[GOT7] ห้วงความตาย

ตอนที่ 2 : บทที่ ๒ ชายปริศนา (๑๐๐ %)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    30 ต.ค. 63

งานสัมมนาด้านพลังงานจัดขึ้นตอนสองทุ่ม โดยบริษัทรีเจน อินดัชทรีเป็นเจ้าภาพ มีแขกเหรื่อและผู้เชี่ยวชาญมาร่วมงานมากมาย ได้ยินว่ากำลังหาแหล่งพลังงานสำรองใหม่ แทนที่ของเก่าซึ่งใกล้จะหมดไปในอีกห้าสิบปีข้างหน้า

หากว่าไม่ทำในตอนนี้ ชนรุ่นหลังจะเดือดร้อนไปอีกหลายชั่วคน

แบมแบมนั่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ทำสมาธิเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ ผ่อนคลายจิตใจตัวเองทีละน้อย ห้วงความคิดเริ่มสร้างอีกตัวตนหนึ่งขึ้นมา

“สวัสดีครับ...”

เด็กหนุ่มพูด 

“ผมชื่อคิม ยูคยอม”

สายตามองท่าทางของตัวเองในกระจก พร้อมกับร่ายยาวเรื่องที่แต่งของตัวเอง

“ผมมาจากต่างจังหวัด เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นาน อาจจะขรุขระไปบ้าง ขอให้ทุกคนให้คำแนะนำผมด้วย ฝากตัวด้วยนะครับ”

แบมแบมซักซ้อมอีกสองสามครั้ง ทบทวนบทบาทของตัวเองเพื่อความแน่นอน เขาได้ยินชื่อนี้จากที่ไหนสักแห่ง ถ้าจำไม่ผิดก็ราวสองปีก่อน เห็นว่าคิม ยูคยอมเป็นคนร่าเริง นิสัยซุกซนราวกับเด็ก มีความกระตือรือร้นแฝงอยู่ในดวงตา เป็นคนที่อยู่ใกล้แล้วต้องยิ้มอย่างเอ็นดู

ดังนั้นเขาจึงต้องทำตัวให้สนุกสนานเข้าไว้ ซึ่งมันขัดกับตัวตนจริงอย่างสุดขั้ว

“ผมชื่อคิม ยูคยอม ขอฝากตัวด้วยนะครับ”

พอมั่นใจว่าสามารถเป็นคนอื่นได้อย่างแนบเนียน แบมแบมก็หยิบอุปกรณ์ออกมาจากลิ้นชัก โดยเตรียมไว้เพื่อจุดประสงค์ของการนี้ มันคือเครื่องแป้งยี่ห้อต่างๆ บรรจุเอาไว้ในกระปุกเขียนกำกับด้วยหมายเลข แบบเดียวกับของพวกนักแสดงใช้ตกแต่งตอนเข้าฉาก

หลังจากทำความสะอาดใบหน้า เด็กหนุ่มก็หยิบกระปุกหมายเลขหนึ่งออกมา ใช้ฝุ่นผัดหน้าแบบเบาบางก่อน จากนั้นจึงเปิดกระปุกหมายเลขสอง ทำการตกแต่งผิวให้เนียนละเอียด

โทนผิวของคิม ยูคยอมคือสีขาว ซึ่งเจ้าตัวก็บำรุงผิวอย่างดีจนเนื้อนวล เขาเลยต้องเน้นความขาวละเอียดของใบหน้าเป็นพิเศษ หลังจากจัดแจงประมาณสิบนาที ภาพสะท้อนในกระจกก็เป็นคนใหม่

“ผมชื่อคิม ยูคยอม...”

แบมแบมพูด หยิบวิกผมสีน้ำตาลที่เตรียมไว้มาสวมใส่ พลางฉีกยิ้มกว้างอย่างคนอารมณ์ดี ภาพสะท้อนก็ยิ้มตามอย่างสดใส

“ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”

เมื่อตรวจดูจนแน่ใจว่าไม่ผิดพลาด เขาก็ลุกเดินไปที่หน้าต่าง เลิกม่านที่คลุมออก ห้องที่เขาเช่าเป็นจุดที่มองเห็นทางเข้างานอย่างชัดเจน ตัวตึกด้านหน้าคราคร่ำไปด้วยผู้คน แขกเหรื่อเริ่มทยอยเข้ามาในงาน ถึงเวลาที่เขาจะต้องออกโรงแล้ว

แขกเหรื่อนั่งบนเก้าอี้แถวยาวตามลำดับขั้น เหลืออีกไม่กี่นาทีก็จะเปิดงานสัมมนา พวกผู้เชี่ยวชาญสนใจเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ ขณะที่คนทั่วไปกำลังทำใจกับความน่าเบื่อ

ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนต่างเตรียมพร้อม ภาวนาให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี พวกเจ้าหน้าที่สาละวนกับงานที่ได้รับมอบหมาย แทบไม่มีเวลาว่างให้พักหายใจ

แบมแบมสวมชุดพนักงานฝ่ายซ่อมบำรุง กดลิฟท์ขึ้นไปอย่างใจเย็น ท่องบทที่ตัวเองแต่งขึ้นในใจ ทบทวนขั้นตอนต่างๆเป็นครั้งสุดท้าย

“ผมชื่อคิม ยูคยอม...”

เขาท่องมาไม่ต่ำกว่าสิบเที่ยว ทั้งประวัติความเป็นมาของคิม ยูคยอม กิจวัตรประจำวัน เพื่อนที่คบหา แม้แต่รสนิยมก็ไม่ได้ละเว้น เลยมั่นใจว่าสามารถตอบได้ทุกคำถาม ไม่มีพลาดอย่างเด็ดขาด 

หากจะพลาดก็คงเป็นเพราะความเลินเล่อเท่านั้น หรือไม่ก็คิม ยูคยอมตัวจริงมาปรากฏในงาน แต่คงจะมีโอกาสแค่อย่างละห้าสิบ

การทำงานล้มเหลวไม่ใช่ของน่าเล่น สำหรับคนทั่วไปอาจจะปลงแล้วเริ่มทำใหม่ แต่สำหรับเขานั่นอาจหมายถึงการติดคุกหัวโต หรือที่แย่กว่านั้นคือไม่มีแผ่นดินจะอยู่ เชื่อได้เลยว่าไม่ถึงวัน ข้อมูลของเขาต้องอยู่ในประวัติอาชญากรรม จนเป็นที่รับรู้ของผู้คนอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นปฏิบัติการครั้งนี้ห้ามพลาดไม่ว่ากรณีใดๆ

ในขณะที่แบมแบมกำลังคิด ประตูลิฟท์ก็เปิดออก ชายสองคนเดินเข้ามา ทั้งคู่มองเขาเล็กน้อย ก่อนจะกดหมายเลขเพื่อขึ้นด้านบน หนึ่งในนั้นพูดเสียงเจื้อยแจ้ว

“นี่พี่แจ็ค พวกเราขึ้นมาแบบนี้จะดีเหรอ?”

ผู้ถามเป็นเด็กหนุ่มร่างสูงคนหนึ่ง

แบมแบมสังเกตว่า หมอนี่ไม่มีวี่แววหวาดกลัวเหมือนที่แสดงออก แถมยังกระตือรือร้นเหมือนเด็กแอบแม่กินขนม คงจะแอบไปทำอะไรที่บอกคนอื่นไม่ได้แน่ๆ

ชายหนุ่มที่มาด้วยกันพูด

“เอ่อน่า...เราแค่ไปดู ไม่ได้ไปขโมยของซักหน่อย”

“ผมอยากเห็นเครื่องนั่นมานานแล้ว ไม่รู้ว่ามันจะเป็นเหมือนอย่างที่คิดเอาไว้หรือเปล่า?”

เด็กหนุ่มร่างสูงพูดพร้อมกับโลดเต้นไปมา ท่าทางคงอยากเห็นของนั่นจนตัวสั่นแล้ว

“รับรองได้ว่านายจะไม่ผิดหวัง”

ชายหนุ่มที่มาด้วยยืนยันหนักแน่น

ประตูลิฟท์เลื่อนเปิด สองคนนั้นก็เดินออกไป ไม่สนใจอีกคนที่กำลังจับตามองอยู่ แบมแบมกดให้ลิฟท์ปิดอีกครั้ง เขาต้องการขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งใช้เวลาไม่ถึงนาทีประตูก็เลื่อนออก

ทุกอย่างเป็นไปตามคาด บนชั้นนี้มีร.ป.ภ.เฝ้าอยู่สามคน ดูจากท่าทีอันหนักแน่นระวังภัย แสดงว่าคนพวกนี้ก็มีฝีมือพอตัว คงได้รับการฝึกมาดีเป็นแน่

หนึ่งในนั้นเดินเข้ามาขวางพร้อมถามอย่างสุภาพว่า

“ไม่ทราบว่าคุณมาทำอะไรเหรอครับ?”

แบมแบมตอบด้วยความกระตือรือร้น

“ผมชื่อคิม ยูคยอมจากฝ่ายซ่อมบำรุง ถูกส่งมาที่นี่เพื่อตรวจฐานเก็บข้อมูลของบริษัทครับ”

พูดแล้วยื่นบัตรพนักงานให้ พร้อมกับใบอณุญาตจากทางบริษัท บัตรนั่นเหมือนกับของจริงอย่างกับพิมพ์เดียวกัน หากมองด้วยตาเปล่ายิ่งยากจะดูออก ไม่มีใครรู้ว่ามันเพิ่งทำเสร็จในวันนี้เอง 

ร.ป.ภ.คนนั้นรับไปตรวจดู พลางเปรียบเทียบใบหน้าอย่างละเอียด ชนิดที่ไม่ให้พลาดแม้แต่ส่วนเดียว ก่อนจะขอยึดบัตรประชาชนเอาไว้ตามระเบียบ

“ขอค้นตัวก่อนนะครับ”

“ครับ”

แบมแบมแย้มยิ้มแล้วพยักหน้า

ร.ป.ภ.เลยขอตรวจค้นตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไม่ยอมให้มีสิ่งแปลกปลอมผ่านไปได้ เรื่องนี้ผู้รักษาความปลอดภัยทุกคนจะเคร่งเป็นพิเศษ ต้องมั่นใจว่าผู้ที่เข้าไปไม่คิดเล่นตุกติกกับฐานข้อมูล ไม่อย่างนั้นพวกเขาอาจตกงานในชั่วพริบตาก็ได้

รออยู่ชั่วขณะการค้นก็เสร็จสิ้น ไม่มีสิ่งผิดปกติอะไร

แบมแบมรับของส่วนตัวคืน ร.ป.ภ.คนนั้นก็รูดบัตรแล้วกดรหัสเปิดประตูให้

“ขอบคุณครับ”

เด็กหนุ่มก้มหัวพร้อมกับเดินเข้าไป งานนี้ไม่เห็นยากเย็นเหมือนที่กลัวล่วงหน้าเลย รู้อย่างนี้ไม่น่าเสียเวลาท่องบทตั้งนาน

“เดี๋ยว”

ร.ป.ภ.คนนั้นคว้าจับไหล่ของแบมแบมเอาไว้ ใบหน้าของเด็กหนุ่มซีดลง เท้าหยุดชะงักในทันที

“ผมไม่เคยเห็นหน้าคุณมาก่อน เพิ่งมาใหม่เหรอ?”

ร.ป.ภ.ถามอย่างสงสัยใจ เพราะเขารู้จักพนักงานเกือบทุกคนในบริษัท หากมีคนเข้ามาใหม่ก็ไม่น่าจะละเลยเรื่องนี้

“อ๋อ--ผมเพิ่งมาเมื่อไม่กี่วันนี้เอง คุณอาจจะไม่ได้สังเกตมั้ง”

แบมแบมตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่มีท่าทีหวาดกลัวให้เห็นปรากฏ

“แต่ปกติเขาจะให้พนักงานอาวุโสมาตรวจสอบ ไม่น่าจะให้พวกมือใหม่เข้ามานะ”

คำถามของร.ป.ภ.ทำให้แบมแบมกลืนน้ำลาย กำลังนึกอยู่ว่าจะหาข้อแก้ตัวอย่างไร ต้องทำแบบไหนถึงจะกล่อมให้อีกฝ่ายเชื่อถือโดยสนิทใจได้? 

แต่ในไม่ช้าเขาก็หาข้ออ้างสำเร็จ

“แหม--พี่ ถึงผมจะเป็นพวกมือใหม่แต่ก็ไม่ใช่กระจอกนะครับ ไม่งั้นทางบริษัทจะให้ตำแหน่งสำคัญเหรอ”

แบมแบมพูดกวนน้ำให้ขุ่นจนไม่เห็นปลาสักตัว แต่หัวใจของเขาเริ่มเต้นรัวขึ้นมาแล้ว รอลุ้นว่าร.ป.ภ.คนนี้จะยอมเชื่อตามที่เขาโม้หรือเปล่า?

ขอให้ตาคนนี้ฉลาดน้อยทีเถอะ

เด็กหนุ่มยังไม่ลืมว่าถ้าถูกจับได้จะมีโทษแบบไหน ต่อให้พูดแก้ตัวเป็นพันครั้งคงไม่มีใครเชื่อแน่

“เอาล่ะ รีบทำงานให้เสร็จล่ะ”

ร.ป.ภ.คลายมือจากหัวไหล่ของเด็กหนุ่ม เปิดทางให้ผ่านเข้าไปได้

“ขอบคุณครับ”

แบมแบมเดินเข้าไป ประตูห้องถูกปิดลง เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจอย่างโล่งอก ดีนะที่เขาเล่นละครตบตาได้เก่ง ไม่อย่างนั้นคงได้กินข้าวแกงในคุกแล้ว

มันช่างเป็นงานที่หน้าเบื่อสุดขีด ซึ่งเขาก็จำใจมาอย่างเสียไม่ได้ เพราะนี่เป็นเรื่องที่ต้องทำหากอยากก้าวหน้าในอาชีพการงาน

เจบีนั่งไขว้ห้าง เก็บมือถือที่เล่นจนเบื่อไว้ในกระเป๋าเสื้อ เอนหลังพิงกับเบาะรถอย่างเอื่อยเฉื่อย ดวงตาเรียวเหลือบมองไบรอันที่กำลังค้นหาข้อมูลอย่างจดจ่อ ความจริงหมอนี่ก็หัวไวด้านธุรกิจ แถมยังรู้ว่าควรลงทุนตรงจุดไหนหรือเมื่อไหร่ หากปั้นดีๆอาจดาวรุ่งดวงหนึ่งก็เป็นได้

หากพูดอย่างยุติธรรม หนุ่มฮิปฮ๊อบหัวไวยิ่งกว่าเขาเสียอีก

ไบรอันไล่สายตาอ่านข่าวในตลาดหุ้น พบว่าราคาของวันนี้ไม่ค่อยหน้าลงทุนเท่าไหร่ คงต้องรอไปอีกระยะหนึ่ง ให้ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวก่อนจะดีกว่า

“นายเบื่อเหรอ?”

หนุ่มฮิปฮ๊อบถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เห็นเพื่อนใหม่ทำหน้าเซ็งตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

เจบีตอบตามความเป็นจริง

“อืม เบื่อจะตายอยู่แล้ว”

ชายหนุ่มส่งเสียงเนือย แล้วถามอย่างไม่เข้าใจ

“ทำไมนายต้องชวนฉันมางานไร้สาระนี้ด้วย ไม่สู้เอาเวลาไปทำมาหากินจะดีกว่า?”

สายตาของไบรอันยังไม่ละจากหน้าจอคอมฯ อธิบายพอเข้าใจว่า

“เรื่องพลังงานไม่ใช่เรื่องไร้สาระ เพราะถ้าไม่มีพลังงานโลกของเราก็ไม่ต่างจากยุคหิน ขนาดผับของนายยังต้องใช้แสงไฟล่อลูกค้าเลย”

เจบีทำปากยื่น รู้สึกเหมือนถูกประชด ไม่ยักรู้มาก่อนว่าหมอนี่สนใจเรื่องวิทยาศาสตร์ เก่งอย่างนี้ไม่ส่งเข้าประกวดไปเสียเลยล่ะ 

ไบรอันพูดต่อ

“อีกอย่าง...นายคิดว่าฉันมางานนี้โดยไม่หวังอะไรเลยงั้นเหรอ?”

คำพูดที่มีเลิศนัยของไบรอันทำให้เจบีได้คิด การที่หุ้นส่วนของเขาไปร่วมงาน ต้องไม่ใช่แค่ฟังสัมมนาอย่างเดียวแน่ แต่ก็นึกไม่ออกว่าอีกฝ่ายมีจุดประสงค์อะไร

เหมือนไบรอันจะเดาความคิดเจบีออก เขาเลยเฉลยอย่างไม่รอช้า

“จะหาคนมาร่วมลงทุนน่ะ ผับของนายยังไปได้อีกไกลนะ”

เจบีเลิกคิ้วเมื่อได้ฟังคำตอบ ทักท้วงเสียงหลงว่า

“เรื่องนั้นแค่นายกับฉันก็เหลือเฟือแล้ว”

คราวนี้ไบรอันส่ายหน้าเป็นเชิงไม่เห็นด้วย หยุดเล่นคอมพิวเตอร์แล้วหันมาบอกว่า

“ในวงการธุรกิจการอยู่ตามลำพังเป็นเรื่องอันตราย ถ้านายอยากขยายกิจการก็ต้องหาคนช่วย ต้องมีผู้ร่วมลงทุนเพื่อให้ได้กำไรเยอะๆ ถ้าปล่อยเอาไว้โดดเดี่ยวก็มีแต่รอวันเจ๊งเท่านั้น”

ไบรอันพูดอย่างจริงจัง ทำเอาเจบีอึ้งไปในทันที

หาคนมาร่วมลงทุน? คำนี้ยังไม่เคยอยู่ในหัวของเขามาก่อน เพราะคิดแค่ว่าตัวเขากับเพื่อนร่วมมือกัน ก็น่าจะควบคุมทุกอย่างได้แล้ว เรื่องขยายกิจการออกไปคงไม่มีปัญหา แต่พอเพื่อนพูดแบบนั้นก็ต้องคิดใหม่อีกรอบ 

ได้ยินไบรอันพูดอย่างเป็นงานเป็นการ

“ในงานมีผู้ใหญ่และนักธุรกิจมากมาย ทุกคนก็อยากหาแหล่งคลายเครียดกันทั้งนั้น ถ้านายหว่านล้อมดีๆ ก็อาจจะได้เพื่อนเพิ่มอีกคนก็ได้”

เจบีเอนหลัง สวนกลับไปทันควันว่า

“แล้วแต่นายละกัน ขอแบบนี้ฉันไม่ค่อยถนัด ส่วนเรื่องเพื่อนแค่มีคนที่จริงใจก็พอ”

ชายหนุ่มพูดแล้วหลับตาลง ตั้งใจว่าจะงีบหลับสักครู่ รถก็แล่นไปตามถนนด้วยความเร็วคงที่

บนชั้นเก็บข้อมูล ผู้รักษาความปลอดภัยทั้งสามคอยเฝ้าระวังอย่างแข็งขัน แม้จะเคยชินกับการยืนเป็นชั่วโมง แต่ให้นิ่งเป็นหุ่นแบบนี้ทุกวันก็น่าเบื่อเอาเรื่อง บางครั้งเลยขอให้เหตุร้ายเกิดขึ้นบ้าง จะได้มีอะไรทำแก้เซ็งหน่อย

“พวกนายสองคนเฝ้าไว้ให้ดี เดี๋ยวฉันจะไปเข้าห้องน้ำ”

หัวหน้าร.ป.ภ.สั่งการลูกน้องแล้วเดินอย่างรีบเร่งไปที่ลิฟต์ ห้องน้ำที่ใกล้ที่สุดอยู่ใต้ชั้นนี้แค่ชั้นเดียว คงใช้เวลาทำธุระไม่นานนัก 

ใช้เวลาไม่ถึงนาทีลิฟต์ก็ลงมาชั้นล่าง

ประตูเลื่อนเปิดออก เขาเห็นชายสองคนเดินออกมาจากห้องเก็บอุปกรณ์ เป็นเด็กหนุ่มและชายหนุ่มคนหนึ่ง ดูแล้วคงไม่ใช่พนักงานของที่นี่แน่ๆ

เด็กหนุ่มหันมาพูดอย่างตื่นเต้นว่า

“เครื่องนั่นมันเจ๋งกว่าที่ผมคิดเอาไว้ซะอีก เหมือนกับที่เคยเห็นในหนังเลย อย่างกับหลอดแก้วแน่ะ”

ฝ่ายชายหนุ่มบอกว่า

“น่าเสียดายที่มันยังไม่สมบูรณ์ ไม่งั้นป่านนี้โลกคงมีพลังงานเหลือเฟือแล้ว”

หัวหน้าร.ป.ภ.ขมวดคิ้ว ชายสองคนนั่นเข้าไปในเขตหวงห้ามได้อย่างไร ใครเป็นคนอนุญาต?

“นี่คุณ...”

หัวหน้าร.ป.ภ.ส่งเสียง เดินย่างสามขุมเข้าไปหาอย่างเอาเรื่อง

“ห้องนั่นเป็นเขตหวงห้าม คนภายนอกไม่มีสิทธิ์เข้าไปนะครับ”

ชายสองคนนั้นท่าทางตื่นๆ ไม่ทราบว่าจะตอบอย่างไรดี ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้อง แถมยังไม่มีบัตรผ่านเสียด้วย

“ผมอนุญาตเองแหละ”

มีเสียงหนึ่งดังมาจากห้องด้านใน ชายหนุ่มหน้าซูบเรียวคนหนึ่งย่างก้าวออกมา มองอีกฝ่ายด้วยใบหน้าปราศจากอารมณ์

“คุณมาร์ค”

หัวหน้าร.ป.ภ.อุทาน รีบทำความเคารพในทันที ทราบดีว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นใคร 

ใครๆก็รู้ว่ามาร์คเป็นหุ้นส่วนคนสำคัญของบริษัทนี้ แถมเป็นผู้ร่วมลงทุนรายใหญ่ด้านพลังงาน มีอิทธิพลอย่างกว้างขวางในแวดวงธุรกิจ ทุกคนที่เห็นล้วนชื่นชมในความสำเร็จของเขา จะมากหรือน้อยก็พากันอ่อนข้อให้ เพราะชายคนนี้ดูมีอำนาจอย่างบอกไม่ถูก

มาร์คมองหัวหน้าร.ป.ภ. บอกด้วยเสียงเย็นชาว่า

“คนพวกนี้เป็นเพื่อนผม รับรองได้ว่าไม่มีปัญหาอะไร ถ้าพวกเขาทำอะไรเสียหายผมจะรับผิดชอบเอง”

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับคุณมาร์ค”

หัวหน้าร.ป.ภ.ปฏิเสธเป็นพัลวัน เช็ดเหงื่อบนหน้าผาก เขาเคยคิดว่าตัวเองแน่นักหนา แต่พออยู่ต่อหน้าชายคนนี้กลับเครียดโดยไม่มีสาเหตุ คราวหน้าคงต้องระวังให้มากกว่านี้แล้ว เลยหันไปถามผู้มาอีกสองคนแทน

“ถึงยังไงผมต้องถามชื่อพวกคุณสองคนก่อน หากเกิดอะไรขึ้นจะได้ตามตัวได้ถูก”

ชายหนุ่มเป็นคนแนะนำตัวเองก่อน

“ผมชื่อหวัง แจ็คสัน...ส่วนนี้คือยูคยอมรุ่นน้องของผม”

ว่าพลางชี้นิ้วไปยังคนที่กำลังยิ้มหน้าระรื่น

“ผมชื่อคิม ยูคยอม ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

เด็กหนุ่มแนะนำตัวอย่างกระตือรือร้น พลางยื่นมือให้อีกฝ่ายอย่างเป็นมิตร

หัวหน้าร.ป.ภ.ตาเบิกกว้าง ถามโพล่งออกไปอย่างตกใจ

“คุณว่าคุณชื่ออะไรนะ?!”

เด็กหนุ่มร่างสูงงุนงงวูบ เลยแนะนำตัวอีกรอบ

“คิม ยูคยอม ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

หัวหน้าร.ป.ภ.อ้าปากค้าง พอตั้งสติได้ก็รีบวิ่งไปที่ลิฟต์เหมือนถูกไล่เตะ รีบวิทยุแจ้งเพื่อนอีกสองคนว่า

“ฉุกเฉิน ๆ มีคนร้ายบุกเข้ามา ขอย้ำ...มีคนร้ายบุกเข้ามา ให้หน่วยรักษาความปลอดภัยทุกคนรีบมาที่ห้องเก็บข้อมูลด่วน!”

ณ ห้องเก็บข้อมูล แบมแบมรีบเปิดคอมพิวเตอร์อย่างไม่รอช้า มีคำสั่งให้ต้องใส่รหัสตามคาด เด็กหนุ่มนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ หยิบอุปกรณ์ที่เตรียมเอาไว้ออกมา

มันคือแฟรสไดรฟ์ที่เขาสร้างขึ้นโดยเฉพาะ มันจะปล่อยไวรัสเข้าสู่ระบบโดยตรง ทำลายการป้องกันข้อมูลแต่ละชั้นให้หายไปในพริบตา

แฟรสไดรฟ์ถูกเสียบเข้าไปในเครื่อง หน้าจอคอมฯเกิดการปั่นป่วนเหมือนหม้อน้ำถูกต้ม ได้ยินเสียงราวเนื้อผ้าเสียดสีกัน รอจนหน้าจอสว่างเป็นปกติเด็กหนุ่มก็ถอดมันออก เสียบแฟรสไดรฟ์ตัวใหม่เข้าไปแทน

แบมแบมกดเปิดดูข้อมูล มีบันทึกการทำงานของพนักงาน รายการสินค้า บัญชีรายรับรายจ่าย เขามองดูแค่ชั่วครู่ก็บันทึกข้อมูลทันที 

งานนี้ต้องรีบแล้ว เพราะรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ

“เฮ้ย--คนที่อยู่ในนั้นให้ออกมาเดี๋ยวนี้”

เสียงตวาดดังขึ้นจากด้านนอก ตามด้วยเสียงทุบประตูที่ดังลั่นสนั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าเรื่องร้ายกำลังจะมา

แบมแบมรีบเอาเก้าอี้ไปขัดกับประตู วกกลับมาที่หน้าจอ สายตาไล่ดูการบันทึกที่ค่อนข้างช้า ข้อมูลเพิ่งโหลดไปได้ครึ่งทาง คงต้องรออีกสิบนาทีถึงจะสมบูรณ์ แต่เขาไม่มีเวลาขนาดนั้น

มาตรแม้นจะแสนอันตราย แต่น่าแปลกที่เด็กหนุ่มกลับไม่ร้อนรุ่ม ไม่มีทีท่าตกใจเสียด้วยซ้ำ ราวกับเตรียมแผนบางอย่างอยู่ในใจแล้ว

เสียงประตูดังกึกก้องจนแทบจะระเบิด พวกยามเร่งพังประตูกันยกใหญ่ คงอยากจะบุกเข้ามาจับผู้บุกรุกใจจะขาด เพียงแค้นที่ยังมีสิ่งขวางกั้นเท่านั้น 

“รีบเปิดเร็วสิ”

หัวหน้าร.ป.ภ.เร่งรัด รู้สึกตึงเครียดยิ่งกว่าใครทั้งหมด เขาอนุญาตให้คนนอกเข้าสู่ฐานข้อมูลได้ ความผิดครั้งนี้จึงมากกว่าคนอื่นเป็นสองเท่า หากไม่สามารถจับคนร้ายอาจตกงานในอนาคตอันใกล้ ดังนั้นครั้งนี้จึงห้ามพลาดอย่างเด็ดขาด

ได้ยินเสียงโครม ประตูถูกกระแทกจนเปิดผาง พวกยามกรูกันเข้ามาในห้องเก็บข้อมูล ทุกคนมีสีหน้าถมึงทึงเหมือนจะฉีกเหยื่อเป็นชิ้นๆ ดวงตาทั้งสามคู่วกหาคนในห้อง

“ผู้บุกรุกอยู่ไหนแล้ว”

หัวหน้าร.ป.ภ.กวาดสายตาไปรอบห้องอย่างระวัง เตรียมพร้อมเผื่อมีเรื่องไม่คาดหมาย

“อยู่นี่”

มีเสียงดังมาจากด้านข้าง เงาร่างสายหนึ่งเดินออกมาจากชั้นวางเอกสาร ยืนเด่นเป็นสง่าในเงามืดอันเลือนรางจัดแจงชุดที่สวมอยู่ให้เป็นระเบียบอย่างใจเย็น

“นี่นายเป็นใครกันเนี่ย?”

พวกร.ป.ภ.เอ่ยถามแทบพร้อมกัน มองอีกฝ่ายอย่างนิ่งอึ้งไปแล้ว

ผู้ปรากฏตัวสวมชุดทักสิโด้สีดำแบบย้อนยุค ชายเสื้อขลิบขอบสีเงิน หมวกทรงสูงประดับขอบเงินเป็นประกาย แต่ที่สร้างความสนใจให้คนได้มากที่สุดคือหน้ากาก

หน้ากากที่ชายปริศนาสวมอยู่เป็นสีขาวเรียบสนิท ขอบตาสลักเป็นรูปปีกนกสีเงินพราวระยับ

การแต่งตัวย้อนยุคแบบนี้สร้างความฉงนและตกใจในคราวเดียวกัน พวกยามแม้จะพิศวงกับความประหลาด แต่ก็อดชื่นชมกับความงามสง่าของอีกฝ่ายไม่ได้

“สวัสดีชาวโลก”

ชายปริศนาจัดหมวกให้เข้าที่ พร้อมกับเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง

แต่พวกรักษาความปลอดภัยไม่ขำด้วย ผู้เป็นหัวหน้าตวาดใส่ว่า

“นี่แกเป็นใครกันแน่วะ”

“ใจเย็นๆครับคุณพี่ ทักทายแขกแบบนี้เสียมารยาทนะครับ”

ชายปริศนาพูดยั่วเย้า พลางจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ถึงตอนนี้หลายคนจึงเพิ่งเห็น ว่าปกเสื้อสีดำนั่นปักรูปนกสีเงินหลายตัว ฝูงนกเรียวแถวโผบินขึ้นฟ้าตามลำดับ เหมือนกับจะพุ่งออกมาจริงๆ ฝีมือการออกแบบงดงามประณีตราวกับมีชีวิต

“แต่ก็นะ...ต้องชมพวกคุณที่รู้ตัวเร็ว เล่นเอาซะผมแต่งตัวไม่ทันเลยนะเนี่ย”

ผู้บุกรุกพูดจาติดตลก เลื่อนสองมือไพล่ไปด้านหลัง พร้อมกับย่างเท้าเข้าหากลุ่มคนตรงหน้า ก่อนจะยืนเด่นเป็นสง่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่พวกร.ป.ภ.กลับตึงเครียดทุกขณะ ทุกคนชักปืนไฟฟ้าขึ้นเล็งใส่ผู้บุกรุก ตั้งใจว่าถ้าฝ่ายนั้นเข้ามาอีกก้าวเดียวก็จะยิงทันที พวกเขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีเจตนาอะไร เลยเลือกป้องกันตัวเองเอาไว้ก่อน

“พวกเราต้องจับคุณข้อหาบุกรุก หากขัดขืนก็ต้องใช้ความรุนแรง เข้าใจชัดเจนมั๊ย”

หัวหน้าร.ป.ภ.สั่งเสียงเครียด เล็งปืนไฟฟ้าตรงหน้าอกของอีกฝ่าย พร้อมเหนี่ยวไกถ้าจำเป็น

“ครับ...เข้าใจชัดเจนครับ”

ชายปริศนาพูดพลางวกสองมือมาข้างหน้า แต่ไม่ได้กลับมามือเปล่า

มือข้างนั้นเพิ่มปืนขึ้นมากระบอกหนึ่ง

พวกเจ้าหน้าที่เห็นแบบนั้นก็เหนี่ยวไกตามสัญชาติญาณ แต่นิ้วยังไม่ทันกระดิกหลังมือก็ถูกทิ่มแทงก่อน ปืนไฟฟ้าหลุดร่วงลงพื้นโดยไม่ได้นัดหมาย พอก้มมองก็เห็นลูกดอกสีเงินเล็กๆปักตรึงเอาไว้

“น่าเสียดาย...”

ชายปริศนาพูด 

“ที่พวกคุณยังห่างชั้นจากผมอีกไกลโข”

พลางควงปืนหนึ่งรอบแล้วเก็บลงซองข้างเอว เป็นท่วงท่าที่สวยงามและรวบรัดหมดจด ซึ่งผ่านการฝึกมาเป็นร้อยๆครั้ง แม้หลับตาทำก็ไม่พลาดอย่างเด็ดขาด

เหล่าร.ป.ภ.ขบฟันกลั้นความเจ็บปวด ความจริงพวกเขาก็มีประสบการณ์โชกโชน ผ่านเหตุร้ายมาไม่น้อย ต่อให้มีโจรดักปล้นหน้าก็ไม่เปลี่ยนสี แต่เมื่อครู่พวกเขากลับมองไม่เห็น ว่าชายปริศนายกปืนขึ้นมาตอนไหน

มันเร็วมากจนมองแทบไม่ทันเลย!

“เฮ้ย จับมัน”

ผู้เป็นหัวหน้าตวาดสั่ง ลูกน้องสองคนก็โถมเข้าหาผู้บุกรุก คิดจะใช้กำลังเข้าจับกุมให้ได้ ส่วนผู้เป็นหัวหน้าดักทางออกเอาไว้ ป้องกันไม่ให้คนร้ายหลบหนี

ชายปริศนาจัดแจงถุงมือสีขาวอย่างใจเย็น ไม่มีทีท่าจะหลบหนีแม้แต่น้อย เหมือนมองไม่เห็นว่ามีคนกำลังจะขย้ำตัวเองอยู่

หัวหน้าร.ป.ภ.เห็นความผิดปกติเลยรีบตะโกนว่า

“รีบถอยออกมาก่อน”

ช้าไปเสียแล้ว

ควันสีขาวลอยพุ่งมาจากไหนไม่รู้ เพียงชั่วพริบตาก็คลุ้งไปทั่วห้อง แปรสภาพเป็นม่านหมอก บดบังคนทั้งหมดไว้ในทันที

ร.ป.ภ.สองคนล้มลงกลางทาง ผู้เป็นหัวหน้าไหวตัวทันเลยกระโจนออกจากห้องก่อน

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงติ้ก พร้อมกับข้อความตรงหน้าจอว่า “การบันทึกเสร็จสมบูรณ์”

“เสร็จได้ซักทีนะ”

ชายปริศนาพึมพำ ดึงแฟลชไดร์ฟออก เก็บข้อมูลเอาไว้ในกระเป๋าเสื้อชั้นใน เดินฝ่ากลุ่มควันออกไปจากห้องอย่างสง่าผ่าเผย

หัวหน้าร.ป.ภ.คืบคลานไปตามพื้น จริงอยู่ที่เขาสามารถหนีออกมาได้ทัน แต่ก็สูดควันจำนวนหนึ่งเข้าไปด้วย ภาพเบื้องหน้าเลยพร่าเลือน หนังตาหนักอึ้งเหมือนจะหลับเต็มที จึงใช้แรงเฮือกสุดท้ายกดปุ่มสีแดงบนผนัง สัญญาณเตือนภัยก็ดังขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

“ผมล่ะปลื้มในความพยายามของคุณจริงๆ”

เสียงดังขึ้นจากด้านหลัง เมื่อหันไปมองก็เห็นชายปริศนายืนค้ำหัวอยู่

“นายเป็นใคร?”

หัวหน้าร.ป.ภ.ถามเสียงแผ่ว ทำท่าเหมือนใกล้จะหลับลงไปทุกที เขาถามแบบนี้มาสามครั้งแล้ว และอยากรู้เหลือเกินว่าอีกฝ่ายเป็นใครกัน?

“วิหคราตรี”

ชายปริศนาตอบ ดวงตาภายใต้หน้ากากเป็นประกายวาววับ

“จำให้ขึ้นใจเอาไว้ด้วย จะได้มีข้อแก้ตัวเมื่อใกล้จะตกงาน”

พูดจบก็เดินไปที่ลิฟท์ แต่เห็นตัวเลขบนแผงหน้าปัดเลื่อนขึ้น แสดงว่ามีคนกำลังมา เลยเปลี่ยนเป็นลงบันไดหนีไฟแทน เสียงสัญญาณเตือนภัยยังดังอย่างต่อเนื่อง

“เฮ้อ...”

แบมแบมถอนหายใจ เมื่อพบว่าข้างล่างก็มีคนวิ่งขึ้นมาเหมือนกัน เขารีบลงไปอีกสองชั้นแล้วกระแทกประตูให้เปิดออก วิ่งไปยังห้องที่มีช่องระบายอากาศ

หลังจากนี้คำว่า “วิหคราตรี” จะเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วเมือง

งานนี้เป็นวันที่น่าเบื่อสุดขีดสำหรับเขาเสียจริง แตกต่างจากหุ้นส่วนที่คุยกับคนอื่นอย่างออกรส หากไม่ติดภาพลักษณ์ฮิปฮ๊อบแล้ว หมอนี่ก็ดูเหมือนนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงเหมือนกัน

เจบีคิดแล้วอ้าปากหาวหวอด เบือนสายตาไปมองทางอื่นเป็นการฆ่าเวลา เห็นว่าพวกยามกำลังวิ่งไปมาเหมือนผึ้งแตกรัง แต่ละคนทำหน้าตื่นตูมอย่างกับเกิดไฟไหม้ หรือเกิดเรื่องร้ายขึ้นแต่ไม่อยากให้แขกรู้

“ถ้าพวกนายขยันกว่านี้คงไม่มีเรื่องร้ายหรอกมั้ง”

ชายหนุ่มยิ้มขำขัน หันไปฟังเพื่อนพูดกับคนอื่นต่อ

“นั่นไงล่ะขุมทองของนาย”

ไบรอันพูด พร้อมกับหันมาสะกิดเจบี พร้อมกับยื่นหน้าไปทางเป้าหมาย

ดวงตาคมกริบมองไปยังคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินมาทางนี้ ไบรอันจูงแขนเจบีให้เดินไปหาโดยอัตโนมัติ พอเข้าใกล้ได้ระยะหนึ่งเขาก็เปิดฉากทักทายก่อน

“สวัสดีครับ”

คำทักทายของไบรอันทำให้คนกลุ่มนั้นหันมาอย่างสนใจ หนุ่มฮิปฮ็อบแย้มยิ้มแล้วค่อยๆแนะนำตัว

“ผมชื่อไบรอัน นี่เจบีเพื่อนผม ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

คนกลุ่มนั้นทักทายตอบกลับตามมารยาท

“ผมหวัง แจ็คสัน”

“ผมคิม ยูคยอม”

ทุกคนแนะนำตัว ยกเว้นชายหนุ่มหน้าซูบเรียวที่นิ่งอยู่

หลังจากแนะนำกันไปได้สักพัก ก็เข้าสู่ช่วงของการพูดคุยสานสัมพันธ์ ไบรอันสนทนาด้วยไมตรีจิต แค่ไม่กี่นาทีก็ได้เพื่อนใหม่มาสองคน 

เจบีเหลือกตามองเพดาน เขาอยากจะก้าวเท้าออกไปจากที่นี่เต็มแก่ แต่ต้องทนยืนฟังพวกนี้พล่ามอย่างเสียไม่ได้ นั่นเพราะเห็นแก่อนาคตอันสดใสหรอกนะ

“เอ่อ ผมขอตัวก่อนนะครับ”

คิม ยูคยอมเดินออกไปจากกลุ่มคน วกสายตามองนั่นมองนี่อย่างสนใจ ขณะที่กำลังจะไปที่บาร์เครื่องดื่มก็สะดุดเข้ากับใครบางคน

เงาหลังของชายคนนั้นสูงเด่น ศีรษะเงยขึ้นเหมือนกำลังมองภาพวาดบนผนัง

เด็กหนุ่มเกิดความคิดนึกสนุก ย่องเบาเข้าไปหาชายคนนั้นอย่างเงียบเชียบ พอได้จังหวะก็ยืนอยู่ด้านข้าง แล้วพูดขึ้นมาว่า

“ภาพสวยดีนะ”

ชายคนนั้นรู้ว่ามีคนยืนอยู่ใกล้ก็หันมา ยูคยอมจึงเห็นว่าอีกฝ่ายมีอายุรุ่นเดียวกับเขา หน้าตาภายใต้กรอบแว่นดูดี ร่างเพรียวเป็นสง่าเหมือนคุณชายสูงศักดิ์

“อืม”

ชายคนนั้นรับคำแล้วหันกลับไปมองภาพวาด นั่นทำให้ยูคยอมหันไปมองบ้าง

มันเป็นภาพกรอบใหญ่ วาดวิวทิวทัศน์แห่งหนึ่ง ท้องทุ่งเขียวขจีทอดออกไปไกลจนสุดหล้า เมฆครามสีขาวบนฟ้าลอยเด่นสะดุดตา แสงตะวันลอดผ่านปุยเมฆดูสดใสเป็นอย่างยิ่ง รู้สึกเหมือนอยากจะเข้าไปอยู่ในนั้นเลย

ชายคนนั้นพูดขึ้นมาว่า

“มันให้ความรู้สึกเป็นอิสระ มีชีวิตเป็นของตัวเอง เหมือนกำลังวิ่งอยู่กลางทุ่งโล่ง”

“อืม”

ยูคยอมเป็นฝ่ายรับคำบ้าง พบว่าใจของตัวเองก็คล้อยตามความรู้สึกนั้นด้วย แม้เขาจะไม่ใช่คนอ่อนไหวอะไรนักหนาแต่ถ้อยคำของชายคนนี้ทำให้เขาตื้นตันขึ้นมาจริงๆ

...ชีวิตของเราเคยมีช่วงที่เป็นอิสระหรือเปล่านะ?

เด็กหนุ่มคิดในใจ

“อ้อ...”

ชายคนนั้นพูด

“ไม่ทราบว่าคุณเป็นใครเหรอครับ?”

จนป่านนี้จึงเพิ่งนึกออกว่าควรทักทายตามมารยาท เลยหันเข้าหาคนที่อยู่ด้านข้างบ้าง

“ผมชื่อคิม ยูคยอมแล้วคุณ...”

“กานต์...ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

ชายคนนั้นแนะนำชื่อตัวเอง พลางค้อมหัวให้อย่างเป็นมิตร

ยูคยอมแย้มยิ้มแล้วพยักหน้ารับ มองหน้าอีกฝ่ายอย่างละเอียดถี่ยิบ ไม่ยอมพลาดแม้แต่สัดส่วนเดียว กานต์ไม่ถือสากับการมองที่ค่อนข้างอุกอาจ เพราะเขาเองก็สำรวจคนแปลกหน้าทุกตารางนิ้วเช่นกัน

“หน้าผมมีอะไรติดอยู่หรือเปล่าครับ?

ชายคนนั้นถามเสียงเรียบ

“เอ่อ...”

ยูคยอมทำอะไรไม่ถูก เขาคงจ้องอีกฝ่ายนานเกินไปจนเหมือนไร้มารยาท เลยพูดแก้เก้อว่า

“เปล่า แค่เห็นว่าคุณน่ามอง”

แล้วก็หัวเราะออกมาอย่างไร้เดียงสา

มันเป็นช่วงเวลาระทึกที่เกือบจวนตัว พวกร.ป.ภ.ก็กำลังหาตัวเขาทุกซอกมุม แต่จ้างให้ก็คงไม่มีทางหาเจอแน่ ต้องขอบคุณที่เขาตัดสินใจได้ฉับไว

แบมแบมเดินหลบไปยังมุมถนน  เลี่ยงจากการเผชิญหน้า เงามืดตรงกำแพงช่วยอำพรางร่างเขาเอาไว้ เห็นรถตำรวจวิ่งผ่านไปอย่างรีบเร่ง สงสัยพวกนั้นคงอยากจะหักคอเขาเต็มที ไม่อย่างนั้นคงไม่หัวเสียกันขนาดนี้

คิดแล้วต้องกุมแฟลชไดร์ฟในกระเป๋าเสื้อ เพราะของสิ่งนี้เกือบจะทำให้เขาถึงฆาต 

หน้าที่ของเด็กหนุ่มคือการล้วงข้อมูล จากนั้นก็นำไปส่งยังจุดหมาย แล้วกลับบ้านไปนอนนับค่าจ้างอย่างสบายใจ นั่นคือสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จในทุกภารกิจ

แม้จะเป็นการโจรกรรม แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องผิดอะไร เพราะเป้าหมายของเขาล้วนแต่เป็นพวกฉ้อฉลทั้งนั้น การเปิดโปงคนประเภทนี้ยังเรียกว่าทำประโยชน์เสียอีก เนื่องด้วยคนที่ว่าจ้างเขาเป็นตำรวจนายหนึ่ง

แบมแบมสวมผ้าคาดปาก เอาหมวกคลุมจากเสื้อกันหนาวครอบศีรษะ ก้มหัวเดินเข้าไปในซอยอันมืดมิด เขาเปลี่ยนมาสวมชุดธรรมดา ไม่มีใครจำเขาได้อย่างแน่นอน

ระหว่างทาง เด็กหนุ่มเห็นชายคนหนึ่งกำลังโดนกระทืบอยู่ แต่ก็เลือกเดินผ่านไปโดยไม่สนใจ

...ทำไมพวกยามถึงรู้ตัวเร็วนักนะ?

สำหรับเขา...นั่นเป็นปริศนาที่ชวนให้ปวดหัวของวันนี้

ในที่สุดการเสวนาอันน่าเบื่อก็ยุติลงเสียที ตอนที่พูดคุยยังแอบงีบหลับไปวูบหนึ่งด้วย ยังทึ่งกับหุ้นส่วนที่เจ๊าะแจ๊ะกับคนอื่นได้ตั้งนาน 

“การพูดคุยเป็นไปได้สวย งานนี้พวกเราคงต้องรุ่งแน่”

ไบรอันพูด ปลดกระดุมเสื้อด้านบนออก ดึงเนคไทลงเพื่อความผ่อนคลาย หลังจากเสร็จสิ้นงานสำคัญ เขาก็ปล่อยตัวเองออกจากโหมดจริงจัง กลับคืนสู่มาดหนุ่มฮิปฮ๊อบขี้เล่นเหมือนเดิม

เจบีพ่นลมหายใจยาว เอนหลังพิงเบาะรถอย่างเหนื่อยล้า

“ฉันล่ะนับถือนายจริงๆ ที่คุยเรื่องน่าเบื่อนี้ได้ตั้งนาน”

“เอาน่า...”

ไบรอันเอามือจับไหล่หุ้นส่วนเป็นการปลอบใจ

“อย่างน้อยเราก็ได้พันธมิตรมาเพิ่ม เชื่อสิหลังจากนี้นายจะมีโชคกว่าเดิม”

“อืม”

เจบีส่งเสียงรับคำ อันที่จริงเขาก็รู้ว่าพวกนั้นไม่ใช่คนเลวร้าย ยังนึกชอบอารมณ์ขันที่หนึ่งในนั้นแสดงออกด้วย ต่างจากเขาที่มักจะจริงจังเสียจนหน้าเครียด ซึ่งแบมแบมก็เคยทักท้วงในเรื่องนี้ ก็ได้แต่หวังว่าข้อเสียนี้คงไม่ทำร้ายใครเข้า

ขณะที่กำลังงีบหลับ ดวงตาคมกริบก็เห็นบางอย่างในซอยลึกข้างทาง

มีอันธพาลสี่คนกำลังรุมกระทืบชายคนหนึ่ง พวกเดนคนกำลังลงเท้าอย่างเมามัน

“จอดรถ”

ชายหนุ่มตารีบหันไปสั่งคนขับรถ พอรถหยุดก็ถลาออกไปจนไบรอันเรียกเอาไว้ไม่ทัน พุ่งตัวใส่คนที่อยู่ใกล้สุด ออกหมัดซัดเปรี้ยงใส่หมอนั่นอย่างจัง

อันธพาลไว้หนวดกำลังสนุกกับเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย เผลอหน่อยเดียวหมัดทั้งดุ้นก็พุ่งเข้าใส่ใบหน้า ยังไม่ทันส่งเสียงก็ล้มโครมลงกับพื้นปูน สิ้นสติไปแทบจะในทันที หากฟื้นขึ้นมาก็จะพบว่าตัวเองกรามหัก ฟันหลุดออกไปเจ็ดแปดซี่ สารรูปผิดไปจากเดิมจนจำไม่ได้

“แกเป็น...”

อันธพาลอีกคนเพิ่งจะเปิดปากถาม ศอกของเจบีตีใส่กกหูหมอนั่นจนหลับกลางอากาศ ชายคนนั้นยังไม่รู้ตัวว่าโดนอะไรเข้าไปก็ลงไปนอนอีกคน

เจบีจัดการกับอันธพาลสองคนจนสิ้นท่า ที่เหลืออยู่ก็ไม่น่าห่วงเท่าไหร่แล้ว

กลยุทธ์ที่เขาถูกฝึกมาคือการตัดกำลังของศัตรู หากอีกฝ่ายมีพวกมากก็ให้ชิงลงมือก่อน จู่โจมแบบไม่ให้ตั้งตัว รวดเร็วเหมือนสายฟ้าแลบ หากทำแบบนี้ศัตรูจะเสียขวัญ ไม่กล้าทำอะไรวู่วาม เป็นการสร้างความกลัวในจิตใจของอีกฝ่ายด้วย 

ถ้าคนที่ถูกล้มเป็นหัวโจก ยิ่งทำให้พวกลิ่วล้อไม่กล้าลองของ ต้องขอบคุณที่เมื่อก่อนเขาตั้งใจฝึกซ้อมเป็นอย่างดี

“เฉียบมากเพื่อน”

ไบรอันพูดแล้วเดินมายืนข้างๆ มองผลงานของหุ้นส่วนอย่างชื่นชม เห็นอันธพาลอีกสองคนที่ยังเหลืออยู่ พวกนั้นกลัวจนแทบอยากจะวิ่งหนีอยู่กันอยู่แล้ว

“เอาไงต่อดีวะ?”

หนุ่มฮิปฮ๊อบสองมือล้วงกระเป๋ากางเกง ถามแบบไม่จริงจังนัก เพราะเขาไม่จำเป็นต้องออกแรงให้เหนื่อย

“ยกให้นายละกัน”

เจบีพูดแล้วเข้าไปดูอาการคนเจ็บ

“จัดให้”

ไบรอันรับคำ วิ่งใส่อันธพาลสองคนที่เหลือ พวกนั้นก็พร้อมใจกันวิ่งราวกับนัดแนะ ไม่อยู่ให้รองมือรองเท้าแต่อย่างใด 

หนุ่มฮิปฮ็อบยักไหล่ หันมาดูคนเจ็บบ้าง 

เจบีดูอาการผู้ถูกทำร้าย เห็นใบหน้าหมอนี่มีรอช้ำเป็นจ้ำ ทั่วทั้งตัวดูสะบักสะบอม เสื้อผ้าเก่าขาดจนแยกยี่ห้อไม่ค่อยออก เขาต้องอุทานเมื่อเห็นหน้าอีกฝ่ายเต็มสองตา

“จินยอง”

เจ้าของผับขานชื่ออย่างตกใจ อ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึง

“รู้จักด้วยเหรอ?”

ไบรอันถามด้วยความสงสัย

เจบีเน้นเสียงอย่างชัดถ้อยคำ

“เพื่อนเก่าฉันเอง”

ชายหนุ่มผู้บาดเจ็บเหลือบตามองคนที่มาช่วย ภาพอันพร่ามัวตรงหน้าเริ่มเด่นชัดทีละน้อย พอเห็นว่าเป็นคนรู้จักก็ส่งเสียงลอดลำคอออกมา

“เจบี” 

น้ำเสียงแผ่วล้าเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน เสื้อผ้าที่สวมอยู่เก่าขาดเป็นริ้ว ตามเนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยเปื้อนและฝุ่นละออง คงเป็นเพราะการถูกรุมทำร้ายเมื่อครู่

เจบีจับแขนของอีกฝ่ายแล้วช่วยประคองขึ้นมา สูดได้กลิ่นเหล้าที่ลอยฟุ้งจนต้องย่นจมูกลง ทำให้รู้ว่าเพื่อนเขาดื่มเข้าไปไม่น้อย นั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้มีเรื่องแน่ๆ

“สภาพดูไม่ได้เลยนะนาย”

เจ้าของผับเอ่ยทักกวนๆ แต่ก็ดีใจที่พบเพื่อนเก่าที่ห่างหายไปนาน เขากับจินยองสนิทกันเมื่อหลายปีก่อน ตั้งแต่ตอนที่อยู่ค่ายฝึกจนทำงานมาด้วยกัน ก่อนจะแยกทางกันไปเมื่อสองปีที่แล้ว

“หึ...สภาพของคนตกงาน จะให้ดูดีกว่านี้รึไง”

พัค จินยองแค่นเสียงก่อนจะตอบประชดกลับไป ยกมือปัดฝุ่นผงตามร่างกาย จัดแจงผมเผ้าให้เรียบร้อย 

นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่เจบีทึ่งในตัวเพื่อนคนนี้ ภายใต้เนื้อตัวมอมแมมนั่นยังเห็นซึ่งความภูมิฐาน บุคลิกดูดีน่าจับตามอง ผิวกายยังขาวใสไม่เคยเปลี่ยน ทำให้ลืมสภาพที่ถูกทำร้ายเมื่อครู่ไปเสียสนิท

จินยองแทบไม่เคยต่างไปจากเมื่อสองปีก่อนเลย

“จริงสิ...”

เจบีส่งเสียงถาม ดวงตาทอแววห่วงใยกังวล

“ไปไงมาไงถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?”

เพราะหลังจากที่แยกทาง เขาก็ไม่ได้ข่าวคราวจากเพื่อนกลุ่มเดิม ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไรบ้าง การพบกับจินยองในวันนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดี

จินยองพ่นลมจากปากยาวๆ คล้ายกำลังทบทวนเรื่องราวแต่หนหลัง ส่งเสียงรำพันว่า

“หลังจากที่พวกเราแยกทางกัน ฉันก็ตระเวนหางานไปเรื่อยๆ แต่โชคของฉันมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่...”

ชายหนุ่มเว้นช่วง รู้สึกปวดระบมจนต้องยกมือกุมขมับ จนถึงตอนนี้อาการบาดเจ็บค่อยเล่นงานเส้นประสาท ยิ่งตอนสร่างเมาจะรวดร้าวเหมือนถูกบีบแน่น

“ฉันไม่ค่อยได้อยู่ที่ไหนนานๆ พอรู้ตัวอีกทีก็หวนเข้าวงการนักเลง ทำหน้าที่คุมบ่อนแห่งหนึ่ง พอบ่อนถูกปิดตัวลงก็ต้องร่อนเร่ไปอีก จนได้มาเจอกับนายนี่แหละ”

เจบีรับฟังอีกฝ่ายพูดอย่างตั้งใจ แม้เจ้าตัวจะพูดแบบรวบรัดไม่กระจ่าง แต่เขาก็เข้าใจเพื่อนดี ไม่มีใครอยากจะบอกเรื่องน่าอายให้คนอื่นรู้ โดยเฉพาะช่วงที่กำลังตกต่ำถึงขีดสุด ดูเหมือนว่าจินยองต้องดิ้นรนอย่างมาก พยายามต่อสู้ในทุกทาง แต่โชคร้ายที่ชีวิตไม่ดีขึ้นเลย 

เมื่อรู้แบบนี้เจ้าของผับจึงไม่ถามอะไรอีก

ไบรอันก็รับฟังอย่างสนใจ ถามขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า

“ชักอยากรู้เรื่องของพวกนายซะแล้วสิ”

จินยองโบกมือห้าม

“อย่ารื้อฟื้นความหลังตอนนี้เลย มันก็เป็นแค่เรื่องที่ผ่านมาแล้ว”

พลางมองเพื่อนเก่าอย่างพิจารณา

“เดาว่านายคงโชคดีกว่าฉัน ดูนายตอนนี้สิ...ทั้งแต่งตัวโก้หรู แถมไม่ต้องลงไปคลุกฝุ่นเหมือนเมื่อก่อน”

ชายหนุ่มชื่นชมอย่างจริงใจ แต่ก็อดที่จะอิจฉาไม่ได้ เพราะเขากับเพื่อนเก่าในตอนนี้ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว จนรู้สึกอายที่จะเผชิญหน้ากับเจบี ไม่กล้าเอ่ยทักเหมือนเมื่อก่อน ขนาดมองหน้ายังไม่กล้าเลยด้วยซ้ำ

“ฉันควรจะไปได้แล้ว ไว้มีโอกาสค่อยเจอกัน”

จินยองพูดแล้วหันกายเดินออกไป แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปไหน เพราะเขาเองก็ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง 

“เดี๋ยว...”

เจบีคว้าไหล่ของเพื่อนเอาไว้ ถามอย่างจริงจังว่า

“แล้วนายจะไปที่ไหน?”

“หึ...”

จินยองแค่นเสียง เย้ยเยาะในชะตากรรมของตัวเอง

“คนอย่างฉันมีที่ไหนที่ไปไม่ได้”

เจบีนิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยปากชวนว่า

“มาอยู่กับฉันก่อนสิ”

จินยองไม่ตอบคำ ก้มหน้าเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เขาควรจะตอบรับความปรารถนาดีของเพื่อนหรือไม่? หรือปฏิเสธมันไปเสียเลย? 

ผ่านไปอีกเนิ่นนานชายหนุ่มค่อยตอบว่า

“ฉันไม่อยากจะเป็นภาระของใคร”

“ไม่ใช่หรอก”

เจบีสวนกลับทันควัน บีบไหล่ของจินยองเอาไว้เพื่อให้กำลังใจ เพื่อนคนนี้ไม่ชอบแสดงความอ่อนแอให้เห็น ยิ่งไม่ต้องการความสงสารจากคนอื่น เขารู้ว่าการข่มกลั้นความรู้สึกเป็นเรื่องยากแค่ไหน? เลยต้องพูดเชิญชวนเสียใหม่ว่า

“ร้านฉันกำลังขาดลูกจ้าง อยากจะให้นายไปช่วยคุมหน่อย แค่ช่วยเพื่อนคงไม่มีปัญหาใช่มั๊ย?”

คำพูดนั้นทำให้จินยองหันมา ชายหนุ่มเลิกคิ้วถามว่า

“นายขอร้องเพื่อนแบบนี้เหรอ?”

“จะให้พูดหยาบกว่านี้ก็ได้นะ”

เจบีตอบกลับไปอย่างท้าทาย มองหน้าเพื่อนอย่างไม่ลดราวาศอก

“อืม...”

จินยองตกลง 

“ถึงยังไงฉันก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว”

ชายหนุ่มตอบกลับเหมือนไม่ค่อยใส่ใจมากนัก แต่ก็แอบก้มหน้าเช็ดน้ำตาโดยไม่ให้ใครเห็น

เจบียิ้มอย่างยินดีที่เพื่อนรับน้ำใจของเขา คราวนี้คงต้องถามไถ่ทุกข์สุขกันอีกยาว

“คงไม่ว่ากันนะไบรอัน”

เจ้าของผับหันไปถามหุ้นส่วนที่กำลังรับฟังอย่างจดจ่อ ดูท่าหมอนี่จะสนใจเรื่องของคนอื่นไม่น้อย

“อืม...”

ไบรอันพยักหน้า

“ถึงยังไงฉันก็เลือกคนเข้าทำงานไม่เก่งเหมือนนาย”

หนุ่มฮิปฮ็อบตอบพลางยืดเส้นยืดสาย

นับเป็นงานเลี้ยงที่ดีอีกงานก็ว่าได้ แย่หน่อยที่เขาไม่ค่อยเป็นคนช่างพูด คนที่พูดจ้อตลอดงานคือแจ็คสัน ส่วนยูคยอมก็สนุกกับทุกสิ่งจนเหมือนเด็กก็ไม่ปาน

มาร์คเดินมาที่รถ คนขับรถเดินมาเปิดประตูให้ ชายหนุ่มเอนตัวกับเบาะหลัง วางท่าให้ผ่อนคลายมากที่สุด รู้สึกล้าจนไม่อยากลุกขึ้นมาอีกเลย

นับตั้งแต่รถเคลื่อนตัวออกไป สายตาของเขาก็มองออกไปนอกหน้าต่างอยู่ตลอด แสงไฟจากถนนวับแวมไปมาเหมือนผีเสื้อ คนมากมายเดินขวักไขว่ไปตามที่ต่างๆ

งานสัมมนาในวันนี้ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจนัก เขายังนึกแปลกใจที่ตัวเองอยู่ในนั้นได้ตั้งนาน มีสิ่งเดียวที่เรียกความสนใจให้เขาได้คือเรื่องของยูคยอม หมอนั่นบอกว่าวันนี้ได้เจอเพื่อนใหม่แล้ว ท่าทีเลยดีใจใหญ่เหมือนเด็กได้ของเล่น

ยูคยอมยังบรรยายท่าทางของเพื่อนใหม่อย่างละเอียดยิบ ชนิดที่ว่าจะไม่ให้พลาดแม้แต่ส่วนเดียว แถมยังเลียนแบบท่วงท่าของเพื่อนคนนั้นให้ดูอีกด้วย

สิ่งที่ยูคยอมพูดกลับทำให้เขานึกถึงใครบางคน เป็นคนที่รู้จักเมื่อนานมาแล้ว

ย้อนไปราวสองปีก่อนหน้านี้

มาร์คครุ่นคิด พลางหยิบกล่องตลับสีดำออกมา เปิดเอาแท่งสีขาวออกมามวนหนึ่ง ชายหนุ่มคาบบุหรี่อยู่ในปาก จุดไฟแช็คจนสว่างวูบ ส่วนปลายของมวนลุกโชติช่วงเหมือนแสงตะวัน

........................................................................................................................................................

Past:Mark 1

มาร์คดับไฟแช็ค สูบควันสีขาวอัดเข้าไปจนเต็มปอด ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงมุมห้องโถง จับตาดูงานเลี้ยงที่กำลังดำเนินไปได้อย่างรื่นเริง

ชายหญิงหลายคู่กำลังเต้นระบำกลางฟลอย์  ดูพลิ้วไหวเหมือนผีเสื้อบินรอบดอกไม้ เสียงดนตรีนุ่มนวลระรื่นดังไปทั่วห้องโถง ทุกคนเยื้องกรายท่ามกลางแสงสี ทั้งสวยงามและมีชีวิตชีวาอย่างบอกไม่ถูก

อย่างน้อยเขาก็ดูได้ไม่รู้เบื่อ

ชายหนุ่มพ่นควันเป็นลำยาว ก้มดูนาฬิกาข้อมือเป็นครั้งที่สิบสี่ เขากำลังรอคอยใครบางคนอย่างจดจ่อ แม้จะไม่ชอบที่ต้องมายืนอยู่เฉยๆ แต่ก็ต้องทำอย่างเสียไม่ได้

“มาร์ค...”

หญิงสาวคนหนึ่งเรียกขาน ริมฝีปากอวบอิ่มแย้มยิ้มกว้าง กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปหาคนที่กำลังรอคอยอยู่

มาร์คหันไปมองตามต้นเสียง ก็เห็นร่างงามระหงย่างเท้าเข้ามา ดูเจ้าหล่อนไม่ได้สำนึกผิดที่ปล่อยให้เขารอเก้อ เห็นได้จากการยิ้มจนหน้าบานนั่น ชายหนุ่มจึงหันไปตำหนิว่า

“เธอมาสาย”

“โทษทีๆ...เผอิญฉันมีเรื่องด่วนต้องรีบไปทำน่ะ”

หญิงสาวก้มหัวขอโทษพลางยิ้มเก้อเขิน เธอรู้ว่าชายหนุ่มไม่ชอบการรอคอย โดยเฉพาะกับเรื่องหยุมหยิมไม่เข้าท่าดังนั้นจึงเอ่ยขอโทษอย่างเดียว ไม่พูดแก้ตัวว่าไปทำอะไรมาบ้าง เพราะเขาคงมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระแน่ๆ

“อย่าโกรธเลยนะ ไว้วันหลังฉันจะมาเร็วกว่านี้แล้วกัน”

“ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ เพราะฉันก็เบื่อที่ต้องรอใครนานๆ”

มาร์คกล่าวเสียงเรียบ ดับบุหรี่ที่ลามไหม้มาจนถึงกลางลำ เขารู้ว่าแฟนสาวไม่ชอบของแบบนี้ แม้จะเสียดายอยู่บ้าง แต่เพื่อสุขภาพของเธอเขาก็ทำอย่างไม่ลังเล

“จินนี่...”

ชายหนุ่มพูด

“พร้อมเต้นรำหรือยัง?”

“อืม...”

หญิงสาวตอบ ดวงตากลมโตสดใสเป็นประกาย

“พร้อมเสมอ”

มาร์คยื่นมือออก หญิงสาวก็จับเอาไว้ สองหนุ่มสาวเดินเคียงคู่สู่ลานกว้าง หันหน้าเข้าหาอีกฝ่าย ก่อนจะช่วยประคองกันเยื้องย่างตามจังหวะดนตรี

พวกเขาเคยฝึกเต้นรำคู่กันมานานแล้ว เมื่อเริ่มเคลื่อนไหวก็สอดคล้องเป็นจังหวะเดียวกัน แม้หลับตาก็ไม่ก้าวผิดแม้สักครั้ง

“ตื่นเต้นเหรอจินนี่?”

ชายหนุ่มถาม สัมผัสได้ถึงเหงื่อที่ชื้นจากฝ่ามือหญิงสาว ดูเหมือนว่าเธอคงไม่ได้ร่าเริงเหมือนที่แสดงออก เลยอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้

“ก็นิดหน่อย”

จินนี่ตอบด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่มีท่าทีทุกข์ร้อนใดๆเกิดขึ้น

“มีอะไรก็บอกสิ เธอก็รู้ว่าฉันยินดีช่วยเสมอไม่ว่าเมื่อไหร่”

มาร์คกล่าวเสียงราบเรียบ แต่ในดวงตาแฝงความจริงใจเอาไว้เต็มเปี่ยม มืออีกข้างโอบเอวหญิงสาว โน้มนำเธอให้เข้าสู่จังหวะของเขา

“เรื่องนั้นฉันรู้...”

จินนี่พูด

“แต่บางอย่างมันก็ไม่ง่ายเหมือนที่เธอคิดเอาไว้”

หญิงสาวเคลื่อนไหวประสานกับชายหนุ่ม ใบหน้าหวานปรากฏแววเศร้าหมองขึ้นวูบ

ดนตรีบรรเลงไม่ขาดตอน ราวกับเสียงนกน้อยระรื่นหู หนุ่มสาวหลายคู่เคลื่อนคล้อยอย่างสนุกสนาน เปล่งประกายพร่างพราวใต้แสงไฟระยับ

มาร์คงุนงงกับคำพูดของหญิงสาว นับตั้งแต่รู้จักกันมายังไม่เคยเห็นเธอกังวลมาก่อน ปกติจินนี่มักจะสดใสร่าเริง โดยเฉพาะรอยยิ้มของเธอยิ่งหวานซึ้ง เขาเองก็ชอบมองโดยไม่รู้เบื่อ เมื่อได้ทำความรู้จักจนเข้าใจกันและกัน ชายหนุ่มก็ตัดสินใจขอเธอแต่งงาน 

ชายหนุ่มสวมแหวนหมั้นให้กับคู่ชีวิตอย่างมีความสุข และวางแผนว่าจะแต่งงานกันในปีหน้า

“เธอไม่เชื่อใจฉันเหรอจินนี่?”

มาร์คถามเสียงเรียบ ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ มองดูหญิงสาวหมุนตัวอย่างงดงามราวเทพธิดา ก่อนจะรับเรือนร่างอ้อนแอ้นเข้าสู่อ้อมกอดอีกครั้ง

“เชื่อสิ แต่มันทำให้ฉันเจ็บปวดไม่น้อยทีเดียว”

หญิงสาวตอบ ใบหน้าหม่นหมองลงกว่าเดิม ราวกับมีความลับคับอกแต่บอกออกไปไม่ได้

“ทำไมเหรอ?”

มาร์คถามอย่างงุนงง ความสงสัยเพิ่มพูนเป็นทวีคูณ เขาอยากรู้ความทุกข์ใจของหญิงสาว อยากรับฟังทุกคำที่เธอพูด ขอแค่ให้เธอบอกออกมาเท่านั้น

“ฉันอาจทำเรื่องที่ผิดต่อเธอ”

จินนี่ตอบเสียงอ้อยอิ่ง สบตากับคู่หมั้นหนุ่ม เห็นประกายแห่งความห่วงใยที่ฉายชัดออกมา มันทำให้เธอแทบอยากจะร้องไห้

มาร์คมองคู่หมั้นสาวอย่างไม่คลาดคลา สัมผัสได้ถึงความกังวลที่แสดงออก อยากจะรู้เหลือเกินว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่เขาต้องอดใจไม่ถาม ตอนนี้ยังไม่ได้ เอาไว้ให้มีโอกาสเหมาะสมกว่านี้ดีกว่า เลยชวนเธอเปลี่ยนเรื่องว่า

“วันนี้เธอดูสวยนะจินนี่”

ชายหนุ่มชื่นชมอย่างจริงใจ พาหญิงสาวเคลื่อนเข้าสู่กลางฟลอย์ เรือนร่างของเธอเปล่งประกายจับตา ริมฝีปากอวบอิ่มนั่นอมยิ้มอย่างเก้อเขิน พวงแก้มแดงเรื่อเหมือนสีกุหลาบ ทำให้หัวใจของชายหนุ่มชุ่มชื้นขึ้นมาด้วย เขาจะไม่ลืมช่วงเวลานี้ไปอย่างเด็ดขาด

“ขอบคุณ”

จินนี่ตอบเสียงนุ่ม แย้มยิ้มอย่างยินดี ดูเหมือนว่าอารมณ์ของเธอจะแจ่มใสขึ้นมาแล้ว

เพลงเปลี่ยนมาเป็นจังหวะระรัวระรื่น เหมือนกระแสน้ำที่ไหลอย่างอ่อนโยน ร่างของจินนี่ม้วนตัวออกด้านนอก กางแขนออกราวกับหงส์กางปีก มาร์คจับมืออีกข้างของหญิงสาว ก่อนจะดึงร่างเธอให้ม้วนกลับเข้ามาในอ้อมกอดอีกครั้ง คราวนี้เขากอดเธอเอาไว้อย่างแนบแน่น จนรับรู้ถึงลมหายใจอันร้อนผ่าว 

ร่างของเขาและเธอแนบชิดจนเป็นเนื้อเดียว แทบไม่มีช่องว่างให้ผ่านไปได้ ชายหนุ่มกดให้เธอเอนหลัง ก่อนจะโน้มตัวลง จูบริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดนั่น

หญิงสาวพริ้มตาลงรับการจุมพิตจากเขา มันเป็นการจูบที่ดูดดื่มและยาวนานเป็นอย่างมาก

ไม่ทราบว่าผ่านไปเท่าไหร่กว่าเขาจะยอมปล่อยเธอ หญิงสาวมองคู่หมั้นหนุ่มด้วยประกายตาลึกซึ้ง

“ลุงโทมัสกำลังรอเธออยู่ เห็นว่ามีแขกสำคัญจะแนะนำ”

จินนี่พูด จัดแจงหูกระต่ายของเขาให้เรียบร้อย

“อืม”

มาร์ครับคำ พาคู่หมั้นสาวออกไปจากฟลอย์เต้นรำ เขายังไม่ลืมว่าวันนี้ไม่ได้มาฉลองอย่างเดียว มีงานสานสัมพันธ์ที่ต้องทำกับเขาด้วย โดยเฉพาะกับผู้ร่วมประกอบธุรกิจ  

ระหว่างทางจินนี่ไม่ลืมทักทายคนรู้จัก ต่างจากมาร์คที่นิ่งเงียบเป็นเป่าสาก สองหนุ่มสาวเดินเคียงคู่กันไปตลอดงาน จนกระทั่งมาถึงจุดหมาย

จินนี่ทักทายอย่างสุภาพ

“สวัสดีค่ะ ลุงโทมัส...”

ชายวัยกลางคนผมสีเทาหันหน้าจากคู่สนทนา พอเห็นผู้ที่เอ่ยทักก็ร้องขึ้นอย่างดีใจ

“อ้าว--สวัสดีจินนี่ สวัสดีมาร์ค หวังว่าพวกเธอคงสนุกกับงาน”

“สวัสดีครับ”

มาร์คตอบรับพร้อมกับก้มศีรษะให้

ชายวัยกลางคนชื่อโทมัสหันไปยังคู่สนทนาของตน ผายมือแนะนำให้รู้จักอย่างชัดถ้อยคำ

“นี่คือวิลเลียม มอร์ตันเพื่อนนักเรียนตั้งแต่สมัยมัธยมของลุง ส่วนนี่ก็ลูกบุญธรรมของเขาบ็อบ บราวนี”

ชายศีรษะล้านมีผมสีน้ำตาลขึ้นแซมยิ้มกว้าง ยื่นมือออกไปอย่างเป็นมิตร

“ได้ข่าวว่าเธอกำลังจะแต่งงานในเร็วๆนี้ ยินดีด้วยนะมาร์ค”

“ขอบคุณครับ”

มาร์คจับมือตอบกลับตามมารยาท ดวงตาหันมองเด็กหนุ่มอีกคนที่ที่ชื่อบ็อบ บราวนี เห็นอีกฝ่ายก้มศีรษะให้เขาอย่างนอบน้อม

โทมัสถือแก้วไวน์ในมือ ยกจิบเล็กน้อยก่อนจะเปิดฉากพูด

“ได้ข่าวว่างานด้านการทูตของนายกำลังไปได้สวย ถึงกับทำให้เจ็ดประเทศยอมลงนามในสนธิสัญญาทางการค้า เชื่อว่าอนาคตทางการเมืองจะต้องรุ่งในเร็วๆนี้แน่”

“เรื่องของฉันมันขรุขระนิดหน่อย แต่ด้านของนายก็กำลังจะเติบโต ได้ยินมาว่ากำลังจะจับธุรกิจแถวเอเชียแปซิกฟิกไม่ใช่เหรอ?”

วิลเลียม มอร์ตันพูดอย่างกังขา จิบไวน์เข้าไปคำหนึ่ง แต่ดวงตายังมองไปที่คู่สนทนาไม่คลาดคลา  

“นายน่าจะรู้ว่าพลังงานของโลกร่อยหรอลงทุกที การหาพลังงานแหล่งใหม่จึงเป็นสิ่งสำคัญ นายเองก็มีเส้นสายเยอะแยะ คงไม่ว่าถ้าจะขอความช่วยเหลือหน่อย”

โทมัสบอกอย่างจริงจัง

มาร์ครับฟังการสนทนานั้นอย่างสนใจ แต่ก็เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น 

ทุกคนต่างก็รู้ว่าลุงของเขา เป็นเจ้าของอุตสาหกรรมด้านพลังงาน มีภารกิจหลักคือค้นหาและวิจัยการสร้างพลังงานแปรรูป เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของประชาคมโลก อย่างการแปรสภาพถ่านหินซึ่งเป็นสินแร่สำคัญที่อยู่ใต้ดิน มันถูกใช้ในกิจกรรมด้านต่างๆ ตั้งแต่ระดับโรงงานจนถึงชีวิตประจำวัน

อย่างเช่นการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นต้น

แต่ปัญหาก็คือ...แม้ถ่านหินจะเป็นสิ่งที่หาง่ายและมีราคาถูก แต่มันก็ให้ความสกปรกเป็นสองเท่า โรงไฟฟ้าที่เผาผลาญถ่านหินสร้างควันพิษมากกว่ารถร้อยคัน แถมยังปล่อยคลื่นรังสีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ทำให้เกิดมลพิษในชั้นบรรยากาศ  

ทว่า...โทมัสกลับแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างอย่างคาดไม่ถึง

ภายใต้การวิจัยและสนับสนุนของบุรุษผู้มองการณ์ไกล รวมถึงการช่วยเหลือของบรรดาผู้ลงทุน ในไม่ช้าก็สามารถแปรถ่านหินให้กลายเป็นพลังงานสะอาด มีความปลอดภัยเกือบร้อยเปอร์เซ็น อีกทั้งส่วนที่เหลือยังแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เพราะความสำเร็จอันงดงามนี้ ทำให้บริษัทของโทมัส ได้ทะยานเข้าสู่อุตสาหกรรมนานาชาติ แต่ความฝันของเขาไปไกลยิ่งกว่านั้น

โทมัสคิดจะสร้างขุมพลังที่จะมีใช้ไปจนถึงชั่วลูกชั่วหลาน

มาร์คหันไปมองวิลเลียม มอร์ตัน พร้อมกับพิจารณาอีกฝ่ายตามไปด้วย

นักการทูตวัยใกล้ปดเกษียนผู้นี้ก็มีชื่อเสียงไม่น้อย ทุกคนต่างพูดกันว่ามอร์ตันมีวาทศิลป์เป็นเยี่ยม ใครที่เผลอฟังเขาพูดจะถูกกล่อมโดยไม่รู้ตัว น้อยครั้งนักที่ชายผู้นี้จะล้มเหลวในชีวิต อาจเป็นเพราะมนุษย์สัมพันธ์อันดีที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดก็ได้

และโดยไม่ตั้งใจ ดวงตาของชายหนุ่มก็เหลือบมองใครบางคน นั่นก็คือลูกบุญธรรมของมอร์ตัน

เท่าที่ติดตามข่าวสาร ท่านทูตแต่งงานกับภรรยามานาน แต่ทั้งสองกลับไม่มีลูกด้วยกัน คงเป็นเพราะเหตุนี้พวกเขาเลยรับเด็กมาเลี้ยงไว้สักคน

มาร์คพิจารณาเด็กหนุ่มคนนี้อย่างละเอียด เพ่งพิจดูทุกตารางนิ้วยิ่งกว่าท่านฑูตเสียอีก 

ร่างเพรียวสวมทับด้วยชุดสูทสีเรียบ สวมแว่นตากลมโต ท่าทางเรียบร้อยเหมือนนักเรียนคนขยัน มักจะพบเห็นคนพวกนี้ได้ตามห้องสมุด หรือในห้องฝ่ายนักวิชาการ อะไรทำนองนั้น

ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะรู้ตัวว่ากำลังถูกจ้อง ดวงตาใต้กรอบแว่นเลยหันมองกลับไปบ้าง พร้อมกับค้อมหัวให้อีกฝ่ายอย่างสุภาพเป็นปฏิกิริยาอ่อนน้อมโดยธรรมชาติ ไม่มีท่าทีขัดเขินแต่อย่างใด

มาร์คพยักหน้าตอบรับ ดูไปดูมาก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้ช่างน่าสนใจ ในความนอบน้อมเหมือนแฝงด้วยความลี้ลับบางอย่าง ซึ่งเขาก็บอกไม่ถูกว่ามันคืออะไรกันแน่

...ว่าแต่ทำไมถึงได้รู้สึกอย่างนี้ล่ะ?

ชายหนุ่มถามตัวเองในใจ

“มาร์ค...”

จินนี่เอ่ยขึ้น

“ฉันขอเข้าห้องน้ำก่อนนะ”

“อืม”

มาร์คพยักหน้ารับรู้ 

หญิงสาวเลยเดินเยื้องย่างออกไป ระหว่างทางได้ทักกับเพื่อนชายคนหนึ่ง

“วันนี้เธอดูสวยนะ”

เพื่อนชายคนนั้นชม

“ขอบคุณ”

หญิงสาวบอกแล้วหายไปในกลุ่มคน

มาร์คใช้สายตาส่งคู่หมั้นสาวออกไป จำได้ว่าเธอมีเพื่อนชายอยู่คนหนึ่ง แต่กลับจำชื่อหมอนั่นไม่ได้ และเธอก็ไม่ค่อยแนะนำให้รู้จักด้วย

“ทำไมเธอไม่ลองพาบ็อบไปเดินเล่นเสียหน่อยล่ะ เผื่อจะมีอะไรที่น่าสนใจให้เล่นบ้าง ดีกว่ามาฟังเรื่องน่าเบื่อของคนแก่น่ะ”

โทมัสพูดเมื่อเห็นว่าหลานชายมีทีท่าเหนื่อยหน่าย

“ครับ”

มาร์ครับคำเสียงเนือย อย่างน้อยเขาก็ได้มีอะไรทำบ้าง ดีกว่ามายืนฟังคนอื่นเฉยๆ เจ้าเด็กนั่นก็ยิ้มให้พร้อมกับตามหลังมาอย่างดีใจ

ในงานนอกจากจะจัดอย่างอลังการแล้ว ของที่มีให้เล่นก็มากมายน่าดู นอกจากนั้นก็มีมุมเครื่องดื่มพร้อมของว่าง เรียกได้ว่ามีพร้อมทุกสิ่งสำหรับค่ำคืนนี้

“นายชอบอะไรก็หยิบไปได้เลย วันนี้ทางบริษัทเขาบริการเต็มที่อยู่แล้ว”

มาร์คพูด พลางจับตาดูอีกคนอย่างสนใจ เห็นเด็กหนุ่มกำลังมองซ้ายมองขวา ท่าทีกระตือรือร้นนั่นทำให้เขาเผลอยิ้มตามไปด้วย 

“มีมุมปาลูกดอกด้วย สนใจจะเล่นด้วยกันมั๊ยครับ?”

บ็อบ บราวนีเอ่ยขึ้น ดวงตาภายใต้กรอบแว่นเป็นประกายสดใส เหมือนนักผจญภัยเจอสิ่งที่ท้าทาย

มาร์คมองไปยังส่วนหนึ่งของงาน พบว่ามีมุมปาลูกดอกขนาดเล่นได้สี่คน ต้องขอบคุณผู้จัดที่รู้จักหาของมาเล่นแก้เครียด ซึ่งเขาเองก็คันมือขึ้นมาบ้างแล้ว

“อืม...ไปสิ”

เขาตกปากรับคำ พาเด็กหนุ่มไปเดินเข้าไปอย่างไม่รอช้า

มุมลูกดอกเป็นที่สนใจของบรรดาขาเล่น ต้องรออีกสองคิวถึงกว่าจะถึงตาพวกเขา เด็กหนุ่มกระโดดขึ้นลงอย่างตื่นเต้น ส่วนมาร์คยืนด้วยท่วงท่าสบายๆ

ทั้งสองคนต่างกำลูกดอกเอาไว้ในมือ ในไม่ช้าการแข่งขันก็เริ่มต้นขึ้น แต่ใครจะเป็นฝ่ายชนะยังไม่อาจรู้

“พร้อมหรือยังครับคุณมาร์ค?”

บ็อบจับลูกดอกเอาไว้แน่น แม้จะพยายามข่มสีหน้า แต่ก็ไม่อาจซ่อนความกระเหี้ยนกระหือรือเอาไว้ได้ ดูท่าคงคิดอยากจะเอาชนะใจจะขาดแล้ว

“ฉันต่างหากที่ต้องพูดคำนั้น”

มาร์คตอบเสียงเรียบ ปลายนิ้วกระชับลูกดอก รอดูว่าอีกฝ่ายจะมีฝีมือแค่ไหน

บ็อบ บราวนีเพ่งสายตามองไปที่เป้าลายแดงสลับเขียว เด็กหนุ่มต้องการปาใส่เป้าตรงกลาง อันเป็นจุดที่ผู้เล่นทุกคนปรารถนา ใบหน้าฉายความมุ่งมั่นออกมาอย่างเต็มที่

“นี่แน่ะ...”

ลูกดอกในมือของเด็กหนุ่มพุ่งไปข้างหน้า ลอยเป็นวงโค้ง ปักตรึงกับแผ่นกระดานเข้าอย่างจัง เพียงแต่ห่างจากจุดทำคะแนนสูงสุดไปถึงห้านิ้ว

ดวงตาภายใต้กรอบแว่นหวั่นกลัวขึ้นมา

มารค์ส่งเสียงกระแอ้ม ปาลูกดอกออกไปเหมือนไม่ได้ตั้งใจ

เห็นปลายเข็มพุ่งโค้งไปข้างหน้า เสียงฉึกดังขึ้นเมื่อปักตรึงกับเป้าหมาย ห่างจากจุดทำคะแนนสูงสุดเพียงหนึ่งนิ้วเท่านั้น!

ชายหนุ่มหันไปมองคู่แข่ง ยิ้มเบิกบานให้อย่างเป็นต่อ

บ็อบ บราวนีกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา แต่คิดว่าเมื่อครู่คงเป็นเรื่องบังเอิญ คู่แข่งของเขาอาจแค่โชคดีในยกแรก ดังนั้นไม่ควรที่จะขวัญเสียไป

“นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น”

เขาพูดเหมือนเตือนสติตัวเอง พลางปาลูกดอกออกไปอีกครั้ง คราวนี้ตั้งใจเล็งอย่างเต็มที่ ใช้สายตาเพ่งมองไม่ลดละ พยายามควบคุมไม่ให้ตัวเองเครียดจนเสียสมาธิ โดยเล็งไปที่เป้าตรงกลางอย่างเดียวเท่านั้น

ลูกดอกพุ่งออกจากนิ้ว ตรงไปข้างหน้าอย่างที่ใจหวังเอาไว้

มาร์คยืนดูอย่างใจเย็น เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายปาได้ตามต้องการ ไม่ทักท้วงเมื่อเด็กหนุ่มใช้เวลาเล็งเป้านานเกินไป ดวงตามองตามการเคลื่อนไหวของเข็มแหลมนั่น

โชคช่างไม่ยอมไม่เข้าข้าง จุดปักตรึงของลูกดอกไกลกว่าเดิมถึงเจ็ดนิ้ว!

บ็อบหน้าถอดสี ยืนอึ้งแบบพูดอะไรไม่ออก

มาร์คขว้างลูกดอกไปแบบไม่ต้องเล็งตามเคย มันยังตรงไปข้างหน้าเป็นวงโค้งสวยงาม ปักเกือบจะถึงจุดกลางของเป้าหมาย แค่พริบตาก็เป็นฝ่ายนำหน้าไปไกลโข คะแนนนำพุ่งพรวดอย่างน่าอัศจรรย์ ขนาดเริ่มเล่นไปแค่สองยกเท่านั้น

“โทษทีนะ...”

ชายหนุ่มเน้นเสียง 

“โชคของฉันมันดีกว่าของนาย”

ว่าแล้วก็ถือลูกดอกอีกอันมารอไว้ในมือ รอคอยอีกฝ่ายแบบไม่รีบร้อน

“ใจเย็นก่อน...ยกต่อไปผมอาจจะมือขึ้นก็ได้”

บ็อบพูดอย่างไม่ค่อยจะแน่ใจ เริ่มสัมผัสได้ถึงลางแห่งความพ่ายแพ้ แต่ก็ยังหวังว่าสถานการณ์อาจจะพลิกกลับ เพราะการเล่นก็ยังไม่จบลงเสียหน่อย 

...สวรรค์โปรดช่วยลูกด้วย

เขารวบรวมสมาธิอย่างตั้งใจ เข็มแหลมเล็กพุ่งไปเหมือนติดปีก ปักห่างจากเป้าตรงกลางราวสองนิ้ว

ในที่สุดเขาก็ตามหลังคู่แข่งจนได้

สีหน้าอันจริงจังของเด็กหนุ่มผ่อนคลายลง แย้มยิ้มออกมาด้วยความยินดี เป็นความดีใจที่ปิดเอาไว้ไม่มิด เพราะโชคได้เข้าข้างเขาแล้ว

มาร์คปาลูกดอกออกไปบ้าง แต่คราวนี้ดวงของชายหนุ่มเริ่มตกลง ปลายเข็มกลับปักเข้าตรงริมขอบ ห่างจากจุดที่ทำคะแนนไปไกลมาก

“โชคไม่ได้ตามหลังเราตลอดไปหรอกครับ”

บ็อบ บราวนีเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ แต่ใบหน้าดูสดชื่นมากกว่าเดิม คราวนี้เขาเห็นชัยชนะอยู่แค่เอื้อม ขอเพียงไม่ประมาทคู่แข่งก็พอ

“อย่าเพิ่งแน่ใจนัก”

มาร์คพูดพร้อมกับจิบเครื่องดื่มที่สั่งมา ใบหน้ายังคงเรียบนิ่ง ไม่ได้แสดงออกถึงความทุกข์ร้อนแต่อย่างใด เหมือนมั่นใจว่าตัวเองจะมีชัยชนะเด็ดขาดในตอนท้าย เพราะเขาเองก็ยังเป็นฝ่ายนำอยู่ ชายหนุ่มจับลูกดอกเอาไว้ที่ปลายนิ้ว หรี่ตาข้างหนึ่งเพื่อเล็งให้ตรงเป้าหมาย

ลูกดอกของมาร์คพุ่งไปข้างหน้า 

เด็กหนุ่มผู้เป็นคู่แข่งจับตามองด้วยใจระทึก เห็นมันปักใส่เป้าหมายเข้าอย่างจัง ห่างจากจุดตรงกลางไปเพียงครึ่งนิ้ว

บ็อบเหงื่อแตกซีก หันมาปาลูกดอกของตัวเองบ้าง ภาวนาให้เป็นฝ่ายนำหน้าสักครั้ง แต่เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะไม่เข้าข้าง เข็มแหลมนั่นดันห่างจากจุดตรงกลางไปหนึ่งคืบ

...แย่ล่ะสิ

มาร์คเหลือบมองคู่แข่ง ยิ้มออกมาอย่างขำขัน ตอนแรกเขาเห็นเด็กคนนี้วางตัวเรียบร้อย เลยคิดว่าคงไม่ใช่พวกขาลุย แต่แค่การเล่นปาลูกดอกกลับมุ่งมั่นจนเสียเหงื่อ ดูท่าหมอนี่ก็ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆเหมือนกัน

ชายหนุ่มคาบบุหรี่ในปากโดยไม่จุดไฟ เพ่งสายตาไปที่เบื้องหน้า ลูกดอกในมือก็พุ่งออกราวเหินบิน ปลายแหลมของมันตรึงกับเป้าหมายอย่างแน่นหนา

ทว่า...กลับปักอยู่ริมขอบเสียดื้อๆ!

หรือโชคจะไม่เข้าข้างเขาเหมือนอย่างที่เด็กหนุ่มว่าเอาไว้?

บ็อบปาดเหงื่อบนหน้าผาก ดวงตาเริ่มฉายแววแห่งความหวัง คราวนี้เขาเล็งอย่างตั้งใจกว่าเดิม สติสมาธิรวมเข้าหากันเป็นจุดเดียว ปาลูกดอกไปข้างหน้าอย่างหมายมาด 

เขากลั้นใจมองจนหน้าแดงก่ำ

ลูกดอกพุ่งไปเร่งร้อน วาดเป็นวงโค้งกลางอากาศ ปักตรึงกับเป้าตรงกลางอย่างชัดแจ้ง

เด็กหนุ่มหอบหายใจจากการเพ่งสมาธิ มันผลาญแรงของเขาไปเยอะราวกับวิ่งทางไกล แต่ก็คุ้มค่าเมื่อวิ่งถึงเส้นชัยแล้ว เขาไม่ลืมขยี้ตาดู เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้คิดไปเอง

“ยินดีด้วยบ็อบ”

มาร์คชื่นชมอย่างจริงใจ มองไปที่ลูกดอกนำโชคของเด็กหนุ่ม คิดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะพลิกผันขึ้นมา เขาเองก็ปาลูกดอกไล่ทำคะแนนบ้าง แต่เหมือนฝีมือเริ่มจะตกลงจนน่าใจหาย เข็มแหลมที่ปักตรึงดันห่างจากจุดกลางไปเรื่อยๆ แทบไม่มีอันไหนกลับมาเป็นฝ่ายนำได้เลย

ท้ายที่สุดชายหนุ่มก็แพ้อย่างหมดรูป

ผู้ชนะได้รางวัลเป็นตุ๊กตาหมี ขนสีน้ำตาลของมันนุ่มจนน่ากอดสักที ขนาดใหญ่ราวหนึ่งคนโอบได้ นับเป็นรางวัลแห่งชัยชนะที่ไม่เลวเลยทีเดียว

บ็อบกอดเจ้าหมีตัวอ้วนอย่างอารมณ์ดี

มีบริกรคนหนึ่งถือถาดเดินผ่านมา บนถาดมีเครื่องดื่มสีใสวางอยู่ มาร์คหยิบมาสองแก้ว ชูขึ้นสูงเพื่อแสดงความยินดีกับอีกคน

“แด่ผู้ชนะ”

ชายหนุ่มจิบเข้าไปคำหนึ่ง เห็นเด็กหนุ่มยื่นมือมาเหมือนจะขอดื่มด้วย เขาเลยยื่นส่งไปให้

ปลายนิ้วของบ็อบใกล้จะแตะขอบแก้ว จังหวะนั้นมาร์ครีบดึงกลับเสียเฉยๆ แถมยังดื่มรวดเดียวหมดอีกด้วย ทำให้เด็กหนุ่มได้แต่มองอย่างเสียดาย

“เอาไว้โตกว่านี้ก่อนเถอะ”

มาร์คบอก วางแก้วเปล่าทั้งสองใบลงบนโต๊ะ ปล่อยให้บ็อบมองตามอย่างอาลัยอาวรณ์

“คุณคงเป็นพวกคอทองแดงสินะ”

เด็กหนุ่มตั้งข้อสังเกต เขาเห็นอีกฝ่ายกระดกเข้าไปโดยไม่มีอาการมึนเมา เลยเดาว่าคงเป็นพวกนักดื่มแบบหาตัวจับยาก

“อย่าคิดเลียนแบบก็แล้วกัน”

มาร์คเตือนอย่างจริงใจ ไม่อยากให้อีกฝ่ายรับสิ่งไม่ดีไปจากเขา ของพวกนี้มันบั่นทอนสุขภาพขนาดหนัก เปรียบได้กับการวางยาพิษตัวเองทีละน้อย เด็กคนนี้สมควรมีร่างกายแข็งแรงตามวัย ไม่ควรทำร้ายตัวเองเพราะเห็นเขาเป็นแบบอย่าง

ทั้งสองคนเที่ยวชมดูทั่วงาน บ็อบเป็นคนออกปากชวนเล่นเกมเสียส่วนใหญ่ ซึ่งมาร์คก็ยินดีสงเคราะห์ให้ และก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้แทบทุกตา ดูเหมือนว่าดวงของเขาวันนี้คงตกจริงๆ เล่นไปกี่ครั้งก็เอาชนะเด็กคนนี้ไม่ได้เลย ทั้งที่ควรจะเป็นฝ่ายนำหน้าได้สักครั้งบ้าง

“สนุกมากๆเลย ผมไม่ได้เล่นแบบนี้มานานแล้ว”

บ็อบยินดีจนแทบกระโดดโลดเต้น หิ้วของพะรุงพะรังเอาไว้ในวงแขน เขาคิดไม่ถึงว่าตัวเองจะชนะอย่างสวยงามขนาดนี้ ได้ครอบครองราววัลมากกว่าที่นึกฝัน สมควรต้องยิ้มชื่นบานไปอีกหลายวันทีเดียว

“อืม วันนี้เป็นโชคดีของนาย”

มาร์คพึมพำ คาบบุหรี่เข้าปากอีกมวน แต่อดใจไว้ไม่ยอมจุดไฟ ถ้าให้เด็กหนุ่มรับควันพิษจากเขาคงเป็นเรื่องที่แย่มาก เห็นทีต้องข่มความอยากสักพัก

อันที่จริงชายหนุ่มก็ไม่ได้หวังชัยชนะอะไรมาก เลยแกล้งออมมือให้บ็อบไปตั้งหลายตา เมื่อก่อนเขาคือนักเล่นตัวยง เชี่ยวชาญตั้งแต่กีฬาหลายประเภท จนถึงเกมเบ็ดเตล็ดเล็กน้อย กับอีแค่ปาลูกดอกให้ตรงเป้า เขาทำได้สบายอยู่แล้ว

ต่อให้หลับตาก็ไม่มีพลาดสักตัวอย่างเด็ดขาด 

คนที่รู้จักล้วนทราบว่าเขาเป็นคนชอบเอาชนะ ที่ผ่านมาเลยมุ่งมั่นกับการแข่งขัน หากอันไหนล้มเหลวก็จะกลับไปฝึกซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกว่าจะผ่านนั่นแหละถึงพอใจ กระทั่งมีฝีมือชั้นเซียนที่ยากจะหาคนเทียบติด นับแต่นั้นก็ไม่เคยพ่ายแพ้ให้ใครอีกเลย

ไม่เคยเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ระหว่างการแข่ง ชายหนุ่มจงใจปาให้ออกห่างจากจุดศูนย์กลาง ช่วยให้เด็กคนนี้คว้าชัยชนะไปจนได้ ถือเป็นสิทธิพิเศษที่ไม่ได้ทำให้ใครบ่อยนัก

“เล่นเกมเสร็จแล้วเหรอ”

หญิงสาวหน้าละอ่อนพูดด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว เดินเข้ามาเกาะแขนคู่หมั้นหนุ่ม ดวงตากลมโตสังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดไปจากเดิม

“อารมณ์ดีขึ้นมาเชียว ได้เจอคนพิเศษมาเหรอ?”

จินนี่หยอกเอินอย่างยิ้มแย้ม

“อืม เธอเองก็เหมือนกัน วันนี้ดูมีความสุขเชียวนะ”

มาร์ครับคำ เห็นว่าคู่หมั้นสาวมีใบหน้าแดงเรื่อ ดวงตาดูฉ่ำเยิ้มราวกับจะหยดหยาด คงต้องไปเจอเรื่องอะไรดีๆมาแน่

จินนี่กลอกตาไปมา ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบที่ข้างหูคู่หมั้นหนุ่ม

“ฉันมีเรื่องสำคัญจะบอกเธอ เอาไว้เจอกันที่ห้องพักนะ”

พูดจบหญิงสาวก็เดินออกไปราวเหินบิน ปล่อยให้มาร์คมองตามด้วยความฉงน รู้สึกได้ว่าจินนี่มีเรื่องลับลมคมใน ยิ่งพักหลังเธอมักจะพูดเรื่องน่าเศร้าบ่อยๆ

มาร์ครีบสลัดศีรษะเพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่าน รีบเดินไปยังทิศทางของคู่หมั้นสาว

ภายในบริษัทมีชั้นที่แยกออกเป็นสองห้อง หนึ่งคือห้องทำงานสำหรับผู้มีตำแหน่ง สองคือห้องพักส่วนตัว เป็นการเตรียมไว้เผื่อมีการทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ

มาร์คเดินออกจากลิฟท์ ชายคนหนึ่งหลีกทางพร้อมกับก้มหัวให้ ชายหนุ่มเดินเรื่อยไปจนถึงห้องทำงาน ฝีเท้าชะงักงันเมื่อเห็นความผิดปกติบางอย่าง

ห้องทำงานมีกระจกใสกางกั้นอยู่อีกชั้น คนที่อยู่ข้างนอกสามารถมองเข้าไปข้างในได้ มันเป็นกลยุทธ์เพื่อให้ลูกจ้างตั้งใจทำงาน เพราะอาจถูกจับตามองได้ตลอดเวลา ยิ่งจะน่ากลัวเมื่อนายจ้างกำลังหาคนชอบอู้

มาร์คมองเข้าไปภายในห้องทำงานของตน ลางสังหรณ์อันชั่วร้ายวูบผ่านเข้ามาในหัว แสงสลัวจากข้างนอกส่องกระทบกับพื้นห้อง เพียงพอให้เห็นร่างของใครบางคนที่นอนอยู่ ชายหนุ่มใจเต้นรัว รีบเปิดประตูถลันเข้าไปในห้อง กดเปิดไฟจนสว่างจ้า

ร่างไร้ชีวิตของท่านทูตมอร์ตันนอนอยู่บนพื้น

........................................................................................................................................................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

17 ความคิดเห็น

  1. #4 praeloy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 14:47

    แบบยังไงหล่ะอ่านแล้วให้ความรู็สึกเหมือนนิยายสืบสวนสอบสวนเก่าๆเลย แบบอ่านแล้วได้บรรยากาศเหมือนในยุคเชอล็อคโฮมเลยค่ะ
    #4
    0
  2. #3 praeloy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2563 / 23:27
    ปริศนาเต็มไปหมดดด รอตอนต่อไปนะคะ
    #3
    0