเส้นแล้วอธิบาย

“นี่คือตำแหน่งที่เราอยู่ ส่วนนี่คือจุดหมายของพวกเรา อย่างที่ทุกคนรู้ ภารกิจของพวกเราคือช่วยเหลือตัวประกันให้ออกมาอย่างปลอดภัย และหลบหนีข้ามพรมแดนก่อนที่อีกฝ่ายจะรู้ตัว”

ทุกคนเงี่ยหูรับฟัง จ้องมองวงกลมสีแดงที่ขีดวาดเอาไว้ ซึ่งก็คือจุดหมายที่พวกเขากำลังจะไป คาดว่าต้องใช้เวลาเดินทางกว่าสามวันความจริงพวกเขาทราบข้อมูลจากผู้ว่าจ้างแล้ว แต่วันนี้ต้องทบทวนแผนการเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด

พวกเขาคือทหารรับจ้างที่ถูกฝึกมา ภารกิจของในครั้งนี้คือช่วยตัวประกันออกมาให้ได้ ผู้ถูกลักพาตัวคือดร.เฮเลนา เบคเกอร์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี ประสบความสำเร็จในการค้นคว้าพลังงานทดแทน โครงการที่เธอกำลังวิจัยอยู่มีชื่อว่า “แสงสุริยะ” ที่เชื่อกันว่าจะทำให้โลกมีพลังงานสำรองใช้ไปอีกร้อยปี แต่หญิงสาวกลับหายตัวไปอย่างลึกลับ เสียเวลาไปกว่าหนึ่งปี ถึงสืบรู้ว่าโดนจับขังอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งไซบีเรีย

เจบีหยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นมา คราวนี้เป็นแผนผังของอาคารหลังหนึ่ง เส้นถูกขีดวาดเป็นห้องต่างๆ แต่มีจุดที่กากบาทเอาไว้เพียงแห่งเดียว

“ดร.เฮเลนาถูกขังอยู่ที่นี่”

ผู้เป็นหัวหน้าชี้นิ้วไปยังปีกตะวันตกของหมู่บ้าน ตรงเครื่องหมายกากบาทที่ขีดทับเอาไว้ 

“แล้วที่นั่นมีคนเฝ้าอยู่เท่าไหร่?”

จินยองถาม ดวงตามองแผนผังอย่างพินิจ

เจบีครุ่นคิดเล็กน้อยเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะเฉลยว่า

“การคุ้มกันจะแบ่งออกเป็นสามชั้น ด้านนอกจะมีพวกยามอยู่สิบห้าคน ข้างในตึกยี่สิบเอ็ดคน ที่คุมห้องขังสองคน รวมทั้งหมดก็สามสิบแปดคน ส่วนใหญ่เป็นพวกเดนตายจากกองทัพทั้งนั้น”

ทุกคนสงบใจรับฟัง โชคดีที่พวกเขาเคยทำภารกิจมามาก เลยไม่หวั่นไหวกับจำนวนคนที่เยอะกว่า อันที่จริงพวกเขาเคยบุกฝ่าพลทหารเป็นร้อยมาแล้ว แค่รับมือกับคนหลายสิบคนไม่น่าจะมีปัญหา

“เอาล่ะ วันนี้ฉันขอให้ทุกคนพักผ่อนก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าค่อยออกเดินทาง”

เมื่อสรุปงานเรียบร้อยก็ถึงเวลาพักผ่อน เซตบาดเจ็บกว่าใครเพื่อนจึงได้นอนบนเตียงอ่อนนุ่ม เจบีเฝ้ากองไฟไม่ให้ดับ อากาศของที่นี่ถึงจุดเยือกแข็ง เลยต้องรักษาความอบอุ่นตลอดเวลา บูมและจินยองนอนบนพื้นพรม

เจบีมองแสงไฟที่แดงคุเหมือนดวงตะวัน เฝ้าทบทวนแผนการอย่างรอบคอบ ในใจลึกๆกังวลอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ตอนนี้พวกเขามาอยู่ถึงต่างแดน หากกลายเป็นศพขึ้นมาจะมีคนหรือไม่หนอ?

“เฮ้อ...”

เขาถอนใจยาว หันไปมองเด็กหนุ่มที่นอนข้างจินยอง เห็นอีกฝ่ายกำลังดูภาพถ่ายใบหนึ่ง ใบหน้าได้รูปนั่นดูมีความสุขมาก

........................................................................................................................................................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

17 ความคิดเห็น